FAZER LOGINหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองขื่อคานของกระท่อมที่ยังมีริ้วผ้าขาวผูกอยู่ โชคดีที่ร่างนี้ดิ้นรนจนหล่นลงมา หรือจริงๆ อาจจะไม่ใช่โชคดีเพราะนาง...ไม่ใช่ซูเหยียนเล่อ
หยวนเล่อเล่อไม่คาดคิดว่าความตายจะเป็นดังฝันเพียงตื่นหนึ่ง เมื่อครู่ขับรถท่ามกลางสายฝนอยู่ๆ ฟ้าก็ฝ่าลง หญิงสาวตกใจหักพวงมาลัยหลบ ทำให้รถยนต์พุ่งเข้าไปกระแทกขอบสะพาน รถยนต์พลิกคว่ำตกลงมาในแม่น้ำ ตอนที่กำลังดิ้นรนจากเข็มขัดนิรภัย รู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็กลายเป็นว่าที่ดิ้นรนนั้น...ตัวเองกำลังดิ้นรนให้หล่นลงมาจากริ้วผ้าขาวที่ใช้แขวนคอ!!!
ที่ว่าโชคดี...คือซูเหยียนเล่อไม่รู้จักการใช้เงื่อน หาไม่ดิ้นให้ตายก็ไม่มีทางได้ผล โชคร้าย...เจ้าของร่างนี้คงตายไปจริงๆ แล้ว
หญิงสาวมองไปรอบๆ ชะโงกหน้ามองผ่านความมืด สายฟ้ายังคงแปลบปลาบ หมู่บ้านที่ห่างไกลความเจริญนี้ไม่แน่ใจว่าอยู่ส่วนไหนของประเทศ
หญิงสาวเดินกลับไปที่หน้าโต๊ะวางคันฉ่อง กล่องไม้มีเครื่องประดับอยู่จริงๆ แต่รูปร่างของเครื่องประดับนั้นไม่คุ้นตา ปิ่นปักผมเงิน ดอกไม้หยก กำไลหยก ต่างหูอัญมณี ชุดหยกประดับ
หากเป็นสมัยปัจจุบันหยกพวกนี้คงมีค่าควรเมือง เนื้อหยกแวววาวส่งประกาย แถมยังเป็นหยกม่วงแดงที่หายากยิ่ง เห็นชัดว่าเป็นของตกทอด
ใต้หมอนมีถุงเงินสามถุง ถุงแรกเป็นเงินตำลึงทองจำนวนเจ็ดก้อน ซึ่งก็คงนับว่าเป็นเงินเจ็ดตำลึงทอง อีกถุงเป็นตำลึงเงินที่แลกเอาไว้แล้วพร้อมใช้งาน มองผ่านๆ ก็น่าจะถึงหนึ่งร้อยตำลึงเงิน ส่วนที่เหลือยังมีเงินเหรียญเป็นพวงมีทั้งหมดสองพวงซึ่งก็คงเป็นเงินอีแปะ อีกถุงเป็นโฉนดและหนังสือหย่าที่พับๆ รวมกันเอาไว้จนยับย่น นอกจากของเหล่านี้ยังมี...ป้ายชื่อ
มันถูกแกะจากไม้พิเศษชนิดหนึ่ง ลักษณะจำเพาะเจาะจงจึงยากจะเลียนแบบ มีแซ่ ชื่อ และมีตราประทับของเมืองฉงหยาง แคว้นเยวี่ย ...นี่คงเป็นเหมือนบัตรประจำตัวของคนสมัยนี้
“จวนแม่ทัพเซี่ย ท่านปราชญ์ซู แคว้นเยวี่ย เงินตำลึงทอง ตำลึงเงิน โฉนด...” หยวนเล่อเล่อยกสองมือขึ้นกุมขมับ “บ้าเอ้ย!!! แล้วฉันหลุดเข้ามาในอันโดรเมด้าไหนกันเนี่ย!!!”
โชคดีที่ตอนตะโกนฟ้าผ่าลงมาเสียงดังลั่น ดังนั้นประโยคนั้นจึงไม่มีใครในหมู่บ้านได้ยิน...
