Masukวินเนอร์จ้องตาเธอนิ่ง คนแสนดื้อเงยหน้าบอกคนตัวสูงกว่าอย่างเอือมระอา ไม่เกรงกลัวที่จะจ้องกลับ “ไม่มีปากเหรอ หรือกินลิ้นตัวเองไปแล้ว?”
“……” เธอยังนิ่ง ความดื้อรั้นไร้ประโยชน์นั่นทำให้เขาเอ็นดูเล็กน้อย
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูช่วยหา”
“อื้ออออ”
พูดจบริมฝีปากหยักสวยก็ทาบทับลงมาช่วงชิงเอาความหวานจากปากนิ่ม ลิ้นร้อนบังคับสอดแทรกเข้าไป เขาทั้งดูดทั้งกัด ไล้ชิมไปทุกที่ ผละออกมาใช้ฟันดึงริมฝีปากล่างเบา ๆ แล้วจึงจูบเธออีกครั้ง
มือสากไล้ลากจากแผ่นหลังลงมาจนถึงสะโพกอิ่มใต้พลีทยาว เขาบีบเคล้นมันอย่างหยาบคายจนร่างบางสะท้านไปหมด
นี่วินเนอร์คงไม่ได้คิดจะทำอะไรเลยเถิดกับเธอในห้องน้ำจริง ๆ ใช่ไหมนะ
“วิน พอแล้ว อื้อ”
“บอกมาว่าหลบหน้ากูทำไม ไม่งั้นกูจะจับมึงกระแทกตรงนี้แหละลูกพีช”
“อย่านะ อ๊ะ มือนายจับตรงไหนเนี่ย เดี๋ยวคนด้านนอกก็ได้ยินหรอก”
“ก็ถ้ามึงไม่ตอบ มึงได้ครางมากกว่านี้แน่”
ลูกพีชหน้าแดงจัด มองค้อนคนตัวสูงกว่าอย่างไม่พอใจ เธอจัดแว่นบนหน้าให้เข้าที่ ก่อนจะตัดสินใจพูดไปให้มันจบ ๆ ทั้งที่ไม่อยากจะฟังมันอีกครั้งเลยแท้ ๆ
“คืนนั้นก่อนนอน วินพูดว่า…ถ้าใครรู้เรื่องของเรา วินคงขายหน้าแย่ที่มากอดคนเชย ๆ แบบนี้”
“…กูไม่ได้ตั้งใจพูด” คล้ายจะจำขึ้นมาได้ว่าพูดไปจริง ๆ เสียงเข้มดุเลยอ่อนลงหลายส่วน กระนั้นดวงตากลมหวานก็ยังสบตาเขาด้วยความน้อยใจเต็มเปี่ยม
“แล้วยังไง?” เธอเอ่ยถาม
“อะไรยังไง?”
“ถ้าไม่ได้ตั้งใจพูด แปลว่าวินจะยอมจับมือเราเดินอวดคนอื่นในมหา’ ลัยเหรอ?”
“กู…” วินเนอร์เผลอชะงัก หันขวับมองเธอด้วยสีหน้าเหมือนถูกตบด้วยความจริง ความแข็งกร้าวในดวงตาเริ่มสั่นไหว ฟันถูกบดแน่นจนเห็นสันกรามขึ้นเป็นสัน “อย่ามางี่เง่า”
“งี่เง่าอะไร? เราน่ะยังไม่ได้เรียกร้องสักคำด้วยซ้ำ” ลูกพีชหันกลับมามอง ดวงตานิ่งสนิทก่อนริมฝีปากจะยกยิ้มน้อย ๆ เธอเลิกคิ้ว แสยะยิ้มขำ
“มีแต่ หมาบางตัว มากกว่าที่ดิ้น อยู่ฝ่ายเดียวตอนนี้”
“ลูกพีช!!” วินเนอร์สบถ เสียงสั่นทั้งโกรธทั้งเสียหน้า
“หื้ม… ว่าไงคะ สุดหล่อ”
“มึงทำตัวเหมือนไม่เสียใจอะไรเลยที่เสียตัวให้กู!”
