Masukดังนั้นเรื่องเสื้อผ้านางก็ไม่ต้องกังวลแล้ว แม้แต่รองเท้าบางคนก็นำมาให้นางด้วย บอกว่าหลานสาวของพวกนางสวมใส่ไม่ได้แล้ว บางคนมีชุดมาให้ชุดเดียวแต่หอบผ้านวมอุ่นๆ มาให้ บางคนก็นำผ้าม่านมาให้เพราะเห็นว่านางยังไม่มีม่านหน้าเตียง บางคนหอบผ้านวมที่ใช้ปูนอนมาให้...
ไม่ถึงสามวันกระท่อมไม้ไผ่ก็ซ่อมแซมเสร็จแล้ว ซูเหยียนเล่อพึงพอใจมาก นาง...ค่อยๆ ปรับตัวช้าๆ ชาวบ้านที่เริ่มเห็นว่าแม้นางถูกทอดทิ้ง ฐานะหรือก็ไม่ใช่สามัญชน ทว่านางกลับไม่ได้มีท่าทีหยิ่งยโส หรือชอบดูถูกผู้ที่ฐานะด้อยกว่า
แม้มาวันแรกนางถูกสาวใช้หักหลัง แต่ก็แค่กรีดร้องอาละวาดแค่วันเดียว วันต่อมากลับมีท่าทีเป็นกันเองยิ่ง ทุกวันนี้ซูเหยียนเล่อจึงสนิทสนมกับท่านป้า ท่านน้า ท่านลุง และท่านอาในหมู่บ้าน
ทุกคนเปลี่ยนจากความสงสาร ความเห็นใจ ค่อยๆ ยอมรับนางช้าๆ กระทั่งในที่สุดนางก็กลมกลืนไปกับชาวบ้านแล้วอย่างแท้จริง
เวลาสามเดือนจะว่าเร็วก็เร็วมาก แต่หญิงสาวย่อมรู้ดีว่ามันผ่านไปแต่ละวันไม่ง่ายเลย กระท่อมไม้ไผ่สะอาดสะอ้าน หลังบ้านรั้วล้อมรอบจรดประตูอีกฟาก ด้านในมีสวนผัก เล้าไก่ โรงเก็บฟืนเต็มเปี่ยมเพื่อรอรับหน้าหนาว
ข้าวสารนางยังมีเหลืออยู่ แต่คงต้องหาซื้อมาเพิ่มอีก เนื้อตากแห้งมีแล้ว ผักดองก็ใช้ผักในสวนทำ เต้าหู้เมื่อวานเพิ่งได้แบ่งมาจากชุยฮูหยินที่เป็นฮูหยินของหัวหน้าหมู่บ้าน
ผ้านวมเย็บเสร็จแล้ว ห้องนอนก็ปิดกันลมทุกด้าน เตาผิงก็ได้มาใหม่แล้วถึงสองอัน ตอนนี้กระท่อมไม้ไผ่จึงค่อยดูเหมือนบ้านขึ้นมา
เงินที่ฝังเอาไว้ถูกขุดขึ้นมาแล้วเปลี่ยนมาฝังใต้ถุนบ้านแทน หญิงสาวยังไม่ได้ดึงเงินเดิมมาใช้ แทบไม่ได้แตะต้อง ทั้งนี้ก็เพราะชาวบ้านที่นี่หากมีสิ่งใดก็นำออกมาแลกกันไปมา นับว่าหายากที่จะได้เห็นผู้คนที่มีน้ำใจต่อกันเช่นนี้
“อาจารย์เล่อเล่อข้ามาแล้วเจ้าค่ะ”
“อาจารย์ข้าก็มาแล้ว”
หนึ่งในหน้าที่หลักของหญิงสาวก็คือ... ช่วยชาวบ้านดูแลเด็กๆ ที่พ่อแม่ไม่อยู่ บางบ้านเข้าป่าไปล่าสัตว์ บางบ้านลงไปท้องไร่เพื่อทำงาน บางคนเข้าเมืองไปรับจ้าง บางคนถึงกับไปค้างไม่ได้ไปแล้วกลับ
