Mag-log inวารินทร์นั่งรอแฟนหนุ่มที่บอกว่าจะมารับเธอในตอนเย็นแต่ตอนนี้มันเลยหกโมงเย็นมาแล้วยังไม่โผล่หน้ามาเลย เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเธอสังหรณ์ใจแปลกๆเพราะก่อนหน้านี้มีคนในบริษัทเขาแอบส่งรูปเขากับผู้หญิงปริศนาคนหนึ่งมาให้ทางไลน์แต่ติดต่อกลับไปไม่ได้ทำให้ภายในใจของเธอค่อยๆเกิดคำถามและแรงหึงหวง คอยจับผิดแฟนหนุ่มแบบห่างๆตลอดเวลา
เพียงไม่กี่อึดใจรถ Mercedes คันหรูของชายหนุ่มแฟนอันเป็นที่รักของเธอก็แล่นมายังหน้าคฤหาสน์ตรงจุดที่เธอรอพอดี เธอรีบเดินไปหาด้วยใจที่ร้อนรนพลางทำหน้างอ ต่อว่าเขาด้วยความไม่พอใจที่มาช้า "ทำไมต้ามาช้าแบบนี้รู้มั้ยรินรอต้าจะครบชั่วโมงแล้ว" "ผมเพิ่งคุยกับลูกค้าเสร็จ แล้วอีกอย่างรถก็ติดมากด้วย รินไม่งอลผมนะครับ ผมขอโทษ" "ช่วงนี้ต้าดูแปลกๆไปนะ ต้าไม่เคยมารับรินช้าเลยตั้งแต่ครบกัน" "รินอย่าหาเรื่องทะเลาะเลย เดี๋ยวไม่สวยน้าา ไหนๆยิ้มหน่อยสิที่รักของผม" เขาดึงแก้มเธอไปมาเหมือนเด็กน้อย เธอจึงยอมยิ้มแต่ไม่ยอมลืมเรื่องนี้แน่ๆเขาต้องรู้ให้ได้ว่าผู้หญิงเลวคนนั้นเป็นใครถึงกล้ามายุ่งกับคนรักของเธอ " รินไม่ใช่เด็กนะ แก้มช้ำหมดแล้วเนี้ย รีบไปเลยมาก็สาย" " ครับเจ้าหญิงขี้งอล"พร้อมกับทำหน้าที่เป็นสารถีเปิดประตูรถให้เธอไปนั่งยังฝั่งข้างคนขับ หญิงสาวแปลกใจทำไมเบาะรถของเขาถึงได้ขยับมาติดติดคอนโซลเหลือที่นั่งแคบมาก ซึ่งตรงกับรูปภาพผู้หญิงตัวเล็กๆในรูปที่ผู้หวังดีส่งให้เธอเมื่อตอนเที่ยงเลย ไม่รอช้าเธอรีบถามเขาออกไป ขณะที่รถกำลังเคลื่อนไปยังบ้านของเขาที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของตัวเมืองหลวง "ทำไมที่นั่งแคบลงค่ะ ปกติมีแค่รินที่นั่งเบาะนี้ ต้าพาใครมานั่งแทนที่รินหรือเปล่า?" เธอทำหน้าจะร้องไห้แม้ในใจอยากจะกรีดร้องแค่ไหนก็ตาม แต่ต้องอดทนไว้เพราะเธอไม่อยากให้ต้าเห็นเธอในมุมนี้ อยากให้เห็นมนมุมที่แสนดีเหมือนที่ผ่านมาตลอดหลายปี "อ่อออ ที่ไหนได้ที่แท้รินก็หึงผมนิเอง" " ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องบอกรินมาเดี๋ยวนี้เลยนะ" "คือผมไปนัดคุยงานกับลูกค้าเรื่องการออกแบบรถซึ่งเขาต้องการคุยกับคนออกแบบโตยตรงผมเลยพาพนักงานคนนั้นไปด้วย