เข้าสู่ระบบ“แม่งเอ๊ย! ยัยเด็กแว่นนั่นคิดว่าตัวเองเป็นใครวะ อธิการบดีหรือไง!”
แฟ้มพลาสติกสีน้ำเงินที่หน้าปกมีรอยร้าวจากการถูกกระแทก ถูกโยนโครมลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ข้างลานเกียร์ ซันทรุดตัวลงนั่งกระแทกหลังกับพนักพิง หงุดหงิดจนต้องยกมือขึ้นเสยผมที่ปรกหน้าอย่างหัวเสีย ท่ามกลางสายตาของเพื่อนสนิทหนุ่มในแก๊ง 7’Days ที่นั่งรวมหัวกันอยู่
‘มาร์ส’ วิศวะเครื่องกลที่วิ่งตามซันไปที่ห้องสโมสรเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ส่ายหน้าไปมาพลางดูดกาแฟเย็นในมือ “มึงก็ใจร้อนเกินไปไอ้ซัน ไปทุบโต๊ะใส่เขาแบบนั้น ผู้หญิงที่ไหนเขาจะยอมเซ็นให้มึงวะ กูเห็นสายตายัยเหรัญญิกนั่นแล้วกูยังขนลุกเลย นิ่งชิบหาย นิ่งจนกูนึกว่ารูปปั้น”
“ก็มันน่าโมโหไหมล่ะวะ ค่ายกูจะออกอยู่แล้ว เงินเป็นแสนเบิกไม่ได้เพราะบิลเงินสดไม่สวยเนี่ยนะ” ซันสบถ “พวกทำงานหน้าคอมวันๆ แม่งไม่รู้หรอกว่ากว่ากูจะไปตื้อร้านวัสดุก่อสร้างให้ยอมลดราคาเหล็กเส้นได้มันยากแค่ไหน แล้วจะให้กูไปบังคับอาแปะเจ้าของร้านออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบเนี่ยนะ ตลกฉิบหาย”
‘เธิร์ส’ หนุ่มแว่นมาดนิ่งจากวิศวะอุตสาหการ ผู้เปรียบเสมือนมันสมองของกลุ่ม เอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเจ้าปัญหาที่ซันโยนทิ้งไว้มาเปิดดูเงียบๆ เขากวาดสายตาอ่านเนื้อหาข้างในผ่านเลนส์แว่นสายตาเพียงครู่เดียว ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
“กูว่ารอบนี้มึงผิดว่ะไอ้ซัน”
“อ้าว ไอ้เธิร์ส มึงเข้าข้างคนนอกเหรอวะ!” ซันหันขวับไปแยกเขี้ยวใส่เพื่อน
เธิร์สไม่สะทกสะท้าน เขาใช้นิ้วชี้เคาะลงบนหน้ากระดาษแผนงาน “กูไม่ได้เข้าข้างใคร กูพูดตามหลักการ มึงดูสิ่งที่มึงเขียนลงไปในช่องแผนการดำเนินงาน PDCA สิ Plan ไปค่าย Do สร้างศาลา Check สร้างเสร็จ Action กลับมอ มึงบ้าปะเนี่ย เขียนแบบนี้ส่งอาจารย์ภาคกู กูให้เอฟตั้งแต่บรรทัดแรกแล้ว”
“ก็กูขี้เกียจเขียนยาวๆ นี่หว่า สุดท้ายมันก็แค่นั้นปะวะ ไปค่าย สร้างศาลา แล้วก็กลับ” ซันเถียงคอเป็นเอ็น
“แต่นี่มันเงินหลักแสนนะเว้ย” ‘ฟราย’ หนุ่มหล่อคณะวิศวะการบินที่นั่งเล่นเกมอยู่ในมือถือเงยหน้าขึ้นมาสมทบ “ถ้ากูเป็นคนเซ็นจ่ายเงิน กูเจอเอกสารส้นตีนแบบนี้กูก็ไม่อนุมัติหรอกว่ะ มึงก็ไปแก้ๆ ให้มันจบไปสิวะ ยัยบัญชีนั่นจะได้เลิกบ่น”
“ไม่แก้! กูไม่มีทางก้มหัวให้ยัยเด็กแว่นนั่นเด็ดขาด” ซันประกาศกร้าว อีโก้ความเป็นจ่าฝูงของเขามันค้ำคอ “บ่ายนี้มีประชุมวาระพิเศษขององค์การนักศึกษา กูจะเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุม กูจะประจานให้พวกประธานคณะอื่นๆ เห็นว่าสโมสรชุดนี้มันทำงานห่วยแตก ถ่วงความเจริญแค่ไหน คอยดูเถอะ กูจะฉีกหน้ายัยนั่นกลางที่ประชุมให้ร้องไห้วิ่งกลับคณะบัญชีไม่ทันเลย!”
