Masukห้าสิบตำลึงเงินก็ซ่อมบ้านได้แล้ว?? หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง นึกถึงถุงเงินที่มีหากจำไม่ผิดเงินโบราณ...หนึ่งตำลึงทองจะเท่ากับสิบตำลึงเงิน
หนึ่งตำลึงเงินจะแลกได้เงินเหรียญหนึ่งพวง
ในหนึ่งพวงเงินจะมีเงินอีแปะซึ่งเป็นเหรียญผสมทองแดงหนึ่งร้อยเหรียญ[1]
“ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ที่ทำได้ก็คือ...อยู่ที่นี่ไปก่อน” นางพึมพำกับตัวเองจากนั้นมองเห็นหัวหน้าหมู่บ้านกับฮูหยินเดินตรงเข้ามา ที่รู้ก็เพราะคนในหมู่บ้านที่ยืนซุบซิบกันพูดเสียงดัง
เอาละ...ได้เวลาเล่นละครฉากใหญ่แล้ว จากนั้นหญิงสาวก็ร่ำไห้ออกมาแล้วเป็นลมล้มพับไป!!!
ชาวบ้านกรูกันเข้ามาช่วยด้วยความตกใจ ความเห็นใจพรั่งพรู ความสงสารเต็มเปี่ยม ตอนนี้ที่ต้องทำก็คือ...ขอความสงสารและความเห็นใจ จากนั้นค่อยทำความคุ้นเคย ผูกมิตร...
เสียงซ่อมแซมบนหลังคาดังประสานเสียงตะโกน อีกด้านหนึ่งในครัวเสียงฮูหยินของบ้านแต่ละหลังกำลังสนทนากัน คนหนึ่งสอนซูเหยียนเล่อก่อไฟ คนหนึ่งอธิบายเรื่องหุงหาอาหาร อีกคนสอนนางเรื่องการทำความสะอาด บางคนสอนนางเรื่องการซักผ้า ที่เหลือช่วยนางทำกับข้าวหุงหาอาหารไว้เลี้ยงคนที่มาช่วยซ่อมบ้าน
เพราะรู้ว่าหญิงสาวเป็นสตรีที่เติบโตมาในห้องหอ ไม่เคยลำบาก ไม่เคยต้องทำอะไรด้วยตัวเอง ดังนั้นย่อมไม่มีใครสงสัยว่านางคือซูเหยียนเล่อตัวจริงหรือไม่...
เพื่อความปลอดภัยหญิงสาวฝังกล่องไม้ที่นางใช้เก็บเงินเอาไว้อย่างดี นำออกมาเฉพาะเครื่องประดับ คนในหมู่บ้านรู้อยู่แล้วว่าสาวใช้ของหญิงสาวขโมยข้าวของของนางไป หญิงสาวในตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่ามีของมีค่าอยู่เท่าไหร่ แต่เพราะต้องซ่อมบ้านดังนั้นจึงต้องมีเงินจำนวนหนึ่ง
ท่านลุงชุยหัวหน้าหมู่บ้านพาหญิงสาวนั่งรถเทียมม้าเข้าไปในเมือง จำนำเครื่องประดับทั้งหมดได้เงินมาถึงแปดสิบตำลึงเงิน ที่ได้มากหน่อยเป็นกำไลหยกม่วงแดงดังที่นางคาด เงินนั้นเพียงพอทั้งค่าซ่อมบ้านและค่าอาหารกับของใช้จำเป็นหลายๆ อย่าง
มองกำไลหยกงดงามต้องถูกจำนำหญิงสาวรู้สึกเสียดายไม่น้อย แต่ตอนนี้ที่สำคัญคือต้องมีเงิน มีเงินจึงจะสามารถเอาตัวรอดในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย มีชีวิตอยู่ต่อไปในสถานการณ์ที่ยังไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน และตัวนางนับจากนี้สมควรเดินไปในทิศทางใด
หญิงสาวเสนอให้ชาวบ้านมาช่วยซ่อมแซม แปดสิบตำลึงเงินนั้นก็แบ่งสันปันส่วนออกไป กระจายให้ทุกๆ คนอย่างทั่วถึง ที่ได้มากหน่อยก็คือช่างฝีมือที่ทำงานหลักอย่างปีนหลังคา ตัดไม้ และต่อเติมตัวบ้านให้มั่นคง
เหลือจากค่าอาหาร ค่าข้าวสาร บวกกับของใช้จำเป็น ซูเหยียนเล่อยังมีเงินเหลืออีกกว่ายี่สิบตำลึงเงินโดยที่นางยังไม่ได้แตะต้องเงินที่มีอยู่ก่อนแล้ว
“ท่านป้าทั้งหลาย คือ...”
