LOGIN“ท่านมิได้ยินหรือว่าท่านยายของนางไม่สามารถมาด้วยตนเองได้ แต่มารดาของท่านยังมีเรี่ยวแรง”
พูดจบก็ขานเรียกคนไข้คนต่อไปทันทีโดยไม่ได้สนใจเขาอีก เห็นแบบนั้นแล้วมู่หรงเฉินก็ทำได้เพียงผ่อนลมหายใจออกมาแรงๆ แล้วขยับไปนั่งที่เดิมของตน
หลังจากที่ทำภารกิจของวันนี้เสร็จสิ้นแล้ว จ้าวลี่อิงก็เก็บอุปกรณ์การแพทย์ที่สำคัญใส่ในกระเป๋ากล่องสี่เหลี่ยมที่มีรูปกากบาทสีแดงเอาไว้ จากนั้นจึงเดินไปหาเด็กหญิงที่นั่งรออย่างใจจดใจจ่อ
“คุณหนู ให้ข้าติดตามไปด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
เหมยตูร้องขอทันทีที่เห็นจ้าวลี่อิงเตรียมพร้อมจะเดินทางแล้ว
“บ้านของเสี่ยวหลงไม่ได้ไกลมากนัก ข้าจะรีบไปรีบกลับ เจ้าเก็บของทางนี้ให้เสร็จเถิด”
“เจ้าค่ะ”
“ข้าจะไปด้วย”
มู่หรงเฉินเดินมาขวางหน้าเอาไว้
“ไปแล้วจะช่วยอะไรได้”
นั่นสิ...ไปแล้วเขาจะช่วยอะไรได้?
“ตอนนี้เจ้าต้องการให้ข้าตอบแทนบุญคุณเจ้ามิใช่หรือ ไม่ว่าเจ้าต้องการให้ข้าทำอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น”
จ้าวลี่อิงยกมือกอดอกพร้อมกับใช้สายตามองดูเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ถึงแม้แผลผ่าตัดจะดูดีขึ้นมากแล้วแต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่ควรให้เขาเคลื่อนไหวให้มาก
“ท่านเองก็รออยู่ที่นี่ เอาข้าวหน้าเนื้อให้ลัคกี้กินด้วยก็แล้วกัน”
ประโยคนั่นทำให้หางตาของเขากระตุกขึ้นมา
เมื่อครู่นี้หูของเขาไม่ได้ฝาดไปใช่หรือไม่ สุนัขน่าตายตัวนั้นมีอาหารหลักเป็นข้าวหน้าเนื้อ ที่ผ่านมาอาหารของเขามีเพียงแต่ข้าวต้ม ผักกาดดอง ไข่ต้มและปลาเค็มแทบทุกมื้อ!
ใจเย็นเอาไว้ก่อน รอจนกว่าบรรลุเป้าหมายแล้วเขาจะตอบแทนให้นางอย่างงดงาม
ถึงแม้หญิงสาวจะกล่าวอย่างชัดเจน แต่ดูเหมือนว่ามู่หรงเฉินจะไม่ได้ใส่ใจ เขาหยิบเสื้อคลุมตัวนอกมาสวมเอาไว้แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“อย่างน้อยเดินทางในเวลาพลบค่ำเช่นนี้ มีข้าเป็นบุรุษไปด้วยก็ปลอดภัยกว่า”
“อยากไปก็ไป แต่อย่ามาเป็นภาระก็แล้วกัน”
ในที่สุดจ้าวลี่อิงก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าการที่มายืนถกเถียงอยู่กับคนไร้เหตุผลเช่นนี้เป็นการสูญเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ เช่นนั้นเขาอยากจะทำอะไรก็ทำเถิด ขอแค่อย่างทำกิจกรรมโลดโผนจนแผลผ่าตัดที่นางภาคภูมิใจฉีกขาดก็พอ