เธิร์สกับมาร์สหันมามองหน้ากัน ก่อนจะพร้อมใจกันส่ายหัว... งานนี้ท่าทางจะพังมากกว่าปัง
---
เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้นสาม อาคารกิจกรรมนักศึกษา
แอร์ในห้องประชุมเย็นฉ่ำจนเกือบจะหนาวเยือก แต่บรรยากาศกลับตึงเครียดอย่างประหลาด ตัวแทนจากคณะต่างๆ และคณะกรรมการองค์การนักศึกษานั่งประจำที่กันพร้อมเพรียง
‘พาย’ นั่งหลังตรงตึงอยู่ตรงที่นั่งตำแหน่งเหรัญญิก เธอสวมเสื้อนักศึกษาพอดีตัว กระโปรงทรงเอสีดำยาวเหนือเข่าเล็กน้อย ทับด้วยเสื้อคาร์ดิแกนสีครีมดูเรียบร้อย บนโต๊ะตรงหน้าเธอมีแล็ปท็อป สมุดโน้ต ปากกา และแฟ้มเอกสารที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเป๊ะทุกตารางนิ้ว แว่นตากรอบใสที่เธอมักจะใส่ตอนทำงานรับกับใบหน้าจิ้มลิ้มแต่ติดจะเย็นชาของเธอได้เป็นอย่างดี
ปัง!
ประตูห้องประชุมถูกผลักเปิดออกกว้างโดยไม่รอให้คนข้างในอนุญาต ซันเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามาด้วยท่าทีสบายๆ แต่แฝงไปด้วยความคุกคาม เขาไม่แม้แต่จะกล่าวคำขอโทษที่มาสาย ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อช็อปเดินตรงดิ่งไปทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับพายพอดี
พายเพียงแค่ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มลงพิมพ์งานในแล็ปท็อปต่อราวกับเขาเป็นเพียงธาตุอากาศ นั่นยิ่งทำให้เส้นเลือดขมับของซันเต้นตุบๆ ด้วยความหงุดหงิด
“เอาล่ะ ในเมื่อตัวแทนจากวิศวะมาแล้ว เรามาเริ่มวาระต่อไปกันเลย” ประธานองค์การนักศึกษากระแอมไอเพื่อทำลายความเงียบ “วาระเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณกิจกรรมค่ายอาสาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซัน ทางนายมีข้อท้วงติงอะไรไหม”
ซันยิ้มมุมปาก เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ ยกขาขึ้นไขว่ห้างด้วยท่าทางกวนอารมณ์สุดๆ สายตาคมกริบจ้องตรงไปยังพายที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ
“มีสิครับ มีแน่ๆ” ซันเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด “ผมอยากถามที่ประชุมว่า สรุปแล้วมหาวิทยาลัยของเรามีนโยบายสนับสนุนให้นักศึกษาทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือมีนโยบายตั้งแง่ถ่วงความเจริญกันแน่ ค่ายอาสาวิศวะเราไปสร้างอาคารเรียน สร้างศาลาให้เด็กยากไร้ทุกปี เราลงแรง เราเหนื่อย แต่ปีนี้ งบประมาณแสนห้าหมื่นบาทกลับถูกระงับเพียงเพราะข้ออ้างปัญญาอ่อนเรื่อง ‘ใบเสร็จไม่สวย’ ผมว่ามันตลกเกินไปหน่อยไหมครับ”
เกิดเสียงฮือฮาและเสียงกระซิบกระซาบจากตัวแทนคณะอื่นๆ หลายคนเริ่มพยักหน้าเห็นด้วยกับซัน เพราะชื่อเสียงเรื่องค่ายอาสาวิศวะนั้นโด่งดังและทำประโยชน์ให้มหาวิทยาลัยมาตลอด ซันยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะเมื่อเห็นว่ากระแสลมกำลังพัดมาทางเขา
“เหรัญญิกครับ คุณมีคำชี้แจงอะไรไหม” ประธานหันไปถามพาย
ณ คอนโดมิเนียมของซันปัง!ประตูห้องถูกปิดลงพร้อมกับความเงียบที่ปกคลุม พายเดินนำเข้าไปในห้องนั่งเล่น วางกระเป๋าสะพายลงบนโซฟาอย่างแรง หญิงสาวยืนกอดอกหันหลังให้เขา ไหล่เล็กสั่นน้อยๆ ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ตีรวนอยู่ข้างในมันคือความรู้สึก ‘หึง’ อย่างรุนแรงที่เธอไม่เคยเป็นมาก่อน…“เมียจ๋า... เค้าอธิบายได้นะ” ซันเดินเข้าไปสวมกอดร่างบางจากด้านหลัง ซบหน้าลงกับลาดไหล่เนียนอย่างออดอ้อน “เค้าไม่ได้เล่นด้วยเลยนะตัว เค้าพยายามปฏิเสธแล้ว ยัยนั่นเดินเข้ามาเอง เค้าไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ”“ไม่ต้องมาอ้อนเลยนะ!” พายสะบัดตัวหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาคู่สวยแดงระเรื่อ “ตัวรู้ตัวไหมว่าตัวเองหล่อขึ้นแค่ไหน แล้วทำไมต้องใส่เสื้อเชิ้ตปลดกระดุมโชว์แผงอกไปนั่งให้ผู้หญิงคนอื่นมองด้วย เค้าหวงรู้ไหม! หวงจนอยากจะเดินเข้าไปหยุมหัวผู้หญิงคนนั้นให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!”ซันชะงักงัน นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มกว้างจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคม ความกลัวตอนแรกมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความดีใจจนแทบเนื้อเต้น“นี่ตัว... หึงเค้าเหรอ?” ซันถามเ
บรรยากาศยามค่ำคืน ณ ร้านเหล้าหลังมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อว่าเป็นบ้านหลังที่สองของนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ยังคงคึกคักเหมือนเดิม เสียงดนตรีสดจังหวะสนุกสนานผสมผสานกับเสียงพูดคุยเฮฮา โซนวีไอพีชั้นสองมุมสุดซึ่งเป็นทำเลทอง ถูกจับจองโดยกลุ่มแก๊ง ‘7’Days’ ที่มากันครบทีม ทั้งฝั่งหนุ่มๆ อย่าง มาร์ส ฟราย เธิร์ส และฝั่งสามสาวสายลุย มันเดย์ เวนส์ แซทเทิล แน่นอนว่าตรงกลางวงมีร่างสูงใหญ่ของ ‘ซัน’ จ่าฝูงไร้พ่ายนั่งอยู่ด้วยตั้งแต่ซันเปลี่ยนสถานะมาเป็นคนคุ้นเคยที่อยู่ใน ‘สมุดบัญชีรัก’ ของเหรัญญิกสาวคณะบัญชีอย่าง ‘พาย’ ออร่าความหล่อและความสะอาดสะอ้านของเขาก็พุ่งทะลุปรอท จากที่เคยใส่เสื้อยืดย้วยๆ กางเกงยีนส์ขาดๆ ตอนนี้พายจัดการจับเขาแต่งตัวใหม่ด้วยเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม พับแขนขึ้นลวกๆ ปลดกระดุมบนสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่งและรอยสักที่ท่อนแขน บวกกับทรงผมที่เซ็ตมาอย่างดี ทำให้จ่าฝูงวิศวะที่เคยดูเถื่อนๆ กลายเป็นหนุ่มหล่อแบดบอยที่ดูแพงขึ้นมาทันตาเห็นและนั่น... คือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย“ไอ้ซัน มึงรู้ตัวป่ะว่าตั้งแต่เมียมึงจับแต่งตัวใหม่ สาวๆ โต๊ะข้างล่างมองมึงตาเป็นมันเลยว่ะ” ฟรา
