เข้าสู่ระบบ
ในคลาสเรียน มหาวิทยาลัยXXX
“ก็กูบอกแล้วว่าควีนดาร์กแม่งสุดจริง เฉือนชนะแชมป์เก่ารุ่นใหญ่ที่ว่าเก๋าสนามไปได้แบบนั้น”
“นั่นดิแม่ง เมื่อคืนโคตรเดือด”
“แต่ตอนแข่งรอบของไอ้วินเมื่อคืน รถมันพังยับเลยนะมึง น่าจะต้องซ่อมพักใหญ่กว่าจะกลับลงสนามได้”
“โอ๊ยยย มันมีรถตั้งกี่คัน แค่นี้ไม่ขนหน้าแข้งมันไม่ร่วงหรอก ไอ้หล่อที่โคตรพ่อโคตรแม่โคตรรวยย”
“แดกตีนกูหน่อยไหม เผื่อมันจะทำให้พวกมึงหุบปากได้บ้าง”
คนเป็นเจ้าของประเด็นเอ่ยขึ้นอย่างเหนื่อยหน่ายจะฟังพวกเพื่อนในกลุ่ม ที่เอาแต่พูดคุยกันเรื่องรถและของพนันไม่หยุด ราวกับชีวิตนี้ติดการพนันไปแล้ว
วินเนอร์ส่ายหัวแล้วทรุดตัวลงนั่งที่ว่างข้างๆ ของคนในกลุ่ม เพราะมาสายเป็นคนสุดท้ายเลยเหลือเพียงเก้าอี้ชั้นล่างสุด เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาดีกรีเดือนคณะเลยต้องหอบเอาร่างสมบูรณ์แบบนั่งลงตรงนั้น
จริงๆ ก็เป็นข้อดีอยู่ เพราะจากมุมนี้เขาจะมองเห็นใครบางคนได้ชัดเจนและบางครั้งก็ได้ยินเธอคนนั้นคุยกับเพื่อนของตัวเองด้วย
ดวงตาคมกริบสีน้ำตาลเข้มจับจ้องใครคนหนึ่งที่นั่งเยื้องไปข้างหน้าเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็จำไม่ได้ จริง ๆ เขาไม่ได้ตั้งใจจะมองเท่าไหร่นัก แต่ยัยนั่นดันชอบทำตัวแปลกๆ บางทีก็นิ่งเงียบจนน่าตกใจ แต่บางทีก็เอ๋อแดก เช่นตอนนี้
“อะไรเนี่ย ปากกาเราหายไปไหนนะ? อาชิเห็นปากกาเราไหม?”
“ก็ถืออยู่ในมืออีกข้างไม่ใช่หรือไง ยัยพีช”
“โอ๊ะ จริงด้วย! อาชิทำไมแว่นมันมัวๆ แบบนี้เนี่ย”
“ได้เช็ดบ้างหรือเปล่าล่ะ นี่ใส่แว่นทุกวันจริงไหม ทำไมเรื่องแค่นี้ไม่รู้”
ชายหนุ่มที่ได้ยินแบบนั้น คิดแล้วก็ทั้งตลกทั้งหงุดหงิดใจแทนเมื่อเห็นท่าทางป้ำๆ เป๋อๆ ของยัยแว่นนั่น จนเผลอหลุดขำออกมาชั่วขณะ ทำเอากลุ่มเพื่อนที่นั่งอยู่มองมาทางเขาจนคอแทบเคล็ด
“ไอ้วิน มึงโอเคดีใช่ไหมวะ?” เต้เอ่ยถาม
“สมองยังปกติแน่นะเพื่อนกู หรือเมื่อคืนหัวมันแม่งไปกระแทกโดนอะไรจริงๆ วะ กูเป็นห่วงนะเนี่ย”
“หุบปาก” วินเนอร์พูดเสียงเข้มเมื่อเพื่อนสองคนแรกพูดอะไรเพ้อเจ้อ
“ก็พวกกูคุยเรื่องการแข่งแบบเครียดฉิบหาย แต่มึงเสือกขำ”
“นั่นดิ ถ้าไม่ได้บ้าแล้วเป็นห่าอะไรเอ่ย”
“หรือมึงแอบมองยัยนั่นอีกแล้ว” คราวนี้เป็นกัส เพื่อนที่สนิทที่สุดในกลุ่มของเขาที่เอ่ยถามเสียงเรียบ
วินเนอร์ชะงักนิ่ง นี่เขาโดนไอ้พวกเหี้ยนี่จับสังเกตได้เหรอ นี่ไปเผลอมองยัยนั่นบ่อยขนาดนั้นเลยหรือไง
“ไอ้หล่อกูสนใจสาวว่ะ คนไหนวะไอ้กัส”
“คนนั้น” กัสชี้นิ้วไปทางยัยแว่นหน้าตาจืดใส่เสื้อคาดิแกนเชยๆ ที่นั่งอยู่ไม่ไกลมาก “เสื้อคลุมสีน้ำตาล”
“เหี้ยยย เอาจริงดิ ยัยป้านั่นอะนะ”
เมื่อรู้ว่าเป็นคนไหน ทั้งกลุ่มก็ถึงกับงงแตก วินเนอร์จึงบอกปัดทันที สมองมีไว้คั่นหูกันหรือไง ใครมันจะไปมองยัยนั่นกัน!
