LOGINจังฮูหยินให้จังเสี่ยวลิ่งนำทางรถม้าของร้านเครื่องนอนขนของที่ซื้อกลับไปยังจวนก่อน ส่วนนางและบุตรสาวเดินต่อไปยังวัดพระโพธิสัตว์
“วัดลู่เซี่ยน” เด็กหญิงเงยหน้าอ่านเบาๆ
“นับตั้งแต่องค์ชายสิบห้าเสด็จมาควบคุมการบูรณะที่นี่ตามพระดำรัสของฮ่องเต้ ก็ได้นำป้ายมงคลนามนี้มาด้วย เจ้าดูสินี่เป็นลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้เทียวนะ นับว่าชาวอำเภอเฉินมีวาสนาได้ชื่นชมพระบารมี”
ชิงหลานหน้าเผือดสีเมื่อได้ยินคำว่าองค์ชายสิบห้า
‘ชาติที่แล้วข้าก็ต้องเกี่ยวพันกับคนผู้นั้น...ชาตินี้ยังจะมารบกวนข้าอีกหรือ’
ใจของนางลอยไปถึงเมื่อครั้งที่ท่านพ่อเอ่ยถึงคำมั่นสัญญาระหว่างสกุลเผยกับสกุลจูที่ต้องการจะให้ทายาทแต่งงานกัน เดิมที่สกุลเผยเองก็มิได้สนใจคำสัญญาปากเปล่านี้แล้ว เพียงแต่เผยอวี่หนิงบิดาของเผยมู่ซีเจ้าเล่ห์นักเมื่อได้ยินจากผู้เฒ่าผู้แก่ในตระกูลเอ่ยขึ้นเมื่อวันไหว้สองปีก่อนก็คิดแผนร้ายออกมาได้
บุตรีของสกุลจูที่ตบแต่งเข้าไปในวังหลวงรัชกาลก่อนได้เป็นถึงสนมเอกมีพระโอรสคือองค์ชายสิบห้า หากนับแล้วในสกุลจูยามนี้คนชั้นหลานที่ยังโสดก็คือ องค์ชายสิบห้าผู้นี้
ใต้เท้าเผยอวี่หนิงยามนั้นหวังจะดองญาติกับราชวงศ์เพื่อสร้างอำนาจบารมีในราชสำนัก จึงได้หยิบยกเอาคำสัญญาของคนรุ่นก่อนมาบีบพระสนมจูทำให้นางต้องตกปากรับคำว่าจะให้องค์ชายสิบห้าอภิเษกสมรสกับสตรีตระกูลเผย
...เพราะความโลภของบิดาทำให้เผยมู่ซีต้องตกที่นั่งลำบาก...
ตั้งแต่ยังไม่หมั้นหมาย องค์ชายสิบห้าที่รู้ว่าถูกบีบคั้นจากใต้เท้าเผยขุนนางระดับสามของกรมกลาโหมก็รู้สึกเกลียดชังเผยมู่ซีตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า ทรงประกาศให้สหายที่ร่วมดื่มในภัตตาคารได้รู้ทั่วกันว่าพระองค์รังเกียจสตรีตระกูลเผยยิ่งนัก
“ต่อให้นางอภิเษกสมรสในฐานะพระชายาเอก ข้าก็จะทำให้นางได้รู้ว่าการเข้ามาอยู่ในวังโดยที่เจ้าของวังมิได้ต้อนรับนั้น...ต้องอยู่ในสภาพเช่นใด”
ถ้อยคำขององค์ชายสิบห้าที่เอ่ยในคืนนั้นเป็นที่ซุบซิบกันไปทั่วเมือง เย่วหยวนจุนสาวใช้ตระกูลเผยได้ยินเข้าในตอนที่นางไปแวะโรงน้ำชานกระจิบเพื่อซื้อขนมดอกกุ้ยฮวาจึงนำความมาถ่ายทอดให้คุณหนูได้ฟัง
เผยมู่ซีนึกโมโหจึงลอบออกจากจวนปลอมเป็นหนุ่มน้อยไปนั่งที่โรงน้ำชาอยู่สองวัน เรื่องนินทาหลายเรื่องจึงผ่านเข้าหูนาง รวมถึงเรื่องน่ารังเกียจของใต้เท้าเผยผู้เป็นบิดาด้วย
ในหมู่ขุนนางล้วนรู้กันดีกว่าใต้เท้าเผยทะเยอทะยานอยากจะเลื่อนขั้นเพียงใด พยายามสืบเสาะหาตระกูลขุนนางที่กำลังรุ่งเรืองแล้วเสนอบุตรสาวของตนให้เป็นลูกสะใภ้ ทว่าขุนนางใหญ่พวกนั้นกลับไม่ยอมตกปากรับคำโดยง่าย ครั้นรู้ว่าตระกูลเผยมีคำมั่นสัญญากับตระกูลจูจนทำให้องค์ชายสิบห้าต้องรับเอาบุตรสาวคนโตของเผยอวี่หนิงไว้เป็นพระชายาเอกต่างโจษจันกันทั่ว ไม่ว่าจะในภัตตาคารบึงหงส์ โรงน้ำชา เหลาสุรา ไปจนถึงหอคณิกาล้วนพูดคุยกันเรื่องนี้อย่างออกรส
“ใต้เท้าเผยเจ้าเล่ห์นัก ใช้คำสัญญาปากเปล่าของคนรุ่นก่อนมาทำให้คนรุ่นนี้ต้องอึดอัดใจ”
“องค์ชายสิบห้าทรงยอมง่ายๆ อย่างนั้นหรือ”
“ฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องนี้จึงออกราชโองการพระราชทานสมรสแล้วนี่”
“ไอหยา! เคราะห์ร้ายเป็นขององค์ชายสิบห้าแล้ว!”
