LOGINข้าเชื่อว่าหากเป็นลี่ลี่ที่นั่งฟังอยู่ตรงนี้คงจะต้องอาละวาดเป็นแน่แท้ เพราะลี่ลี่เคยบอกข้าว่านางไม่อยากแต่งงาน นางยังไม่อยากจะจบชีวิตในเรือนหลังของใครทั้งนั้น
ชีวิตนี้เป็นของนาง นางรักอิสระ นางหวังที่จะได้โบยบินไปทั่วแคว้น โดยที่จะไม่ยอมให้บุรุษผู้ใดมารั้งหรือกักขังนางไว้อย่างเด็ดขาด…
“แล้วเมื่อวานคนของท่านลุงต้าปาถูก็ได้มาแจ้งข่าวว่าอีกไม่กี่วันขบวนคุ้มกันก็จะเดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้ว” กู่ลี่น่าร้องบอกด้วยความตื่นเต้น
“แล้วอย่างไรเล่าเจ้าคะ? ท่านแม่” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเอียงคอด้วยความสงสัย
“ก็ขบวนคุ้มกันนี้ ท่านลุงต้าปาถูส่งมาเพื่อรับพวกเรากลับเมืองหนิงเปียนน่ะสิ!”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง “!!!”
“กลับเมืองหนิงเปียน!?” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งทวนคำอย่างช้า ๆ พลางกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ หลังที่เคยเหยียดตรงกลับงอลง แล้วเลื่อนพิงหมอนนุ่มที่ซ้อนอยู่ด้านหลังอย่างหมดแรง
เมืองหนิงเปียนนั้น นางพอจะเคยได้ยินอยู่บ้าง…
หนิงเปียนเป็นเมืองชายแดนของแคว้นต้าจิ้งที่ติดต่อกับเผ่าอุยกูร์และเผ่าอื่น ๆ ทำให้เป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมผสมผสานระหว่างจงหยวนและอุยกูร์ได้อย่างลงตัว
แม้แต่แม่ทัพพิทักษ์เมือง ฝ่าบาทก็ยังแต่งตั้งทั้งแม่ทัพของแคว้นต้าจิ้งและแม่ทัพของชาวอุยกูร์ขึ้นมา เพื่อร่วมกันปกป้องดินแดนบริเวณนั้นให้สงบสุข
ได้ยินว่าแม่ทัพของแคว้นต้าจิ้งจะเป็น… แม่ทัพใหญ่เย่ อนุชาของเย่ฮองเฮาที่ได้รับการแต่งตั้งให้ไปประจำการที่นั่น ตั้งแต่หลายปีก่อน
ส่วนแม่ทัพชาวอุยกูร์… เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเชื่อว่าน่าจะเป็นท่านลุงต้าปาถูผู้นี้เป็นแน่…
กู่ลี่น่าหัวเราะแผ่วเบา พลางตบมือปลอบประโลม เมื่อเห็นใบหน้าตกตะลึงของบุตรสาว “ดิลลี่คงจะตื่นเต้นดีใจสินะที่เรากำลังจะได้กลับบ้านกันแล้ว”
“ตะ… แต่ไหนท่านแม่เคยบอกว่าพวกเราอยู่ที่เผ่ากันมิใช่หรือเจ้าคะ?”
กู่ลี่น่าพยักหน้า “นั่นมันเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว ท่านลุงต้าปาถูได้ต่อสู้ปกป้องเผ่าอุยกูร์ จนฝ่าบาทเล็งเห็นความสำคัญของบริเวณชายแดนที่จะต้องมีแม่ทัพจากเผ่าต่าง ๆ อยู่ร่วมประจำการและปกป้องเมืองร่วมด้วย ดังนั้น จึงได้แต่งตั้งให้ท่านลุงต้าปาถูเป็นแม่ทัพประจำการที่เมืองหนิงเปียน”
นั่นไง! นางว่าแล้วมิมีผิด…
“แต่มิเป็นไร ขอแค่ให้เราได้ออกจากเมืองหลวงแห่งนี้ กลับไปที่เมืองหนิงเปียนก่อน แล้วเดี๋ยวเราค่อยเดินทางกลับเผ่าของเราก็ได้ จริงหรือไม่?” กู่ลี่น่ายกมือขึ้นทัดปอยผมของบุตรสาวขึ้นทัดหู “ดิลลี่ใฝ่ฝันที่จะได้ควบม้าไปทั่วทุ่งกว้างมิใช่หรือ? ฝันของลูกใกล้จะได้เป็นจริงแล้วนะ”
“เอ่อ… เจ้าค่ะ ท่านแม่” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งยกยิ้มจาง ก่อนที่ทั้งสองคนจะได้ยินเสียงเอะอะโวยวายขึ้นที่หน้าเรือนเฉิ่งจี้ พร้อมเสียงทักทายของหนู่เอ๋อร์เจียงที่ดังขึ้น
“อ้าว! คุณหนูรอง หายดีแล้วหรือขอรับ?”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง “!!!”
