Masukพายหยุดพิมพ์งาน เธอค่อยๆ ถอดแว่นตาออก วางมันลงบนโต๊ะข้างแล็ปท็อปอย่างใจเย็น ก่อนจะประสานมือไว้ตรงหน้า นัยน์ตาสีเข้มตวัดมองซันด้วยสายตาที่เยือกเย็นจนซันเผลอเกร็งตัวขึ้นมานิดๆ
“ดิฉันขออนุญาตแก้ไขความเข้าใจผิดของตัวแทนวิศวะนะคะ” เสียงของพายใส กังวาน และทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ “ประการแรก สโมสรไม่เคยระงับงบประมาณเพราะ ‘ใบเสร็จไม่สวย’ แต่เราระงับเพราะ ‘ใบเสร็จมันผิดกฎหมายและไม่สามารถตรวจสอบได้’ ต่างหากค่ะ”
พายกดคีย์บอร์ดหนึ่งครั้ง หน้าจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่หลังห้องก็ปรากฏภาพสแกน ‘บิลเงินสด’ ที่ซันเป็นคนเขียนด้วยลายมือไก่เขี่ย
“ทุกท่านลองดูที่หน้าจอนะคะ... บิลเงินสดใบนี้มูลค่าเจ็ดพันบาท ไม่มีชื่อร้านค้า ไม่มีที่อยู่ ไม่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ไม่มีแม้กระทั่งลายเซ็นผู้รับเงิน มีแค่รอยขีดเขียนว่า ‘ค่าตะปูกับลวด’ ถ้าดิฉันเซ็นอนุมัติเบิกจ่ายเงินก้อนนี้ไป ใครจะรับประกันคะว่าเงินเจ็ดพันบาทนี้ไปถึงร้านวัสดุก่อสร้างจริงๆ ไม่ได้ตกไปอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของใครบางคนเพื่อเอาไปกินเหล้าหลังเลิกเรียน”
“นี่มึงหาว่ากูโกงเหรอวะ!!” ซันตบโต๊ะดังปัง ลุกขึ้นยืนชี้หน้าพายทันที “กูวิศวะโยธา! กูเอาเกียร์กูเป็นประกันเลยว่าเงินทุกบาททุกสตางค์กูเอาไปซื้อของทำค่ายหมด ไม่เคยมีใครหน้าไหนกล้ามาสงสัยความโปร่งใสของกู!”
“งั้นก็ช่วยเก็บเกียร์ของคุณกลับไปเถอะค่ะ เพราะฝ่ายตรวจสอบบัญชีของมหาวิทยาลัยเขาไม่รับ ‘เกียร์’ เป็นหลักฐานในการหักภาษี” พายตอกกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว “ตามระเบียบการเบิกจ่ายงบประมาณกิจกรรมนักศึกษา พ.ศ. 2565 หมวดที่ 3 ข้อ 14 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ‘การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่มีมูลค่าเกิน 5,000 บาทขึ้นไป จะต้องแนบใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบที่ออกโดยนิติบุคคล หรือร้านค้าที่จดทะเบียนพาณิชย์เท่านั้น’... คุณซันคะ คุณกำลังขอเบิกเงินหลักแสน แต่กลับทำเอกสารเหมือนเด็กประถมเล่นขายของ แล้วยังจะมาเรียกร้องหาความชอบธรรมอีกงั้นเหรอคะ”
ทั้งห้องประชุมเงียบกริบ ชนิดที่ว่าเข็มตกก็คงได้ยิน
ซันอ้าปากค้าง กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่แขนปูดโปน เขาคิดจะมาฉีกหน้ายัยเด็กบัญชีนี่ แต่กลายเป็นว่าเขาถูกเธอเอาข้อกฎหมายและระเบียบการมาฟาดแสกหน้าจนเถียงไม่ออก ตัวแทนจากคณะอื่นๆ ที่ตอนแรกเห็นด้วยกับเขา ตอนนี้พากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีใครกล้ามีปัญหากับเหรัญญิกจอมเนี้ยบที่แม่นระเบียบทุกตัวอักษร
“นอกจากเรื่องใบเสร็จ แผนการดำเนินงานของคุณก็ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินความเสี่ยง” พายยังคงชำแหละเขาต่ออย่างเลือดเย็น “ไม่มีการระบุผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ไม่มีการแจกแจงโครงสร้างวัสดุ ถ้าเกิดอุบัติเหตุศาลาถล่มทับนักศึกษาขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบคะ? คุณเหรอ? หรือเกียร์ของคุณ?”