พูดจบ ซันก็ฝังใบหน้าลงไปตวัดปลายลิ้นสากไล้เลียติ่งเนื้อเกสรสีสดอย่างแม่นยำ“อ๊าาา!! ซัน! อื้ออ... เค้าเสียว ไม่ไหวแล้ว!”พายกรีดร้องลั่น ร่างกายสะดุ้งโหยงเมื่อถูกจู่โจมด้วยความเสียวซ่านขั้นสุด ซันใช้ริมฝีปากและเรียวลิ้นปรนเปรอเธออย่างช่ำชองและเอาแต่ใจ เขาดูดดึงความนุ่มหยุ่นนั้นราวกับกำลังดื่มด่ำน้ำหวานที่อร่อยที่สุดในโลก สลับกับการใช้ปลายนิ้วสอดแทรกเข้าไปภายในช่องทางรักที่คับแคบ ขยับเข้าออกเป็นจังหวะเพื่อเบิกทาง“อืมม... แฉะหมดแล้วเมียจ๋า” ซันเงยหน้าขึ้นมามองผลงานของตัวเอง น้ำหวานใสเปรอะเปื้อนอยู่ที่มุมปากหยักของเขา ยิ่งทำให้เขาดูเซ็กซี่จนพายแทบจะบ้าตายพายหอบหายใจแฮ่ก ร่างกายบิดเร่าไปมา สติสัมปชัญญะกระเจิดกระเจิงไปหมด “ตัว... เข้ามาเถอะ... เค้าต้องการตัวแล้ว อ๊า!”คำเชิญชวนที่แสนยั่วยวนทำเอาเส้นความอดทนของซันแทบขาดผึง แต่จ่าฝูงจอมเจ้าเล่ห์กลับกระตุกยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจ เขาผุดลุกขึ้นนั่งแล้วจัดการขยับพลิกตัว เปลี่ยนทิศทางสลับฝั่งกับคนใต้ร่าง“ใจเย็นสิครับเมียจ๋า เค้าเพิ่งจะชิมกำไรไปนิดเดียวเอง ตัวไม่อยากชิม ‘ต้นทุน’ ของเค้าบ้างเหรอ”
สมุดบัญชีปกดำที่เต็มไปด้วยความทรงจำร่วงหล่นลงบนเบาะโซฟาหนังอย่างเงียบเชียบ ทว่าไม่มีใครในห้องนี้สนใจมันอีกต่อไป เมื่อความสนใจทั้งหมดถูกหลอมรวมอยู่ในอ้อมกอดและริมฝีปากที่กำลังแนบชิดกันอย่างดูดดื่มจูบที่เริ่มต้นด้วยความหวานละมุนเพื่อถ่ายทอดความรัก ค่อยๆ แปรเปลี่ยนอุณหภูมิให้ร้อนแรงขึ้นตามสัญชาตญาณที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน ซันบดเบียดกลีบปากหยักลงบนริมฝีปากนุ่มของพายอย่างโหยหา เรียวลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำในโพรงปากอย่างช่ำชอง เขาไม่ได้ตะกรุมตะกรามหรือบังคับขู่เข็ญเหมือนในอดีต แต่เป็นการชักนำที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงและความเว้าวอนจนพายแทบจะหลอมละลายคาอกกว้าง“อืมม... ซัน...” พายครางเครือในลำคอ แขนเรียวตวัดโอบรอบลำคอแกร่งแน่นขึ้น สอดปลายนิ้วเข้าขยุ้มกลุ่มผมของเขาเพื่อระบายความหวามไหวซันค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง นัยน์ตาคมกริบที่เคยมองใครต่อใครด้วยความแข็งเกล้า บัดนี้ทอประกายหยาดเยิ้มและเต็มไปด้วยไฟปรารถนาที่ลุกโชน เขาก้มลงจุมพิตที่ปลายจมูกรั้นของคนบนตักเบาๆ“เมียจ๋า...” ซันกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้มใส “เค้าสัญญาแล้วนะว