ใช้เวลาเดินเท้าราวครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็สามารถมาจนถึงจุดหมาย บ้านของเด็กหญิงเป็นเพียงกระท่อมหลังเล็กๆ หลังหนึ่งที่อยู่ในหมู่บ้านบริเวณตีนเขา ระหว่างทางมืดมิด ต้องใช้ตะเกียงในการนำทางอย่างระมัดระวัง
“ท่านยาย”
ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกของหลานสาว แม้จะเป็นเพียงวาจาที่ไม่ได้ดังมากนัก แต่กระท่อมหลังเล็กที่เงียบเชียบก็เกิดเสียงขยับตัวขึ้นมาราวกับว่ารอนางอยู่แล้ว
ยายแก่คนหนึ่งค่อยๆ คลานออกมาหน้าประตู
“เสี่ยวหลง เจ้าหายไปไหนมา”
“ท่านยาย ข้าพาหมอมารักษาท่านแล้ว”
ประโยคนั่นทำให้คนที่อยู่ในกระท่อมเงียบเสียงลงก่อนที่ใบหน้าจะแสดงความโกรธออกมา
“ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าห้ามไปตามหมอมา เจ้ารู้หรือไม่ว่าการรักษาเพียงครั้งเดียวจะทำให้เจ้าอดตาย”
หญิงชราผู้นั้นลงมือตบตีหลานสาวของตนในทันที จ้าวลี่อิงเห็นแบบนั้นก็รีบเข้าไปดึงร่างของเด็กหญิงออกแล้วเอาตัวเองไปขวางเอาไว้
“ท่านยายวางใจเถิด ข้าเป็นหมออาสา มิต้องการเงินทองแต่อย่างใด”
ประโยคนั้นทำให้ลมหายใจที่เต็มไปด้วยความโกรธเชื่องช้าลง ปรายตามองอย่างเคลือบแคลง
“จริงหรือ”
“จริงเจ้าค่ะ”
หญิงสาวระบายรอยยิ้มอ่อนโยน แม้ภายในใจจะเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นก็ตาม
จากบทสนทนาเพียงไม่กี่ประโยคทำให้นางเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าหญิงชราผู้นี้ไม่ได้ไม่รักชีวิตของตน แต่เป็นเพราะค่าใช้จ่ายในการรักษาแต่ละครั้งต่างหาก ในยุคอีกหลายร้อยปีข้างหน้าก็ยังมีความเหลื่อมล้ำไม่ต่างกัน
ในโลกก่อนนางต้องทนเห็นคนไข้ที่ไม่มีเงินรักษาพยาบาลต่อค่อยๆ อาการทรุดหนักลงและจากไปโดยที่ทำอะไรไม่ได้เพราะนางเองก็เป็นเพียงศัลยแพทย์ที่ถูกจ้างมาโดยโรงพยาบาลอีกทอดหนึ่ง
แต่ในตอนนี้นางเปิดโรงหมอ จัดการและตัดสินใจทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าคนไข้ของนางจะเป็นใครมาจากไหน ยากดีมีจนอย่างไร นางก็จะรักษาให้อย่างเท่าเทียม
เมื่อได้รับคำยืนยัน ดูเหมือนว่าสีหน้าของหญิงชราจะเปลี่ยนเป็นยินดีอย่างเห็นได้ชัด
“เช่นนั้นท่านหมอก็ช่วยดูขาให้ข้าหน่อยเถิด ก่อนหน้านี้ข้าถูกท่อนไม้ทิ่มแทงมีแผลเพียงเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นมันก็ใหญ่ขึ้นจนเจ็บปวด ไม่สามารถเดินได้หลายวันแล้ว”
พูดออกไปแล้วก็เปิดกระโปรงขึ้นเผยให้เห็นท่อนขาที่ผอมบางมีบาดแผลกว้างเผยให้เห็นเนื้อสดที่น่ากลัว บางจุดเกิดเป็นเนื้อสีดำคล้ายตะกอนที่เผาไหม้
แผลหายช้าแบบนี้ มีเพียงไม่กี่โรคเท่านั้นที่นางนึกถึง
“กลางคืนท่านยายปวดเบาบ่อยหรือไม่เจ้าคะ”
“ระยะหลังมานี้ข้าแทบมิได้นอน” หญิงชราตอบออกมาอย่างจนใจก่อนจะเบิกตากว้าง “เจ้าเห็นแผลของข้าก็รู้แล้วหรือว่าข้ามีอาการอะไรอีก”
“ข้าก็แค่ถามให้มั่นใจเท่านั้น อาการของท่านอาจจะเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน ทำให้บาดแผลที่เกิดขึ้นหายช้ากว่าคนปกติ”
มู่หรงเฉินเองก็ได้แต่ชื่นชมนางอย่างเงียบๆ หลังจากที่คลุกคลีกับนางไม่กี่วัน ได้สังเกตการณ์ตรวจสอบอาการป่วยที่หลากหลายของนางจนถึงตอนนี้ก็พบว่าความรู้ทางการแพทย์ของนางดีกว่าที่เคยคาดเดาเอาไว้
ไม่แน่ว่าอาจจะเก่งกาจกว่าแพทย์หลวงเสียอีก
“เนื้อสีดำนี่คืออะไร”
เป็นชายหนุ่มที่ถามขึ้นมา ในการทำสงครามทุกครั้งแน่นอนว่ามิอาจหลีกเลี่ยงการสูญเสียหรือบาดเจ็บได้ หลายครั้งเขามักจะเห็นว่าบาดแผลของทหารบางคนผิวเนื้อกลายเป็นสีดำหลังจากที่กรีดเอาหัวลูกศรออกไปแล้ว
อาการพวกเขาควรจะดีขึ้น...แต่กลับแย่ลง บ้างก็ต้องตัดแขนขาทิ้ง บ้างก็ไม่สามารถมีชีวิตต่อไปได้อีก
“แบบนี้เขาเรียกว่าเนื้อตาย เกิดจากการที่มีเลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ มันจะขัดขวางการหายของแผล ร้ายแรงที่สุดอาจจะเกิดการติดเชื้อ” จนทำให้เสียชีวิตได้
ประโยคหลังจ้าวลี่อิงไม่ได้กล่าวออกไป มีเพียงมู่หรงเฉินเท่านั้นที่เข้าใจความหมายสิ่งที่นางสื่อออกมาเพราะได้ยินวันละไม่รู้กี่ร้อยครั้งว่าการติดเชื้อจะทำให้คนตายได้!
ได้ยินแบบนั้นแล้วหญิงชราก็ได้แต่ทำหน้าเศร้าหมอง
“บาดแผลของข้าจะไม่มีวันหายแล้วใช่หรือไม่”
“ถ้าหากท่านยายยินยอมให้ข้าตัดเนื้อตายพวกนี้ออก บาดแผลของท่านก็ยังมีโอกาสหายเป็นปกติ”
นางรู้ว่าการรักษาแผนปัจจุบันเช่นนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับ หรือพูดให้ถูกนั่นก็คือยังไม่มีหมอคนไหนนำมาใช้ เพราะฉะนั้นนางจะเริ่มการรักษาสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่ถามความเห็นไม่ได้
“ท่านหมอจะทำอย่างไรก็ได้ ให้ข้าได้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่กับเสี่ยวหลงต่อด้วยเถิด”
และแล้วอุปกรณ์ผ่าตัดของจ้าวลี่อิงก็ได้เปิดออกอีกครั้ง...
