مشاركة

ฮูหยินสายลุย
ฮูหยินสายลุย
مؤلف: เจี่ยเจียที่แปลว่าพี่สาว

บทที่ 1

last update تاريخ النشر: 2025-10-16 21:39:40

ร่างบางที่มีใบหน้างดงามแต่ก็ไม่ได้งดงามถึงขนาดล่มเมืองถึงเพียงนั้น นั่งเหม่อลอยด้วยยังจับต้นชนปลายไม่ถูก นางจับใบหน้าที่ยังสวยสดงดงามไม่ได้แก่ชราไปตามกาลเวลาก่อนหน้านี้

ตั้งแต่บิดาเสียชีวิตในสนามรบเพียงไม่ถึงเดือนก็ได้รับ สมรสพระราชทานที่นำมาจากเมืองหลวง ให้แต่งงานกับท่านแม่ทัพ ‘เฉินโม่เหยียน’ที่ประจำการอยู่ที่ ‘เมืองเป่ยฉิน’ ในทิศตะวันตกที่ไม่เคยได้รู้จักมักคุ้นกันมาก่อน

ท่านแม่ทัพเฉิน ขึ้นมาเป็นแม่ทัพแทนท่านพ่อของนาง แต่ท่านแม่ทัพมีสตรีในดวงใจแล้วที่เมืองหลวงถึงจะไม่ต้องการแต่งงานแต่ก็ขัดราชโองการไม่ได้ จนเมื่อแต่งงานเข้ามาตระกูลเฉิน ก็ยังคงทำหน้าที่กุนซือต่อในกองทัพด้วยพยายามขอร้องสามี เพียงหวังว่าจะได้อยู่ใกล้ชิดคิดว่าสักวันหนึ่ง สามีที่มีใบหน้าหล่อเหลาร่างสูงกำยำองอาจดั่งเช่นนักรบ อาจจะยอมรับนางที่เป็นภรรยาจนเกิดความรักขึ้นมาได้เพียงแค่ทำตัวเป็นภรรยาที่ดี อย่างไรเสียบุรุษก็ต้องในอ่อนเข้าสักวัน

แต่เรื่องราวหาเป็นเช่นนั้น ถึงจะอยู่ใกล้ชิดเพียงใด สามีก็ไม่เคยสนใจนางในฐานะภรรยาแม้แต่น้อยเพียงแต่ให้เกียรติเหมือนกับเป็นสหายเสียมากกว่า อาจจะมีอายุใกล้เคียงกันก็เป็นได้ กับสามีก็ไม่ได้มีบุตรด้วยกันถึงจะถูกกดดันเรื่องการสืบทายาท เฉินโม่เหยียนก็ไม่สนใจ และนางเองก็ต้องปล่อยไปเพียงเพราะทำอันใดไม่ได้ในเมื่อผู้ที่เป็นสามีไม่คิดจะร่วมหอด้วย

จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต สามีก็ได้ลาออกจากการเป็นแม่ทัพด้วยวัยห้าสิบแปดปี ความรู้สึกเดียวดายที่ได้พบเจอมาตลอดหลายสิบปีช่างเหน็บหนาวเหลือทน

และใช่นางคือ ‘โจวฟางหลิน’ ที่ทั้งชีวิตอยู่แต่ในค่ายทหารเพียงแค่ต้องการจะใกล้ชิดสามีที่เย็นชา ใช้เวลามาทั้งชีวิตก็ไม่อาจจะละลายน้ำแข็งในใจบุรุษผู้นี้ได้เลย

“ฮูหยินเจ้าคะ ทำไมถึงนั่งเหม่อหรือเจ้าคะ ไม่สบายรึไม่ ให้ซุนหงไปตามท่านหมอดีหรือไม่เจ้าคะ”

“ข้าไม่ได้เป็นอะไร”