ยัยนั่นเป็นเด็กจบใหม่หน้าตาขี้แหล่มาก เงอะงะมาก รินสบายใจได้เลยผมไม่กินไก่วัด" "แล้วต้ากินอะไร กินอีตัวข้างทาง หรือผู้หญิงที่มาเสนอตัวให้ฟรีๆละ" พาทต้าสะดุงเบาๆเหมือนวัวสันหลังหวะแต่ก็ปรับสีหน้าให้ปกติ " ผมกินแต่วาริรินทร์คนเดียวครับและจะกินตลอดไป ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะยอมมั้ยน้าา" เธอเขินจนลืมสิ่งที่กำลังโมโหอยู่ไปชั่วขณะจนรถได้เคลื่อนตัวเข้ามาจอดยันโรงจอดรถหน้าบ้านของเขา เขารีบลงไปเปิดประตูให้หญิงสาวทันที พร้อมกับพ่นลมหายใจเบาๆเกือบไปแล้วมึง " มาแล้วเหรอวารินทร์ ป้าคิดถึงหนูจังเลย ไอ้ลูกชายมันไม่ยอมพาหนูมาหาป้าตั้งนาน" "สวัสดีค่ะคุณลุง คุณป้า วารินทร์ก็ถึงมากๆๆๆๆเลยค่ะ ต้างานเยอะไม่ค่อยมีเวลาให้รินเลยค่ะ" เธอถือโอกาสฟ้องแม่ของแฟนหนุ่มทันทีพร้อมกับทำหน้าเศร้าให้ท่านทั้งสองเอ็นดู " โถ่คุณแม่อย่าไม่เชื่อริน ผมงานเยอะคุณแม่ก็รู้" ก่อนที่จะเถียงกันไปไกลกว่านั้นเสียงอันทรงพลัังของประมุขของบ้านก็ดังขึ้นหยุดสงครามขนาดย่อมของทั้งสาม " คุณก็อย่าไปว่าเจ้าต้าเลย มันยอมพาหนูวารินทร์มาทานข้าวที่บ้านเราให้คุณหายคิดถึงก็ดีแล้ว" " คุณก็ตามใจลูกจนมันได้ใจแบบนี้ไง" " เอ้ามาว่าให้ผมซะงั้นคุณหญิง" "ชิ หนูวารินทร์ไปทานข้าวเย็นกันดีกว่าแม่เตรียมอาหารอร่อยๆไว้ให้หนูเยอะแยะเลยนะลูก" ทั้งคู่เดินไปยังห้องอาหารโดยไม่สนใจสองพ่อลูกที่ทำหน้าเซ็งที่ถูกทั้งสองกล่าวหาเมื่อครู่ " แม่แกคงชอบหนูวารินทร์มากนะ เมื่อไหร่จะแต่งๆกันสักทีพ่อแก่มากแล้วอยากอุ้มหลาน" "พ่อครับผมก็ดูๆอยู่ว่าจะหมั่นหมายกันไว้ก่อน" " ก็ดี พ่อแม่ฝ่ายหญิงเขาจะได้สบายใจ รวมถึงพ่อกับแม่แกด้วย" ทั้งสี่คนนั่งทานข้าวคุยกันอย่างถูกคอ พอถึงเวลาอันสมควรวารินทร์จึงขอตัวกลับบ้าน โดยที่มีแฟนหนุ่มทำหน้าที่ขับรถไปส่งตามเดิม เมื่อถึงบ้านของหญิงสาวก็รีบโผล่เข้าไปกอดคอชายหนุ่มพร้อมกับแนบปากไปจูบปากของชายหนุ่มจึงจูบกลับอย่างดูดดื่มจนเกือบสองนาที แต่ดันมีใบหน้าหวานของหญิงสาวอีกคนที่ชื่อต้นข้าวลอยมาในความคิด ทำให้ชายหนุ่มเป็นฝ่ายถอนจูบออกมายังปากของวารินทร์ทำให้เธอทำหน้าไม่สบอารมณ์ และต่อว่าเขา "ทำไมค่ะ ต้าเบื่อวารินทร์แล้ว? หรือติดใจใครอื่น" "มันดึกแล้วเดี๋ยวใครมาเห็นมันดูไม่ดี ผมแคร์รินมากนะ ไม่อยากให้ใครมาว่ารินเสียๆหายๆ รินก็รู้" "รินขอโทษนะคะต้า รินคงหึงต้ามากเกินไป ต้าให้อภัยรินนะ" "รินก็รู้ว่าผมรักรินมากแค่ไหน" "รินก็รักต้ามาก มากเหลือเกิน ดึกแล้วต้าขับรถดีดีนะคะ ถึงแล้วโทรหารินด้วย จุ๊ฟ" เธอแอบโทษตัวเองในใจที่ไม่ไว้ใจแฟนหนุ่มทั้งที่เธอก็รู้มาตลอดว่าเขาอาจจะมีนอกลู่นอกทางบ้างแต่ก็ไม่เคยรักเธอน้อยลงเลย ครั้งนี้เธอก็คิดว่าคงเหมือนกับที่ผ่านๆมา เพราะยังไงต้าก็เลือกเธออยู่ดี หลังจากที่วารินทร์ลงไปจากรถความรู้สึกผิดต่อแฟนสาวก็มาตีรวดกันในสมอง ที่อยู่ๆก็มีใบหน้าผู้หญิงริมทางที่เขาหวังฟันแล้วทิ้งคนนั้นโผล่มาในความคิด อีกไม่นานเรื่องทั้งหมดจะต้องจบลงเขาหยุดความคิดนั้นและขับรถกลับบ้านในทันที เช้าวันศุกร์ ณ บริษัทวิวัฒนากูล ชุปเปอร์คาร์ จำกัด เหล่าพนักงานต่างพากันมารอขึ้นรถเพื่อเดินทางไปยังเกาะสมัยตามนโยบายของบริษัทที่จะมีทริปปีละ 1 ครั้งให้คนที่อยากไปเพื่อได้พักผ่อนสมองและทำกิจกรรมร่วมกัน ส่วนคนที่ไม่สะดวกไปก็มีโบนัสให้เพื่อที่คนเหล่านั้นอาจจะอยากไปกับครอบครัว พาทต้าตัดสินใจยอมนั่งรถบัสไปกับเหล่าพนักงานเพื่อไม่ให้เป็นเป้าสายตา และสร้างความสงสัยให้แก่แฟนสาวสุดที่รัก แต่เขาก็ยังเลือกนั่งเบาะข้างต้นข้าวเช่นเดิม เพราะเหลือแค่ที่นั่งเดียว ไม่มีใครยอมนั่งกับเธอซึ่งเขาก็รู้ดีว่าเหตุใดคนในบริษัทถึงไม่ค่อยมีใครชอบต้นข้าวเลย และสาเหตุก็มาจากเขานั่นเอง แต่เขาไม่สนใจอยู่แล้ว อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ไปแต่ระหว่างนี้ก็ขอใช้งานให้คุ้มกับเดือนเดือนที่เขาเสนอให้เธอไปในตอนแรกที่แพงกว่าคนอื่นๆถึงสองเท่าโดยที่เธอไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลยว่าจะเจออะไรแบบนี้ "ข้าวคุณดูตื่นเต้นนะ เหมือนกับไม่เคยไปทะเล" เขาถามเธอตรงๆ "ใช่ค่ะ ข้าวไม่เคยไปเลย นี่เป็นครั้งแรก" "จริงเหรอ ผมขอโทษ" "จริงค่ะ ข้าวโตมาในครอบครัวปานกลางไม่มีเงินมากพอที่จะไปเที่ยวในที่แบบนี้หรอกค่ะ พอพ่อกับแม่จากไปข้าวยิ่งต้องประหยัดเรื่องเที่ยวนิดิลิทออกจากหัวไปได้เลย ฟังดูตลกนะคะ 5555" เธอหัวเราะกลบเกลื่อนความเศร้าภายในใจ "ไม่เป็นไรนะต่อไปผมจะพาข้าวไปเที่ยวบ่อยๆ" มีแว๊บนึ่งที่เขาเกิดสงสารหญิงสาวคนนี้ขึ้นมา แต่ก็แค่แว๊บเดียวเพราะเธอคงอยากทำตัวให้น่าสงสารเพื่อให้เขาเห็นใจเธอเป็นแน่แท้ "จริงนะคะ❤️" เธอยิ้มอย่างดีใจ ทั้งสองไม่รู้เลยว่ามีคนๆหนึ่งแอบจับตาดูทั้งคู่ตลอดเวลา " หึ ชั้นเฝ้ามองของชั้นมาตั้งนานเธอเป็นใครกันมาไม่กี่เดือนก็มาทำทีสนิทกับท่านประธานของชั้น" รถบัสแล่นมาถึงจุดขึ้นเรือทุกคนต่างพากันขนสัมภาระของตัวเองไปขึ้นเรือที่ทางเกาะได้ส่งมารับจำนวน 2 ลำใหญ่ๆ "คุณต้าค่ะ" ต้นข้าวเรียกพาทต้าที่กำลังเดินไปหาเหล่าเพื่อนๆของเขาที่มารอขึ้นเรือเพื่อที่จะไปแจมทริปนี้ด้วย "ว่าไง ข้าวดูแลตัวเองนะ ผมไม่อยากให้คนในบริษัทสงสัยคุณไปมากกว่านี่" พร้อมกับเดินแยกออกไปทางที่เพื่อนๆของเขายืนอยู่ "สวยวะมึง" เวฟได้กล่าวออกมาเมื่อพาทต้ามาถึง "ไม่ได้เรื่องวะ มึงสนใจ?" "มึงใจกว้างมากขนาดนี้ กูต้องสนแล้วมั้ง" " มึงสองคนเลิกเล่นกับความรู้สึกคนได้แล้วต้าเวฟ กูว่าเธอโคตรน่าสงสารเลยวะดูแววตาเศร้าๆนั่นดิ" เคมีกล่าวเตือนทั้งคู่ "เอ่อแล้วไอ้อะตอมละ" พาทต้าถาม " ไอ้นั่นตั้งแต่เมียมีลูก หายหัวไปเลยวะสงสัยต้องเป็นกูกับไอ้เคเนี้ยที่ต้องจ่ายให้มึงแค่สองคน" เวฟตอบ "เอ่อ ช่างมันเถอะดีละ" พาทต้ากล่าว " ไปกันได้ละ เรือจะออกแล้ว" เคมีรีบชวนเพื่อทั้งสองขึ้นเรือ ต้นข้าวนั่งอยู่ที่นั่งบนเรือคนเดียวด้วยความน้อยใจที่พาทต้าไม่สนใจเธอเลย แต่เธอก็เข้าใจเพราะเขาคงไม่อยากให้ใครรู้เพราะกลัวเธอจะเดือดร้อน แต่แค่นี้เธอก็อึดอัดกับสายตาของเหล่าพนักงานทั้งหลายมากพอแล้ว สักพักนิลทัศน์เลขาหนุ่มของพาทต้าก็เดินเข้ามาเมื่อเห็นเธอหน้าซีดๆคล้ายจะเป็นลม "เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณต้นข้าว" "เรียกข้าวเฉยๆก็ได้ค่ะ ข้าวคงเมาคลื่นมั้งค่ะ เพราะข้าวไม่เคยนั่งเรือมาก่อน" เธอตอบตามความจริง "งั้นเดี๋ยวผมมานะครับ" นิลทัศน์กลับมาด้วยยาแก้เมา ยาดมและน้ำเปล่า "ทานยานี่แล้วเดี๋ยวอาการคงดีขึ้น ผมขอตัวน่ะครับ มีอะไรเรียกผมได้เสมอ" เขาบอกเธอด้วยความเป็นห่วงและสงสาร เขารู้เรื่องระหว่างเธอและเจ้านายของเขาเสมอ " ขอบคุณคุณนิลทัศน์มากนะคะ" "เรียกผมนิลดีกว่าครับ" เขาพูดแค่นั่นก็เดินกลับไปนั่งประจำดำแหน่งข้างคนขับเรือเช่นเดิม ซึ่งการกระทำของทั้งคู่อยู่ในสายตาของพาทต้ามาตลอดโดย เขาคาดโทษเธอไว้ใจในที่กล้าไปอ่อยลูกน้องของเขา..... พอเรือถึงฝั่งทุกคนต่างขนของไปยังห้องพักของตัวเองซึ่งได้แบ่งไว้เป็นหลังๆ แน่นอนต้นข้าวได้นอนคู่กับพนักงานสาวหน้าตาสวยคนหนึ่งชื่อฝน อายุน่าจะรุ่นๆเดียวกันกับต้นข้าว ฝนเธอเป็นพนักงานฝ่ายบุคคลของบริษัทซึ่งมาทำงานตั้งแต่เรียนจบปวส. ส่วนที่เหลือก็แยกย้ายไปกับคู่ของตนเอง ยกเว้นพาทต้า เวฟ เคมี และนิลทัศน์ ที่ไปพักหลังใหญ่สุดของที่นี่ "สวัสดี เราต้นข้าวนะ" เธอกล่าวสวัสดีรูมเมท "อืม สวัสดี" "ชื่ออะไรเหรอข้าวจะได้เรียกถูก" ยิ้มอย่างเป็นมิตร "ฝน ไม่จำเป็นไม่ต้องคุยกับฉันนะ ฉันไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า แค่นอนห้องเดียวกันก็อึดอัดจะแย่อยู่ละ" ฝนแสดงท่าทีไม่ชอบต้นข้าวอย่างเปิดเผย "อืมม" ต้นข้าวพยักหน้า และหันหลังเก็บของออกจากกระเป๋าใบเล็กจัดเรียงตู้ยังฝั่งของตัวเองทันที โดยไม่ชวนอีกฝ่ายคุยอีกเลย ดีนะที่เป็นเตียงแยกไม่งั้นเธอคงได้ไปนอนข้างล่างแน่ๆ เพราะงั้นคงทนอึดอัดนอนร่วมเตียงกับคนที่แสดงออกมาว่าไม่ชอบเธอเอามากๆแบบนั้นไม่ได้แน่นอน **รักเขาเข้าแล้วละสิคุณพาทต้า 55555 พระเอกของเราจะไม่ค่อยรู้ใจตัวเองสักเท่าไหร่นะคะ ปากแข็งมากกกกอีกด้วย **กดไลค์ กดติดตามเป็นกำลังใจให้กันด้วยน้าาา จะได้มีกำลังใจอัพให้รัวๆไปเล้ยย เลิฟๆๆๆ“ปล่อยข้าวนะ.....” “ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ มานี่!!” เขาดึงเธอออกมายังหลังร้านซึ่งไม่มีใครผ่านมาแน่นอน “จะทำอะไรค่ะ ปล่อยนะคะ! เพื่อนข้าวกำลังรออยู่ ข้าวต้องรีบไปแล้ว” “เธอรักฉันไม่ใช่เหรอเหรอ?” “ข้าวกำลังพยายามเลิกรักอยู่คุณไม่ต้องห่วง ข้าวจะอยู่ห่างๆคุณค่ะ” “ถ้ามันลำบากมากเธอก็เลิกพยายามแล้วก็รักฉันเหมือนเดิม” “ไม่ค่ะ ข้าวพอแล้ว ขอตัวนะคะ” เขาดึงเธอมากอดไว้จากด้านหลัง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่น้ำฝนก็มาเที่ยวเหมือนกัน และออกมาเจอพอดีเธอจึงรีบถ่ายรูปส่งไปยังไลน์ของปลายทางทันที“หึ แอบมาพอดรักกันสินะ ฉันอยากรู้ว่าแฟนคุณจะแกล้งทนโง่ไปได้อีกนานแค่ไหนกัน