“เล่อเล่อมีอะไรก็พูดมาเถิด พวกเราก็นับว่าเป็นคนกันเองแล้ว”
“ข้า...ไม่ได้มองพวกท่านเป็นอื่น ดังนั้นข้าจะพูดตามตรงนะเจ้าคะ ข้า...มีเสื้อผ้าพวกนี้”
แพรพรรณงดงามล้ำค่าพวกนี้ นอกจากไม่เหมาะกับการสวมในหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว ยังให้ความอบอุ่นไม่มากพอ ไม่เหมือนกับชุดที่ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายของท่านลุงท่านป้าเหล่านี้ นางจึงอยากขอแลกกับเสื้อผ้าที่พวกเขามี
“ข้าเห็นว่าท่านป้าหูมีบุตรสาว ท่านป้าหลิวก็มีหลานสาวรูปร่างพวกนางไม่ต่างจากข้ามากนัก...”
ชุดที่เหลืออยู่มีมากกว่าหกชุด นางอยากเปลี่ยนเป็นชุดของหญิงสาวชาวบ้านให้ได้มากที่สุด จะเก่าหน่อยก็ไม่เป็นไร
“ข้าเอาชุดนี้ จะไปเอาชุดของหลานสาวข้ามาให้เจ้าสัก...สามชุดเป็นอย่างไร”
“ได้เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นข้าแลกด้วย เสี่ยวหัวต้องชอบแน่ๆ นางกำลังจะออกเรือน สีนี้ก็แล้วกัน ข้าไปเอาชุดของเสี่ยวหัวมาให้เจ้าสักสามชุด”
“ข้าด้วย”
“ข้าก็เอา”
จวนแม่ทัพเซี่ยแห่งแดนเหนือสร้างเสร็จแล้ว งานมงคลที่เต็มไปด้วยความยินดี ชาวบ้านมากมายต่างมาร่วมแสดงความยินดี ท่านลุงและท่านป้าชุยนับเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสพิธีการจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่มีขันนางชั้นสูง ไม่มีความซับซ้อน ล้วนเป็นชาวบ้านทั้งนั้นที่คอยชี้แนะ จัดงานแบบชนชาวท้องถิ่นโดยแท้ตอนที่ทุกคนกำลังมองบ่าวสาวไหว้ฟ้าดิน ก็มีคนอัญเชิญราชโองการมาอีกครั้ง “บ่าวสาวรับราชโองการ!”“ด้วยคุณงามความดีของแม่ทัพเซี่ยและฮูหยิน ฝ่าบาททรงมอบหยกมงคลคู่หนึ่งคู่ เงินสองพันตำลึงทอง แพรพรรณจำนวนสิบพับ และ...นามของบุตรในครรภ์ของเซี่ยฮูหยิน หากเป็นบุรุษให้ใช้แซ่เซี่ย นามจิ้นหยวน หากเป็นสตรีแซ่เซี่ย นามจิ่นโซ่ว อีกทั้งยังอนุญาตให้บุตรของแม่ทัพเซี่ยได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวงพร้อมองค์รัชทายาท จบราชโองการ”“บุรุษแซ่หวงผู้เจ้าเล่ห์ ผู้ใดอยากให้บุตรเข้าเรียนสำนักศึกษาหลวงกัน!” ซูเหยียนเล่อขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ส่งบุตรเข้าเมืองหลวงไปเรียนกับรัชทายาท หากเป็นบุตรชายก็แล้วไป หากเป็นบุตรสาวนี่ไม่ใช่การส่งเนื้อเข้าปากเสื้อหรือไร รับปากนางเสียดิบดีว่าจะไม่บีบบังคับ แล้วนี่อะไร!