เด็กที่นี่กลางวันต้องมีคนดูแล ยิ่งยากนักจะได้เรียนเขียนอ่าน เพราะสามัญชนยากนักจะมีโอกาส ตอนหญิงสาวเสนอตัวสอนเขียนอ่านให้เด็กๆ ชาวบ้านดีใจมากบอกว่าเป็นเรื่องดี
หนึ่งในสมบัติของซูเหยียนเล่อที่นำติดตัวมามาก นั่นก็คือตำราของบิดา พู่กัน หมึก กระดาษ หีบสามใบล้วนเต็มไปด้วยของเหล่านี้ ดังนั้นหญิงสาวจึงคิดว่าหากให้ดีก็ต้องใช้ประโยชน์
แม้ไม่ใช่บุตรสาวของท่านปราชญ์ซูตัวจริง แต่หญิงสาวก็อ่านออกเขียนได้ ความรู้ก็อยู่ในตำราเหล่านั้น อ่านทบทวนจากนั้นสอนต่อ ไม่ง่ายแต่ก็ไม่นับว่ายากจนเกินไป
เพราะเช่นนี้หญิงสาวจึงเป็นที่รักของชาวบ้าน แถมเรื่องการดูแลเด็กๆ ก็ทำให้นางได้รับในสิ่งที่นางต้องการตอบแทน
อย่างเช่น...ฟืนที่ถูกเติมเต็มโรงเก็บฟืน
อย่างเช่น...ข้าวสารสำหรับหน้าหนาว
อย่างเช่น...แม่ไก่ที่กำลังกกไข่อยู่ในเล้า
อย่างเช่น...เต้าหู้ของชุยฮูหยิน
ชีวิตจะทำให้มันยากก็นับว่ายาก แต่หากมองว่ามันง่ายก็ใช้ชีวิตไปแบบวันต่อวัน ยิ่งผู้คนรอบข้างไม่มีความซับซ้อน ก็จงอยู่ให้กลมกลืนกับผู้คนเหล่านั้น นี่เป็นสิ่งที่หญิงสาวได้เรียนรู้ในหลายๆ เดือนมานี้
จวนแม่ทัพเซี่ยแห่งแดนเหนือสร้างเสร็จแล้ว งานมงคลที่เต็มไปด้วยความยินดี ชาวบ้านมากมายต่างมาร่วมแสดงความยินดี ท่านลุงและท่านป้าชุยนับเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสพิธีการจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่มีขันนางชั้นสูง ไม่มีความซับซ้อน ล้วนเป็นชาวบ้านทั้งนั้นที่คอยชี้แนะ จัดงานแบบชนชาวท้องถิ่นโดยแท้ตอนที่ทุกคนกำลังมองบ่าวสาวไหว้ฟ้าดิน ก็มีคนอัญเชิญราชโองการมาอีกครั้ง “บ่าวสาวรับราชโองการ!”“ด้วยคุณงามความดีของแม่ทัพเซี่ยและฮูหยิน ฝ่าบาททรงมอบหยกมงคลคู่หนึ่งคู่ เงินสองพันตำลึงทอง แพรพรรณจำนวนสิบพับ และ...