ลี่ลี่มาหรือ!?
“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ เอ๊ย! ท่านลุง” เสียงหวานไพเราะตอบกลับมา ก่อนจะเอ่ยถามใหม่ “มิทราบว่าอาอิ๋ง เอ๊ย! ลี่ลี่ฟื้นหรือยังเจ้าคะ?”
เสียงสนทนานอกห้อง ทำให้กู่ลี่น่าหันกลับมามองหน้าบุตรสาว “ครานี้ ร่างกายของคุณหนูรองฟื้นตัวได้ไวนัก คาดว่าร่างกายคงกลับมาแข็งแรงดีแล้วกระมัง”
กู่ลี่น่าลุกขึ้นยืน ยกผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างบุตรสาวอีกครั้ง “ประเดี๋ยว แม่จะไปบอกข่าวดีนี้กับคุณหนูรองเสียก่อน อย่างไรเจ้าก็พักผ่อนไปเสีย รอให้หายดีแล้ว เจ้าค่อยออกไปพบคุณหนูรองจะดีกว่านะ”
“เอ่อ... ท่านแม่เจ้าคะ ข้าอยากพบอาอิ๋งเจ้าค่ะ” เป็นเจิ่งเสวี่ยอิ๋งที่สติดีกว่าสหายอีกคน นางสามารถสวมบทเป็นตี๋ลี่เสวี่ยได้แนบเนียนกว่าอีกฝ่ายมากนัก
“อา... ได้สิ ได้สิ แม่ตามใจเจ้า” กู่ลี่น่ายกยิ้ม พยักหน้าอนุญาตอย่างอดไม่ได้
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเห็นเช่นนั้น จึงได้ร้องขอคนตรงหน้าอีกประโยค “แต่อย่างไร ท่านแม่ช่วยบอกข่าวดีนี้กับอาอิ๋งแทนข้าด้วยนะเจ้าคะ”
“ได้สิ เจ้ากลัวว่าคุณหนูรองจะไม่ยอมให้เจ้าจากไปใช่หรือไม่?” กู่ลี่น่าย้อนถามอย่างรู้ทัน เมื่อเห็นรอยยิ้มจางของบุตรสาวก็พยักหน้าเข้าใจได้ “คุณหนูรองสนิทกับเจ้ามานานนับสิบปี จะอาลัยอาวรณ์มิยอมให้เจ้าจากไปก็มิใช่เรื่องแปลก”
“แต่คนเรานั้น มีพบมีจากเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ สุดท้ายแล้วก็มิมีผู้ใดอยู่ร่วมกันไปได้ตลอดชีวิตหรอกนะ ทุกคนนั้นย่อมมีเส้นทางชีวิตเป็นของตัวเอง”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งที่ได้ยินเช่นนั้นก็ก้มหน้าเม้มริมฝีปากแน่น “...”