เซี่ยป๋ออวิ๋นหัวเราะ “เขาเป็นบุตรชายแน่นอน คน
ตามราชโองการก็ต้องออกเดินทางในอีกสองวันข้างหน้า ทุกอย่างตระเตรียมเอาไว้จนพร้อมแล้ว เซี่ยป๋ออวิ๋นไม่กลับจวนเลยตั้งแต่ได้รับราชโองการ เขาไม่นำสิ่งใดติดตัวไปด้วยนอกเหนือจากสิ่งที่ได้รับพระราชทาน ตอนออกเดินทางขบวนผ่านหน้าจวนตระกูลเซี่ย ทุกคนออกมายืนรอส่ง เซี่ยฮูหยินคร่ำครวญก้าวออกมาชะเง้อมอง เซี่ยป๋ออวิ๋นขี่ม้านำหน้าขบวน ซูเหยียนเล่อนั่งอยู่ในรถม้าไม่ได้เปิดม่านออกไปมอง“พวกเรากลับบ้านกัน” ท่านป้าชุยตบหลังมือของนางเบาๆ“เจ้าค่ะ พวกเรากลับบ้านกัน”จวนยังไม่ทันสร้างเมืองฉีอี้อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน ดังนั้นซูเหยียนเล่อจึงตัดสินใจไปอยู่ที่หมู่บ้านเฉิงอินก่อน เซี่ยป๋ออวิ๋นเองก็เห็นด้วย ตอนกลับไปถึงที่หมู่บ้านได้พบชาวบ้านที่เพิ่งกลับมาเช่นกัน ทุกคนร้องห่มร้องไห้โผเข้ากอดซึ่งกันและกัน คนที่รอดชีวิตมาได้มีไม่ถึงครึ่งหมู่บ้าน เด็กๆ บางคนเองก็หายไป...ตอนทุกคนรู้ว่าเซี่ยป๋ออวิ๋นเป็นแม่ทัพ บางคนถึงกับตบเข่าฉาด “ข้าก็ว่า...ฝีมือเก่งกาจ สังหารเจ้าพวกโจรนั่นตาไม่กะพริบ!”นางได้แต่อ่อนอกอ่อนใจ ตอนนั้นมิใช่ว่าหวาดกลัวที่เห็นเขาสังหารคน? ทว่าสถานการณ์เปลี่ยนคนก็เปลี่ยน นางยังจะพูดอะไรได้อีกเล่า...เหล่าทหาร
“ข้ามั่นใจว่าเป็นบุตรชาย ข้ามีบุตรสาว แต่หากเป็นบุตรสาวข้ามีบุตรชาย...”หญิงสาวยกมือขึ้นห้าม... “สัญญาสิเพคะว่าจะไม่ทรงบีบให้มีการแต่งงานโดยไร้ซึ่งความเต็มใจ”เขาเลิกคิ้วสายตาไม่พอใจเล็กน้อย “ไม่ดีตรงไหน”“ให้พวกเขาได้มีโอกาสพานพบ ทำความรู้จัก จากนั้นหากชอบพอจึงทรงสนับสนุน เช่นนี้ไม่ดีกว่าหรือเพคะ”เขาลังเล... “ก็จริง ได้ เรารับปากเจ้า แต่เรามั่นใจว่าเป็นบุตรชาย”นางก้มลงมองครรภ์ของตัวเอง “หากเป็นบุตรชาย เช่นนั้นหม่อมฉันจะให้ฝ่าบาททรงพระราชทานชื่อ”“ได้ ตกลงตามนี้!”