นามของบุตรในครรภ์ของเซี่ยฮูหยิน หากเป็นบุรุษให้ใช้แซ่เซี่ย นามจิ้นหยวน หากเป็นสตรีแซ่เซี่ย นามจิ่นโซ่ว อีกทั้งยังอนุญาตให้บุตรของแม่ทัพเซี่ยได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวงพร้อมองค์รัชทายาท จบราชโองการ”“บุรุษแซ่หวงผู้เจ้าเล่ห์ ผู้ใดอยากให้บุตรเข้าเรียนสำนักศึกษาหลวงกัน!” ซูเหยียนเล่อขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ส่งบุตรเข้าเมืองหลวงไปเรียนกับรัชทายาท หากเป็นบุตรชายก็แล้วไป หากเป็นบุตรสาวนี่ไม่ใช่การส่งเนื้อเข้าปากเสื้อหรือไร รับปากนางเสียดิบดีว่าจะไม่บีบบังคับ แล้วนี่อะไร!เซี่ยป๋ออวิ๋นหัวเราะ “เขาเป็นบุตรชายแน่นอน คน
ตามราชโองการก็ต้องออกเดินทางในอีกสองวันข้างหน้า ทุกอย่างตระเตรียมเอาไว้จนพร้อมแล้ว เซี่ยป๋ออวิ๋นไม่กลับจวนเลยตั้งแต่ได้รับราชโองการ เขาไม่นำสิ่งใดติดตัวไปด้วยนอกเหนือจากสิ่งที่ได้รับพระราชทาน ตอนออกเดินทางขบวนผ่านหน้าจวนตระกูลเซี่ย ทุกคนออกมายืนรอส่ง เซี่ยฮูหยินคร่ำครวญก้าวออกมาชะเง้อมอง เซี่ยป๋ออวิ๋นขี่ม้านำหน้าขบวน ซูเหยียนเล่อนั่งอยู่ในรถม้าไม่ได้เปิดม่านออกไปมอง“พวกเรากลับบ้านกัน” ท่านป้าชุยตบหลังมือของนางเบาๆ“เจ้าค่ะ พวกเรากลับบ้านกัน”จวนยังไม่ทันสร้างเมืองฉีอี้อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน ดังนั้นซูเหยียนเล่อจึงตัดสินใจไปอยู่ที่หมู่บ้านเฉิงอินก่อน เซี่ยป๋ออวิ๋นเองก็เห็นด้วย ตอนกลับไปถึงที่หมู่บ้านได้พบชาวบ้านที่เพิ่งกลับมาเช่นกัน ทุกคนร้องห่มร้องไห้โผเข้ากอดซึ่งกันและกัน คนที่รอดชีวิตมาได้มีไม่ถึงครึ่งหมู่บ้าน เด็กๆ บางคนเองก็หายไป...ตอนทุกคนรู้ว่าเซี่ยป๋ออวิ๋นเป็นแม่ทัพ บางคนถึงกับตบเข่าฉาด “ข้าก็ว่า...ฝีมือเก่งกาจ สังหารเจ้าพวกโจรนั่นตาไม่กะพริบ!”นางได้แต่อ่อนอกอ่อนใจ ตอนนั้นมิใช่ว่าหวาดกลัวที่เห็นเขาสังหารคน? ทว่าสถานการณ์เปลี่ยนคนก็เปลี่ยน นางยังจะพูดอะไรได้อีกเล่า...เหล่าทหาร
“ข้ามั่นใจว่าเป็นบุตรชาย ข้ามีบุตรสาว แต่หากเป็นบุตรสาวข้ามีบุตรชาย...”หญิงสาวยกมือขึ้นห้าม... “สัญญาสิเพคะว่าจะไม่ทรงบีบให้มีการแต่งงานโดยไร้ซึ่งความเต็มใจ”เขาเลิกคิ้วสายตาไม่พอใจเล็กน้อย “ไม่ดีตรงไหน”“ให้พวกเขาได้มีโอกาสพานพบ ทำความรู้จัก จากนั้นหากชอบพอจึงทรงสนับสนุน เช่นนี้ไม่ดีกว่าหรือเพคะ”เขาลังเล... “ก็จริง ได้ เรารับปากเจ้า แต่เรามั่นใจว่าเป็นบุตรชาย”นางก้มลงมองครรภ์ของตัวเอง “หากเป็นบุตรชาย เช่นนั้นหม่อมฉันจะให้ฝ่าบาททรงพระราชทานชื่อ”“ได้ ตกลงตามนี้!”