เช้าวันต่อมาชาวบ้านหลายคนออกมาเดินดูสิ่งที่พายุเมื่อคืนทำลายล้างและหลงเหลือเอาไว้ หยวนเล่อเล่อเองก็เช่นกัน นางเดินออกมาดูก็ยิ่งมั่นใจว่าสถานที่แห่งนี้ไม่มีทางอยู่ในอันโดรเมด้าเดียวกับที่ตนจากมา
ทั้งการแต่งกาย ทั้งการพูดจา ทั้งการเป็นอยู่ นี่ไม่ใช่สิ่งที่โลกซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยสะดวกสมควรมี
เสียงซุบซิบดังขึ้นทันทีที่หญิงสาวก้าวเดินออกมา
“ได้ยินมาว่านางเป็นบุตรสาวของบัณฑิต”
“บัณฑิตหรือ ไม่ไช่ปราชญ์?”
“เหมือนกันนั่นละ ไม่ใช่สามัญชนเหมือนเราๆ”
“บัณฑิตแล้วอย่างไร ปราชญ์แล้วอย่างไร? ได้ยินว่านางถูกขับไล่มาจากเมืองหลวง ตอนนี้แม้แต่สาวใช้ของนางก็ขโมยของแล้วหนีไป เห็นว่าสัญญาขายตัวก็แอบขโมยไปด้วย นางถูกทอดทิ้งแล้ว”
“อืม ข้ายังกลัวว่านางจะฆ่าตัวตาย โชคดีที่นางไม่คิดสั้น”
“แต่...นางแต่งกายราวกับสตรีที่ออกเรือนแล้ว คงไม่ใช่ไม่มีบุตรแล้วถูกสามีหย่า??”
“นั่นสิ ส่วนใหญ่พวกชนชั้นสูงหรือบัณฑิตก็มักให้ความสำคัญกับทายาทไม่ใช่หรือ นางยังสาวแถมงดงามหรือว่าไม่มีบุตร หาไม่จะถูกขับไล่มายังหมู่บ้านแร้นแค้นไกลถึงเพียงนี้?”
“แต่...หลังจากนี้นางจะเป็นยังไง”
“คุณหนูที่เติบโตมาในห้องหอ ไม่เคยแม้แต่จะตกระกำลำบาก น่าสงสาร”
“นางหมดตัวแบบนี้คงไม่ใช่จะมาเบียดเบียนพวกเรานะ”
“คงไม่หรอก อย่างมากก็คงไปรบกวนท่านหัวหน้าหมู่บ้านโน่น”
“ที่นี่ไม่ใช่เมืองหลวงนี่ แถมไกลจากตัวเมือง นางจะอยู่ได้หรือ บ้านหลังนั้นแม้ใหญ่โตแต่ก็แทบจะไม่ได้ดูแลซ่อมแซม ไม่มีเงินจะอยู่ได้อย่างไร ซ่อมบ้านหลังนั้นอย่างน้อยๆ ก็คงต้องมีสักสามสิบตำลึงเงิน ค่าจ้างซ่อมบ้านอีกข้าว่าคงต้องมีสัก...ห้าสิบตำลึงเงิน”
[1] ไรท์ไม่ได้อ้างอิงเงินจีนโบราณเป๊ะๆ นะคะ ในนิยายค่าเงินจะใช้ตามนี้ค่ะ^^
จวนแม่ทัพเซี่ยแห่งแดนเหนือสร้างเสร็จแล้ว งานมงคลที่เต็มไปด้วยความยินดี ชาวบ้านมากมายต่างมาร่วมแสดงความยินดี ท่านลุงและท่านป้าชุยนับเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสพิธีการจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่มีขันนางชั้นสูง ไม่มีความซับซ้อน ล้วนเป็นชาวบ้านทั้งนั้นที่คอยชี้แนะ จัดงานแบบชนชาวท้องถิ่นโดยแท้ตอนที่ทุกคนกำลังมองบ่าวสาวไหว้ฟ้าดิน ก็มีคนอัญเชิญราชโองการมาอีกครั้ง “บ่าวสาวรับราชโองการ!”