ยามเช้าของวันถัดมา ก่อนที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกไปตรวจตราทหารตามปกติ อาซือหลันในร่างของ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ก็แต่งกายเรียบร้อยมิดชิด เพื่อที่จะได้ตามนางออกไปตรวจตราด้วยหากแต่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ยื่นชุดคลุมแขนยาวให้เขาด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านแต่งกายมิดชิดได้ดีแล้ว แต่ข้าคิดว่าท่านสวมชุดคลุมนี้อีกชั้นเถิด ประเดี๋ยวผิวของข้าจะดำเสียหมด”อาซือหลัน “...”แต่เดิมผิวเจ้าก็มิได้ขาวผ่องเป็นยองใยเช่นสาวชาวฮั่นอยู่แล้วนะ แต่ก็สวยคมเข้มเช่นชาวอุยกูร์อย่างเจ้า แบบนั้นต่างหากที่ข้าชอบ…ความคิดที่น่าตกใจแวบผ่านเข้ามาอีกครั้ง อาซือหลันได้แต่เบิกตากว้าง แต่ต้องรีบกลบเกลื่อนด้วยการรับเสื้อนั้นมาสวม ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะปฏิเสธอาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งพากันเดินออกจากกระโจมหลัก หลังจากที่ตรวจตราเหล่าทหารเรียบร้อยแล้ว อาซือหลันจึงให้คนสนิทจัดเตรียมลานฝึกซ้อมส่วนตัว เพื่อให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ฝึกซ้อมดาบกับเขาอีกครั้งยามนี้คนสนิททั้งสามคนของอาซือหลันล้วนรู้เรื่องการสลับร่างของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว บาคียาร์จึงได้ใช้ผ้าผืนใหญ่มาขึงเ
“ระวัง!!”ในเสี้ยวพริบตาที่มือสังหารพุ่งเข้ามากรีดอากาศด้วยมีดสั้น อาซือหลันที่อยู่ในร่างของตี๋ลี่เสวี่ยก็ฉวยดาบของอาซือหลันออกจากฝักอย่างรวดเร็ว แม้ว่าในใจจะกรีดร้องว่ามันหนักมากก็ตามเขาใช้พลังทั้งหมดที่มีในร่างบอบบางแทงสวนกลับไปยังลำตัวของคนร้ายอย่างแม่นยำและรุนแรง!ฉึก!! เสียงคมมีดเสียดแทงเข้าไปในร่างของอีกฝ่ายเสียงดัง!คนร้ายล้มลงทันทีพร้อมกับมีดสั้นที่หลุดจากมือ เป็นจังหวะเดียวกับที่อาซือหลันใช้มืออีกข้างจับข้อมือหนาของ ‘อาซือหลัน’ ตวัดรั้งร่างกำยำเข้ามาในอ้อมแขนราวกับต้องการปกป้องอีกฝ่ายให้พ้นจากอันตรายทหารที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ในบริเวณนั้นต่างตกตะลึงจนนิ่งงัน กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาด โดยเฉพาะภาพที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าร่างสูงใหญ่กำยำของท่านแม่ทัพกำลังตกอยู่ในอ้อมแขนบอบบางของฮูหยิน โดยที่มือข้างหนึ่งของฮูหยินยังคงกำดาบที่เปื้อนเลือดของมือสังหารไว้อยู่ทหารแต่ละนายล้วนอ้าปากค้างกับภาพที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็น “!!!”ไม่ใช่เพียงคนสนิทและทหารที่ตกตะลึง ‘อาซือหลัน&rsq
น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าแฝงเร้นไปด้วยไอสังหารและอำนาจสะกดขวัญที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีนั้น เปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดลงกลางใจของมู่หนี่ลา จนร่างทั้งร่างของนางเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง ห้วงจังหวะหัวใจพลันสะดุดกึกด้วยความหวาดหวั่น... น้ำเสียงที่ทรงพลังและเยือกเย็นถึงเพียงนี้ เหตุใดนางจะจำไม่ได้กัน!!แม่ทัพใหญ่เย่! เย่อี้หมิง!!