หลังคุณชายแซ่หวงจากไปซูเหยียนเล่อเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ รินชาร้อนส่งให้เซี่ยป๋ออวิ๋น “ท่าน...ไปขอลาออกจากบรรดาศักดิ์จากฝ่าบาทหรือ”เขามองนาง “เจ้าโกรธหรือไม่”“เรื่องใด”“เรื่องที่อยู่ๆ ก็ทรงมีราชโองการ เพราะเช่นนี้เจ้าคงไม่อาจปฏิเสธ ไม่อาจไปจากข้า ไม่อาจ...”“เซี่ยป๋ออวิ๋น”เขาชะงัก“หากทรงอนุญาตให้ท่านไปจากราชสำนักท่านจะทำอย่างไร หนีไปกับข้า? หากข้าปฏิเสธท่าน ท่านผิดใจกับมารดากับคนตระกูลเซี่ยเช่นนี้ท่านเคยคิดหรือไม่ว่าจะทำอย่างไรต่อไป”เขาไม่ตอบ...ซูเหยียนเล่อยกชาขึ้นจิบ เงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมนหม่นหมอง ไร้ซึ่งแสงแห่งด
เซี่ยป๋ออวิ๋นรับราชโองการไปแต่ในนั้นว่างเปล่า เขาเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้า “ไม่มีราชโองการพ่ะย่ะค่ะ”ขันทีที่จดอะไรบางอย่างรีบส่งมา ทุกอย่างดูรีบร้อนน่าขบขันยิ่ง ตอนนี้ไม่ต้องเดาแล้วว่าผู้มาคือใคร...“ไม่มีตราประทับ” ชายหนุ่มยังกล่าวเสียงเรียบ“เซี่ยป๋ออวิ๋น! เจ้าจะทำให้เราโมโหให้ได้เลยหรือ! ยอมให้เจ้ารั้งอยู่ที่ชายแดนเหนือ คิดว่าง่ายสำหรับเราหรือไร!!” ไม่พูดเปล่ารับตรามังกรมาประทับต่อหน้าชายหนุ่ม ราชโองการตามใจฮ่องเต้ก็จบลงแบบรวบรัดเช่นนี้...“น้องสะใภ้ ข้าแซ่หวงอยากมาลองชิมหมั่นโถวของเจ้า”“กระหม่อมอายุมากกว่าพระองค์ ต้องเรียกพี่สะใภ้”“เราไม่สน เราบอกน้องสะใภ้ก็น้องสะใภ้สิ! หมั่นโถวเล่า?”ซูเหยียนเล่อถอนหายใจ “คุณชายแซ่หวง?” เกรงว่าคงจะมาจาก...หวงตี้[1]กระมัง หมั่นโถวที่เหลือยังอุ่นอยู่บนเตา ชาร้อนที่ก็ไม่ได้เลิศรสอะไร เซี่ยป๋ออวิ๋นนำมาให้...คุณชายแซ่หวง ท่านลุงกับท่านป้าชุยจึงยกที่เหลือออกมาให้ขันทีและผู้ติดตาม“ไม่มีเต้าหู้เผ็ดหรือ วันนั้นอร่อยมาก ข้าอยากกินอีก”นางเลิกคิ้วมองเซี่ยป๋ออวิ๋น เขาหน้าบึ้ง “ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”“เอ่อ...หม่อมฉันจุดเตาทำครู่หนึ่ง หากทรงรอได้หม่อมฉันจะ...