เมื่อไหร่คุณจะหันลงมามองฉันบ้างค่ะคุณณัฐพัชน์ ในเมื่อฉันไม่มีความสุขใครหน้าไหนก็ไม่มีทางมีความสุข!!” ฝนคิดอย่างน้อยใจในโชคชะตาและความริษยา“ไว้เราค่อยคุยกันคืนนี้ ฉันจะไปหาที่บ้านเข้าใจมั้ย รีบเข้าข้างในได้แล้วเพื่อนเธอคงตามหากันแล้วมั้ง” เขาคลายอ้อมกอดออกและปล่อยให้เธอกลับเข้าไปหาเพื่อนข้างในโดยที่ไม่พูดอะไรสาเหตุที่ทำแบบนี้เพราะเขายังไม่เบื่อ ยังอยากกอด อยากจูบ อยากสัมผั
มือน้อยของต้นข้าวบีบกันจนแน่นด้วยความโกรธ ปนน้อยใจเมื่อพาทต้าเรียกเธอกับฝนเข้ามาพบ แต่ไม่ยอมฟังเธออธิบายเลย เขาเชื้อในสิ่งที่ฝนพูดทั้งหมด เมื่อเขาไม่ยอมฟังเธอเช่นนี้จะเรียกเธอมาด้วยเหตุอันใดเล่า เธอกล่าวว่าเขาในใจ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกมาให้ใครได้รับรู้ “คุณฝน เชิญคุณออกไปได้ และผมก็หวังว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นในบริษัทผมอีกนะครับ” “ค่ะ ท่านประธานฝนสัญญาค่ะ” เธอหันมามองหน้าต้นข้าวด้วยความไม่พอใจ และรีบเดินออกจากห้องของพาสต้าทันทีที่ท่านประธานหนุ่มกล่าวเสร็จ “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอตัวนะคะท่านประธาน” เธอบอกเขาด้วยน้ำเสียงน้อยใจ“จะไปไหน ผมยังไม่อนุญาตให้คุณออกไปเลยนิ”“ท่านประธานมีอะไรหรือเปล่าค่ะ”“ผมมีเรื่องจะคุยด้วยนิดหน่อย เย็นนี้คุณว่างมั้ย?”“เอ่อออ คือคุยตอนนี้ไม่ได้หรอค่ะ” ด้วยความน้อยใจที่อยู่ๆ เขาก็หายไปแบบไม่ติดต่อมาเลย แถมยังกล่าวว่าเธอเป็นคนผิดกับเหตุการณ์เมื่อครู่อีก จึงทำให้เธอไม่อยากไปไหนกับเขาอีก เพราะอึดอัดที่ภายในใจมีแต่คำถามากมายแต่ไม่สามารถเอ่ยถามเขาได้เลย“ได้สิ มันก็ไม่ได้เรื่องใหญ่อะไรหรอก”“ค่ะ?” เธอแปลกใจในสรรพนามที่เป
หลังจากนั้นไม่นานพาทต้าก็ตื่นขึ้นมาในช่วงเวลาเกือบเช้ามืด เขารีบคลายหญิงสาวออกจากอ้อมกอดทันที พลางนึกโทษตัวเองที่เผลอตัวเองกอดร่างนุ่มนิ่มทั้งคืน เพียงชั่วครู่ใบหน้าแฟนสาวก็ลอยขึ้นมาในหัวจึงรีบควานหาเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายจากเหตุการณ์เมื่อคืนมาสวมใส่รวบๆ ก่อนที่จะมีคนมาเห็น และไม่รอช้ารีบเปิดหน้าต่างกระโดดลงจากระเบียงเพื่อไปยังห้องพักของตัวเองอย่างรวดเร็ว