ร่างบางมองใบหน้าสาวรับใช้ที่อยู่ใกล้ชิดนางมาตลอดตั้งแต่ชาติที่แล้ว ซุนหงได้อยู่กับนางจนวาระสุดท้ายของชีวิตหลังจากที่นางลาออกจากกองทัพในฐานะกุนซือ สายตาที่มองบ่าวผู้นี้จึงอ่อนโยนยิ่งขึ้นด้วยความเอ็นดู

บัดนี้นางไม่ใช่สตรีแรกรุ่นอีกแล้ว นางผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี เจอะเจอผู้คนล้มตายทั้งจากสงครามและความอดอยาก เมื่อได้กลับมาอีกครั้งเด็กสาวเช่นซุนหงจึงดูน่าเอ็นดูยิ่งนัก

“ช่วงนี้เป็นฤดูไหนและปีไหนรึ” โจวฟางหลิน ยังไม่แน่ใจนักว่านางกลับมาช่วงเวลาไหนกันแน่

“เซี่ยจี้ รัชศกที่15 สมัยฮ่องเต้หม่าจิ้งเทียนเจ้าค่ะ”

ซุนหงเอ่ยตอบพร้อมกับจับจ้องใบหน้าของฮูหยินที่นางทั้งรักและเคารพด้วยความเป็นห่วง พลางคิดว่านายหญิงสติฟั่นเฟือนจนเลอะเลือนไปแล้วรึ จึงถามเช่นนี้

โจวฟางหลินรู้แล้วว่าได้ย้อนเวลามาช่วงอายุยี่สิบปี หลังจากแต่งงานได้สองปี และพยายามที่จะขอร้องสามีติดตามไปค่ายทหารเพื่อเป็นกุนซือเช่นเดิม

จนสุดท้ายสามีทนความรบเร้าไม่ไหวจึงรับปากให้นางได้กลับไปเป็นกุนซือกองทัพอีกครั้ง และครั้งนี้จะไม่มีทางทำเช่นนั้นอีกแล้ว นางจะใช้ชีวิตด้วยความอิสระ จะไม่ยึดติดขอความรักจากสามีเช่นชาติก่อน ชาติที่แล้วช่างทุกข์ใจเหลือจะกล่าว ชาตินี้นางพอแล้ว

“ฮูหยินเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าต้องการพบเจ้าค่ะ”

“รอสักครู่ ข้าจะตามไป”

ร่างบางเอ่ยเพื่อที่จะได้เตรียมตัว ฮูหยินผู้เฒ่าตลอดระยะเวลาที่นางแต่งงานเข้ามา จะเอ็นดูหรือเพราะสงสารที่สามีไม่รักก็ไม่รู้เช่นกัน แต่โดยรวมก็ปฏิบัติต่อนางก็ไม่เลวนัก ต่างจากแม่สามีและผู้อื่นที่มักจะมีสายตาที่ดูถูก ด้วยบิดาของนางได้เสียชีวิตไปแล้ว กระทั่งตระกูลก็มีเพียงแต่สตรี จึงไม่อาจหนุนหลังสามีได้ จึงเป็นที่ดูถูกเป็นธรรมดา

“คำนับท่านย่า ท่านแม่ และอี้เหนียง เจ้าค่ะ” โจวฟางหลินเอ่ยทักทายทุกคนที่อยู่ภายในห้องด้วยสีหน้าราบเรียบต่อให้เบื่อหน่ายเพียงใดก็คงต้องทนสินะ เพราะคำว่าสะใภ้ยังค้ำคออยู่

“มาแล้วรึ พอดีมีเรื่องพูดคุยกับเจ้า”