“เดี๋ยวปากมึงได้แดกตีนจริงๆ ละไอ้เหี้ยกัส กูจะไปมองยัยเฉิ่มนั่นให้เสียสายตาทำไม”
“อ๋องั้นเหรอ งั้นสินะ งั้นเอางี้ดิ”
“อะไร” วินเนอร์ถามออกไปเมื่อเห็นความกวนส้นตีนของกัส รู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลอยู่บางอย่าง
“แอบชอบยัยนั่นเหรอ”
“ไม่ได้ชอบ”
“หึ งั้นพวกกูท้ามึง ให้ไปหลอกฟันยัยนั่นให้ได้ก่อนปิดเทอม”
“ทำไมกูต้องทำ?”
“ก็บอกเองว่าไม่ได้ชอบนี่หว่า ก็ไปฟันแล้วทิ้งให้ดูหน่อยดิวะ ถ้าไม่กล้าแปลว่ามึงชอบยัยเฉิ่มนั่น”
เต้เอ่ยท้าอย่างยียวนและสบประมาท ดึงสัญชาตญาณการเอาชนะในตัววินเนอร์ออกมาเพราะรู้ดีว่าเพื่อนตัวเองมันแพ้ใครไม่เป็น
“ได้ กูขอเวลาแค่สองเดือนหลอกฟันยัยนั่น ถ้ากูทำไม่ได้พวกมึงเผารถกูเล่นได้เลย”
“เหี้ยยยย! ดุเดือดเกิน กะเอาให้ตายเลยไอ้สลัด”
“แล้วถ้ามึงชนะอะ อยากได้อะไรจากพวกกู”
“เอาเด็กในสต็อกของพวกมึงทุกคน มาแชร์กับกู จะเดียวจะหมู่กูไม่ติด”
“XXXเถอะ เมื่อชีวิตสงบสุขเกินไป งานนี้ดีล”
“เข้! อย่างเหี้ย เออ ดีลก็ดีล เอาเลยไหมล่ะ กูอยากรู้ยัยป้านั่นจะเป็นยังไงหลังโดนมึงหลอกฟัน”
มุมปากยกยิ้มอย่างเหนือกว่า ขณะที่เจ้าของฉายายัยป้าเฉิ่มเชยในบทสนทนาไม่ได้มารับรู้อะไรแม้แต่น้อย เพราะแค่วุ่นวายกับการเรียนในแต่ละวันก็เหนื่อยพออยู่แล้ว ไหนจะมีเรื่องธุรกิจที่ดูแลอยู่อีก แค่นี้วันๆ หนึ่งก็แทบจะไม่มีเวลานอน สมองเธอเบลอเล็กน้อยยามนึกถึงเรื่องวุ่นวายในช่วงนี้ อยากพักสักหน่อยก็ไม่มีเวลา ซ้ำตอนนี้ไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้กินข้าวด้วยซ้ำ
“เฮ้ย ยัยแว่น ข้าวเที่ยงกูล่ะ?”
“วินซื้อเองไม่เป็นเหรอ”
“ว่าไงนะ”
“เปล่าสักหน่อย เราถามว่าวินอยากกินอะไร?”