หลังจากจบสิ้นพระราชโองการ ทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างตกตะลึง คงจะมีก็เพียงแต่จ้าวลี่อิงที่ขมวดคิ้วเข้าหากันยุ่งเหยิง“หมอจ้าว ยังมิรับราชโองการอีก!”ที่ผ่านมาหลายยุคสมัย เคยมีหมอหญิงรับราชการในวังหลวงไม่เกินสองคนเท่านั้น และเป็นเรื่องยากที่จะมีคนต่อๆ มาอีกด้วยนางได้รับของของรางวัลที่เป็นเกียรติต่อวงศ์ตระกูลเช่นนี้ ยังชักช้าอยู่อีก“เงินทองสามหีบกับที่ดินข้าขอรับเอาไว้ แต่จะให้ข้าไปเป็นหมอหลวงนี่ถามความสมัครใจหรือยังว่าต้องการหรือไม่ เอาแต่ใจเสียจริง”หญิงสาวผ่อนลมหายใจแล้วโคลงศีรษะเร็วๆ“ข้าไม่เอาด้วยหรอก” แค่คิดว่าต้องเข้าไปอยู่ในวังหลวง ใส่หัวโขนให้กับตัวเอง ยิ้มแย้มแจ่มใสประจบเจ้านายก็ขนลุกจะแย่อยู่แล้ว“นี่เป็นพระประสงค์ของฮ่องเต้ เจ้ามิมีสิทธิ์เลือก”“ก็นี่ไงข้าถึงบอกว่าช่างเอาแต่ใจเหลือเกิน”“คุณหนู...ไม่พูดเจ้าค่ะ”ตอนนี้หัวใจของเหมยตูหล่นไปจนถึงตาตุ่มแล้ว คุณหนูของนางกล้าเอ่ยหมิ่นฮ่องเต้ชัดถ้อยชัดคำ ถ้าหากคนพวกนี้นำเรื่องไปกราบทูลฮ่องเต้พวกนางไม่พ้นต้องโทษกันหมดแน่“ฝากกลับไปกราบทูลฮ่องเต้ด้วยว่าของรางวัลสามหีบข้าจะรออยู่ตรงนี้ ส่วนเรื่องเป็นหมอหลวงข้าขอไม่รับ ถ้าเป็นไปได้ขอเพิ
“วางใจเถิด ข้ามิได้ไปหาเรื่องนางหรอก เพียงแต่มีเรื่องต้องพูดคุยกันให้เข้าใจก็เท่านั้น”จ้าวลี่อิงตอบออกมา นั่นทำให้คนฟังนิ่งงันไปครู่หนึ่งส่วนทางด้านพ่อบ้านเองก็ขบกัดริมฝีปาก ในที่สุดก็กล่าวออกมาเสียงเบา“เชิญทางนี้ขอรับ”ร่างบอบบางเดินตามพ่อบ้านเข้าไปภายในจนกระทั่งถึงห้องโถงใหญ่ นางเห็นหงจื่อกำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่อย่างเงียบๆ ก่อนจะหันมามองด้วยความสงสัย“ข้ามีเรื่องบางอย่างอยากจะพูดคุยกับท่าน”“เจ้ามีเรื่องอะไร” เสี้ยววินาทีหนึ่งดวงตาของหงจื่อมีความเคลือบแคลงใจเกิดขึ้นอยู่ด้วยจ้าวลี่อิงกระแอมในลำคอเสียงเบา เงยหน้าขึ้นเพื่อสบตาอีกฝ่าย“ถึงแม้ข้าจะจำอะไรไม่ค่อยได้ก็เถอะว่าก่อนหน้านี้จ้าวซือซือเคยปฏิบัติตัวไม่ดีต่อท่านและท่านแม่ทัพอย่างไร แต่ตอนนี้ข้าอยากจะขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่จ้าวซือซือเคยทำให้ท่านโกรธเคืองใจ”ไม่พูดเปล่ายังคุกเข่าและโน้มตัวลงจนหงจื่อตกใจ“เจ้าทำอะไร!”“ข้ามิอยากมีเรื่องบาดหมางใจต่อกันอีกต่อไป”ถึงแม้จะเคยโกรธแค้นเรื่องที่พวกเขาตั้งใจบีบให้นางแข็งตายอยู่ในกองหิมะก็ตาม แต่นั่นเป็นเพราะพวกเขาคิดว่านางคือจ้าวซือซือ คนที่เคยลงมือวางยาพิษลงในสุรามงคลให้กับมู่หรงเฉิน
