LOGINคืนนั้น
มู่หรงเซียวฝันเห็นชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ริมศาลาไม่ไกลนัก เขากำลังมองดอกอวี้หลานผลิบานในมือด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ท่ามกลางฝนโปรยปราย
ไม่ว่านางจะมองออกไปผ่านหน้าต่างเรือนใหญ่ครั้งใดมักเห็นชายคนนั้นนั่งเล่นใต้ต้นอวี้หลานอยู่เสมอ ในใจเศร้าสร้อยรับรู้ได้ว่าเขาคิดถึงเสิ่นอวี้หลานที่จากไปเมื่อหลายปีก่อน
มู่หรงเซียวมองใบหน้าหยางเสวี่ยเฟยด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าเสี้ยวหนึ่งในหัวใจของเขาจะมีนางอยู่ในนั้นบ้าง หากแต่รอมาทั้งชีวิตแล้วจึงได้รู้ว่าไม่มีทางสมหวังทำได้แค่เพียงบอกบุตรชายเพียงคนเดียวด้วยสีหน้าขมขื่น
“หยางหยาง เจ้าช่วยฝังร่างของแม่ไว้ข้าง ๆ พ่อของเจ้าได้หรือไม่”
หยางเสวี่ยอิงโอบกอดมารดาแล้วพยักหน้า “ข้าสัญญาขอรับ ไม่ว่าท่านพ่อจะคัดค้านอย่างไร ข้าจะทำตามที่ท่านแม่สั่งเสียเอาไว้ให้ได้”
“อืม…” นางลูบศีรษะบุตรชายแล้วบอกว่า “หากพ่อเจ้ารู้เรื่องนี้คงไม่ยอมหรอก”
เมื่อเป็นเช่นนั้น มู่หรงเซียวจึงฝืนร่างกายของตัวเอง ไม่ยอมเป็นคนที่จากไปก่อนใครคนนั้น ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ได้แต่เฝ้ามองหยางเสวี่ยเฟยจากหน้าต่างเรือนใหญ่เพราะหากเข้าใกล้เขาเมื่อใดคงทนไม่ได้เพราะสีหน้าของอีกฝ่ายแสดงออกชัดเจนว่าเกลียดนางเข้ากระดูกดำ
เช้าวันหนึ่ง หญิงชรายังคงนั่งอยู่ริมหน้าต่างเช่นเคย ค่อย ๆ เห็นว่าหยางเสวี่ยเฟยกำลังเดินมานั่งเล่นตรงต้นอวี้หลานเหมือนทุกวัน หัวใจเจ็บแปลบจนน้ำตารื้นขึ้นมาทันใด
ดวงตาสีทับทิมมองภาพเบื้องหน้าด้วยหัวใจอ่อนล้าพลางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าหยางเสวี่ยเฟยค่อย ๆ เอนหลังนอนพิงเสาศาลาไม้ หลับตาลงช้า ๆ พลันมือข้างที่ถือดอกอวี้หลานร่วงหล่น
มู่หรงเซียวถอนหายใจเฮือกใหญ่พึมพำแผ่วเบา “ท่านพี่ยังคงรักนางจวบจนลมหายใจสุดท้าย”
ครั้นสัมผัสได้ว่าหยางเสวี่ยเฟยหลับใหลไปครานี้ไม่อาจฟื้นคืน ร่างกายของนางพลันหมดเรี่ยวแรงค่อย ๆ เอนศีรษะฟุบหลับหวังในใจว่าหยางเสวี่ยอิงจะทำตามคำสั่งเสียว่าจะฝังร่างของนางไว้ข้างหลุมศพของเขา
อย่างน้อยข้าก็ได้หลับใหลอยู่เคียงข้างท่านพี่ตลอดกาล พลันลมหายใจเฮือกสุดท้ายค่อย ๆ แผ่วเบาจนนิ่งสงบในที่สุด
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่ายามดึกทำให้มู่หรงเซียวสะดุ้งตื่น แก้มสองข้างอาบน้ำตาเพราะความฝันเศร้าสร้อย นางปาดน้ำตาแล้วสูดจมูกทำท่าทีขึงขัง
“ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าต้องเสียน้ำตาเพราะเขาอีกแล้ว มู่หรงเซียว!”