โดยไม่หันมามองหญิงสาวเลย “อื่อออ เมื่อยจัง” เสียงของหญิงสาวที่ตื่นขึ้นมาในสาววันใหม่เพียงลำพังด้วยความมเมื่อยล้า มองหาคนที่เธอรักที่นอนด้วยกันเมื่อคืนแต่ก็ไม่พบ เหลือเพียงความว่างเปล่าบนที่นอนที่ไร้ไออุ่นจากฝั่งของเขา แสดงให้เห็นว่าเขาคงออกไปนานแล้วเธอจึงได้แต่คิดน้อยใจว่าที่เธอเป็นอยู่ไม่ต่างอะไรกับหญิงขายบริการเลย จะต่างกันแค่ตรงที่เขาไม่ได้ให้เงินเธอทุกครั้งที่ได้ร่วมกันแค่นั้นเอง แค่คิดเพียงเท่านี้ก็พลันให้น้ำใสๆไหลออกมาจากดวงตากลมโตอย่างไม่รู้ตัว นานนับ 5 นาทีพอตั้งสติได้ ก็คิดว่าเขาคงกลัวคนมองเธอไม่ดีคิดจะจับเขา เขาจึงทำเช่นนี้“เอาน่า ยังไงเขาก็เป็นห่วงเรา ไม่งอแงนะต้นข้าว” หญิงสาวบอกกับตัวเองเบาๆ พร้อมกับพา
เวลาล่วงเลยมาจน 12.30 น. ทุกคนเมื่อเก็บของสัมภาระตัวเองเป็นที่เรียบร้อย ก็ทยอยกลับมารวมตัวกันบริเวณห้องอาหารที่ทางรีสอร์ทได้จัดเตรียมไว้ให้ อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเลบุฟเฟ่ต์สามารถเลือกทานได้เองตามความชอบของแต่ละบุคคล “ทาง Grand Dimon มีความยินดีอย่างยิ่งที่ทางบริษัทได้เลือกมาพักกับทางรีสอร์ทของเรา ดังนั้นตอนนี้ขอเชิญทุกท่านลงมือทานอาหารได้จนถึงเวลา 14.00 น. จากนั้นขอให้ทุกท่านไปพร้อมเพรียงกันที่ชายหาดเพื่อขึ้นเรือไปดูจุดชมวิวบริเวณหน้าผา และดำน้ำดูปะการังใต้ทะเลน้ำตื้นนะครับ หากสงสัยหรือต้องการอะไรเพิ่มเติมสามารถติดต่อพนักงานได้ที่เค้าท์เตอร์บริเวณประตูข้างทางเข้าห้องอาหารได้เลยนะครับ ขอให้ทานให้อร่อยครับ” เมื่อผู้จัดการรีสอร์ทกล่าวเสร็จทุกคนก็ลงมือรับประทานอาหารกันตามอัธยาศัย บางคนไม่ทานก็ออกไปเดินเล่นถ่ายรูป ตามจุดต่างๆ อย่างตื่นเต้น และสนุกสนาน ด้านต้นข้าวเธอเลือกอาหารสองสามอย่างแล้วนำมานั่งทานบริเวณริมหน้าต่างกระจกที่มองเห็นวิวของน้ำทะเลสีฟ้าสดใส ซึ่งตรงกันข้ามกับจิตใจที่หม่นหมองของเธอเพียงลำพัง“ทานคนเดียวไม่เหงาแย่เหรอครับ” เคมีเพื่อนของพาทต้าเดินถื