ทว่าเมื่อเปิดหน้าแรกออก ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงภายในสมุดบัญชีเล่มนั้น ไม่ได้มีตารางรายรับรายจ่าย ไม่ได้มีตัวเลขน่าปวดหัว แต่มันคือ ‘สมุด Scrapbook’ ที่ถูกตกแต่งด้วยความพยายามอย่างถึงที่สุดของลูกผู้ชายสายเถื่อนหน้าแรกถูกเขียนด้วยปากกาเมจิกสีน้ำเงินลายมือขยุกขยิกของซันว่า ‘หมวดหมู่: ต้นทุนหัวใจ’ ด้านล่างของข้อความนั้น มี ‘โพสต์อิทสีเหลืองแผ่นแรก’ ที่เขาเคยเขียนฝากข้าวกล่องหมูทอดทงคัตสึมาให้เธอ แปะเอาไว้อย่างทะนุถนอมพายมือสั่นเล็กน้อยขณะเปิดหน้าถัดไป...หน้าสองเขียนว่า ‘หมวดหมู่: ค่าเสื่อมราคา (ที่ยอมจ่าย)’ สิ่งที่แปะอยู่คือ ‘ตั๋วหนังสองใบ’ จากการเดตอย่างเป็นทางการครั้งแรกของพวกเขา ที่วันนั้นซันยอมแต่งตัวเนี้ยบใส่เสื้อเชิ้ตไปดูหนังรักโรแมนติกที่เขาเกลียดแสนเกลียดจนหลับคาโรงหนัง แต่ก็ยังเก็บตั๋วหนังเอาไว้หน้าต่อๆ ไปเต็มไปด้วยร่องรอยความทรงจำตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา... มีทั้ง ‘กระดาษทิชชูร้านกาแฟ’ ที่พายเคยเผลอวาดรูปล้อเลียนหน้าซันตอนเขากำลังเผลอ ‘พลาสเตอร์ยา’ ลายกา
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือนนับตั้งแต่วันที่ ‘จ่าฝูงวิศวะ’ อย่างซัน ก้าวเข้ามาประกาศสถานะความเป็นเจ้าของเหรัญญิกสาวสุดเนี้ยบกลางร้านเหล้า ฤดูกาลของมหาวิทยาลัยผลัดเปลี่ยนจากช่วงเวลาแห่งการสอบที่เคร่งเครียด เข้าสู่ช่วงปลายภาคเรียนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ซัน’ และ ‘พาย’ ไม่ได้เป็นความลับหรือสิ่งทึมเทาที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้คำว่า ‘วิน-วิน’ อีกต่อไป ทั้งคู่กลายเป็นคู่รักที่โด่งดังที่สุดในมหาวิทยาลัย การจับคู่กันระหว่างความดิบเถื่อนสายบวกของวิศวะโยธา และความเจ้าระเบียบเย็นชาของคณะบัญชี ดูเหมือนจะเป็นส่วนผสมที่ขัดแย้ง แต่กลับลงตัวอย่างน่าประหลาดใจแน่นอนว่าการคบกันของคนที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้วไม่ใช่เรื่องง่าย ในช่วงแรก พวกเขายังคงมีการปะทะคารมกันบ้าง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ‘วิธีการ’ ในการแก้ปัญหาซันเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ฟังที่ดีขึ้น เขาพยายามควบคุมอารมณ์ร้อนดั่งไฟของตัวเอง เมื่อใดที่รู้สึกว่าความโกรธกำลังจะปะทุ เขาจะเลือกเดินหนีไปสงบสติอารมณ์ แทนที่จะสาดคำพูดทำร้ายจิตใจใส่เธอเหมือนในอดีต เขากลายเป็นผู้ชายที่มีเหตุผล มีวุฒิภาวะ และรู้จักที่จะเอ