เสียงนกที่ร้องดังเข้ามาทำให้หญิงสาวได้สติ นางยกนิ้วขึ้นนวดกระบอกตาที่ปวดตุบๆ อยู่แล้วผ่อนลมหายใจออกมา“ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้าตกใจ” เสียงทุ้มดังเข้ามาในโสตประสาทพร้อมกันกับที่หญิงสาวเพิ่งจะเห็นว่ามู่หรงเฉินนั่งอยู่ข้างเตียง “ข้าคิดว่าเจ้าจะเห็นเลือดจนชาชินไปแล้วเสียอีก”ถึงแม้ชีวิตนี้จะสัมผัสโลหิตของผู้คนมามากมาย แต่ทุกครั้งก็ล้วนเป็นไปเพราะการรักษาชีวิต“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ” หญิงสาวปัดมือในอากาศ“วันนี้ข้าจะต้องเคลื่อนย้ายคนกลับเมืองหลวงเพื่อกราบทูลสถานการณ์ให้ฝ่าบาททรงทราบ เจ้าจะเข้าเมืองหลวงไปพร้อมกับข้าหรือจะรออยู่ที่โรงหมอของเจ้าก่อน”“เหมยตูกับลัคกี้เล่า?”“พวกเขาอาศัยอยู่ในจวนของข้าอย่างปลอดภัยดี”“เช่นนั้นข้าจะเข้าเมืองหลวงไปรับพวกเขากลับบ้านด้วยกัน”หญิงสาวกล่าวออกมาอย่างปลอดโปร่งใจ ในที่สุดเรื่องวุ่นวายก็จบสิ้นลงเสียทีมู่หรงเฉินได้ยินแบบนั้นแล้วก็ลอบขบเม้มริมฝีปากเล็กน้อย บ้านของนางที่ไม่มีเขาอยู่จะดีได้อย่างไรกัน!“เช่นนั้นข้าจะเตรียมรถม้าเอาไว้ให้เจ้า”“ไม่ต้องลำบาก ข้าไปเหมือนตอนมาก็ได้”“ร่างกายของเจ้าใช้งานหนักเกินไปแล้ว อีกอย่างถ้าเจ้ากำลังตั้งครรภ์อยู่จะเป็นอันตราย”ท
มิสู้เขาเก็บนางเอาไว้เป็นกุนซือที่บ้านไม่ดีกว่าหรือ?จ้าวลี่อิงหันไปค้อนขวับ ก่อนหน้านี้นางก็แสดงให้เห็นแล้วไม่ใช่หรือว่านางมีความสามารถมากมายถึงขนาดไหน“ถ้าหากข้าจัดการทุกอย่างลงตัวแล้วก็อาจจะลองดู”เพียงแค่หญิงสาวตอบออกไปแบบนั้นก็ได้รับเสียงเฮฮาตอบกลับมากันอย่างยินดี ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจกับคำพูดของมู่หรงเฉินอีก“ท่านหมอยังดูอายุน้อยอยู่เลย ไม่ทราบว่าท่านหมอแต่งงานหรือยังขอรับ”คำถามนั่นทำให้มู่หรงเฉินหันไปเพ่งเล็งคนถามด้วยสายตาดุร้ายทันที ดูเหมือนว่านอกจากคนแซ่จางผู้นั้นแล้วยังมีอีกบุรุษอีกหลายคนกำลังรอคอยคำตอบจากนางอยู่บ้าเอ๊ย!จ้าวลี่อิงหัวเราะออกมาแล้วโบกมือไหว ดูเหมือนว่ารูปโฉมของจ้าวซือซือก็สามารถใช้หลอกล่อผู้คนได้ไม่น้อยเลยทีเดียว“ข้ายังไม่แต่งงาน”คนที่แต่งไปแล้วก็คือจ้าวซือซือ ไม่ใช่จ้าวลี่อิง...เพราะฉะนั้นนางตอบแบบนี้ออกไปก็ไม่ได้โป้ปดสินะยิ่งหญิงสาวพูดประโยคนี้ออกไปแล้วดูเหมือนว่าใบหน้าของมู่หรงเฉินจะยิ่งดำคล้ำ แววตาก็เคลือบไว้ด้วยโทสะที่ผู้อื่นไม่สนใจจะมองอีก“ท่านหมอมีชื่อแซ่ว่าอะไรหรือ พวกเราอยู่กันมาหลายวันแล้วยังไม่รู้จักชื่อของท่านเลย”“จ้าวลี่อิง”เมื่อเห็นว่าทุ