“อุ๊ป ต้องเสียใจด้วยเหรอ?” เธอเอียงคอถาม นัยน์ตาสวยมองอย่างสงสัย ก่อนจะหัวเราะเบาๆ
“หมายความว่าไง กูได้ ครั้งแรก ของมึงนะพีช!”
“ครั้งแรกที่เหมือนหมาเลีย นั่นอะเหรอ?”เธอปรายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
“คนที่ได้วันนั้นคือเรามากกว่าเถอะ ถึงลีลานายจะเหมือนเด็กขายเกรดซี… ก็เหอะ”
ไหล่บางยักขึ้นอย่างไม่แคร์ “พอแก้ขัดได้นิดหน่อย อย่ามั่นหน้าไปเลย วินเนอร์”
“เธอ!!” เขากัดฟัน กลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ
เธอก้าวเข้าหาใกล้พอให้เขาหายใจไม่ทั่วท้อง
“ไปหัดมาใหม่นะ แล้วอย่าเผลอไปอวดใครว่าเจ๋งล่ะ” ปลายนิ้วแตะหน้าอกเขาเบาๆ “ผลงานนาย… มันไม่ตรงปก เท่าไหร่จริงๆ”
มือเรียวเอื้อมไปผลักประตูให้เปิดกว้างก่อนจะเดินออกไปทิ้งวินเนอร์ให้ยืนนิ่ง ไหล่กว้างเกร็งจนเห็นชัด วินเนอร์ยกมือเหมือนจะคว้าเธอไว้แต่ก็ไม่ทัน ตอนนี้คนที่กะจะมาเยาะเย้ยใครบางคนให้เจ็บใจเล่นได้แต่ยกขาเตะอากาศไปทั่ว
“แม่ง!!”
หลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้น วินเนอร์ก็ค่อย ๆ เลือนหายออกไปจากชีวิตของลูกพีชจริง ๆ ไม่เคยเข้ามาวุ่นวาย ไม่มาก่อกวน หรือคอยตามแกล้งตามตอแยเธอเหมือนเมื่อก่อน ทุกครั้งที่เดินสวนก็ทำเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จัก คำทักทายที่มักจะเอ่ยเรียกในยามที่เห็นหน้ากลับถูกเก็บไว้เป็นเพียงความทรงจำ เพราะตอนนี้แม้แต่ใบหน้าสวยของลูกพีช วินเนอร์ยังไม่แม้แต่จะชายตามอง
ลูกพีชยังคงใช้ชีวิตปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง เธอตื่นไปเรียนตามคาบรายวิชา ตกเย็นก็ตรงไปที่ทำงาน พอมืดก็กลับคอนโดฯ ชีวิตประจำวันของเธอไม่ได้ถูกเปลี่ยน เพียงแค่กลับมาเป็นแบบที่เคยเป็นก่อนที่เธอจะรู้จักกับวินเนอร์คู่นอนคนแรกที่เคยเกือบพลาดตกหลุดรักเข้าอย่างจัง
ก็แค่กลับไปทำทุกอย่างคนเดียวเหมือนเดิมกับช่วงตอนต้นเทอมอีกครั้ง สำหรับเธอการถูกช่วงชิงครั้งแรกไปมันไม่ได้ทำให้รู้สึกเสียใจอะไรนักหรอก ต่อจะให้ไม่ใช่วินเนอร์คนที่พรากความบริสุทธิ์ แต่เป็นชายอื่นหรือใครก็ได้ทั้งนั้นเพราะคำว่าเซ็กซ์สำหรับลูกพีช ก็แค่การเล่นทางกายที่ไม่ควรใส่ความรู้สึกตัวเองในการครอบครอง
ถึงแม้บางครั้งสายตาเธอจะคอยสอดส่องมองหาเจ้าของชื่อดังกล่าวทุกครั้งที่อยู่มหา’ ลัย ถึงจะมีทีท่าทำเป็นไม่สนใจ แต่กลับใจลอยราวกับกำลังเฝ้ารอใครบางคนอย่างไม่รู้ตัว