ฮูหยินของเซี่ยหัวเจาสะอื้นออกมาเงียบๆ ไม่รู้ว่าสิ้นหวังที่จะโน้มน้าวนาง หรือแท้ที่จริงก็เศร้าใจ เห็นใจ รู้สึกผิด“ในขณะที่เซี่ยป๋ออวิ๋นสู้รบเพื่อบ้านเมือง มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี พวกท่านที่เพียงรักษาเพื่อบรรดาศักดิ์ ฐานะในราชสำนัก หน้าตาในสังคมชนชั้นสูง กลับโหดร้ายกับสตรีอ่อนแอที่เหลือเพียงคนเดียวบนโลก ท่านคิดจริงๆ หรือว่าน้องชายของท่านจะภูมิใจ จะยินดีในสิ่งที่พวกท่านทำ ทำดีต่อให้ทำถึงร้อยครั้ง ทว่าพวกท่านคิดจริงๆ หรือว่ามันสามารถแลกกับความเลวร้ายเพียงครั้งเดียวที่พวกท่านลงมือกระทำลงไป”“ข้ารู้...เพราะเช่นนี้น้องรองจึง...” เขาไม่ได้พูดต่อแต่เห็นเซี่ยป๋ออวิ๋นมาที่บ้านของนางเมื่อคืน นางก็เข้าใจได้ดีว่าเขาไม่มีทางยอมรับการกระทำของคนตระกูลเซี่ย“พวกท่านมาหาข้าครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่ออะไรหรือ เพื่อให้ข้าหุบปาก? เพื่อให้ข้าอภัยให้? หรือว่ามาเพียงเพราะรู้สึกผิด? บนร่างกายเมื่อเกิดบาดแผล ยิ่งลึกก็ยิ่งทิ้งแผลเป็นชัดเจน ดังคำกล่าวที่ว่างูกัดครั้งหนึ่งกลัวเชือกไปสิบปี ท่านคิดจริงๆ หรือว่าข้าจะทำใจลืมเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด จากนั้นก้มหน้าเดินกลับเข้าไปในจวนตระกูลเซี่ย แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เช่นนั้นข้าจะไปเตรียมรถเข็น” ท่านลุงชุยเองก็ได้แต่ยอมแพ้ช่วงสายวันนั้นซูเหยียนเล่อก็ต้องถอนหายใจให้ตัวเองอีกครั้ง นางนึกไม่ถึงว่าหลายวันมานี้ชีวิตของนางจะวุ่นวายไม่จบสิ้น เมื่อวานเซี่ยฮูหยินมาหานางถึงที่ วันนี้เซี่ยหัวเจากับฮูหยินก็มาหานางถึงแผงขายหมั่นโถวจริงๆ นางไม่รู้จักพวกเขาแต่อาศัยเสียงซุบซิบของชาวบ้านรอบๆ ทำให้รู้ถึงฐานะและสิ่งที่เคยเกิดขึ้น“นั่น...แม่ทัพเซี่ย?”“เรียกแม่ทัพเซี่ยไม่ได้แล้วสิ ต้องเรียกคุณชายใหญ่ เขา...ขาเขาน่ะ เขากลายเป็นคนพิการแล้ว เพราะเช่นนี้น้องชายจึงถูกส่งตัวไปชายแดนกะทันหัน”“ชู่ว...เจ้าเบาเสียงหน่อย ได้ยินมาว่าแม้แต่ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวก็ไม่ทันได้เปิด แม่นางเล่อเล่อช่างอาภัพนัก ตอนนี้ยังถูกคนตระกูลเซี่ยตามระรานไม่เลิกรา”“เป็นข้า ข้าจะไปให้ไกลจากคนพวกนี้”“แต่นางกำลังตั้งครรภ์ เห็นว่าแม่ทัพเซี่ยเองก็บอกว่าเป็นบุตรของเขา”ที่แท้ตอนนั้นเซี่ยหัวเจาเกิดเรื่องเซี่ยป๋ออวิ๋นจึงถูกสั่งให้ไปชายแดนกะทันหัน... เห็นท่าทางที่เขาเดินก็ยิ่งตอกย้ำว่าเรื่องซุบซิบเป็นเรื่องจริง ด้านหลังฮูหยินของเขาคอยช่วยประคอง สีหน้าของนางทั้งห่วงใยและเป็นกังวล“น้องสะใภ้” ชายหนุ่มยิ้มใ