“พอได้แล้ว!” ซันกัดฟันกรอด “สรุปคือเธอจะไม่ยอมเซ็นให้ใช่ไหม”
“ดิฉันจะเซ็นให้ทันที” พายตอบกลับเสียงเรียบ “เมื่อคุณแก้ไขเอกสารทุกหน้าให้ถูกต้องตามระเบียบ หากคุณทำไม่ได้ ก็กรุณาส่งคนอื่นในคณะที่มี ‘ความรับผิดชอบ’ มากกว่านี้มาทำแทนค่ะ... ท่านประธานคะ ดิฉันขอจบการชี้แจงในวาระนี้ค่ะ”
ประธานองค์การนักศึกษารีบพยักหน้ารับ “เอ่อ... งั้นสรุปว่าทางคณะวิศวะต้องกลับไปแก้ไขเอกสารและนำมาส่งใหม่ภายในวันศุกร์นี้นะครับ เพื่อให้ทันการเบิกจ่าย ปิดประชุมครับ!”
สิ้นเสียงประธาน ตัวแทนหลายคนรีบเก็บของและเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วราวกับหนีตายจากสมรภูมิ ซันยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงตาคมจ้องมองพายที่กำลังเก็บแล็ปท็อปลงกระเป๋าอย่างใจเย็น ความโกรธและความรู้สึกเสียหน้าตีรวนอยู่ในอกจนร้อนระอุไปหมด
ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้าหักหน้าเขาต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้ ไม่เคยมีใครกล้าสั่งสอนเขาฉอดๆ ด้วยสายตาสมเพชแบบนั้น
พายรูดซิปกระเป๋าเสร็จ เธอยกมันขึ้นสะพายไหล่ แล้วเดินอ้อมโต๊ะเตรียมจะออกจากห้อง แต่ซันก้าวพรวดเดียวเข้ามาขวางทางเธอไว้ ร่างสูงใหญ่ของเขาปิดกั้นทางเดินจนมิด บังคับให้พายต้องถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะประชุม
“หลบไป” พายกดเสียงต่ำ
“เก่งนักนะ” ซันก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอจนปลายรองเท้าผ้าใบของเขาชนกับรองเท้าคัตชูของเธอ เขาโน้มใบหน้าลงมาหาจนพายต้องเชิดหน้าขึ้นเพื่อหลบหลีกการคุกคาม “คิดว่าเอาเรื่องระเบียบมาอ้างแล้วฉันจะยอมแพ้งั้นเหรอ”
“ก็ไม่ได้หวังให้คุณยอมแพ้ แค่หวังให้คุณกลับไปใช้สมองทำงาน” พายตอบโต้กลับไปโดยไม่หลบสายตา แม้ว่าระยะห่างที่ใกล้เกินไปนี้จะทำให้เธอได้กลิ่นมินต์จากลมหายใจของเขาอย่างชัดเจนก็ตาม
ซันยกมือข้างหนึ่งขึ้นยันขอบโต๊ะ กักขังร่างเล็กๆ ของเธอไว้ในวงแขน นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังหมายหัวเหยื่อ
“เธอพลาดแล้วพาย” ซันกระซิบชิดใบหูของเธอ น้ำเสียงทุ้มพร่าแต่แฝงไปด้วยความอันตราย “ฉันเกลียดพวกจู้จี้จุกจิก เกลียดพวกบ้าอำนาจ และตอนนี้... ฉันโคตรเกลียดเธอเลย”
“ความรู้สึกเดียวกันค่ะคุณซัน” พายเหยียดยิ้มบางๆ มือเล็กยกขึ้นดันแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขาให้ออกห่าง “ถ้าเกลียดกันมาก ก็รีบไปแก้เอกสารให้มันเสร็จๆ จะได้ไม่ต้องมาเจอหน้ากันอีก ขอตัวค่ะ”
พายผลักร่างเขาออกสุดแรงก่อนจะเดินเชิดหน้าออกจากห้องประชุมไป ทิ้งให้ซันยืนกัดกรามกรอดอยู่คนเดียวกลางห้องที่ว่างเปล่า
“ฝากไว้ก่อนเถอะยัยเด็กแว่น” ซันสบถกับตัวเอง สายตายังคงจ้องมองแผ่นหลังเล็กๆ ที่เดินลับตาไป “เกลียดนักใช่ไหมไอ้พวกไร้ระเบียบแบบฉัน คอยดูเถอะ ฉันนี่แหละจะทำให้เธอปั่นป่วนจนทำบัญชีไม่ถูกเลย!”