พีช” เสียงเล็กหวานเอ่ยเรียกชื่อเพื่อนสนิทที่เอาแต่นั่งเหม่อมองทางซ้ายทีขวาที เอื้อมมือเขย่าแขนเพื่อนรักเบา ๆ จนพีชเริ่มรู้สึกตัว
“อ๊ะ! ว่าไงอาชิ” เธอหันมองหน้าเพื่อนที่นั่งข้างกัน สายตาเลิ่กลัก
“ลูกพีชมันโอเคแน่นะ” แซ็คเพื่อนอีกคนในกลุ่มเอ่ยขึ้นถาม พวกเขาหันมองหน้าสบสายตา ก่อนจะหันกลับไปมองเพื่อนสาวที่ดูจิตใจล่องลอยตลอดเวลา
“เฮ้อ เพื่อนกู นึกว่าศพเดินได้”
“กูว่าช่วงนี้ก็ไม่ได้เรียนเยอะนะ หรือเยอะวะ? ทำไมยัยพีชถึงโทรมขนาดนี้ แซ็คมึงว่าไง”
“ไม่เยอะ อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้มันทำงานหนักก็ได้” พวกเขาพยายามสร้างเหตุผลไปต่าง ๆ นา ๆ เมื่อเห็นว่าลูกพีชดูไม่อยู่กับร่องกับลอยเท่าไหร่
ทั้งสองพูดคุยกันในระดับเสียงที่เบากว่าปกติ มันไม่ใช่การนินทาแต่เป็นกล่าวถึงตัวบุคคลที่สามที่ยังคงนั่งอยู่ไม่ห่างตัวและคิดไปเองว่าลูกพีชคงไม่ได้ยิน ทว่าเธอกลับได้ยินทุกคำของเพื่อนอย่างชัดเจน
“พูดมากน่ารำคาญ” เธอตอบกลับเสียงขุ่นขมวดคิ้วเล็กน้อย มือช้างหนึ่งกดทิ่มหลอดในแก้วตรงหน้าเสียงกระทบน้ำแข็งดังกรุบกรอบ
เธอเองก็ไม่คิกอยากจะปฏิเสธ ว่าช่วงนี้ตัวเองดูเหม่อจนหยิบจับทำอะไรเป็นต้องผิดพลาดตลอด ทั้งยังสับสนไม่เข้าใจว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันเป็นเพราะอะไรกันแน่ จะว่าทำงานหนักเพราะต้องเรียนไปด้วย แต่ปกติเธอก็ใช้ชีวิตแบบนี้อยู่แล้ว มันเลยดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่
บางครั้งเธอก็รู้สึกว่าวุ่นในใจและบางครั้งก็รู้สึกหวิว ๆ ราวกับสิ่งสำคัญได้ขาดหายไปจากวงจรชีวิตประจำวัน
“มึงโอเคมั้ยพีช มึงดูซึม ๆ ชอบกล ตั้งแต่มานั่งที่ลานมึงยังไม่พูดอะไรกับพวกกูสักคำ”
ในที่สุดเพื่อสนิทอย่างอาชิก็เท่าไม่ไหวเอ่ยถามออกมาด้วยใบหน้าที่เป็นห่วง แทนคำกระซิบเบา ๆ ที่แค่พูดถึงราวกับกำลังนินทา
“อืม คลื่นมันแน่นจัง ขยับหน่อยได้ไหม ห หายใจไม่ออก ” เสียงหวานหูดังออกมา ชวนให้คลื่นสมุทรได้ทำตามใจเธอ แต่เหมือนชายหนุ่มจะยังอยากแกล้งคนตัวเล็ก ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เขาปวดหนึบไปทั้งลำรักคลื่นสมุทรจับให้ใบหน้างามหันกลับมาหาตัวเอง ก่อนเขาจะจูบลงบนริมฝีปากของขนมผิง และทันทีที่เขาสัมผัสลง หญิงสาวก็ตอบสนองกลับในทันที การจูบแลกลิ้นที่เกิดได้เพียงไม่ถึงนาที