เปรี้ยง! ฟ้าผ่าลงมาอีกรอบจนเจ้าตัวตกใจ เมื่อถูกปลุกให้ตื่นเช่นนั้นแล้วก็นอนไม่หลับไปโดยปริยายทำให้มีโอกาสได้นั่งคิดทบทวนว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตใหม่เจ้าของร่าง
“มู่หรงเซียว เจ้าไม่มีความฝันอย่างอื่นนอกจากเป็นภรรยาของเขาหรืออย่างไร”
หญิงสาวนั่งนึกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครมู่หรงเซียวอยู่พักหนึ่ง ไม่รู้ตัวว่าทำไมถึงจำเรื่องราวต่าง ๆ ของนางได้กระทั่งเรื่องราวยิบย่อย
“ใช่แล้ว!” นางตะโกนลั่นด้วยสีหน้าตื่นเต้น “มู่หรงเซียว นางร้ายที่เพียบพร้อมเช่นเจ้าเคยละทิ้งความฝันเพียงเพราะอยากอยู่ข้างกายหยางเสวี่ยเฟยสินะ คราวนี้ข้าจะทำให้ความปรารถนาของเจ้าเป็นจริงให้ได้”
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ได้รับการฝึกฝนด้านธนูจากปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในตำนาน ลูกศิษย์ของเขาทั่วทั้งแคว้นฉินหมิงมีไม่มากนักและหนึ่งในนั้นก็คือนาง ผู้ที่เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะด้านธนูก็ว่าได้แต่เจ้าตัวกลับเลือกหยางเสวี่ยเฟย
คราวนี้ หญิงสาวตั้งใจว่าจะทำให้มู่หรงเซียวได้กลายเป็นหนึ่งในหน่วยหลิ่งเหวินใต้บัญชาการแม่ทัพใหญ่ หากได้ช่วยงานบิดาของนางคงสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลได้อย่างแน่นอน
“ท่านพ่อท่านแม่ต้องภูมิใจในตัวข้า” หญิงสาวยิ้มกว้าง สายตามองคันศรที่วางอยู่บนโต๊ะด้านหน้า
ครั้นวางแผนชีวิตตัวเองได้อย่างที่ตั้งใจแล้วก็คลายความกังวลลืมเรื่องหยางเสวี่ยเฟยจนหมดสิ้นแล้วนอนหลับอย่างมีความสุขจนกระทั้งเช้าวันต่อมา
“คุณหนู!” เสียงเมิ่งเซียงยังคงทำให้มู่หรงเซียวไม่อยากตื่นเหมือนเดิมพลางคิดในใจว่าคราวนี้ไม่น่าใช่คนผู้นั้นหรอก ในเมื่อนางตัดขาดกับเขาไปแล้ว ป่านนี้คงดีใจกระโดดโลดเต้นอยู่ที่จวนสกุลหยางโน่น
“…”
“คุณหนูเสิ่นมาเยี่ยมเจ้าค่ะ”
ดวงตาสีทับทิมมองสาวใช้ตรงหน้านึกว่าหูแว่ว “เจ้าบอกว่าใครมานะ”
“คุณหนูเสิ่นอวี้หลานมาเยี่ยมเจ้าค่ะ” เมิ่งเซียงย้ำเสียงดังฟังชัด สายตามองไปที่ขาของเจ้านาย “ยังเจ็บมากไหมเจ้าคะ”
หญิงสาวยกขาขึ้นลงให้คนตรงหน้าดู แสบเล็กน้อยไม่ถึงตายแล้วยิ้มกว้างบอกให้นางช่วยแต่งตัวจะได้ไปพบเสิ่นอวี้หลานที่ศาลาในสวน