ณ คอนโดมิเนียมของซันปัง!ประตูห้องถูกปิดลงพร้อมกับความเงียบที่ปกคลุม พายเดินนำเข้าไปในห้องนั่งเล่น วางกระเป๋าสะพายลงบนโซฟาอย่างแรง หญิงสาวยืนกอดอกหันหลังให้เขา ไหล่เล็กสั่นน้อยๆ ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ตีรวนอยู่ข้างในมันคือความรู้สึก ‘หึง’ อย่างรุนแรงที่เธอไม่เคยเป็นมาก่อน…“เมียจ๋า... เค้าอธิบายได้นะ” ซันเดินเข้าไปสวมกอดร่างบางจากด้านหลัง ซบหน้าลงกับลาดไหล่เนียนอย่างออดอ้อน “เค้าไม่ได้เล่นด้วยเลยนะตัว เค้าพยายามปฏิเสธแล้ว ยัยนั่นเดินเข้ามาเอง เค้าไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ”“ไม่ต้องมาอ้อนเลยนะ!” พายสะบัดตัวหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาคู่สวยแดงระเรื่อ “ตัวรู้ตัวไหมว่าตัวเองหล่อขึ้นแค่ไหน แล้วทำไมต้องใส่เสื้อเชิ้ตปลดกระดุมโชว์แผงอกไปนั่งให้ผู้หญิงคนอื่นมองด้วย เค้าหวงรู้ไหม! หวงจนอยากจะเดินเข้าไปหยุมหัวผู้หญิงคนนั้นให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!”ซันชะงักงัน นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มกว้างจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคม ความกลัวตอนแรกมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความดีใจจนแทบเนื้อเต้น“นี่ตัว... หึงเค้าเหรอ?” ซันถามเ
บรรยากาศยามค่ำคืน ณ ร้านเหล้าหลังมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อว่าเป็นบ้านหลังที่สองของนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ยังคงคึกคักเหมือนเดิม เสียงดนตรีสดจังหวะสนุกสนานผสมผสานกับเสียงพูดคุยเฮฮา โซนวีไอพีชั้นสองมุมสุดซึ่งเป็นทำเลทอง ถูกจับจองโดยกลุ่มแก๊ง ‘7’Days’ ที่มากันครบทีม ทั้งฝั่งหนุ่มๆ อย่าง มาร์ส ฟราย เธิร์ส และฝั่งสามสาวสายลุย มันเดย์ เวนส์ แซทเทิล แน่นอนว่าตรงกลางวงมีร่างสูงใหญ่ของ ‘ซัน’ จ่าฝูงไร้พ่ายนั่งอยู่ด้วยตั้งแต่ซันเปลี่ยนสถานะมาเป็นคนคุ้นเคยที่อยู่ใน ‘สมุดบัญชีรัก’ ของเหรัญญิกสาวคณะบัญชีอย่าง ‘พาย’ ออร่าความหล่อและความสะอาดสะอ้านของเขาก็พุ่งทะลุปรอท จากที่เคยใส่เสื้อยืดย้วยๆ กางเกงยีนส์ขาดๆ ตอนนี้พายจัดการจับเขาแต่งตัวใหม่ด้วยเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม พับแขนขึ้นลวกๆ ปลดกระดุมบนสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่งและรอยสักที่ท่อนแขน บวกกับทรงผมที่เซ็ตมาอย่างดี ทำให้จ่าฝูงวิศวะที่เคยดูเถื่อนๆ กลายเป็นหนุ่มหล่อแบดบอยที่ดูแพงขึ้นมาทันตาเห็นและนั่น... คือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย“ไอ้ซัน มึงรู้ตัวป่ะว่าตั้งแต่เมียมึงจับแต่งตัวใหม่ สาวๆ โต๊ะข้างล่างมองมึงตาเป็นมันเลยว่ะ” ฟรา