หลังคุณชายแซ่หวงจากไปซูเหยียนเล่อเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ รินชาร้อนส่งให้เซี่ยป๋ออวิ๋น “ท่าน...ไปขอลาออกจากบรรดาศักดิ์จากฝ่าบาทหรือ”เขามองนาง “เจ้าโกรธหรือไม่”“เรื่องใด”“เรื่องที่อยู่ๆ ก็ทรงมีราชโองการ เพราะเช่นนี้เจ้าคงไม่อาจปฏิเสธ ไม่อาจไปจากข้า ไม่อาจ...”“เซี่ยป๋ออวิ๋น”เขาชะงัก“หากทรงอนุญาตให้ท่านไปจากราชสำนักท่านจะทำอย่างไร หนีไปกับข้า? หากข้าปฏิเสธท่าน ท่านผิดใจกับมารดากับคนตระกูลเซี่ยเช่นนี้ท่านเคยคิดหรือไม่ว่าจะทำอย่างไรต่อไป”เขาไม่ตอบ...ซูเหยียนเล่อยกชาขึ้นจิบ เงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมนหม่นหมอง ไร้ซึ่งแสงแห่งด
เซี่ยป๋ออวิ๋นรับราชโองการไปแต่ในนั้นว่างเปล่า เขาเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้า “ไม่มีราชโองการพ่ะย่ะค่ะ”ขันทีที่จดอะไรบางอย่างรีบส่งมา ทุกอย่างดูรีบร้อนน่าขบขันยิ่ง ตอนนี้ไม่ต้องเดาแล้วว่าผู้มาคือใคร...“ไม่มีตราประทับ” ชายหนุ่มยังกล่าวเสียงเรียบ“เซี่ยป๋ออวิ๋น! เจ้าจะทำให้เราโมโหให้ได้เลยหรือ! ยอมให้เจ้ารั้งอยู่ที่ชายแดนเหนือ คิดว่าง่ายสำหรับเราหรือไร!!” ไม่พูดเปล่ารับตรามังกรมาประทับต่อหน้าชายหนุ่ม ราชโองการตามใจฮ่องเต้ก็จบลงแบบรวบรัดเช่นนี้...“น้องสะใภ้ ข้าแซ่หวงอยากมาลองชิมหมั่นโถวของเจ้า”“กระหม่อมอายุมากกว่าพระองค์ ต้องเรียกพี่สะใภ้”“เราไม่สน เราบอกน้องสะใภ้ก็น้องสะใภ้สิ! หมั่นโถวเล่า?”ซูเหยียนเล่อถอนหายใจ “คุณชายแซ่หวง?” เกรงว่าคงจะมาจาก...หวงตี้[1]กระมัง หมั่นโถวที่เหลือยังอุ่นอยู่บนเตา ชาร้อนที่ก็ไม่ได้เลิศรสอะไร เซี่ยป๋ออวิ๋นนำมาให้...คุณชายแซ่หวง ท่านลุงกับท่านป้าชุยจึงยกที่เหลือออกมาให้ขันทีและผู้ติดตาม“ไม่มีเต้าหู้เผ็ดหรือ วันนั้นอร่อยมาก ข้าอยากกินอีก”นางเลิกคิ้วมองเซี่ยป๋ออวิ๋น เขาหน้าบึ้ง “ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”“เอ่อ...หม่อมฉันจุดเตาทำครู่หนึ่ง หากทรงรอได้หม่อมฉันจะ...