“ด้วยคุณงามความดีของแม่ทัพเซี่ยและฮูหยิน ฝ่าบาททรงมอบหยกมงคลคู่หนึ่งคู่ เงินสองพันตำลึงทอง แพรพรรณจำนวนสิบพับ และ...นามของบุตรในครรภ์ของเซี่ยฮูหยิน หากเป็นบุรุษให้ใช้แซ่เซี่ย นามจิ้นหยวน หากเป็นสตรีแซ่เซี่ย นามจิ่นโซ่ว อีกทั้งยังอนุญาตให้บุตรของแม่ทัพเซี่ยได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวงพร้อมองค์รัชทายาท จบราชโองการ”“บุรุษแซ่หวงผู้เจ้าเล่ห์ ผู้ใดอยากให้บุตรเข้าเรียนสำนักศึกษาหลวงกัน!” ซูเหยียนเล่อขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ส่งบุตรเข้าเมืองหลวงไปเรียนกับรัชทายาท หากเป็นบุตรชายก็แล้วไป หากเป็นบุตรสาวนี่ไม่ใช่การส่งเนื้อเข้าปากเสื้อหรือไร รับปากนางเสียดิบดีว่าจะไม่บีบบังคับ แล้วนี่อะไร!เซี่ยป๋ออวิ๋นหัวเราะ “เขาเป็นบุตรชายแน่นอน คน
ตามราชโองการก็ต้องออกเดินทางในอีกสองวันข้างหน้า ทุกอย่างตระเตรียมเอาไว้จนพร้อมแล้ว เซี่ยป๋ออวิ๋นไม่กลับจวนเลยตั้งแต่ได้รับราชโองการ เขาไม่นำสิ่งใดติดตัวไปด้วยนอกเหนือจากสิ่งที่ได้รับพระราชทาน ตอนออกเดินทางขบวนผ่านหน้าจวนตระกูลเซี่ย ทุกคนออกมายืนรอส่ง เซี่ยฮูหยินคร่ำครวญก้าวออกมาชะเง้อมอง เซี่ยป๋ออวิ๋นขี่ม้านำหน้าขบวน ซูเหยียนเล่อนั่งอยู่ในรถม้าไม่ได้เปิดม่านออกไปมอง“พวกเรากลับบ้านกัน” ท่านป้าชุยตบหลังมือของนางเบาๆ“เจ้าค่ะ พวกเรากลับบ้านกัน”จวนยังไม่ทันสร้างเมืองฉีอี้อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน ดังนั้นซูเหยียนเล่อจึงตัดสินใจไปอยู่ที่หมู่บ้านเฉิงอินก่อน เซี่ยป๋ออวิ๋นเองก็เห็นด้วย ตอนกลับไปถึงที่หมู่บ้านได้พบชาวบ้านที่เพิ่งกลับมาเช่นกัน ทุกคนร้องห่มร้องไห้โผเข้ากอดซึ่งกันและกัน คนที่รอดชีวิตมาได้มีไม่ถึงครึ่งหมู่บ้าน เด็กๆ บางคนเองก็หายไป...ตอนทุกคนรู้ว่าเซี่ยป๋ออวิ๋นเป็นแม่ทัพ บางคนถึงกับตบเข่าฉาด “ข้าก็ว่า...ฝีมือเก่งกาจ สังหารเจ้าพวกโจรนั่นตาไม่กะพริบ!”นางได้แต่อ่อนอกอ่อนใจ ตอนนั้นมิใช่ว่าหวาดกลัวที่เห็นเขาสังหารคน? ทว่าสถานการณ์เปลี่ยนคนก็เปลี่ยน นางยังจะพูดอะไรได้อีกเล่า...เหล่าทหาร
“ข้ามั่นใจว่าเป็นบุตรชาย ข้ามีบุตรสาว แต่หากเป็นบุตรสาวข้ามีบุตรชาย...”หญิงสาวยกมือขึ้นห้าม... “สัญญาสิเพคะว่าจะไม่ทรงบีบให้มีการแต่งงานโดยไร้ซึ่งความเต็มใจ”เขาเลิกคิ้วสายตาไม่พอใจเล็กน้อย “ไม่ดีตรงไหน”“ให้พวกเขาได้มีโอกาสพานพบ ทำความรู้จัก จากนั้นหากชอบพอจึงทรงสนับสนุน เช่นนี้ไม่ดีกว่าหรือเพคะ”เขาลังเล... “ก็จริง ได้ เรารับปากเจ้า แต่เรามั่นใจว่าเป็นบุตรชาย”นางก้มลงมองครรภ์ของตัวเอง “หากเป็นบุตรชาย เช่นนั้นหม่อมฉันจะให้ฝ่าบาททรงพระราชทานชื่อ”“ได้ ตกลงตามนี้!”หลังคุณชายแซ่หวงจากไปซูเหยียนเล่อเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ รินชาร้อนส่งให้เซี่ยป๋ออวิ๋น “ท่าน...ไปขอลาออกจากบรรดาศักดิ์จากฝ่าบาทหรือ”เขามองนาง “เจ้าโกรธหรือไม่”“เรื่องใด”“เรื่องที่อยู่ๆ ก็ทรงมีราชโองการ เพราะเช่นนี้เจ้าคงไม่อาจปฏิเสธ ไม่อาจไปจากข้า ไม่อาจ...”“เซี่ยป๋ออวิ๋น”เขาชะงัก“หากทรงอนุญาตให้ท่านไปจากราชสำนักท่านจะทำอย่างไร หนีไปกับข้า? หากข้าปฏิเสธท่าน ท่านผิดใจกับมารดากับคนตระกูลเซี่ยเช่นนี้ท่านเคยคิดหรือไม่ว่าจะทำอย่างไรต่อไป”เขาไม่ตอบ...ซูเหยียนเล่อยกชาขึ้นจิบ เงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมนหม่นหมอง ไร้ซึ่งแสงแห่งด
เซี่ยป๋ออวิ๋นรับราชโองการไปแต่ในนั้นว่างเปล่า เขาเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้า “ไม่มีราชโองการพ่ะย่ะค่ะ”ขันทีที่จดอะไรบางอย่างรีบส่งมา ทุกอย่างดูรีบร้อนน่าขบขันยิ่ง ตอนนี้ไม่ต้องเดาแล้วว่าผู้มาคือใคร...“ไม่มีตราประทับ” ชายหนุ่มยังกล่าวเสียงเรียบ“เซี่ยป๋ออวิ๋น! เจ้าจะทำให้เราโมโหให้ได้เลยหรือ! ยอมให้เจ้ารั้งอยู่ที่ชายแดนเหนือ คิดว่าง่ายสำหรับเราหรือไร!!” ไม่พูดเปล่ารับตรามังกรมาประทับต่อหน้าชายหนุ่ม ราชโองการตามใจฮ่องเต้ก็จบลงแบบรวบรัดเช่นนี้...“น้องสะใภ้ ข้าแซ่หวงอยากมาลองชิมหมั่นโถวของเจ้า”“กระหม่อมอายุมากกว่าพระองค์ ต้องเรียกพี่สะใภ้”“เราไม่สน เราบอกน้องสะใภ้ก็น้องสะใภ้สิ! หมั่นโถวเล่า?”ซูเหยียนเล่อถอนหายใจ “คุณชายแซ่หวง?” เกรงว่าคงจะมาจาก...หวงตี้[1]กระมัง หมั่นโถวที่เหลือยังอุ่นอยู่บนเตา ชาร้อนที่ก็ไม่ได้เลิศรสอะไร เซี่ยป๋ออวิ๋นนำมาให้...คุณชายแซ่หวง ท่านลุงกับท่านป้าชุยจึงยกที่เหลือออกมาให้ขันทีและผู้ติดตาม“ไม่มีเต้าหู้เผ็ดหรือ วันนั้นอร่อยมาก ข้าอยากกินอีก”นางเลิกคิ้วมองเซี่ยป๋ออวิ๋น เขาหน้าบึ้ง “ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”“เอ่อ...หม่อมฉันจุดเตาทำครู่หนึ่ง หากทรงรอได้หม่อมฉันจะ...