พญามัจจุราชแห่งสมรภูมิ ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพชาวฮั่นที่ประจำการ ณ เมืองหนิงเปียนแห่งแคว้นต้าจิ้ง ชายผู้มีฐานะอันสูงส่งเกินกว่าที่ใครจะกล้าต่อกรนอกจากจะเป็นเจ้าตระกูลเย่ ตระกูลแม่ทัพที่สืบทอดสายเลือดนักรบปกป้องแผ่นดินมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เขายังมีฐานะเป็นถึงพระมาตุลาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน และเป็นอนุชาสุดที่รักของเย่ไทเฮา ผู้กุมอำนาจกึ่งหนึ่งของราชสำนัก!!แม่ทัพใหญ่เย่ประจำการอยู่ที่เมืองหนิงเปียนมานานเกือบสิบปี โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้สาเหตุว่าเขาขอย้ายตนเองมาประจำการที่เมืองชายแดนอันห่างไกลเช่นนี้ทำไมด้วยความที่เขาเป็นถึงเจ้าตระกูลเย่และเป็นอนุชาเพียงคนเดียวของเย่ไทเฮา แล้วเหตุใดจึงต้องมาทนทรมานกายที่ชา
“ตายแล้ว! อาซือหลันตายแล้ว!!” เสียงสาวใช้ในเรือนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงานในห้องด้วยสีหน้ายินดีปรีดา “สำเร็จแล้วเจ้าค่ะ! คนของเราส่งข่าวกลับมาบอกว่าอาซือหลันตายแล้ว!”ดวงตาของผู้ที่ได้รับรายงานเปล่งประกายแห่งชัยชนะเจือความอำมหิต ก่อนจะหัวเราะเสียงแหลมออกมาอย่างควบคุมไม่ได้“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ในที่สุด! ในที่สุดข้าก็สามารถฆ่าอาซือหลันได้สักที! เพราะมัน! มันจึงทำให้ข้าต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้!” เจ้าของเรือนผุดลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ สองมือกำแน่นใต้ชายแขนเสื้อ“ใช่แล้วเจ้าค่ะ! เพราะอาซือหลันยกทัพมาบุกตีเผ่าของเราจนแตกพ่าย หากนายท่านมาห์มุดไม่ยอมจำนนและยกท่านให้เป็นอนุของมัน มันก็คงไม่เลิกรา” กาซีพูดออกมาด้วยความคับแค้นใจดวงตาของมู่หนี่ลาฉายแววเหี้ยมเกรียม เชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง “สามปี! สามปีที่ข้าต้องอดทนอยู่ในจวน ยอมเสียสละเรือนร่างให้มันเชยชม แสร้งทำเป็นว่ารักทั้งที่ขยะแขยงสัมผัสของมันเป็นยิ่งนัก!”“บุตรสาวหัวหน้าเผ่าคาร์ลุกอย่างข้าน่ะหรือ? จำต้องมาเป็นอนุในจวนผู้อื่น สิ่งนี้คู่ควรกับข้าหรือ
แม้ว่าเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกอาการงอแงเพราะนอนไม่พอไปบ้าง แต่สุดท้ายก็จำต้องลุกขึ้นตามแรงลากจูงของอาซือหลัน เพื่อไปเดินตรวจตราลานฝึกซ้อมตามหน้าที่ของแม่ทัพใหญ่อยู่ดีกลางลานฝึกซ้อมของค่ายเหยี่ยวดำ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบร่างของทหารม้าหลายสิบนายที่กำลังเปลือยกายท่อนบนฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างคล่องตัวผิวกายส่วนบนของพวกเขามีสีแทนเข้มจากการกรำแดดและลมหนาวมานานหลายปี เหงื่อไหลอาบเป็นทางลงไปตามร่องกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ชัดเจนจนมันวาวราวกับทาด้วยน้ำมันกล้ามเนื้อแต่ละมัดที่ต้นแขนและไหล่ เกร็งกระตุกและยืดหดตัวทุกครั้งที่พวกเขาเหวี่ยงดาบหนัก หรือยกกระสอบทรายขนาดใหญ่เสียง ‘ฮึบ’ จากการออกแรงดังสลับกับเสียงกระทบของโลหะและหนังที่ใช้ในการฝึกซ้อม ทั่วร่างของหลายคนมีรอยแผลเป็นสีจาง ๆ พาดผ่านหน้าอกและซี่โครงในระหว่างที่พวกเขากำลังเดินผ่านนั้น ดวงตาคู่คมของ ‘อาซือหลัน’ ก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันทีด้วยความสนใจในเรือนร่างกำยำของบุรุษนักรบ“อื้อหืม...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอดลากเสียงในลำคอไม่ได้ พร้อมทั้งกลืนน้