เผยมู่ซีจึงได้รู้ว่าที่แท้บิดาของตนในสายตาของผู้อื่นเป็นคนเช่นใด สมควรแล้วที่องค์ชายสิบห้าจะนึกรังเกียจนางโดยที่ยังมิได้ทำความรู้จัก แต่...นางก็ยังโกรธอยู่ดีที่องค์ชายสิบห้าปรามาสนางไว้เช่นนั้น ในเมื่อเป็นสมรสพระราชทานที่นางไม่อาจปฏิเสธได้จึงจำใจเตรียมตัวตามที่หลี่มามาจากวังหลวงให้คำแนะนำ
…ป่านนี้การตายของคุณหนูใหญ่ตระกูลเผยคงทำให้คนผู้นั้นโล่งใจไปแล้ว....
“หลานเอ๋อร์เจ้าอย่ามัวใจลอย ยกเท้าข้ามธรณีประตูด้วย ประเดี๋ยวจะหน้าคะมำเอา”
เสียงเตือนของจังฮูหยินอยู่ใกล้ๆ ทำให้เผยมู่ซีเพิ่งระลึกขึ้นได้ว่านางกำลังจะเดินเข้าไปในศาลาใหญ่ของวัดพระโพธิสัตว์แล้ว
ชิงหลานคุกเข่าลงต่อหน้ารูปปั้นสีขาวขนาดใหญ่ของพระโพธิสัตว์กวนอิม จุดธูปอธิษฐานของให้ท่านย่าของนางสุขภาพร่างกายแข็งแรง
‘ท่านย่าข้าวาสนาน้อยนักไม่อาจจะอยู่แสดงความกตัญญูต่อท่านได้ บัดนี้มาอยู่ในร่างของผู้อื่น คงทำได้แต่เพียงขอพรจากพระโพธิสัตว์ให้ท่านสุขภาพแข็งแรง’
น้ำตาของชิงหลานรื้นออกทางหางตา นางเกรงว่าจังฮูหยินจะสังเกตเห็นจึงรีบปาดน้ำตาโดยเร็วก่อนจะก้มลงกราบ เมื่อเงยหน้าขึ้นนางจึงเห็นว่าจังฮูหยินยังคงหลับตาพนมมืออธิษฐานอยู่
เมื่อจังฮูหยินลืมตาขึ้นก็เห็นบุตรสาวจ้องตนตาแป๋วก็อดหัวเราะออกมามิได้ “เจ้าจ้องแม่เช่นนี้ สงสัยสิ่งใดหรือ ”
“ในมือของท่านแม่ถืออันใดไว้หรือเจ้าคะ”
ฮูหยินคนงามแบมือให้บุตรสาวดูผ้ายันต์ที่ถูกพับจนเป็นรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ ในมือ
“ยันต์จากวัดหยกสวรรค์อย่างไรเล่า ยันต์ผืนนี้ทำให้เจ้ารอดพ้นจากความตายมาหลายครั้งหลายหน ในยามที่เจ้ายังเด็กเคยป่วยหนัก แม่ดั้นด้นไปไหว้เจดีย์ขาวที่วัดนั้น จึงได้พบไต้ซืออาวุโส ท่านกรุณามอบสิ่งนี้ให้ ท่านบอกว่าชะตาของเจ้าต้องผ่านวิบากกรรมไปสามครั้งให้แม่พกยันต์นี้ไว้กับตัว หากเจ้ามีภัยก็ให้กำยันต์นี้ไว้”
แสงอร่ามจากผ้ายันต์ทำเอาเผยมู่ซีแสบตา
‘อา....สิ่งนี้เองที่ดูดเอาวิญญาณของข้าให้มาอยู่ในร่างของชิงหลาน’
จังฮูหยินเห็นบุตรสาวหยีตาก็รีบเก็บผ้ายันต์ใส่ไว้คืนในอกเสื้อก่อนจะถามด้วยความห่วงใย “เจ้าเป็นอย่างไร ปวดตาเช่นนั้นหรือ ”
“มิได้เจ้าคะ ควันเข้าตาข้า”
จังฮูหยินหัวเราะเบาๆ พลางจูงมือบุตรสาวออกมาด้านนอก “แม่ลืมไปว่าเจ้ามิค่อยชอบควันธูปเท่าใดนัก พวกเราไปชมภาพวาดฝาผนังที่ช่างกำลังวาดกันดีกว่า”