ก่อนหน้านั้น คุณหนูสกุลเสิ่นเพิ่งฟื้นไข้เพราะแช่น้ำเย็นค่ำคืนนั้นนานเกินไป นางมองคนที่นั่งเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงแล้วเอ่ยว่า “ท่านพี่เสวี่ยเฟย สีหน้าของท่านอิดโรยเช่นนี้ ได้นอนพักผ่อนบ้างหรือไม่”
“เจ้าไม่ต้องห่วงข้าหรอก” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยตอบพลางถามด้วยความเป็นห่วง “ร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง”
ครั้นพูดคุยถามไถ่ไปพักหนึ่ง เสิ่นอวี้หลานก็ดุคนเป็นพี่ชายว่า “เหตุใดท่านพี่จึงทำเช่นนั้น”
“…”
“ข้าบอกท่านแล้วว่าคืนนั้นคุณหนูสกุลมู่มาช่วยข้า ถึงข้าจะบอกท่านไม่ได้ว่าผู้ใดเป็นคนรังแกข้าแต่เฮ้อ… ท่านพี่ต้องรีบไปขอโทษนาง” เสิ่นอวี้หลานขยับตัวคิดลุกขึ้นไปแต่งตัวแล้วจัดเตรียมสมุนไพรไปขอโทษบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ที่ทำให้ถูกลงโทษ
“เจ้าจะไปไหน”
“จวนสกุลมู่เจ้าค่ะ” นางตอบด้วยสีหน้ากังวล
“แต่เจ้าเพิ่งฟื้น เอาไว้ให้หายดีก่อนค่อยไปไม่ได้หรือ” ชายหนุ่มเป็นห่วงกลัวว่านางจะล้มพับไปอีก
“ท่านพี่เสวี่ยเฟย ข้าได้ยินมาว่าแม่ทัพใหญ่กับฮูหยินไม่อยู่จวนหลายวัน คุณหนูมู่คงอยู่เพียงลำพัง ถูกลงโทษด้วยหวายสิบไม้น่าจะเจ็บมากนัก ต้องรีบรักษาก่อนอาการทรุด ทั้งยังต้องระวังไม่ให้เกิดแผลเป็นอีกด้วย” หญิงสาวพูดตามความชำนาญเพราะสืบทอดวิชาการแพทย์จากบิดาที่ล่วงลับไปแล้ว
“นางไม่เป็นอันใดมากหรอก” เขาเอ่ยเช่นนั้นเพราะคิดว่าอาการของมู่หรงเซียวไม่ได้หนักหนา สิ่งที่เขาเห็นอาจเป็นแค่การหลอกลวงของนาง ทำให้เขารู้สึกผิดที่ทูลเรื่องนี้ อีกทั้งองค์หญิงคงไม่คิดทำอะไรบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ให้วุ่นวายกระมังเพราะใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าเขารักบุตรสาวเพียงคนเดียวของตนมากแค่ไหน
หากรู้ว่านางบาดเจ็บรุนแรงอย่างที่อีกฝ่ายบอกอาจถึงขั้นยกทัพปิดล้อมเมืองหลวงกดดันให้ฮ่องเต้ลงโทษองค์หญิงก็เป็นได้
“เหตุใดจึงใจร้ายกับนางนัก” เสิ่นอวี้หลานถามด้วยความสงสัย
“ข้าไม่ได้ใจร้ายกับนางเสียหน่อย”
“เฮ้อ… นางอาจจะไม่ชอบหน้าข้า ทั้งยังเคยกระทบกระทั่งกันแต่ว่าเรื่องใดที่นางไม่ได้ทำ ท่านจะกล่าวโทษนางไม่ได้”
“แต่…”
“หากท่านไม่ไปกับข้า ข้าไปคนเดียวก็ได้เจ้าค่ะ” หญิงสาวมองคนตรงหน้าไม่วางตาแล้วเดินนำโดยไม่รอ
ครั้นมาถึงจวนสกุลมู่ บุตรสาวเจ้าของจวนจึงอนุญาตให้เข้ามาเยี่ยมถึงในเรือนเพราะขี้เกียจเดินกะเผลกไปต้อนรับ ดวงตาสีทับทิมไม่ยอมมองว่าใครบางคนตามหลังเสิ่นอวี้หลานมาด้วย ทำราวกับเขาไม่มีตัวตนเสียอย่างนั้น
