LOGINตี๋ลี่เสวี่ยในชุดสีฟ้าอ่อนรีบถลาไปทรุดตัวลงนั่งบนเตียงที่เคยเป็นของนาง ดวงตาเมล็ดซิ่งของร่างจ้องมองใบหน้าสวยคมเข้มของตนเองด้วยความรู้สึกแปลก ๆ “ข้า... เพราะเหตุใด... ข้าไม่เข้าใจ...”
ถ้อยคำที่ไม่อาจเรียบเรียงเป็นประโยคถูกกล่าวออกมาไม่เป็นคำ พร้อมสีหน้าและแววตาที่สะท้อนถึงความสับสนงงงวย
แท้จริงแล้วในใจของตี๋ลี่เสวี่ยมีหลากหลายคำถามที่อยากกล่าวออกมา หากแต่เมื่อได้เจอหน้าเจิ่งเสวี่ยอิ๋งในร่างของตัวเองแล้ว นางกลับพูดสิ่งใดไม่ออกสักคำ
เช่นเดียวกับเจิ่งเสวี่ยอิ๋งที่ได้เห็นร่างของตัวเองปรากฏอยู่ตรงหน้าเหมือนกัน “ข้าเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน”
“นี่มันเกิดสิ่งใดขึ้น? พวกเราสลับร่างกันได้อย่างไร? แต่ข้าไม่รู้ล่ะ เราจะต้องหาวิธีสลับร่างกลับให้ได้นะ อาอิ๋ง!” ตี๋ลี่เสวี่ยร้องบอกอย่างร้อนรน “ยิ่งเมื่อครู่ ท่านพ่อท่านแม่บอกข้าว่าอีกไม่กี่วัน ขบวนคุ้มกันของท่านลุงต้าปาถูก็จะมารับพวกข้ากลับแล้วด้วย หากพวกเราสลับร่างกลับไม่ทันจะทำเช่นไร?”
“แล้วเจ้ารู้หรือว่าพวกเราสลับร่างกันด้วยเหตุใด?” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งย้อนถามเสียงเรียบ ชวนให้ตี๋ลี่เสวี่ยชะงักไปชั่วครู่ นางเอียงคอมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความงุนงง แม้ว่าจะเป็นการมองใบหน้าของตนเองก็ตามที
“อาอิ๋ง... เหตุใดท่านจึงดูใจเย็นนัก ดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับการสลับร่างของพวกเราเลย”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งหรี่ตาลง “ลี่ลี่ เจ้ามิต้องมาจับผิดข้าหรอก ข้าเองก็ร้อนใจไม่ต่างจากเจ้า แต่ในระหว่างที่ข้านั่งคิดเมื่อครู่ ข้าก็เฝ้านึกทบทวนเหตุการณ์สุดท้ายที่พวกเราต่างยังอยู่ในร่างของตนเอง”
“ครั้งสุดท้ายที่ยังอยู่ในร่างของตนเอง?” ตี๋ลี่เสวี่ยทวนคำ พร้อมนึกตาม “ข้าช่วยท่านขึ้นมาจากสระบัว... ก่อนที่จะสลบไป แต่พอข้าตื่นขึ้นมา... ก็เป็นร่างของท่านที่เรือนชิงหนิงแล้ว”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพยักหน้า “ใช่ ข้าเองก็สลบไปที่ข้างสระบัว พอฟื้นขึ้นมาก็เป็นร่างของเจ้าแล้วเช่นกัน”
“ถ้าเช่นนั้น สิ่งที่ทำให้พวกเราสลับร่างกันก็ต้องเป็นที่สระบัวแน่ ๆ ” ตี๋ลี่เสวี่ยร้องขึ้นอย่างดีใจ เมื่อพบเจอทางแก้ของปัญหาแล้ว นางรีบผุดลุกขึ้น พลางดึงมือของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งให้ลุกขึ้นตาม “ไป! อาอิ๋ง พวกเราไปที่สระบัวกันเถิด เราจะต้องสลับร่างกันได้แน่ ๆ !!”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งลุกขึ้นตามแรงดึง หากแต่ทันทีที่ปลายเท้าแตะลงบนพื้น นางกลับทิ้งตัวลงคุกเข่าต่อหน้าตี๋ลี่เสวี่ย ต่อหน้าร่างแท้ ๆ ของนาง
ตุบ!!