กล่าวกันว่าหมิงฮ่องเต้ทรงโปรดจิตรกรฝีมือดีจนรวบรวมไว้ในวังหลวงส่วนหนึ่งเพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ในงานแสดงภาพวาดประจำปีทรงสั่งให้นำภาพบางส่วนออกมาให้ชาวเมืองได้ร่วมประมูลเพื่อนำเงินไปช่วยราษฏรที่ตกทุกข์ได้ยาก
“ท่านแม่ดูจะชื่นชมฮ่องเต้มากนะเจ้าคะ”
ชาติก่อนที่นางเป็นเผยมู่ซี นางเคยได้ยินบัณฑิตเอ่ยถึงหมิงฮ่องเต้ มีทั้งคำนินทาและสรรเสริญ ทางหนึ่งก็ว่าหมิงฮ่องเต้ทรงเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ แต่อีกทางก็ว่าทรงมีพระเมตตาเปี่ยมล้นต่อราษฏร ทรงนำทองที่ได้จากการค้นพบขุมทรัพย์อดีตฮ่องเต้มาใช้สร้างเขื่อนถึงสามแห่งเพื่อป้องกันอุทกภัยในภายหน้า ทั้งยังสามารถกักเก็บน้ำบางส่วนไว้ใช้เพื่อการเกษตรกรรมได้อีกด้วย
“เจ้าว่าการไม่มีสงครามนั้นสุขเพียงใด ฮ่องเต้ทรงทำให้ศึกเหนือใต้สงบลง ซ้ำกับแคว้นเหลียนที่อยู่ฝั่งตะวันออกก็เน้นทำการค้า ราษฏรต่างอยู่ดีกินดี แค่นี้ก็เพียงพอที่จะยกย่องพระองค์แล้วมิใช่หรือ”
ชิงหลานได้ยินก็พลันนึกขึ้นได้ว่าในมุมของราษฏรอย่างเช่นจังฮูหยินก็คงต้องการเพียงเท่านี้ การแก่งแย่งของขุนนางในราชสำนักหรือแย่งอำนาจของราชวงศ์ล้วนแต่ไม่อยู่ในความใส่ใจของไพร่ฟ้า
“จริงอย่างที่ท่านแม่ว่า...ได้ใช้ชีวิตสงบสุข ไร้ศึกสงครามก็นับว่าดียิ่งแล้ว”
“ภาพวาดฝาผนังที่ท่านแม่ว่าอยู่ที่ใดเจ้าคะ”
จังฮูหยินยิ้มกว้าง บุตรสาวของนางช่างสนใจการวาดภาพเสียจริง ความสามารถอันน่าอัศจรรย์ของหลานเอ๋อร์อาจจะเป็นพรที่สวรรค์ประทานให้หลังจากรอดพ้นความตาย
“ตามแม่มาทางนี้”
เมื่อสองแม่ลูกเลี้ยวหัวมุมศาลาใหญ่ไปที่หอสูงด้านข้างก็ปรากฎนั่งร้านที่สร้างด้วยไม้ไผ่ล้อมรอบหอแปดเหลี่ยมไว้ทุกด้าน ข้างบนนั้นเต็มไปด้วยช่างที่กำลังทาสีตกแต่งภายนอก ส่วนข้างในตามระเบียงมีผู้คนกำลังนั่งวาดภาพเรียงรายอยู่
ชิงหลานมองเห็นภาพวาดฝาผนังเหล่านั้นแล้วถึงกับอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น
“โอว....ท่านแม่! หอนี้ต่อไปต้องสวยงามมากแน่ๆ”