“แบบที่มึงกิน ไปสั่งมาใหม่ แล้วเอาถ้วยมึงมาให้กู”
“ได้ไง เรากินไปแล้วนะ” เธอเอ่ยท้วงทันทีแล้วชี้ให้ดูหลักฐานว่ามันพร่องไปแล้วเล็กน้อย
“อย่าให้กูพูดซ้ำสอง”
ลูกพีชรีบยื่นจานของตัวเองให้คนตรงหน้าทันที ก่อนจะเดินฉิวไปยืนต่อแถวเพื่อรอสั่งข้าวจานใหม่ ลมหายใจเหนื่อยหน่ายถูกพ่นออกมา ไอ้บ้าวินเนอร์ ตามติดเธอมาสักพักแล้ว เธอไม่รู้ว่าทำไมและไม่อยากจะรู้ด้วย หากเป็นไปตามที่คิดก็คงจะแค่มาแกล้งคนจืดจางในคณะแบบเธอแก้เบื่อเท่านั้น การทำตัวแบบนี้ก็คงไม่พ้นถูกพวกคนไม่ดีกลั่นแกล้งเหมือนที่ผ่านมา
หลายอาทิตย์ต่อมา
ผับหรูใจกลางเมืองถูกใช้เป็นสถานที่รวมตัวของกลุ่มแก๊ง วินเนอร์ที่มาสายตามเคยแทรกตัวนั่งลง บอกปัดเพื่อนที่แนะนำหญิงสาวทรงโตให้ วันนี้เขาแค่อยากมาเมาเท่านั้นไม่ได้อยากเอาใคร เพราะเป็นคืนวันศุกร์คนเลยเยอะจนน่าอึดอัด จู่ๆ เพื่อนคนหนึ่งก็ถามขึ้น
“อัปเดตยัยป้านั่นหน่อยดิไอ้วิน เป็นไงบ้างอะ”
“เออ กูก็สงสัย ผ่านไปจะเดือนละ ได้แอ้มหรือยัง?”
“แอ้มพ่อแอ้มแม่มึงอะ กูเห็นวันๆ เอาแต่ตามติด ไม่ทำอะไรสักที” เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มพูดบอก แล้วทั้งหมดก็ขำกันราวกับเป็นเรื่องตลก
“พวกมึงก็รีบจัง เหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะปิดเทอม” วินเนอร์ไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไร เพราะเขามั่นใจว่าจะต้องชนะแน่นอน
“มึงช้าไปหรือเปล่า?”
“ปากดี อยากลองเทสมั้ยล่ะว่าตอนนี้ยัยนั่นติดกูขนาดไหน?”
“ใช้คำว่าติดว่ะ ฮ่าๆๆ”
“งั้นมึงโทรหรือทักหายัยนั่นให้มาที่นี่ในยี่สิบนาทีดิ๊”
วินเนอร์ยักไหล่ ล้วงมือถือเครื่องบางมากดขยุกขยิกสองสามทีก่อนจะเก็บกลับเข้ากระเป๋าไปเมื่อเสร็จธุระ เสียงทุ้มไม่วายเอ่ยท้าเพื่อนทุกคนที่นั่งล้อมวงอยู่
“ถ้าลูกพีชมา คืนนี้พวกมึงต้องเปิดเหล้าที่แพงที่สุดในร้านให้กูแดก”
“งั้นถ้าไม่มา มึงต้องสั่นกระดิ่งทองเลี้ยงคนทั้งร้านเลย เอาปะ?”