เรียกให้สะโพกหนาได้สอบสะโพกเข้าออกโพรงรักของหญิงสาวในทันทีแม้ว่าภายในจะคับแน่นแค่ไหน แต่คนตัวโตกลับยังคงสอบสะโพกของตัวเองอย่างหนักหน่วง เน้นกระแทกสะโพกเข้าหาร่องสวาทของหญิงสาวเหมือนเดิมมือหนาของคลื่นสมุทรได้ส่งไปบีบเคล้นที่อกของหญิงสาวอย่างเมามัน แต่กลับทำให้ขนมผิงขมวดคิ้วเข้าหากันเพราะความเจ็บ เธอเชื่อว่าถ้าเป็นซิลิโคนคงได้แหลกคามือของคลื่นสมุทร“ชอบไหมครับ” คลื่นสมุทรเอ่ยถามหลังปล่อยให้ริมฝีปากของหญิงสาวได้เป็นอิสระ แต่เขากลับขบเม้มที่ใบหูของเธอแทน การกระทำของคลื่นสมุทรที่เล่นสัมผัสไปทุกซอกมุมของขนมผิง มันทำให้คนตัวเล็กแทบคลั่งเพราะรสสัมผัสของเขาอีกทั้งการสอบสะโพกแต่ละครั้งของเขา นั้นเน้นการกระแทกสะโพกเข้า จนทำให้เกิดเสียงเนื้อที่ดังกระท
เพี้ยะ“นี่คุณ” ขนมผิงจิปากใส่อีกฝ่ายอย่างไม่พอใจเมื่ออยู่ ๆ คลื่นสมุทรก็ตีลงบนแก้มก้นของเธอ และมันแรงจนขึ้นเป็นรอยห้านิ้วซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้สนใจว่าเธอจะพอใจในสิ่งที่เขาทำหรือไหม เพราะคลื่นสมุทรได้จับแท่นร้อนที่พร้อมใช้งานของตัวเอง ถูไปมาร่องสวาทของหญิงสาวอีกครั้ง ราวกับต้องการเรียกน้ำหวานของเธอ และเมื่อเห็นว่าเริ่มมีน้ำรักไหลออกมาให้เห็นคลื่นสมุทรจับตัวตนที่มีขนาดใหญ่พอตัวดันเข้าไปด้านใน แม้ว่าก่อนหน้านี้ชายหนุ่มจะเคยเข้าไปสัมผัสภายในแล้วครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งยังฝากน้ำรักเอาไว้ในตัวเธอด้วยก็ตามแต่ภายในตัวของขนมผิงยังคงคับแน่นเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย และในจังหวะที่คลื่นสมุทรส่งปลายหยักหัวบานของตัวเองเข้าไปด้านในแล้ว เขาได้สอบสะโพกดันแท่งร้อนของตัวเองเข้าไปในรูรักของอีกฝ่าย อย่างที่ไม่ได้คิดจะให้หญิงสาวได้ตั้งตัวแท่งรักที่มีขนาดใหญ่และแข็งขึงของชายหนุ่มได้ถูกดันเข้าไปภายในโพรงสวาทของขนมผิงในครั้งเดียวจนสุดทาง ทำให้คนที่ได้รับการกระทำของเขาทั้งเสียวทั้งจุกในเวลาเดียวกัน ใบหน้าสวยแนบลงไปกับเตียงน้อยอย่างต้องการระบายความทรมานที่เกิดขึ้น“ตอดแน่นไปนะครับ เสียวเหรอ หื้ม” คลื