ฮูหยินของเซี่ยหัวเจาสะอื้นออกมาเงียบๆ ไม่รู้ว่าสิ้นหวังที่จะโน้มน้าวนาง หรือแท้ที่จริงก็เศร้าใจ เห็นใจ รู้สึกผิด“ในขณะที่เซี่ยป๋ออวิ๋นสู้รบเพื่อบ้านเมือง มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี พวกท่านที่เพียงรักษาเพื่อบรรดาศักดิ์ ฐานะในราชสำนัก หน้าตาในสังคมชนชั้นสูง กลับโหดร้ายกับสตรีอ่อนแอที่เหลือเพียงคนเดียวบนโลก ท่านคิดจริงๆ หรือว่าน้องชายของท่านจะภูมิใจ จะยินดีในสิ่งที่พวกท่านทำ ทำดีต่อให้ทำถึงร้อยครั้ง ทว่าพวกท่านคิดจริงๆ หรือว่ามันสามารถแลกกับความเลวร้ายเพียงครั้งเดียวที่พวกท่านลงมือกระทำลงไป”“ข้ารู้...เพราะเช่นนี้น้องรองจึง...” เขาไม่ได้พูดต่อแต่เห็นเซี่ยป๋ออวิ๋นมาที่บ้านของนางเมื่อคืน นางก็เข้าใจได้ดีว่าเขาไม่มีทางยอมรับการกระทำของคนตระกูลเซี่ย“พวกท่านมาหาข้าครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่ออะไรหรือ เพื่อให้ข้าหุบปาก? เพื่อให้ข้าอภัยให้? หรือว่ามาเพียงเพราะรู้สึกผิด? บนร่างกายเมื่อเกิดบาดแผล ยิ่งลึกก็ยิ่งทิ้งแผลเป็นชัดเจน ดังคำกล่าวที่ว่างูกัดครั้งหนึ่งกลัวเชือกไปสิบปี ท่านคิดจริงๆ หรือว่าข้าจะทำใจลืมเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด จากนั้นก้มหน้าเดินกลับเข้าไปในจวนตระกูลเซี่ย แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เช่นนั้นข้าจะไปเตรียมรถเข็น” ท่านลุงชุยเองก็ได้แต่ยอมแพ้ช่วงสายวันนั้นซูเหยียนเล่อก็ต้องถอนหายใจให้ตัวเองอีกครั้ง นางนึกไม่ถึงว่าหลายวันมานี้ชีวิตของนางจะวุ่นวายไม่จบสิ้น เมื่อวานเซี่ยฮูหยินมาหานางถึงที่ วันนี้เซี่ยหัวเจากับฮูหยินก็มาหานางถึงแผงขายหมั่นโถวจริงๆ นางไม่รู้จักพวกเขาแต่อาศัยเสียงซุบซิบของชาวบ้านรอบๆ ทำให้รู้ถึงฐานะและสิ่งที่เคยเกิดขึ้น“นั่น...แม่ทัพเซี่ย?”“เรียกแม่ทัพเซี่ยไม่ได้แล้วสิ ต้องเรียกคุณชายใหญ่ เขา...ขาเขาน่ะ เขากลายเป็นคนพิการแล้ว เพราะเช่นนี้น้องชายจึงถูกส่งตัวไปชายแดนกะทันหัน”“ชู่ว...เจ้าเบาเสียงหน่อย ได้ยินมาว่าแม้แต่ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวก็ไม่ทันได้เปิด แม่นางเล่อเล่อช่างอาภัพนัก ตอนนี้ยังถูกคนตระกูลเซี่ยตามระรานไม่เลิกรา”“เป็นข้า ข้าจะไปให้ไกลจากคนพวกนี้”“แต่นางกำลังตั้งครรภ์ เห็นว่าแม่ทัพเซี่ยเองก็บอกว่าเป็นบุตรของเขา”ที่แท้ตอนนั้นเซี่ยหัวเจาเกิดเรื่องเซี่ยป๋ออวิ๋นจึงถูกสั่งให้ไปชายแดนกะทันหัน... เห็นท่าทางที่เขาเดินก็ยิ่งตอกย้ำว่าเรื่องซุบซิบเป็นเรื่องจริง ด้านหลังฮูหยินของเขาคอยช่วยประคอง สีหน้าของนางทั้งห่วงใยและเป็นกังวล“น้องสะใภ้” ชายหนุ่มยิ้มใ