“หึ คืนนี้กูจะปิดเกม เตรียมเงินพวกมึงไว้เถอะเดี๋ยวกูแนบหลักฐานเป็นรูปยัยนั่น ตอนกูฟันเสร็จแปะในไลน์กลุ่มให้ด้วยเลย”
“อืม คลื่นมันแน่นจัง ขยับหน่อยได้ไหม ห หายใจไม่ออก ” เสียงหวานหูดังออกมา ชวนให้คลื่นสมุทรได้ทำตามใจเธอ แต่เหมือนชายหนุ่มจะยังอยากแกล้งคนตัวเล็ก ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เขาปวดหนึบไปทั้งลำรักคลื่นสมุทรจับให้ใบหน้างามหันกลับมาหาตัวเอง ก่อนเขาจะจูบลงบนริมฝีปากของขนมผิง และทันทีที่เขาสัมผัสลง หญิงสาวก็ตอบสนองกลับในทันที การจูบแลกลิ้นที่เกิดได้เพียงไม่ถึงนาที เรียกให้สะโพกหนาได้สอบสะโพกเข้าออกโพรงรักของหญิงสาวในทันทีแม้ว่าภายในจะคับแน่นแค่ไหน แต่คนตัวโตกลับยังคงสอบสะโพกของตัวเองอย่างหนักหน่วง เน้นกระแทกสะโพกเข้าหาร่องสวาทของหญิงสาวเหมือนเดิมมือหนาของคลื่นสมุทรได้ส่งไปบีบเคล้นที่อกของหญิงสาวอย่างเมามัน แต่กลับทำให้ขนมผิงขมวดคิ้วเข้าหากันเพราะความเจ็บ เธอเชื่อว่าถ้าเป็นซิลิโคนคงได้แหลกคามือของคลื่นสมุทร“ชอบไหมครับ” คลื่นสมุทรเอ่ยถามหลังปล่อยให้ริมฝีปากของหญิงสาวได้เป็นอิสระ แต่เขากลับขบเม้มที่ใบหูของเธอแทน การกระทำของคลื่นสมุทรที่เล่นสัมผัสไปทุกซอกมุมของขนมผิง มันทำให้คนตัวเล็กแทบคลั่งเพราะรสสัมผัสของเขาอีกทั้งการสอบสะโพกแต่ละครั้งของเขา นั้นเน้นการกระแทกสะโพกเข้า จนทำให้เกิดเสียงเนื้อที่ดังกระท
เพี้ยะ“นี่คุณ” ขนมผิงจิปากใส่อีกฝ่ายอย่างไม่พอใจเมื่ออยู่ ๆ คลื่นสมุทรก็ตีลงบนแก้มก้นของเธอ และมันแรงจนขึ้นเป็นรอยห้านิ้วซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้สนใจว่าเธอจะพอใจในสิ่งที่เขาทำหรือไหม เพราะคลื่นสมุทรได้จับแท่นร้อนที่พร้อมใช้งานของตัวเอง ถูไปมาร่องสวาทของหญิงสาวอีกครั้ง ราวกับต้องการเรียกน้ำหวานของเธอ และเมื่อเห็นว่าเริ่มมีน้ำรักไหลออกมาให้เห็นคลื่นสมุทรจับตัวตนที่มีขนาดใหญ่พอตัวดันเข้าไปด้านใน แม้ว่าก่อนหน้านี้ชายหนุ่มจะเคยเข้าไปสัมผัสภายในแล้วครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งยังฝากน้ำรักเอาไว้ในตัวเธอด้วยก็ตามแต่ภายในตัวของขนมผิงยังคงคับแน่นเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย และในจังหวะที่คลื่นสมุทรส่งปลายหยักหัวบานของตัวเองเข้าไปด้านในแล้ว เขาได้สอบสะโพกดันแท่งร้อนของตัวเองเข้าไปในรูรักของอีกฝ่าย อย่างที่ไม่ได้คิดจะให้หญิงสาวได้ตั้งตัวแท่งรักที่มีขนาดใหญ่และแข็งขึงของชายหนุ่มได้ถูกดันเข้าไปภายในโพรงสวาทของขนมผิงในครั้งเดียวจนสุดทาง ทำให้คนที่ได้รับการกระทำของเขาทั้งเสียวทั้งจุกในเวลาเดียวกัน ใบหน้าสวยแนบลงไปกับเตียงน้อยอย่างต้องการระบายความทรมานที่เกิดขึ้น“ตอดแน่นไปนะครับ เสียวเหรอ หื้ม” คลื