วารินทร์นั่งรอแฟนหนุ่มที่บอกว่าจะมารับเธอในตอนเย็นแต่ตอนนี้มันเลยหกโมงเย็นมาแล้วยังไม่โผล่หน้ามาเลย เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเธอสังหรณ์ใจแปลกๆเพราะก่อนหน้านี้มีคนในบริษัทเขาแอบส่งรูปเขากับผู้หญิงปริศนาคนหนึ่งมาให้ทางไลน์แต่ติดต่อกลับไปไม่ได้ทำให้ภายในใจของเธอค่อยๆเกิดคำถามและแรงหึงหวง คอยจับผิดแฟนหนุ่มแบบห่างๆตลอดเวลา เพียงไม่กี่อึดใจรถ Mercedes คันหรูของชายหนุ่มแฟนอันเป็นที่รักของเธอก็แล่นมายังหน้าคฤหาสน์ตรงจุดที่เธอรอพอดี เธอรีบเดินไปหาด้วยใจที่ร้อนรนพลางทำหน้างอ ต่อว่าเขาด้วยความไม่พอใจที่มาช้า "ทำไมต้ามาช้าแบบนี้รู้มั้ยรินรอต้าจะครบชั่วโมงแล้ว" "ผมเพิ่งคุยกับลูกค้าเสร็จ แล้วอีกอย่างรถก็ติดมากด้วย รินไม่งอลผมนะครับ ผมขอโทษ" "ช่วงนี้ต้าดูแปลกๆไปนะ ต้าไม่เคยมารับรินช้าเลยตั้งแต่ครบกัน" "รินอย่าหาเรื่องทะเลาะเลย เดี๋ยวไม่สวยน้าา ไหนๆยิ้มหน่อยสิที่รักของผม" เขาดึงแก้มเธอไปมาเหมือนเด็กน้อย เธอจึงยอมยิ้มแต่ไม่ยอมลืมเรื่องนี้แน่ๆเขาต้องรู้ให้ได้ว่าผู้หญิงเลวคนนั้นเป็นใครถึงกล้ามายุ่งกับคนรักของเธอ " รินไม่ใช่เด็กนะ แก้มช้ำหมดแล้วเนี้ย รี
เช้าวันจันทร์อันสดใสของใครหลายๆคนรวมถึงต้นข้าวด้วย หลังจากวันนั้นผ่านมา 2 วันร่างกายของต้นข้าวเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ แม้จะมีร่องรอยเหลืออยู่ตามลำคอบ้างแต่เธอก็ใช้คอลซีเลอร์ปกปิดไว้เป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัยของพนักงานในบริษัท เขาไปรับเธอที่บ้านเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา “ข้าว ผมมีเรื่องอยากให้เราตกลงกัน” “เรื่องอะไรค่ะ” เธอทำหน้าสงสัย “ผมอยากให้ข้าวเก็บเรื่องของเราไว้ก่อน คือผมไม่อยากให้ใครมองคุณไม่ดี คุณเข้าใจผมใช่มั้ย?” “แต่ว่า....” “นะครับบบ” “ค่ะ ข้าวตามใจคุณ ข้าวไม่อยากให้คุณไม่สบายใจ” “ขอบคุณข้าวมากนะครับที่เข้าใจผม” เธอเป็นเหมือนลูกไก่ในกำมือ จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด เขาคิดในใจอย่างผู้ที่ถือไผ่เหนือกว่า เขาจอดรถที่โซนของผู้บริหารบริษัท และให้ต้นข้าวเดินออกไปก่อนเพราะไม่อยากให้เป็นที่สงสัยของคนในบริษัทซึ่งเธอก็ทำตามแต่โดยดี ไม่นานเขาก็เดินตามออกไปโดนขึ้นลิฟต์ตัวของฝั่งผู้บริหาร เมื่อเขามาถึงก็เห็นเธอนั่งรถที่โต๊ะอยู่ก่อนแล้วจึงหันไปสั่งกาแฟเหมือนเป็นแค่เจ้านายและลูกน้องธรรมดา ซึ่งต้นข้าวก็เข้าใจดีต