ฮูหยินผู้เฒ่าเพ่งพิศพิจารณา หลานสะใภ้ผู้นี้วันนี้ช่างมีกิริยามารยาทที่แปลกไป ดูสง่างามหลังตั้งตรง สายตาที่เย็นชาเหมือนดั่งคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนไม่สนใจสิ่งรอบตัวอีกแล้ว คนเราจะเปลี่ยนกิริยาท่าทางภายในระยะเวลาอันสั้นได้เช่นนี้เลยรึ ถึงจะเป็นกุนซือในกองทัพมาก่อน แต่เมื่อแต่งงานมาที่ตระกูลเฉินกลับมีนิสัยที่อ่อนโยนร่าเริงและการเอาอกเอาใจสามี เพียงแต่หลานชายของนางก็ช่างเย็นชายิ่งนักผ่านมาร่วมสองปี หลานสะใภ้ที่มักรอคอยสามีบัดนี้ได้เปลี่ยนไปจนแทบไม่สนใจด้วยซ้ำว่าสามีจะกลับมาหรือไม่

โจวฟางหลินนั่งลงตรงโต๊ะที่ถัดไปจากอี้เหนียงซุนอิงหลัน ด้วยใบหน้าเรียบเฉยมีเพียงมุมปากที่กดลึกคล้ายยิ้มไม่ยิ้ม จนคนภายในห้องรู้สึกถึงความมีอำนาจอย่างบอกไม่ถูก

“อีกไม่กี่วัน โม่เหยียน จะกลับมาจากค่ายทหาร เวลานี้เจ้าก็แต่งงานกันมาจะครบสองปีแล้ว”ฮูหยินหยุดถอนใจด้วยจะพูดต่อเพื่อกดดันหรือจะเช่นไรต่อก็ยังไม่แน่ใจนัก

“ท่านย่าถ้าข้าไม่สามารถมีบุตรได้ ท่านย่าจะหาภรรยารองให้ท่านพี่ก็แล้วแต่พิจารณาของท่านย่าเจ้าค่ะ”

คาดไว้ไม่มีผิด ว่าจะต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้ ด้วยนางก็แต่งงานเข้ามาก็นานพอสมควร เสมือนแม่ไก่ออกไข่ไม่ได้ แล้วจะมีประโยชน์อันใดที่จะมีภรรยาเพียงคนเดียว

“ลูกสะใภ้นี่ช่างเข้าใจอะไรง่ายดีนะเจ้าคะท่านแม่” ฮูหยินใหญ่กล่าวด้วยท่าทียิ้มเยาะ

โจวฟางหลิน ตวัดสายตามองมารดาของสามีด้วยใบหน้าเรียบเฉย ด้วยท่าทางที่นิ่งเฉยของลูกสะใภ้ เฉาเหม่ยอิง ถึงกับขนลุกโดยไม่รู้ตัว สายตาที่ดูรู้ทันทุกความคิด ไม่สนใจว่าใครจะคิดเห็นต่อนางเยี่ยงไรเช่นนี้ช่างไม่ใช่กิริยาของสตรีแรกรุ่นที่น่าจะมีความอ่อนโยนมากกว่านี้

อนุซุนอิงหลัน ลอบมองรู้สึกว่านั่งนิ่งๆเฉยๆ เป็นการทำถูกแล้ว สายตาและท่าทางของโจวฟางหลินช่างดูมีอำนาจแปลกๆกิริยาท่าทางก็ต่างออกไปจากเมื่อก่อนดูเย็นชาไม่ได้อ่อนโยนเช่นแต่ก่อน

“เรื่องนี้ ท่านย่ากับท่านแม่ตัดสินใจได้เลยเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้จะโต้แย้งอันใด ข้าเคารพการตัดสินของผู้ใหญ่ที่ต้องมองการณ์ไกลกว่าแน่นอน”

โจวฟางหลินเอ่ยเพื่อจะตัดจบบทสนทนาที่น่าเบื่อเช่นนี้เสียที นางไม่ขัดนั่นถูกต้องแล้ว เพราะก็ไม่คิดจะไปตามตอแยอะไรกับสามีน้ำแข็งนั้นอีกแล้วเช่นกัน ยังมีเรื่องให้ทำอีกมากมายไม่คิดจะมาเสียเวลาเรื่องรักๆใคร่ๆเช่นนี้อีกแล้ว