“พร้อมนะครับ” คลื่นสมุทรเอ่ยถามอย่างไม่ต้องการคำตอบ เพราะเขาจับแท่งร้อนของตัวเองดันเข้าไปภายในโพรงรัก การขยับสะโพกสอบเกิดขึ้นในทันที แม้ว่าตอนนี้การขยับสะโพกจะเป็นไปอย่างลำบากไม่น้อย เพราะความคับแน่นและแรงตอดรัดที่ต่อเนื่องรุนแรงริมฝีปากเรียวบางเม้มเข้าหากันแน่น ราวกับต้องการเก็บอารมณ์ความต้องการ ทั้ง ๆ ที่ความเสียวซ่านกำลังวิ่งเข้าเล่นงานเข้าอย่างต่อเนื่อง“คลื่นอย่าแรงมาก จะ จุก” เสียงครางกระเส่าไม่เป็นศัพท์ดังออกมา เมื่อสะโพกหนาของคลื่นสมุทรสอบเข้าและออกเป็นจังหวะที่เร็วและแรงมากพอตัว“จุกยังไงคะ คนดี”ปึก!“อ๊าส์!”แต่เหมือนคำพูดของขนมผิงจะไม่ได้ทำให้คลื่นสมุทรคิดจะเบาการกระทำของตัวเอง เพราะเขาสอบสะโพกของตัวเองเร็วและแรงมากขึ้น อีกครั้งยังส่งมือทั้งสองข้างไปจับลงที่อกของหญิงสาวราวกับกำลังระบายอารมณ์ความต้องการภายในตัว“อ๊ะ! เบา หน่อย เสียว” ขนมผิงส่งเสียงครางหวานแข่งกับเสียงเนื้อที่ดังกระทบกันออกมาอย่างไม่ขาดสายลมหายใจที่ถี่หอบของคลื่นสมุทรได้เป่ารดลงที่ซอกคอของหญิงสาวยิ่งทำให้เธอรู้สึกเสียวซ่านมากกว่าเดิม มือหนาออกแรงในการบีบเคล้นอกเต่งตูมทั้งสองครางราวกับต้องการเรียกอารมณ์ให้ก
หลังจากงานแต่งงานได้จบลง คู่บ่าวสาวได้ถูกส่งตัวเข้ามาภายในบ้านพักตากอากาศที่คลื่นสมุทรลงทุนซื้อเพื่อให้เป็นของขวัญวันแต่งงานให้กับภรรยาและลูกสาว ซึ่งตอนนี้วาวาก็ยังคงอยู่กับปัทมา ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้พ่อและแม่ของเธอได้อยู่ด้วยกัน“วาวาล่ะคะ” ขนมผิงเอ่ยถามสามีอย่างเป็นทางการของตนเอง เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาภายในบ้าน แต่กลับไม่เหตุลูกสาว“แม่พาไปเที่ยว แล้วผิงกำลังทำอะไรอยู่ครับ” คลื่นสมุทรเดินเข้าไปสวมกอดภรรยาจากทางด้านหลัง ใบหน้าคมเกยที่ไหล่ของขนมผิง ซึ่งหญิงสาวไม่ได้ผลักไสให้อีกฝ่ายออกห่างจากตัวเองแต่อย่างไร“ทำอาหาร”“วันนี้แต่งงานเป็นวันแรก ทำไมต้องทำอาหารเองด้วยครับ” คลื่นสมุทรเอ่ยถามทั้ง ๆ ที่เขากำลังสูดดมความหอมจากเจ้าของร่างบาง“ที่นี่มีแต่อาหารทะเลทั้งนั้นคุณทานมากไปมันจะไม่ดี”“เป็นห่วงผมเหรอ” คลื่นสมุทรเอ่ยถามออกมา มือของเขาลูบไล้สัมผัสไปตามเนื้อตัวของขนมผิงอย่างหลงใหล“หยุดเลยนะคะ ผิงทำอาหารอยู่ไม่เห็นเหรอ” ขนมผิงเอ่ยอย่างไม่พอใจที่อยู่ ๆ ก็ถูกคลื่นสมุทรลวนลาม“ก็เห็น แต่อยากกินอย่างอื่นมากกว่า” คลื่นสมุทรเอื้อมมือไปปิดเตาแก๊สก่อนจับให้หญิงสาวหันกลับมามองตนเอง คลื่นสมุท