จากการประชุมในช่วงสายวันนั้น ทำให้อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งทราบความคืบหน้าในหลายประเด็น โดยหมอทหารได้รายงานว่าทหารส่วนใหญ่ที่ถูกพิษได้รับการรักษาทันท่วงที เพียงแค่พักฟื้นก็หายดีดังเดิม โดยทหารที่มีอาการสาหัสนั้น มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นส่วนเรื่องเสบียง จากเดิมที่ได้มีการขนส่งเสบียงไปที่แนวหน้าแล้วเมื่อวาน ทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนเสบียงของด่านหน้าไปได้มาก นอกจากนี้ ทางเผ่าคีตันเอง ซุลฟิการ์ก็ได้สั่งให้กองทัพล่าถอยออกจากเขตชายแดนเป็นที่เรียบร้อยแล้วสายที่ส่งไปสืบที่กองทัพของเผ่าบาสมิลกลับมารายงานว่า อิสกันดาร์ ผู้นำของเผ่าบาสมิลเดือดดาลไม่น้อยที่อยู่ ๆ ซุลฟิการ์ก็กลับลำ ไม่ยอมให้ความร่วมมือมาสนับสนุนกองทัพ เขาจึงต้องระดมพลในเผ่าใหม่อีกครั้งเป็นจำนวนมากและจากที่สายสังเกตเห็น ก็พบว่ารายการเสบียง อาวุธ ยา และม้าศึกที่อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งกำลังตามหาว่าหายไปจากค่ายทหารได้อย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านั้นล้วนแต่ปรากฏอยู่ในค่ายทหารของเผ่าบาสมิลทั้งสิ้นเพียงเท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าทั้งจวนแม่ทัพและค่ายทหารของเขาล้วนแต่มีไส้ศึกซ่อนอยู่ทั้งนั้น ดวงตากลมโตของอาซือหลันเ
ใช่แล้ว สิ่งผิดปกติที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งสังเกตเห็นคือบนโต๊ะอาหารมีจานอาหารที่ไม่ใช่อาหารฮาลาลวางอยู่ด้วย ซึ่งนั่นเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงเป็นอย่างมากว่านเฟยลี่ร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ นางทุบโต๊ะเสียงดัง และชี้ไปยังจานเนื้อหมูอบจานเล็ก ๆ นั้น ด้วยใบหน้าโกรธจัด “อ๊า! นี่มันอะไรกัน! ใครสั่งให้น
กลางยามอิ๋น ในขณะที่เรือนจวิ้นเหอยังมีอากาศที่เย็นยะเยือกเจิ่งเสวี่ยอิ๋งลุกขึ้นก่อนแสงแรกของวันมาถึง นางรีบลุกขึ้นมาแต่งตัว โดยที่ไม่นึกแปลกใจแม้แต่น้อยที่ไม่มีสาวใช้คนใดเข้ามาช่วยนางแต่งตัว เสียงเคลื่อนไหวของนาง ทำให้อาซือหลันรู้สึกตัวตื่นขึ้นด้วยเช่นกันอาซือหลันตื่นขึ้นมาอย่างเง
หลังจากเสร็จสิ้นการรับประทานอาหารมื้อนั้น ว่านเฟยลี่ก็ขอปลีกตัวกลับเรือนอี๋เหอของตนเอง โดยมีเจินเจินและเหวินซิ่ว สองสาวใช้คนสนิทเดินตามหลังเจิ่งเสวี่ยอิ๋งยืนมองพวกนางที่ริมระเบียง ก่อนจะเหลียวหันหลังกลับมามองตนเองที่ไร้ผู้ใดข้างกายเฮอะ... ช่างน่าสงสารนัก ยามที่เป็นคุณหนูรองแห่งจวน
ส่วนอนุคนสุดท้ายคือ ซินเซียง หรือ อนุซิน นางโลมจากหอชิงอู๋ หอคณิกาเลื่องชื่อของเมืองหนิงเปียนที่อาซือหลันรับเข้าจวนในวัยยี่สิบสี่หนาว ด้วยเพราะถูกใจในใบหน้า ท่าทาง และจริตจะก้านของนางซินเซียงนั้นนับว่าเป็นแม่นางที่รู้จักเรือนร่างของตนเป็นอย่างดี นางสวมใส่ชุดฮั่นฟูสีชมพูอมแดงที่ช่วยขับผิวพ