เสียงร้องเพลงครึกครื้นดังสนั่น ควันพุ่งลอยขึ้นเหนือพื้นดินจากกองไฟที่สว่างไสว เสียงพูดคุยและใบหน้าที่มีความสุขของทุกคนยืนยันได้ว่าสงครามครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงไปแล้วถึงแม้ทุกคนจะใช้คำว่าเลี้ยงฉลอง หากแต่สิ่งที่มีมากที่สุดก็คือสุรา รองลงมาก็คือผักดองและเนื้อตากแห้งอีกเล็กน้อย!นางอาจจะผิดเองที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้เฮ้อ!จ้าวลี่อิงยกขวดน้ำเปล่าเข้าปาก ได้แต่มองผู้คนที่สนุกสนานอยู่กับการร่ำสุรา ในช่วงเวลาที่นางยังไม่มั่นใจว่าตัวเองตั้งครรภ์แล้วหรือไม่ นางไม่อยากกินอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าตรงกลางวงล้อมที่กำลังสนุกสนาน มู่หรงเฉินนั่งอย่างโดดเด่นอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเขาที่ดูผ่อนคลายลงแต่ก็ยังดูเรียบเฉยอยู่เช่นเดิม“แม่นางมาอยู่ตรงนี้เอง”เสียงเรียกที่ดังขึ้นด้านข้างทำให้หญิงสาวหันขวับไปมองก่อนจะเห็นว่าชายที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็คือจางเหวินที่ขยับเข้ามาใกล้ด้วยไม้เท้า ถือวิสาสะนั่งลงข้างนางใบหน้านั้นจ้องมองนางอย่างเปิดเผย อีกทั้งริมฝีปากของเขายังคลี่ยิ้มหวานส่งให้นางอีกด้วย“เหตุใดถึงมิไปร่วมฉลองกับพวกเราเล่าขอรับ”“ข้ารู้สึกว่าตรงนั้นมันเสียงดังเกินไป”จ้าวลี่อิงตอบอย่างขอไปที เห็นสายตาที่หมอนี่ใช
มู่หรงเฉินเอ็ดเสียงเบาเมื่อต้นขาของนางหนีบมือของเขาเอาไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว อีกทั้งยังลากปลายลิ้นลงมาหยอกเอินกับเม็ดทับทิมที่ชูชันขึ้นมา“อา...”จ้าวลี่อิงขยับกายอย่างลำบากอยู่บ้าง แผ่นหลังของนางแนบอยู่กับพื้นดินที่ขรุขระ ถึงแม้จะมีเสื้อคลุมของเขารองรับอยู่แต่นางก็ยังรู้สึกว่ามันยังทำให้ผิวของนางระคายเคืองอยู่บ้างทว่าเพียงแค่เปลี่ยนท่านิดเดียว มู่หรงเฉินใช้โอกาสนั้นขยับฝ่ามือเข้าไปลึกขึ้น ใช้ปลายนิ้วสัมผัสกลีบบุปผาที่เบ่งบานเพื่อเฟ้นหาน้ำหวานที่ชวนลิ้มลองหญิงสาวบิดกายไปมาอย่างทรมานเมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะหลอมละลายเพราะร่างกายที่ร้อนรุ่มดุจเปลวไฟของเขาเข้ามอดไหม้ กระตุ้นความรู้สึกบางอย่างจนแทบลืมหายใจเลยทีเดียวท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทราอาบเรือนร่างของนางเป็นสีทองจางๆ ขับให้หญิงสาวงดงามคล้ายรูปปั้นแกะสลักท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามมู่หรงเฉินมองดูร่างบอบบางที่สั่นระริกแล้วกระตุกมุมปากขึ้น กระซิบคล้ายปลอบโยน“ข้ารับปากเจ้าว่าครั้งนี้จะไม่เจ็บ...”เสียงทุ้มแหบห้าว จุมพิตนางอีกครั้งคล้ายดูดกลืนความคิดของนางไปชั่วขณะแน่นอนว่าตอนนี้ความคิดของจ้าวลี่อิงหยุดชะงักไปแล้ว นางไม่รู้ตั