พูดจบ ซันก็ฝังใบหน้าลงไปตวัดปลายลิ้นสากไล้เลียติ่งเนื้อเกสรสีสดอย่างแม่นยำ“อ๊าาา!! ซัน! อื้ออ... เค้าเสียว ไม่ไหวแล้ว!”พายกรีดร้องลั่น ร่างกายสะดุ้งโหยงเมื่อถูกจู่โจมด้วยความเสียวซ่านขั้นสุด ซันใช้ริมฝีปากและเรียวลิ้นปรนเปรอเธออย่างช่ำชองและเอาแต่ใจ เขาดูดดึงความนุ่มหยุ่นนั้นราวกับกำลังดื่มด่ำน้ำหวานที่อร่อยที่สุดในโลก สลับกับการใช้ปลายนิ้วสอดแทรกเข้าไปภายในช่องทางรักที่คับแคบ ขยับเข้าออกเป็นจังหวะเพื่อเบิกทาง“อืมม... แฉะหมดแล้วเมียจ๋า” ซันเงยหน้าขึ้นมามองผลงานของตัวเอง น้ำหวานใสเปรอะเปื้อนอยู่ที่มุมปากหยักของเขา ยิ่งทำให้เขาดูเซ็กซี่จนพายแทบจะบ้าตายพายหอบหายใจแฮ่ก ร่างกายบิดเร่าไปมา สติสัมปชัญญะกระเจิดกระเจิงไปหมด “ตัว... เข้ามาเถอะ... เค้าต้องการตัวแล้ว อ๊า!”คำเชิญชวนที่แสนยั่วยวนทำเอาเส้นความอดทนของซันแทบขาดผึง แต่จ่าฝูงจอมเจ้าเล่ห์กลับกระตุกยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจ เขาผุดลุกขึ้นนั่งแล้วจัดการขยับพลิกตัว เปลี่ยนทิศทางสลับฝั่งกับคนใต้ร่าง“ใจเย็นสิครับเมียจ๋า เค้าเพิ่งจะชิมกำไรไปนิดเดียวเอง ตัวไม่อยากชิม ‘ต้นทุน’ ของเค้าบ้างเหรอ”
สมุดบัญชีปกดำที่เต็มไปด้วยความทรงจำร่วงหล่นลงบนเบาะโซฟาหนังอย่างเงียบเชียบ ทว่าไม่มีใครในห้องนี้สนใจมันอีกต่อไป เมื่อความสนใจทั้งหมดถูกหลอมรวมอยู่ในอ้อมกอดและริมฝีปากที่กำลังแนบชิดกันอย่างดูดดื่มจูบที่เริ่มต้นด้วยความหวานละมุนเพื่อถ่ายทอดความรัก ค่อยๆ แปรเปลี่ยนอุณหภูมิให้ร้อนแรงขึ้นตามสัญชาตญาณที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน ซันบดเบียดกลีบปากหยักลงบนริมฝีปากนุ่มของพายอย่างโหยหา เรียวลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำในโพรงปากอย่างช่ำชอง เขาไม่ได้ตะกรุมตะกรามหรือบังคับขู่เข็ญเหมือนในอดีต แต่เป็นการชักนำที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงและความเว้าวอนจนพายแทบจะหลอมละลายคาอกกว้าง“อืมม... ซัน...” พายครางเครือในลำคอ แขนเรียวตวัดโอบรอบลำคอแกร่งแน่นขึ้น สอดปลายนิ้วเข้าขยุ้มกลุ่มผมของเขาเพื่อระบายความหวามไหวซันค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง นัยน์ตาคมกริบที่เคยมองใครต่อใครด้วยความแข็งเกล้า บัดนี้ทอประกายหยาดเยิ้มและเต็มไปด้วยไฟปรารถนาที่ลุกโชน เขาก้มลงจุมพิตที่ปลายจมูกรั้นของคนบนตักเบาๆ“เมียจ๋า...” ซันกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้มใส “เค้าสัญญาแล้วนะว