หลังจากที่ขนมผิงตอบรับการแต่งงานของคลื่นสมุทร เขาก็ได้เริ่มจัดเตรียมงานทันที ทำให้ขนมผิงค่อนข้างที่จะตกใจ เธอไม่คิดว่าชายหนุ่มจะรีบร้อนแต่งงานขนาดนี้ ซึ่งจากเดิมที่คลื่นสมุทรได้คุยเอาไว้คือสองอาทิตย์ แต่ขนมผิงกลับขอเป็นอีกหนึ่งเดือน ซึ่งกว่าจะตกลงกันได้ทั้งสองก็ใช้เวลาพูดคุยอยู่นานพอสมควรวันนี้เป็นงานแต่งของขนมผิงและคลื่นสมุทร ซึ่งถูกจัดที่ริมทะเล แม้ว่าจะเป็นการจัดนอกสถานที่แต่งานแต่งของทั้งสองกลับไม่ได้เล็กเลยสักนิด มีแขกมากหน้าหลายตาที่เป็นทั้งคู่ค้าทางธุรกิจ และบรรดาเพื่อนสนิท คนในครอบครัวของทั้งสองเดินทางมาแสงความยินดีกับทั้งสองด้วยบรรยากาศภายในงานยังคงถูกจัดตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นดอกกุหลาบ แม้ว่างานจะมีการจัดสถานที่แบบเรียบง่าย แต่ยังคงเต็มไปด้วยความโรแมนติกเหมือนที่สาว ๆ หลาย ๆ คนต่างต้องการวันนี้เฟื่องฟ้ามาเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้กับขนมผิง และมีลูกสาวตัวแสบของเธออย่าวาวาเป็นเด็กถือตะกร้าแหวนให้กับเธอคลื่นสมุทรยืนอยู่บนเวทีกับนายพิธี โดยที่ตอนนี้เจ้าสาวยังไม่ได้เข้ามาภายในงาน แต่พอถึงฤกษ์ตามที่กำหนดเอาไว้ เสียงดนตรีวงออร์เคสตราก็ดังขึ้นมา พร้อมกับการปราก
สองพ่อลูกใช้เวลาร่วมกันในการดูภาพถ่ายและวิดีโอของขนมผิงวนอยู่หลายรอบ จนตอนนี้ก็เริ่มค่ำแล้วแต่ขนมผิงยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับบ้าน ทำให้ทั้งวาวาและคลื่นสมุทรรู้สึกเป็นห่วงเธอ“คุณแม่จะกลับมาตอนไหนคะเนี่ย”“นั่นสิ พ่อโทรไปก็ไม่รับ”“งั้นเดี๋ยวหนูลองโทรหาดูนะคะ” คลื่นสมุทรพยักหน้ารับคำลูกสาว เพราะเขาคิดว่าอย่างไรเสียขนมผิงอาจจะไม่ยอมรับสายเขา แต่เธอไม่มีทางปฏิเสธลูกสาวของเธอ“ไม่รับค่ะ เอายังไงดีคะ”“คุณแม่ไปกับน้าเพียงฟ้า ลองโทรไปหาน้าเพียงฟ้าดูก่อน” คลื่นสมุทรไม่เพียงแต่พูด ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาเบอร์ของเพียงฟ้า ก่อนจะโทรออกทันทีหลังจากเจอเบอร์ของอีกฝ่าย เขาถือสายรอเพียงไม่นาน ปลายสายก็กดกลับ“คุณเพียงฟ้า ขนมผิงอยู่กับคุณไหม”(“อ่อ…อยู่ค่ะ”)“แล้วทำไมเธอไม่รับโทรศัพท์”(“ขนมผิงไม่ได้ตั้งเสียงค่ะ”) เพียงฟ้าโกหกด้วยความจำใจ เพราะเพื่อนสนิทของเธอได้สั่งให้เธอตอบไปแบบนั้น“น้าเพียงฟ้าถามคุณแม่ให้หน่อยสิคะ ว่าคุณแม่จะกลับตอนไหน” วาวาแย่งโทรศัพท์จากผู้เป็นพ่อมากดเปิดลำโพง ก่อนจะเอ่ยถามเพียงฟ้าออกมา(“คุณแม่บอกว่า ให้คุณพ่อมารับหน่อยได้ไหมคะ”)“ได้ครับ เดี๋ยวผมจะออกไปรับเดี๋ยวนี้”...…