“พร้อมนะครับ” คลื่นสมุทรเอ่ยถามอย่างไม่ต้องการคำตอบ เพราะเขาจับแท่งร้อนของตัวเองดันเข้าไปภายในโพรงรัก การขยับสะโพกสอบเกิดขึ้นในทันที แม้ว่าตอนนี้การขยับสะโพกจะเป็นไปอย่างลำบากไม่น้อย เพราะความคับแน่นและแรงตอดรัดที่ต่อเนื่องรุนแรงริมฝีปากเรียวบางเม้มเข้าหากันแน่น ราวกับต้องการเก็บอารมณ์ความต้องการ ทั้ง ๆ ที่ความเสียวซ่านกำลังวิ่งเข้าเล่นงานเข้าอย่างต่อเนื่อง“คลื่นอย่าแรงมาก จะ จุก” เสียงครางกระเส่าไม่เป็นศัพท์ดังออกมา เมื่อสะโพกหนาของคลื่นสมุทรสอบเข้าและออกเป็นจังหวะที่เร็วและแรงมากพอตัว“จุกยังไงคะ คนดี”ปึก!“อ๊าส์!”แต่เหมือนคำพูดของขนมผิงจะไม่ได้ทำให้คลื่นสมุทรคิดจะเบาการกระทำของตัวเอง เพราะเขาสอบสะโพกของตัวเองเร็วและแรงมากขึ้น อีกครั้งยังส่งมือทั้งสองข้างไปจับลงที่อกของหญิงสาวราวกับกำลังระบายอารมณ์ความต้องการภายในตัว“อ๊ะ! เบา หน่อย เสียว” ขนมผิงส่งเสียงครางหวานแข่งกับเสียงเนื้อที่ดังกระทบกันออกมาอย่างไม่ขาดสายลมหายใจที่ถี่หอบของคลื่นสมุทรได้เป่ารดลงที่ซอกคอของหญิงสาวยิ่งทำให้เธอรู้สึกเสียวซ่านมากกว่าเดิม มือหนาออกแรงในการบีบเคล้นอกเต่งตูมทั้งสองครางราวกับต้องการเรียกอารมณ์ให้ก
หลังจากงานแต่งงานได้จบลง คู่บ่าวสาวได้ถูกส่งตัวเข้ามาภายในบ้านพักตากอากาศที่คลื่นสมุทรลงทุนซื้อเพื่อให้เป็นของขวัญวันแต่งงานให้กับภรรยาและลูกสาว ซึ่งตอนนี้วาวาก็ยังคงอยู่กับปัทมา ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้พ่อและแม่ของเธอได้อยู่ด้วยกัน“วาวาล่ะคะ” ขนมผิงเอ่ยถามสามีอย่างเป็นทางการของตนเอง เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาภายในบ้าน แต่กลับไม่เหตุลูกสาว“แม่พาไปเที่ยว แล้วผิงกำลังทำอะไรอยู่ครับ” คลื่นสมุทรเดินเข้าไปสวมกอดภรรยาจากทางด้านหลัง ใบหน้าคมเกยที่ไหล่ของขนมผิง ซึ่งหญิงสาวไม่ได้ผลักไสให้อีกฝ่ายออกห่างจากตัวเองแต่อย่างไร“ทำอาหาร”“วันนี้แต่งงานเป็นวันแรก ทำไมต้องทำอาหารเองด้วยครับ” คลื่นสมุทรเอ่ยถามทั้ง ๆ ที่เขากำลังสูดดมความหอมจากเจ้าของร่างบาง“ที่นี่มีแต่อาหารทะเลทั้งนั้นคุณทานมากไปมันจะไม่ดี”“เป็นห่วงผมเหรอ” คลื่นสมุทรเอ่ยถามออกมา มือของเขาลูบไล้สัมผัสไปตามเนื้อตัวของขนมผิงอย่างหลงใหล“หยุดเลยนะคะ ผิงทำอาหารอยู่ไม่เห็นเหรอ” ขนมผิงเอ่ยอย่างไม่พอใจที่อยู่ ๆ ก็ถูกคลื่นสมุทรลวนลาม“ก็เห็น แต่อยากกินอย่างอื่นมากกว่า” คลื่นสมุทรเอื้อมมือไปปิดเตาแก๊สก่อนจับให้หญิงสาวหันกลับมามองตนเอง คลื่นสมุท