“คุณหนูมู่ ข้าขอดูบาดแผลได้หรือไม่เจ้าคะ”
“หากมาเพราะเรื่องนี้ อย่าได้เป็นกังวลเลย” มู่หรงเซียวส่ายหน้าไม่ยอมให้นางดูแผล รู้ว่าคนตรงหน้าเป็นหมอยาที่เก่งกาจแต่ไม่อยากข้องเกี่ยวกับพวกเขาอีกแล้ว
“ข้าต้องขอโทษแทนท่านพี่ด้วย ไม่นึกว่าจะเข้าใจผิดไปมากเพียงนั้น หลังจากรักษาคุณหนูเรียบร้อยแล้ว ข้าจะไปพบองค์หญิงเพื่อแก้ไขเรื่องเหล่านี้เจ้าค่ะ” เสิ่นอวี้หลานรู้สึกผิดยิ่งนัก สายตามองคนตรงหน้าไม่วางตาจนมู่หรงเซียวรู้สึกได้ว่า สมแล้วที่เป็นนางเอกของเรื่อง นิสัยดี อ่อนโยน ใครเล่าจะไม่หลงรัก หากข้าดื้อดึงไม่ยอมให้เจ้ารักษา เรื่องวันนี้คงไม่จบลงง่าย ๆ สินะ
“อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บเลย ข้าไม่อยากวุ่นวายเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง” สีหน้าหญิงสาวดูฉุนเฉียวเล็กน้อยตามประสานางร้าย นางกล่าวกับเสิ่นอวี้หลานยืนยันว่าไม่ต้องการสิ่งใดจากอีกฝ่าย หากเป็นไปได้ก็แยกย้ายไม่ต้องพบกันอีกจะดีกว่า
สุดท้ายแล้ว มู่หรงเซียวก็ทนการรบเร้าของนางเอกแสนดีไม่ไหว ยอมให้หมอยารักษาแต่โดยดี ทันทีที่เห็นบาดแผลเสิ่นอวี้หลานทำหน้านิ่วมองชายหนุ่มที่ยืนตะลึงงัน
“ท่านพี่จะไม่พูดอะไรสักหน่อยหรือ” หมอหญิงถามเสียงเข้ม “เห็นหรือไม่ว่าเกิดอันใดขึ้นกับนาง”
มู่หรงเซียวได้ยินเช่นนั้น ไม่อยากได้ยินเสียงหยางเสวี่ยเฟยจึงพูดตัดบท “คุณหนูเสิ่นอย่ารบเร้าคนผู้นั้นนักเลย เจ้าเองรีบรักษาข้าแล้วกลับไปได้หรือไม่ เราสองคนใช่ว่าสนิทสนมกันเสียเมื่อไหร่”
คนได้ฟังถอนหายใจแล้วลงมือรักษาบาดแผลด้วยความตั้งใจ คิดว่าอย่างน้อยจะดูแลนางจนกว่าจะหายดีเพื่อไถ่โทษแทนใครบางคน
ทว่า หลังจากนั้น หยางเสวี่ยเฟยตามเสิ่นอวี้หลานมาที่จวนสกุลมู่ทุกครั้งแต่ไม่อาจปริปากพูดสิ่งใดกับเจ้าของเรือนได้เพราะนางมักเมินหน้าหนีทำทีไม่รู้จักเขาเสียอย่างนั้น
ในใจของเขากำลังสับสนอย่างหนักว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการเสแสร้งของนางหรือไม่จนกระทั่งได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้ให้ติดตามคนสกุลมู่อย่างใกล้ชิดเพราะได้ข่าวมาว่าพวกเขากำลังสะสมกองกำลังเพื่อกระทำบางอย่าง
หากเป็นไปได้ให้จับตาดูบุตรสาวเพียงคนเดียวแล้วทำให้นางกลายเป็นหลักประกันเพื่อที่แม่ทัพใหญ่จะไม่กล้าลงมือทำอันใดที่เสี่ยงต่อชีวิตของนาง