ทว่าเมื่อเปิดหน้าแรกออก ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงภายในสมุดบัญชีเล่มนั้น ไม่ได้มีตารางรายรับรายจ่าย ไม่ได้มีตัวเลขน่าปวดหัว แต่มันคือ ‘สมุด Scrapbook’ ที่ถูกตกแต่งด้วยความพยายามอย่างถึงที่สุดของลูกผู้ชายสายเถื่อนหน้าแรกถูกเขียนด้วยปากกาเมจิกสีน้ำเงินลายมือขยุกขยิกของซันว่า ‘หมวดหมู่: ต้นทุนหัวใจ’ ด้านล่างของข้อความนั้น มี ‘โพสต์อิทสีเหลืองแผ่นแรก’ ที่เขาเคยเขียนฝากข้าวกล่องหมูทอดทงคัตสึมาให้เธอ แปะเอาไว้อย่างทะนุถนอมพายมือสั่นเล็กน้อยขณะเปิดหน้าถัดไป...หน้าสองเขียนว่า ‘หมวดหมู่: ค่าเสื่อมราคา (ที่ยอมจ่าย)’ สิ่งที่แปะอยู่คือ ‘ตั๋วหนังสองใบ’ จากการเดตอย่างเป็นทางการครั้งแรกของพวกเขา ที่วันนั้นซันยอมแต่งตัวเนี้ยบใส่เสื้อเชิ้ตไปดูหนังรักโรแมนติกที่เขาเกลียดแสนเกลียดจนหลับคาโรงหนัง แต่ก็ยังเก็บตั๋วหนังเอาไว้หน้าต่อๆ ไปเต็มไปด้วยร่องรอยความทรงจำตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา... มีทั้ง ‘กระดาษทิชชูร้านกาแฟ’ ที่พายเคยเผลอวาดรูปล้อเลียนหน้าซันตอนเขากำลังเผลอ ‘พลาสเตอร์ยา’ ลายกา
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือนนับตั้งแต่วันที่ ‘จ่าฝูงวิศวะ’ อย่างซัน ก้าวเข้ามาประกาศสถานะความเป็นเจ้าของเหรัญญิกสาวสุดเนี้ยบกลางร้านเหล้า ฤดูกาลของมหาวิทยาลัยผลัดเปลี่ยนจากช่วงเวลาแห่งการสอบที่เคร่งเครียด เข้าสู่ช่วงปลายภาคเรียนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ซัน’ และ ‘พาย’ ไม่ได้เป็นความลับหรือสิ่งทึมเทาที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้คำว่า ‘วิน-วิน’ อีกต่อไป ทั้งคู่กลายเป็นคู่รักที่โด่งดังที่สุดในมหาวิทยาลัย การจับคู่กันระหว่างความดิบเถื่อนสายบวกของวิศวะโยธา และความเจ้าระเบียบเย็นชาของคณะบัญชี ดูเหมือนจะเป็นส่วนผสมที่ขัดแย้ง แต่กลับลงตัวอย่างน่าประหลาดใจแน่นอนว่าการคบกันของคนที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้วไม่ใช่เรื่องง่าย ในช่วงแรก พวกเขายังคงมีการปะทะคารมกันบ้าง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ‘วิธีการ’ ในการแก้ปัญหาซันเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ฟังที่ดีขึ้น เขาพยายามควบคุมอารมณ์ร้อนดั่งไฟของตัวเอง เมื่อใดที่รู้สึกว่าความโกรธกำลังจะปะทุ เขาจะเลือกเดินหนีไปสงบสติอารมณ์ แทนที่จะสาดคำพูดทำร้ายจิตใจใส่เธอเหมือนในอดีต เขากลายเป็นผู้ชายที่มีเหตุผล มีวุฒิภาวะ และรู้จักที่จะเอ