หลังจากที่ขนมผิงตอบรับการแต่งงานของคลื่นสมุทร เขาก็ได้เริ่มจัดเตรียมงานทันที ทำให้ขนมผิงค่อนข้างที่จะตกใจ เธอไม่คิดว่าชายหนุ่มจะรีบร้อนแต่งงานขนาดนี้ ซึ่งจากเดิมที่คลื่นสมุทรได้คุยเอาไว้คือสองอาทิตย์ แต่ขนมผิงกลับขอเป็นอีกหนึ่งเดือน ซึ่งกว่าจะตกลงกันได้ทั้งสองก็ใช้เวลาพูดคุยอยู่นานพอสมควรวันนี้เป็นงานแต่งของขนมผิงและคลื่นสมุทร ซึ่งถูกจัดที่ริมทะเล แม้ว่าจะเป็นการจัดนอกสถานที่แต่งานแต่งของทั้งสองกลับไม่ได้เล็กเลยสักนิด มีแขกมากหน้าหลายตาที่เป็นทั้งคู่ค้าทางธุรกิจ และบรรดาเพื่อนสนิท คนในครอบครัวของทั้งสองเดินทางมาแสงความยินดีกับทั้งสองด้วยบรรยากาศภายในงานยังคงถูกจัดตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นดอกกุหลาบ แม้ว่างานจะมีการจัดสถานที่แบบเรียบง่าย แต่ยังคงเต็มไปด้วยความโรแมนติกเหมือนที่สาว ๆ หลาย ๆ คนต่างต้องการวันนี้เฟื่องฟ้ามาเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้กับขนมผิง และมีลูกสาวตัวแสบของเธออย่าวาวาเป็นเด็กถือตะกร้าแหวนให้กับเธอคลื่นสมุทรยืนอยู่บนเวทีกับนายพิธี โดยที่ตอนนี้เจ้าสาวยังไม่ได้เข้ามาภายในงาน แต่พอถึงฤกษ์ตามที่กำหนดเอาไว้ เสียงดนตรีวงออร์เคสตราก็ดังขึ้นมา พร้อมกับการปราก
สองพ่อลูกใช้เวลาร่วมกันในการดูภาพถ่ายและวิดีโอของขนมผิงวนอยู่หลายรอบ จนตอนนี้ก็เริ่มค่ำแล้วแต่ขนมผิงยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับบ้าน ทำให้ทั้งวาวาและคลื่นสมุทรรู้สึกเป็นห่วงเธอ“คุณแม่จะกลับมาตอนไหนคะเนี่ย”“นั่นสิ พ่อโทรไปก็ไม่รับ”“งั้นเดี๋ยวหนูลองโทรหาดูนะคะ” คลื่นสมุทรพยักหน้ารับคำลูกสาว เพราะเขาคิดว่าอย่างไรเสียขนมผิงอาจจะไม่ยอมรับสายเขา แต่เธอไม่มีทางปฏิเสธลูกสาวของเธอ“ไม่รับค่ะ เอายังไงดีคะ”“คุณแม่ไปกับน้าเพียงฟ้า ลองโทรไปหาน้าเพียงฟ้าดูก่อน” คลื่นสมุทรไม่เพียงแต่พูด ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาเบอร์ของเพียงฟ้า ก่อนจะโทรออกทันทีหลังจากเจอเบอร์ของอีกฝ่าย เขาถือสายรอเพียงไม่นาน ปลายสายก็กดกลับ“คุณเพียงฟ้า ขนมผิงอยู่กับคุณไหม”(“อ่อ…อยู่ค่ะ”)“แล้วทำไมเธอไม่รับโทรศัพท์”(“ขนมผิงไม่ได้ตั้งเสียงค่ะ”) เพียงฟ้าโกหกด้วยความจำใจ เพราะเพื่อนสนิทของเธอได้สั่งให้เธอตอบไปแบบนั้น“น้าเพียงฟ้าถามคุณแม่ให้หน่อยสิคะ ว่าคุณแม่จะกลับตอนไหน” วาวาแย่งโทรศัพท์จากผู้เป็นพ่อมากดเปิดลำโพง ก่อนจะเอ่ยถามเพียงฟ้าออกมา(“คุณแม่บอกว่า ให้คุณพ่อมารับหน่อยได้ไหมคะ”)“ได้ครับ เดี๋ยวผมจะออกไปรับเดี๋ยวนี้”...…