เข่าของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งในร่างของตี๋ลี่เสวี่ยกระแทกลงบนพื้นไม้ในห้องนอนเสียงดัง จนตี๋ลี่เสวี่ยถึงกับสะดุ้งและผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“อาอิ๋ง! ท่านทำอะไรน่ะ!? ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!” ตี๋ลี่เสวี่ยร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อเห็นสหายสนิทคุกเข่าอยู่ตรงหน้า ก่อนจะรีบก้มลงมาช่วยประคอง หากแต่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งกลับปัดมือของตี๋ลี่เสวี่ยที่พยายามดึงนางให้ลุกขึ้นยืนออก
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเงยหน้าขึ้นมองตี๋ลี่เสวี่ยด้วยแววตาที่เว้าวอน “ลี่ลี่! ข้าขอโทษ แต่ข้าขอร้อง ขอเจ้าเมตตาข้าด้วยเถิด!!”
“เมตตาอันใด? ข้าไม่เข้าใจ ท่านกำลังทำให้ข้ากลัวนะ อาอิ๋ง” ตี๋ลี่เสวี่ยร้องบอกอย่างลนลาน ด้วยนางไม่เคยเห็นคุณหนูของตนมีท่าทางที่สิ้นหวังขนาดนี้มาก่อน
ในขณะที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งยกมือทั้งสองข้างขึ้นประกบกันเหนือหน้าผาก “ข้าขอร้องเจ้า ขอว่าพวกเราอย่าสลับร่างกลับได้หรือไม่?”
ตี๋ลี่เสวี่ย “???”
“ข้ารู้! ลี่ลี่! ข้ารู้ว่าร่างนี้เป็นของเจ้า ชีวิตนี้เป็นของเจ้า!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเลื่อนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย โขกศีรษะลงพื้นอย่างจริงจังจนหน้าผากสัมผัสกับพื้นไม้อย่างแรง เพื่อแสดงความขอร้องเมตตาอย่างที่สุด “แต่ว่า... ข้าขอได้หรือไม่?”
ตี๋ลี่เสวี่ย “!!!”
ยามเช้าของวันถัดมา ก่อนที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกไปตรวจตราทหารตามปกติ อาซือหลันในร่างของ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ก็แต่งกายเรียบร้อยมิดชิด เพื่อที่จะได้ตามนางออกไปตรวจตราด้วยหากแต่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ยื่นชุดคลุมแขนยาวให้เขาด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านแต่งกายมิดชิดได้ดีแล้ว แต่ข้าคิดว่าท่านสวมชุดคลุมนี้อีกชั้นเถิด ประเดี๋ยวผิวของข้าจะดำเสียหมด”อาซือหลัน “...”แต่เดิมผิวเจ้าก็มิได้ขาวผ่องเป็นยองใยเช่นสาวชาวฮั่นอยู่แล้วนะ แต่ก็สวยคมเข้มเช่นชาวอุยกูร์อย่างเจ้า แบบนั้นต่างหากที่ข้าชอบ…ความคิดที่น่าตกใจแวบผ่านเข้ามาอีกครั้ง อาซือหลันได้แต่เบิกตากว้าง แต่ต้องรีบกลบเกลื่อนด้วยการรับเสื้อนั้นมาสวม ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะปฏิเสธอาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งพากันเดินออกจากกระโจมหลัก หลังจากที่ตรวจตราเหล่าทหารเรียบร้อยแล้ว อาซือหลันจึงให้คนสนิทจัดเตรียมลานฝึกซ้อมส่วนตัว เพื่อให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ฝึกซ้อมดาบกับเขาอีกครั้งยามนี้คนสนิททั้งสามคนของอาซือหลันล้วนรู้เรื่องการสลับร่างของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว บาคียาร์จึงได้ใช้ผ้าผืนใหญ่มาขึงเ