“เจ้าช่างเป็นคนมีเหตุมีผลเสียจริง”

ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกเอ็นดูหลานสะใภ้ ที่ช่างเข้าใจอะไรง่ายดายนักไม่คิดหึงหวงจนน่ามืดตามัวจนไม่สนการสืบทอดทายาทของตระกูลที่มีความจำเป็นมากสำหรับสืบทอดวงศ์ตระกูลต่อไป

“เจ้าเข้าใจง่ายเช่นนั้นก็ดี ข้าก็พอมีคุณหนูบางคนที่จะแต่งเข้ามาเหมือนกัน” ฮูหยินใหญ่เอ่ยปากพลางมองใบหน้าลูกสะใภ้ ว่าจะไม่สนใจเช่นที่แสดงออกจริงหรือไม่

“แล้วแต่ท่านแม่เห็นสมควรเจ้าค่ะ”

ร่างบางแอบถอนหายใจ ว่ายังไม่จบอีกรึ เสียเวลาของนางเสียจริง เอาเวลาไปคิดเรื่องอื่นจะดีกว่านี้เสียอีก

“แล้วเจ้าสนใจผู้ใดอยู่รึ”

ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามลูกสะใภ้ด้วยอยากรู้ว่าได้ถูกใจคุณหนูตระกูลใดไว้บ้าง

โจวฟางหลินแทบจะเหลือบสายตามองบนฟ้า จะปรึกษาหารือกันก็ให้นางกลับออกไปก่อนได้รึไม่ ไม่ได้ต้องการจะรู้ว่าจะให้ใครมาเป็นภรรยารองของสามี หรือจะให้หย่าขาดจากกันก็ย่อมได้ ถึงอย่างไร หัวเมืองทางเหนือก็อยู่ไกลพระราชวังเป็นพันลี้ ยังไงต่อให้เป็นสมรสพระราชทานแล้วอย่างไร แค่ปล่อยข่าวว่านางทำผิดเจ็ดขับก็สามารถหย่าขาดจากกันได้แล้ว

“ข้าคิดว่าคุณหนู ‘ จูอินหลัน’ก็ใช้ได้นะเจ้าคะ เป็นบุตรสาวของคหบดีที่มีร้านค้ามากมายกระจายไปถึงเมืองหลวง รูปร่างก็ดูอรชรอ้อนแอ้นใบหน้าก็งดงาม กิริยามารยาทก็อ่อนหวานสมกับเป็นคุณหนูที่มีชาติตระกูล”

ฮูหยินเฉาเสวี่ยนหลง เมื่อเอ่ยจบได้ชำเรืองมองลูกสะใภ้ด้วยท่าทีเย้ยหยัน ขนาดภรรยาที่จะให้แต่งเข้ามาเป็นสะใภ้รองยังมีอำนาจหนุนหลังมากกว่านางที่เป็นสะใภ้ใหญ่เสียอีก

โจวฟางหลินนั่งนิ่งๆไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา ใบหน้าที่ราบเรียบไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ จึงดูขัดหูขัดตาแม่สามียิ่งนัก

“ก็ดีนะเจ้าคะ ท่านแม่ข้าว่าคุณหนูจู ก็มีใจให้กับโม่เหยียนของเราไม่น้อย” อี้เหนียงที่นั่งฟังมานานจึงเริ่มออกความคิดเห็นบ้าง

“หรือจะเป็นคุณหนูซุยซูอวิ๋น บุตรคนรองของเจ้ากรม ก็คงยินดีที่จะแต่งเข้ามาด้วยเช่นกัน นางเองก็ดูชมชอบโม่เหยียบของเรามาก”

โจวฟางหลินถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่ได้นับ เพียงแค่คิดว่าเมื่อไหร่จะปรึกษากันจบเสียที ต้องการกลับพักผ่อนเพื่อที่คิดว่าจะทำอย่างไรต่อจากนี้ ถ้าจะให้มาอยู่เฉยๆแบบนี้คงไม่ได้