สวัสดีค่ะ นิยายเรื่อง ฮูหยินแสนรักของรองแม่ทัพ จะอัปเดตวันละ 1 ตอน เวลา 18:00 น. จนจบเรื่องค่ะ ขอบคุณนักอ่านที่แวะมานะคะ
“ท่านพ่อ…” หยางเสวี่ยหลิงเอ่ยเรียกบิดาแต่ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา “หลับแล้วหรือขอรับ”“ท่านพ่อ หลับจริง ๆ หรือ” หยางเสวี่ยเฟิงเอ่ยถามอีกคน “ยังเล่านิทานไม่จบเสียหน่อย”“พวกเจ้าอย่ากวนท่านพ่อสิ” หยางเสวี่ยอิงห้ามปรามน้องชายทั้งสองก่อนจะเล่าสิ่งที่บิดาพูดก่อนหน้าต่อ “หญ้าแก้วไพลินน่ะเป็นวัชพืชก็จริงแต่เอาไปทำเป็นก้อนน้ำตาลไว้ตรวจพิษได้ด้วย ท่านพ่อจึงมักพกติดตัวอยู่เสมอ”“อร่อยมากเลยหรือ” เด็กน้อยสองคนถามคำเดียวกัน ก่อนที่พี่ชายคนโตจะหยิบออกมาให้ดูแล้วถามว่า “อยากลองกินหรือไม่”ไม่ต้องถามก็รู้แล้วว่าพวกเขาต้องรีบพยักหน้าทันควัน หยางเสวี่ยอิงจึงพึมพำราวกับไม่อยากให้บิดารู้สึกตัว “หากได้กินแล้วจะรีบนอนหรือไม่”“ขอรับ”ครั้นได้ลิ้มรสหวานก็พากันยิ้มกว้างชอบใจยิ่งนัก เปลือกตาจึงค่อย ๆ เผยอปิดลงด้วยความเหนื่อยล้าเพราะเล่นทั้งวันจนหมดแรงไปโดยปริยายทั้งสามคนหยางเสวี่ยเฟยยิ้มมุมปากรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพราะแกล้งหลับ อยากรู้ว่าพี่ชายน้องชายจะทำอย่างไรพลันนับหนึ่งถึงสิบให้แน่ใจว่าพวกเขาหลับสนิท ก่อนห่มผ้าให้แล้วกลับเข้าไปยังห้องของฮูหยิน“หลับกันหมดแล้วหรือ” มู่หรงเซียวสัมผัสได้ว่ามีไออุ่นใครบางคน
หยางเสวี่ยเฟยพาครอบครัวไปเมืองเหอผิงเพื่อเยี่ยมแม่ทัพหลี่กับเสิ่นอวี้หลาน แม้ระหว่างทางวุ่นวายเพราะเด็ก ๆ ไปบ้างแต่นับว่าเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานต่างฝ่ายต่างเฝ้ารอที่จะได้พบกันในรอบสองปีเพราะช่วงเวลาที่ผ่านมาติดภารกิจจนแทบไม่มีเวลาว่างเลย ทันทีที่ลงจากรถม้า หยางเสวี่ยอิงรีบวิ่งไปที่หน้าจวนแล้วทักทายหลี่หมิงฮ่าวกับเสิ่นอวี้หลานโดยไม่รีรอ ก่อนจะหันไปยิ้มให้เด็กหญิงอีกคนหนึ่งที่อายุเท่ากัน“ฟางฮวา เจ้าสบายดีหรือไม่”“อืม…” บุตรสาวคนโตของแม่ทัพหลี่พยักหน้า ดวงตาสีอำพันเหมือนมารดามองสหายด้วยความคิดถึง พลันน้องชายของนางวิ่งผ่านหน้าไปหาคนที่เหลือ “เอ๊ะ… ฟางหมิง เจ้าอย่าวิ่ง เดี๋ยวหกล้มอีก”เด็กหญิงหันมาหาหยางเสวี่ยอิงแล้วรับของขวัญเป็นภาพวาดที่เจ้าตัวตั้งใจทำมาให้ ส่วนบิดามารดาได้แต่ยิ้มให้กันด้วยความเอ็นดูในมิตรภาพแล้วเดินไปต้อนรับสหายคนสนิทที่รถม้า“เสวี่ยหลิง! เสวี่ยเฟิง!” หลี่ฟางหมิงตะโกนเรียกบุตรชายคนรองและบุตรชายคนที่สามของรองแม่ทัพหยางด้วยความตื่นเต้นก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ว่าเด็กชายอายุราวสามขวบที่ยืนอยู่ข้างพวกเขาเป็นใคร “เสิ่นฮ่าวเฉิน น้องของพวกเราอย่างไรเล่า
“เฮ้อ… เจ้าเลิกเอากระบี่จ่อคอข้าได้หรือไม่ แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้เลยหรือ” เจ้าตัวส่ายหน้าทำเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใดเพราะคนที่อยู่ตรงหน้าก็คนกันเองทั้งนั้น“ฝ่าบาทอยากลองลิ้มรสอาวุธของกระหม่อมดูสักครั้งหรือไม่ เผื่อจะจำได้ว่านางเป็นภรรยาของข้า”“เซียวเอ๋อร์ เจ้าดูเอาเถอะ เขาชอบหันกระบี่หาข้าอยู่ร่ำไป ไม่รู้หรือว่าข้าน่ะเป็นรัชทายาทแคว้นซวงเหวินเชียวนะ” จู่ ๆ เสียงนั้นก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที “ว่าแต่เจ้าไม่สนใจเป็นสนมของข้าหรือ”“ท่านพี่... ตามใจเถอะ ข้าไม่ห้ามหรอก” บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ยิ้มให้สามีพลันองค์รัชทายาทเสียวสันหลังวาบเพราะรอยยิ้มแสยะของหยางเสวี่ยเฟย แสงจันทร์ส่องลงมาที่กระบี่สีเงินแวววาวสะท้อนเข้าตาตัวเองจนต้องรีบหลบหลังน้องชายเสียงพึมพำเอ่ยขึ้นมา “น่ากลัว มีแต่คนน่ากลัว” แล้วหันไปทำสายตาอ้อนวอน “เจ้าเป็นน้องชายที่ใจดีที่สุดของข้า”“อืม ทรงรู้เช่นนี้ก็ดีแล้วเพราะข้าเองก็คิดว่าจะอดทนอีกไม่นานเช่นกัน” หลินเพ่ยอินยิ้มมีเลศนัย “ครานี้ทรงเสด็จกลับวังหลวงกับข้าได้หรือไม่”“อืม กลับแล้ว ไม่ดื้อแล้ว” หลินชิงหรูจำต้องยอมรับโชคชะตาของตัวเองไปโดยปริยายหากแต่ค่ำคืนนั้นนับว่าเป็นการกลับมาพบก
มู่หรงเซียวชวนผู้เป็นสามีไปเที่ยวที่หอจันทราเพื่อฟังเสียงบรรเลงกู่ฉินตามเคย หากแต่อีกฝ่ายคิดว่าสถานที่นั้นเหมือนกับหอราตรีในเยว่จวนจึงอิดออดไม่อยากให้ไปสักเท่าใดนัก ก่อนจะรู้ว่าหอจันทราเป็นเพียงสถานที่ให้ความสำราญทั่วไปจึงเบาใจไปบ้างคืนนี้ ภรรยาของเขาจึงแต่งกายเป็นสตรีเหมือนอย่างปกติแล้วรอฟังเพลงกู่ฉินด้วยสีหน้าระรื่นพลันได้ยินจังหวะที่คุ้นเคยจึงหันขวับไปมองต้นเสียงเพราะไม่คิดว่าจะได้พบกันโดยบังเอิญ “เซียงเซียงหรอกหรือ”หยางเสวี่ยเฟยขมวดคิ้วมุ่นพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหันไปมองสหายของเซี่ยหลานเฟิงที่นั่งข้าง