“ระวัง!!”ในเสี้ยวพริบตาที่มือสังหารพุ่งเข้ามากรีดอากาศด้วยมีดสั้น อาซือหลันที่อยู่ในร่างของตี๋ลี่เสวี่ยก็ฉวยดาบของอาซือหลันออกจากฝักอย่างรวดเร็ว แม้ว่าในใจจะกรีดร้องว่ามันหนักมากก็ตามเขาใช้พลังทั้งหมดที่มีในร่างบอบบางแทงสวนกลับไปยังลำตัวของคนร้ายอย่างแม่นยำและรุนแรง!ฉึก!! เสียงคมมีดเสียดแทงเข้าไปในร่างของอีกฝ่ายเสียงดัง!คนร้ายล้มลงทันทีพร้อมกับมีดสั้นที่หลุดจากมือ เป็นจังหวะเดียวกับที่อาซือหลันใช้มืออีกข้างจับข้อมือหนาของ ‘อาซือหลัน’ ตวัดรั้งร่างกำยำเข้ามาในอ้อมแขนราวกับต้องการปกป้องอีกฝ่ายให้พ้นจากอันตรายทหารที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ในบริเวณนั้นต่างตกตะลึงจนนิ่งงัน กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาด โดยเฉพาะภาพที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าร่างสูงใหญ่กำยำของท่านแม่ทัพกำลังตกอยู่ในอ้อมแขนบอบบางของฮูหยิน โดยที่มือข้างหนึ่งของฮูหยินยังคงกำดาบที่เปื้อนเลือดของมือสังหารไว้อยู่ทหารแต่ละนายล้วนอ้าปากค้างกับภาพที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็น “!!!”ไม่ใช่เพียงคนสนิทและทหารที่ตกตะลึง ‘อาซือหลัน&rsq
น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าแฝงเร้นไปด้วยไอสังหารและอำนาจสะกดขวัญที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีนั้น เปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดลงกลางใจของมู่หนี่ลา จนร่างทั้งร่างของนางเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง ห้วงจังหวะหัวใจพลันสะดุดกึกด้วยความหวาดหวั่น... น้ำเสียงที่ทรงพลังและเยือกเย็นถึงเพียงนี้ เหตุใดนางจะจำไม่ได้กัน!!แม่ทัพใหญ่เย่! เย่อี้หมิง!!พญามัจจุราชแห่งสมรภูมิ ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพชาวฮั่นที่ประจำการ ณ เมืองหนิงเปียนแห่งแคว้นต้าจิ้ง ชายผู้มีฐานะอันสูงส่งเกินกว่าที่ใครจะกล้าต่อกรนอกจากจะเป็นเจ้าตระกูลเย่ ตระกูลแม่ทัพที่สืบทอดสายเลือดนักรบปกป้องแผ่นดินมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เขายังมีฐานะเป็นถึงพระมาตุลาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน และเป็นอนุชาสุดที่รักของเย่ไทเฮา ผู้กุมอำนาจกึ่งหนึ่งของราชสำนัก!!แม่ทัพใหญ่เย่ประจำการอยู่ที่เมืองหนิงเปียนมานานเกือบสิบปี โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้สาเหตุว่าเขาขอย้ายตนเองมาประจำการที่เมืองชายแดนอันห่างไกลเช่นนี้ทำไมด้วยความที่เขาเป็นถึงเจ้าตระกูลเย่และเป็นอนุชาเพียงคนเดียวของเย่ไทเฮา แล้วเหตุใดจึงต้องมาทนทรมานกายที่ชา