“แล้วเจ้าหล่ะ ฟางเอ๋อ คิดเห็นเป็นเช่นไร” ฮูหยินผู้เฒ่าได้เอ่ยถามหลานที่สะใภ้ ที่ยังนั่งนิ่งไม่ออกความเห็นใดๆด้วยท่าทางสงบนิ่งเหมือนกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนางเสียอย่างนั้น

“คุณหนูจูอิงหลันก็ดีเจ้าค่ะ ทั้งงดงามอ่อนหวานเบื้องหลังก็มีบิดาที่่มีเส้นสายทั้งในหัวเมืองและเมืองหลวง คงจะส่งเสริมท่านแม่ทัพได้ไม่น้อย”

โจวฟางหลินไม่ได้ใส่ใจนักจึงเอ่ยส่งๆไป เพราะสตรีที่ว่ามาต่างก็มีภูมิหลังที่ดี อีกคนถึงแม้ไม่ได้มาจากข้าราชการแต่สามารถกดข่มผู้คนได้เช่นกันด้วยอำนาจเงินที่มี ส่วนอีกคนก็มีบิดาเป็นถึงรองเจ้ากรมคงส่งเสริมกันได้ในด้านติดต่อขอกำลังทหารจากเมืองหลวงได้รวดเร็วยามศึกสงคราม หรือคิดอีกทีถ้าพวกนางเต็มใจจะใช้สามีคนเดียวกันก็รับมาทั้งสองคนเลยก็ได้ เพราะไม่ได้เกี่ยวอันใดกับนางอยู่แล้ว

“ในเมื่อรู้จักที่จะผ่อนหนักผ่อนเบา ส่งเสริมสามีเยี่ยงนี้ก็ดี” ฮูหยินใหญ่ยังคิดจะเหน็บลูกสะใภ้เพียงเพราะไม่ชอบหน้า ที่บุตรชายต้องมาแต่งงานกับสตรีที่ไม่มีภูมิหลังส่งเสริมสามีได้เช่นนี้

“อาหล่ะ วันนี้ก็คงจะพอกันแค่นี้ก่อน ถึงอย่างไรก็ต้องรอให้ โม่เหยียนกลับมาค่อยปรึกษากันอีกที ต้องถามความคิดเห็นของโม่เหยียนด้วย”

ฮูหยินผู้เฒ่าย่อมรู้นิสัยของหลานชายดีว่าดื้อรั้นขนาดไหน ถ้าไม่คิดจะทำตามก็จะไม่ยอมง่ายๆ ดูจากที่แต่งหลานสะใภ้ผู้นี้มาร่วมสองปี ยังไม่เคยร่วมหอสักครั้งเอาแต่หนีไปค่ายทหารอ้างแต่มีงานเยอะจนไม่สามารถปลีกตัวมาได้ กำลังจะกลับมาในอีกไม่กี่วันหลังจากนี้ หลังจากไปอยู่ค่ายทหารเกือบหกเดือน

“ข้าลาเจ้าค่ะ”

โจวฟางหลิน ย่อตัวทำความเคารพกับทุกคนและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ราวกับหนีปีศาจ แต่แท้จริงคือนางเมื่อยมากจากที่นั่งฟังเรื่องราวไร้สาระนับชั่วยาม

ฮูหยินผู้เฒ่าเมื่อเห็นหลานสะใภ้ออกไปไกลแล้ว จึงได้เอ่ยตำหนิสะใภ้ใหญ่ ที่ไม่เก็บอาการที่ถากถางเยาะเย้ยลูกสะใภ้อยู่ตลอดเวลา

“เรื่องราวก็ผ่านมาเนิ่นนานแล้วเจ้าจะมารังเกียจรังงอนอะไรกับลูกสะใภ้อีก นางก็ถูกสมรสพระราชทานมาเช่นกัน นางก็ทำหน้าที่ภรรยาได้ดี เพียงแต่บุตรชายของเจ้าเสียอีกที่ไม่สนใจนางเลยด้วยซ้ำ”

ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยความหงุดหงิดใจในความไร้เหตุผลของสะใภ้ใหญ่ จึงได้บอกให้แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนเสีย นางกลุ้มใจกับสะใภ้ผู้นี้เสียจริง นางเองถึงแม้จะมีภูมิหลังที่ดีแต่ใช่ตระกูลของนางจะมาช่วยเหลือมากมายเสียเมื่อไหร่

ฝากนิยายเรื่องใหม่ด้วยนะคะ️

อย่าลืมกดเข้าชั้นเพื่อจะได้ไม่พลาดตอนใหม่ๆด้วยนะคะ#นางเอกไรท์ค่อนข้างโหดนิสนึงนะคะ

เจี่ยเจียที่แปลว่าพี่สาว

ฝากนิยายเรื่องใหม่ด้วยนะคะ🙏❤️ อย่าลืมกดเข้าชั้นเพื่อจะได้ไม่พลาดตอนใหม่ๆด้วยนะคะ #นางเอกไรท์ค่อนข้างโหดนิสนึงนะคะ#

| إعجاب
استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 77

    ทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ไพศาล มาลียา จากสตรีสูงศักดิ์เมื่อได้ถูกส่งกลับด้วยชื่อเสียงที่อื้อฉาว มือเรียวที่บัดนี้ไม่ได้อ่อนนุ่มเช่นเดิมอีกแล้ว ท่าทีที่หยิ่งยะโสไม่มีให้เห็นเช่นแต่ก่อน บัดนี้ต้องมาทำงานทุกอย่างภายในบ้านที่บิดาส่งนางแต่งงานกับพ่อค้าที่มักจะเดินทางมารับหนังสัตว์บ่อยๆ ตั้งแต่เดินทางมาถึงบิดา

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 76

    ลายาบ่าวผู้ภักดีถึงกับอ้าปากค้าง ด้วยไม่คาดคิดว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ แล้วผู้ใดที่อยู่กับองค์หญิงของนางทั้งคืน ซ้ำเสียงน่าอายนี้ก็ได้ยินกันทั่ว แล้วจะแก้สถานการณ์นี้ได้อย่างไร “กรี๊ด” เสียงกรีดร้องของสตรีที่ยังมีเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยกลิ่นโลกีย์ยังคละคลุ้งอบอวลอยู่ในห้อง บัดนี้นางไ

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 75

    ธูปราคะที่ถูกจุดขึ้นมาได้ไหม้ลงจนเกือบครึ่งแล้ว มาลียาที่ได้สูดดมไปด้วยเริ่มมีอาการร้อนรุ่มไปทั้งร่างกาย สมองและสายตาเริ่มพล่าเลือน ดวงตาราวเมล็ดซิ่งหยาดเยิ้มด้วยอารมณ์กำหนัดที่เกิดจากสูดควันเข้าไปเยอะพอประมานหนึ่ง เฉินโม่เหยียนที่ได้กินยาถอนพิษไปแล้วย่อมไม่ได้รับผลกับสิ่งนี้ จึงมีสีหน้าที

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 74

    สองสามีภรรยาถึงเวลาเดินทางกลับจวนเสียที หลังได้จัดการการค้าทุกอย่างได้เรียบร้อยคงถึงเวลาได้กลับมาเก็บกวาดปัญหาเสียที นางเป็นเพียงองค์หญิงนอกด่านที่ยังไม่ได้เห็นโลกกว้าง การใช้เล่ห์กลที่สตรีนิยมใช้กันทั่วไปเพื่อผูกมัดบุรุษส่วนมากไม่ได้ผลเท่าใดนัก ถึงจะได้ร่วมอภิรมย์แต่ก็หาได้ใจบุรุษ แผนการทุกอย่างของ