ฮูหยินของเซี่ยหัวเจาสะอื้นออกมาเงียบๆ ไม่รู้ว่าสิ้นหวังที่จะโน้มน้าวนาง หรือแท้ที่จริงก็เศร้าใจ เห็นใจ รู้สึกผิด“ในขณะที่เซี่ยป๋ออวิ๋นสู้รบเพื่อบ้านเมือง มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี พวกท่านที่เพียงรักษาเพื่อบรรดาศักดิ์ ฐานะในราชสำนัก หน้าตาในสังคมชนชั้นสูง กลับโหดร้ายกับสตรีอ่อนแอที่เหลือเพียงคนเดียวบนโลก ท่านคิดจริงๆ หรือว่าน้องชายของท่านจะภูมิใจ จะยินดีในสิ่งที่พวกท่านทำ ทำดีต่อให้ทำถึงร้อยครั้ง ทว่าพวกท่านคิดจริงๆ หรือว่ามันสามารถแลกกับความเลวร้ายเพียงครั้งเดียวที่พวกท่านลงมือกระทำลงไป”“ข้ารู้...เพราะเช่นนี้น้องรองจึง...” เขาไม่ได้พูดต่อแต่เห็นเซี่ยป๋ออวิ๋นมาที่บ้านของนางเมื่อคืน นางก็เข้าใจได้ดีว่าเขาไม่มีทางยอมรับการกระทำของคนตระกูลเซี่ย“พวกท่านมาหาข้าครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่ออะไรหรือ เพื่อให้ข้าหุบปาก? เพื่อให้ข้าอภัยให้? หรือว่ามาเพียงเพราะรู้สึกผิด? บนร่างกายเมื่อเกิดบาดแผล ยิ่งลึกก็ยิ่งทิ้งแผลเป็นชัดเจน ดังคำกล่าวที่ว่างูกัดครั้งหนึ่งกลัวเชือกไปสิบปี ท่านคิดจริงๆ หรือว่าข้าจะทำใจลืมเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด จากนั้นก้มหน้าเดินกลับเข้าไปในจวนตระกูลเซี่ย แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เช่นนั้นข้าจะไปเตรียมรถเข็น” ท่านลุงชุยเองก็ได้แต่ยอมแพ้ช่วงสายวันนั้นซูเหยียนเล่อก็ต้องถอนหายใจให้ตัวเองอีกครั้ง นางนึกไม่ถึงว่าหลายวันมานี้ชีวิตของนางจะวุ่นวายไม่จบสิ้น เมื่อวานเซี่ยฮูหยินมาหานางถึงที่ วันนี้เซี่ยหัวเจากับฮูหยินก็มาหานางถึงแผงขายหมั่นโถวจริงๆ นางไม่รู้จักพวกเขาแต่อาศัยเสียงซุบซิบของชาวบ้านรอบๆ ทำให้รู้ถึงฐานะและสิ่งที่เคยเกิดขึ้น“นั่น...แม่ทัพเซี่ย?”“เรียกแม่ทัพเซี่ยไม่ได้แล้วสิ ต้องเรียกคุณชายใหญ่ เขา...ขาเขาน่ะ เขากลายเป็นคนพิการแล้ว เพราะเช่นนี้น้องชายจึงถูกส่งตัวไปชายแดนกะทันหัน”“ชู่ว...เจ้าเบาเสียงหน่อย ได้ยินมาว่าแม้แต่ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวก็ไม่ทันได้เปิด แม่นางเล่อเล่อช่างอาภัพนัก ตอนนี้ยังถูกคนตระกูลเซี่ยตามระรานไม่เลิกรา”“เป็นข้า ข้าจะไปให้ไกลจากคนพวกนี้”“แต่นางกำลังตั้งครรภ์ เห็นว่าแม่ทัพเซี่ยเองก็บอกว่าเป็นบุตรของเขา”ที่แท้ตอนนั้นเซี่ยหัวเจาเกิดเรื่องเซี่ยป๋ออวิ๋นจึงถูกสั่งให้ไปชายแดนกะทันหัน... เห็นท่าทางที่เขาเดินก็ยิ่งตอกย้ำว่าเรื่องซุบซิบเป็นเรื่องจริง ด้านหลังฮูหยินของเขาคอยช่วยประคอง สีหน้าของนางทั้งห่วงใยและเป็นกังวล“น้องสะใภ้” ชายหนุ่มยิ้มใ