“ตายแล้ว! อาซือหลันตายแล้ว!!” เสียงสาวใช้ในเรือนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงานในห้องด้วยสีหน้ายินดีปรีดา “สำเร็จแล้วเจ้าค่ะ! คนของเราส่งข่าวกลับมาบอกว่าอาซือหลันตายแล้ว!”ดวงตาของผู้ที่ได้รับรายงานเปล่งประกายแห่งชัยชนะเจือความอำมหิต ก่อนจะหัวเราะเสียงแหลมออกมาอย่างควบคุมไม่ได้“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ในที่สุด! ในที่สุดข้าก็สามารถฆ่าอาซือหลันได้สักที! เพราะมัน! มันจึงทำให้ข้าต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้!” เจ้าของเรือนผุดลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ สองมือกำแน่นใต้ชายแขนเสื้อ“ใช่แล้วเจ้าค่ะ! เพราะอาซือหลันยกทัพมาบุกตีเผ่าของเราจนแตกพ่าย หากนายท่านมาห์มุดไม่ยอมจำนนและยกท่านให้เป็นอนุของมัน มันก็คงไม่เลิกรา” กาซีพูดออกมาด้วยความคับแค้นใจดวงตาของมู่หนี่ลาฉายแววเหี้ยมเกรียม เชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง “สามปี! สามปีที่ข้าต้องอดทนอยู่ในจวน ยอมเสียสละเรือนร่างให้มันเชยชม แสร้งทำเป็นว่ารักทั้งที่ขยะแขยงสัมผัสของมันเป็นยิ่งนัก!”“บุตรสาวหัวหน้าเผ่าคาร์ลุกอย่างข้าน่ะหรือ? จำต้องมาเป็นอนุในจวนผู้อื่น สิ่งนี้คู่ควรกับข้าหรือ
แม้ว่าเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกอาการงอแงเพราะนอนไม่พอไปบ้าง แต่สุดท้ายก็จำต้องลุกขึ้นตามแรงลากจูงของอาซือหลัน เพื่อไปเดินตรวจตราลานฝึกซ้อมตามหน้าที่ของแม่ทัพใหญ่อยู่ดีกลางลานฝึกซ้อมของค่ายเหยี่ยวดำ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบร่างของทหารม้าหลายสิบนายที่กำลังเปลือยกายท่อนบนฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างคล่องตัวผิวกายส่วนบนของพวกเขามีสีแทนเข้มจากการกรำแดดและลมหนาวมานานหลายปี เหงื่อไหลอาบเป็นทางลงไปตามร่องกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ชัดเจนจนมันวาวราวกับทาด้วยน้ำมันกล้ามเนื้อแต่ละมัดที่ต้นแขนและไหล่ เกร็งกระตุกและยืดหดตัวทุกครั้งที่พวกเขาเหวี่ยงดาบหนัก หรือยกกระสอบทรายขนาดใหญ่เสียง ‘ฮึบ’ จากการออกแรงดังสลับกับเสียงกระทบของโลหะและหนังที่ใช้ในการฝึกซ้อม ทั่วร่างของหลายคนมีรอยแผลเป็นสีจาง ๆ พาดผ่านหน้าอกและซี่โครงในระหว่างที่พวกเขากำลังเดินผ่านนั้น ดวงตาคู่คมของ ‘อาซือหลัน’ ก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันทีด้วยความสนใจในเรือนร่างกำยำของบุรุษนักรบ“อื้อหืม...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอดลากเสียงในลำคอไม่ได้ พร้อมทั้งกลืนน้