ๆ เข้าใจแล้วว่าเหตุใด บุรุษผู้มีดวงตาสีเทาจึงปักหลักอยู่ต้าหลินนานนัก“เจ้าไปดักทางซ้าย ข้าจะไปดักทางขวา” หลินเพ่ยอินวางจอกเหล้าลง สายตาจ้องแม่นางผู้นั้นไม่วางตาแล้วหันมาหาเสิ่นจื้อเหลียงกับหยางเสวี่ยเฟย “ข้ารบกวนพวกเจ้าได้หรือไม่”“ขอรับ” เด็กหนุ่มยังไม่ทันได้รู้ว่าเขาจะรบกวนเรื่องใดแต่รับปากไว้ก่อน“อืม” หยางเสวี่ยเฟยเองก็พยักหน้าน้อย ๆ พอคาดเดาเหตุผลของเขาได้“หากเขาหนีมาทางนี้ ได้โปรดช่วยข้าจับเขาด้วย” ชายหนุ่มคนเดิมเอ่ยขอร้อง สีหน้ามีความหวังอย่างยิ่งก่อนจะเริ่มแผนการจับค
ส่วนชายหนุ่มอีกคนก็กางแขนรอเก้อเพราะอดกอดผู้เป็นน้องสาว “ฮูหยินของข้า” หยางเสวี่ยเฟยมองหน้าอีกฝ่าย “นางมีสามีแล้ว ไม่ควรใกล้ชิดบุรุษ ผู้อื่นจะเข้าใจผิดได้”“เฮอะ…” เซี่ยหลานเฟิงยิ้มมุมปาก “ใครเล่าจะเข้าใจผิด ทุกคนรู้ว่าข้าสนิทกับคุณหนู ส่วนเจ้าเป็นสามีที่นางรักยิ่ง กลัวหรืออย่างไร…”“เฟิงเกออย่าไปแกล้งเขา” หญิงสาวคนกลางเอ่ยห้ามพี่ชายพลางหันมองสามีตัวเองจึงได้รู้ว่าหัวใจของเขานั้นบอบบางเสียเหลือเกิน จนรู้สึกว่าภาพฝันที่เห็นครานั้นยังคงฝังลึกในใจ“หือ… เจ้าร้องไห้หรือ” ดวงตาของหัวหน้าหน่วยหลิ่งเหวินเบิกกว้าง รู้สึกเหมือนพลาดเรื่องบางอย่างไป แต่เมื่อมองไปทางเสิ่นจื้อเหลียงเพื่อถามไถ่ อีกฝ่ายกลับไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเช่นกัน“เฟิงเกอ ข้าฝากสองคนนี้ด้วยนะเจ้าคะ แล้วก็ท่านพ่อท่านแม่รออยู่ที่จวน รีบกลับไปชิมอาหารที่เมิ่งเซียงทำไว้ด้วย พวกข้าสองคนจะกลับช้าหน่อย ไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ”พลันควงแขนผู้เป็นสามีเดินแยกไปอีกทางหนึ่งโดยไม่ลังเลเพราะอยากใช้เวลาอยู่กับเขาตามลำพัง ตลอดทางเดินขึ้นเนินเขาที่เต็มไปด้วยดอกท้อผลิบาน นางไม่ปล่อยมือจากคนข้างกายเลยสักนิดเดียวเพราะรู้ว่าเวลานี้ไออุ่นที่แผ่จากฝ่
หลายวันต่อมาสายลมเย็นของวสันตฤดูพัดผ่านต้าหลินเป็นระลอก ดอกไม้ต่าง ๆ เริ่มผลิบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลให้ชาวเมืองรู้สึกสดชื่น นับว่าเป็นบรรยากาศแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริงสงครามระหว่างแคว้นอันยาวนานสิ้นสุดลง ความสงบสุขจึงหวนกลับคืนมา เทศกาลครั้งนี้จึงมีแต่ความรื่นเริงของผู้คนที่ออกมาเฉลิมฉลองกันเจ็ดวันเจ็ดคืน“จื้อเหลียง เจ้านั่งลงดี