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 73

    ภายในเรือนที่อยู่ในด้านหลังป่าไผ่ ปลูกไว้เพื่อความสวยงามจึงไม่ได้บดบังเรือนที่อาศัยของภรรยารอง เสียงสนทนาที่แผ่วเบา กำลังวางแผนที่จะให้ราชบุตรเขยได้ลงเอยเปลี่ยนไม้เป็นเรือเสียโดยเร็ว และจะส่งจดหมายไปถึงท่านมหาข่านให้ส่งคนมาสังหารฮูหยินเอกเพื่อจะได้ทำตามแผนการที่วางเอาไว้ได้ง่ายขึ้น “ก่อนอ

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 72

    “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่" มาลียา ยิ้มอ่อนหวานรับปิ่นปักผมมาอย่างนอบน้อมพลางคิดว่าไม่น่าจะยากเย็นสักเท่าใดถ้าจะเอาชนะใจแม่สามีผู้นี้ เมื่อต้องยกน้ำชาให้กับฮูหยินเอกที่นั่งหลังตรงดูมีอำนาจแผ่กระจายออกมาตามธรรมชาติ ถึงอย่างไรนางก็เป็นชาวบ้านทั่วไปไยต้องเกรงกลัวนางด้วย พลางเหลือบสายตาไปที่ลายา ให

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 62

    ยามเมื่อฟ้าสางแสงแดดเริ่มลามเลียไปบนยอดไม้อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น เหล่าปาได้เตรียมให้ทุกคนที่ลี้ภัยมาพร้อมกับเขาเริ่มเตรียมตัวเดินทาง เมื่อเรียบร้อยจึงได้ให้ทุกคนมารวมตัวกันเพื่อรับคำสั่งจากท่านแม่ทัพว่าจะให้พวกเขาทำอย่างไรต่อไป “ข้าจะให้พวกท่านได้เดินทางด้วยรถม้าด้วยยังมีเด็กเล็กมากนัก ต้อง

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 61

    อาชาศึกรูปร่างสูงใหญ่สีดำสนิทกล้ามเนื้อแข็งแรง เป็นม้าที่หายากถูกคัดเลือกมาจากที่ส่งมาฝึกจำนวนมากและคัดเลือกออกมาได้เพียงแค่หนึ่งหรือสองตัวเพียงเท่านั้น หรือที่เรียกว่าม้าเหงื่อโลหิต ด้วยพละกำลังที่มีมากความเคลื่อนไหวคล่องแคล่ววิ่งเร็ว โจวฟางหลินมักจะใช้เดินทางไกลเป็นประจำ อาชาคู่ใจที่เ

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 60

    ร่างสูงกำยำก้าวเท้ามาโอบกอดสตรีหน้าเรียบตึงจนเป็นนิสัยอย่างอ่อนโยน ถ้าไม่ได้มีแววตาอาฆาตมาดร้ายย่อมวางใจได้ น้อยครั้งนักที่จะมีอารมณ์ขุ่นมัวถ้าได้อยู่ร่วมกันแท้จริงย่อมสังเกตได้โดยง่ายย นางไม่ได้โหดร้ายถึงเพียงนั้น ยังมีความรักใคร่เอ็นดูผู้คนและมีน้ำใจ อาจจะเป็นเพราะผ่านเรื่องราวมามากเกินไปจึงไม่ได้

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 59

    เมื่อถึงวันเวลาที่กำหนดวันแต่งงานของหนานกงและชุนหง โจวฟางหลินจัดการให้อย่างใหญ่โต ยังกับไม่ใช่งานแต่งงานของชาวบ้านทั่วไป งานได้จัดขึ้นที่บ้าน นางมอบให้เป็นของขวัญงานแต่งงานของทั้งคู่ ชุนหงน้ำตารื้นดวงตาเปียกชุ่มไปด้วยความตื้นตันใจที่นายหญิงให้ความสำคัญกับงานแต่งงานของนางถึงเพียงนี้ “ข้าขอให้เจ้

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status