จากการประชุมในช่วงสายวันนั้น ทำให้อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งทราบความคืบหน้าในหลายประเด็น โดยหมอทหารได้รายงานว่าทหารส่วนใหญ่ที่ถูกพิษได้รับการรักษาทันท่วงที เพียงแค่พักฟื้นก็หายดีดังเดิม โดยทหารที่มีอาการสาหัสนั้น มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นส่วนเรื่องเสบียง จากเดิมที่ได้มีการขนส่งเสบียงไปที่แนวหน้าแล้วเมื่อวาน ทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนเสบียงของด่านหน้าไปได้มาก นอกจากนี้ ทางเผ่าคีตันเอง ซุลฟิการ์ก็ได้สั่งให้กองทัพล่าถอยออกจากเขตชายแดนเป็นที่เรียบร้อยแล้วสายที่ส่งไปสืบที่กองทัพของเผ่าบาสมิลกลับมารายงานว่า อิสกันดาร์ ผู้นำของเผ่าบาสมิลเดือดดาลไม่น้อยที่อยู่ ๆ ซุลฟิการ์ก็กลับลำ ไม่ยอมให้ความร่วมมือมาสนับสนุนกองทัพ เขาจึงต้องระดมพลในเผ่าใหม่อีกครั้งเป็นจำนวนมากและจากที่สายสังเกตเห็น ก็พบว่ารายการเสบียง อาวุธ ยา และม้าศึกที่อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งกำลังตามหาว่าหายไปจากค่ายทหารได้อย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านั้นล้วนแต่ปรากฏอยู่ในค่ายทหารของเผ่าบาสมิลทั้งสิ้นเพียงเท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าทั้งจวนแม่ทัพและค่ายทหารของเขาล้วนแต่มีไส้ศึกซ่อนอยู่ทั้งนั้น ดวงตากลมโตของอาซือหลันเ
เช้าวันรุ่งขึ้นมาถึงอย่างรวดเร็ว จนเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไม่อยากจะตื่นขึ้นมารับรู้ความจริงอาซือหลัน เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง และเหล่าอนุทั้งสามคนยืนส่งต้าปาถู หนู่เอ๋อร์เจียง และกู่ลี่น่า ที่กำลังจะออกเดินทางกลับเผ่าอุยกูร์ในวันนี้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ เมื่อขบวนรถม้าเคลื่อนลับหายไปจาก
กู่ลี่น่าทอดสายตามองใบหน้าอันนวลเนียนของบุตรสาวด้วยความรู้สึกเห็นใจอย่างสุดซึ้งที่สลักลึกอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจคนเป็นแม่ ทว่าเมื่อนางตัดสินใจเบือนหน้ากลับไปมองสามีผู้เป็นที่รักและสหายสนิทของสามีที่นั่งประทับอยู่ข้างกันรอยยิ้มที่เคยประดับอยู่ก็มลายสิ้นไปทันทีที่ได้เห็นสีหน้าเคร่งเครีย
ขบวนรถม้าที่ถูกจัดเตรียมและตกแต่งไว้อย่างสง่างามสมเกียรติแห่งจวนแม่ทัพ เคลื่อนตัวอย่างมั่นคงและไม่เร่งร้อนไปตามถนนมุ่งตรงสู่จวนอันจวี๋ โดยมีหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่า ผู้เป็นบิดามารดายืนชะเง้อคอมองรอคอยอยู่หน้าประตูจวนด้วยใจจดจ่อตั้งแต่อรุณรุ่งแววตาของคนทั้งคู่ที่เฝ้าจับจ้องไปยังหัวถนนนั
เมื่อถึงกลางแห่งยามโหย่ว บรรยากาศรอบจวนแม่ทัพที่ควรจะสงบเงียบกลับตึงเครียดขึ้นอย่างลับ ๆ อาซือหลันก้าวเท้ากลับเข้าสู่จวนด้วยความเหนื่อยล้าจากการทำงานในขณะที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง ผู้รอคอยเวลานี้มาทั้งวัน ยืนรอรับสามีอยู่บริเวณทางเดินหลักที่ทอดตัวยาวจากประตูใหญ่มุ่งสู่เรือนจวิ้นเหอนางจงใ