ๆ ข้าผูกไม่ถนัด” หยางเสวี่ยฮวาพึมพำเพราะคนตรงหน้ามัวแต่หันซ้ายหันขวาราวกับกลัวว่าจะถูกใครจับได้“คุณหนู ข้าผูกเองได้ขอรับ แค่คุณหนูปักผ้าผูกผมให้ก็นับว่าซึ้งใจมากแล้ว” เจ้าตัวยิ้มกว้างที่ได้ของขวัญชิ้นพิเศษจากนาง“ข้าเห็นพี่สะใภ้ผูกให้ท่านพี่นี่ ข้าอยากผูกให้เจ้าด้วย” แม้เด็กใหม่หน่วยซิงอวี่ได้ยินเสียงตุบดังมาจากทางข้างหน้า หากแต่เวลานี้หนีไปไหนไม่ทันแล้ว“ใครอยากผูกอะไรให้ผู้ใดนะ” หยางเสวี่ยเฟยถามคนตรงหน้า แววตาดุปราดมองพร้อมแสยะยิ้มให้ลูกน้องตัวเอง “ข้ามัดผ้าผูกผมให้จื้อเหลียงอยู่เจ้าค่ะ ท่านพี่มีอันใดหรือจึงมาหาตั้งแต่เช้าตรู่” คนเป็นน้องสาวกลับตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่เข้าใจความหมายและความรู้สึกในเวลานี้ของพี่ชายเลยสักนิด ความตึงเครียดจึงตกไปอ
อีกฟากหนึ่งของแคว้นฉินหมิง เพียงนั่งสูดหายใจเข้า ถอนหายใจออกไม่ทันไรท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงอีกครั้ง มู่หรงเซียวที่กำลังนั่งเล่นดูนกตัวเล็ก ๆ โผบินกลับรังกลับเหลือบเห็นสวีกงกงยืนยิ้มอยู่ไกล ๆ นางยกมือห้ามไม่ให้พวกเขาเข้ามาใกล้แล้วทำท่าเวียนหัวคล้ายจะเป็นลม ทว่า คราวนี้ทางฝั่งขันทีมีหมอยาตามมาด้วย เขาจ
“อยากพูดอันใดก็พูดมาเถิดเพราะถึงอย่างไรข้าก็เป็นฮูหยินจวนสกุลหยางและเป็นพี่สะใภ้ของเจ้า” มู่หรงเซียวยิ้มบางรู้ว่านางพูดกระทบเพราะไม่ชอบหน้าและเตรียมใจรับมือเรื่องนี้ไว้บ้างแล้ว“ข้าไม่เคยนับเจ้าเป็นพี่สะใภ้” นางดื้อดึงและค้านหัวชนฝา “ข้าได้ยินท่านพี่พูดว่าจะทูลขอสมรสพระราชทานจากฝ่าบาท ท่านพี่จะแต่ง
คืนนั้นมาถึงหยางเสวี่ยฮวารู้สึกดีใจนักที่พี่สาวคนโปรดตอบรับคำเชิญมาทานอาหารร่วมกันที่จวน นางรู้สึกเบื่อที่ต้องเห็นหน้าพี่สะใภ้ที่ไม่ต้องการถึงสองคนอยู่ในเรือนเดียวกัน ไม่ว่าจะทำอะไรก็รู้สึกขัดใจไปหมดแต่ไม่มีใครให้ระบายความในใจด้วย“ท่านพี่อวี้หลานมาแล้วหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยทักทาย แววตาเป็นประกายรีบว
กระนั้นกลับถูกคนกลุ่มเดิมจับตัวเอาไว้จึงใช้แรงที่มีสะบัดออก หากคนที่จับไว้ไม่ใช่หยางเสวี่ยเฟยเป็นเพียงหญิงสาวเอวบางร่างน้อย นางย่อมเอาชนะได้ไม่ยาก หากแต่เวลานี้จวนเจียนจะเป็นลมจึงต้องรีบหยุดอีกฝ่ายตุบตับ ตุบตับ กำปั้นน้อย ๆ พุ่งเข้าท้องของสาวใช้ตรงหน้าคนละหมัดจนล้มไปกองกับพื้น มู่หรงเซียวหันมามองค