**************
องค์ชายสิบห้าที่หน้าเหวอ ชิงหลานเงยหน้าขึ้นสบสายพระเนตรของคนร่างสูงที่ยืนมองอยู่ พอเห็นเขาหน้าเสีย นางก็รีบเอ่ยกลบเกลื่อน “วันพรุ่งนี้ตอนบ่ายหลังจากวาดฝาผนังเสร็จหม่อมฉันจะวาดภาพองค์ชายให้ก็แล้วนะกันเพคะ ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกับพู่กันกล่องนี้” “อืม...ดี!” หมิงเฉิงอวี่เห็นว่าดึกพอสมควรแล้วจึงได้เดินออกมาลาเจ้าของจวนกลับเรือนรับรอง ก่อนจะเสด็จขึ้นรถม้าทรงหันรับสั่งกับจังฮูหยินว่าพรุ่งนี้จะส่งช่างมาซ่อมทางเดินในเรือนให้จังฮูหยินอึกอักเกรงพระทัย ทว่าองค์ชายกลับกล่าวตัดบทว่าเป็นค่าตอบแทนที่ทำอาหารอร่อยถวายพระองค์“หากว่าฮูหยินสำนึกพระคุณของข้าจริง ก็ช่วยทำอาหารอร่อยๆ ให้ข้ากินตลอดระยะเวลาที่ข้าต้องอยู่อำเภอเฉินก็แล้วกัน”จังฮูหยินได้ยินก็นิ่งอึ้ง ค้อมศีรษะ “เพคะ”ชิงหลานก้มหน้าถอนหายใจแรง เห็นทีนางจะสลัด หมิงเฉิงอวี่ไม่หลุดได้ง่ายๆ ท้ายรถม้าทรงประทับลับตาไปแล้ว จังฮูหยินจึงหันมาบุตรี “หลานเอ๋อร์ เจ้าเห็นหรือไม่ องค์ชายทรงมีเมตตาเพียงใด ทรงจะส่งคนงานมาช่วยเราซ่อมเรือนเสียด้วย แค่เพียงทำพระกระยาหารถวายเท่านั้นเอง” “เรายังรู้จุดประสงค์
องค์ชายทอดพระเนตรปลาเปรี้ยวหวานตัวใหญ่ในจานเปลบนโต๊ะกับหมูผัดผักก็แปลกพระทัย พระเนตรของพระองค์เต็มไปด้วยคำถาม ต้นพระขนงเลิกขึ้นเล็กน้อย ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก เจ้าของบ้านก็รีบอธิบาย “วันนี้เหล่าลู่ตกปลาตัวใหญ่ได้มาสองตัวเพคะ หม่อมฉันก็เลยทำปลาเปรี้ยวสำหรับถวายองค์ชายและอีกตัวก็ให้คนตกได้ ส่วนผักพวกนี้เสี่ยวลิ่งเป็นคนปลูกไว้หลังเรือน หม่อมฉันซื้อเนื้อวัวมาเมื่อเช้าจึงได้คิดทำผัดผักให้พระองค์ได้ทรงลองเสวยเพคะ คราวก่อนมิได้เตรียมตัวให้ดี หม่อมฉันขอประทานอภัย” หมิงเฉิงอวี่ทรงหันไปทางชิงหลานเห็นนางก้มหน้าเม้มปากก็พอจะทราบว่าคราวก่อนคงเป็นเพราะนางไม่อยากให้ตนมาเยือนที่จวนนี้อีกจึงได้คิดกลั่นแกล้ง “อืม...ปลาเปรี้ยวหวานของท่านกลิ่นหอมดีเหลือเกิน ข้าลงมือก่อนก็แล้วกัน สำหรับอาหารมื้อนี้ข้าต้องตอบแทนอย่างเหมาะสม” “ขอบพระทัยเพคะ” ชิงหลานแอบเอื้อมมือไปจับหัวเข่ามารดาบีบเบาๆ เป็นเชิงถามว่าเหตุใดจึงต้องทำอาหารต้อนรับอย่างดีเลิศเช่นนี้ จังฮูหยินตบหลังมือบุตรสาวเบาๆ ให้นางรู้ว่านี่คือสิ่งที่สมควรทำแล้ว องค์ชายสิบห้าเพลิดเพลินในรสชาติของอา
ผ่านไปเกือบสองชั่วยาม ชิงหลานก็วางพู่กัน เสี่ยวลิ่งรีบเก็บอุปกรณ์วาดภาพที่ต้องทำความสะอาดออกไปนอกอาคาร ท่าทางบีบนวดมือ โยกศีรษะผ่อนคลายนั้นทำให้องค์ชายสิบห้าลุ้นว่านางจะยังเจ็บมืออยู่หรือไม่ ทว่ากลับไม่กล้าเอ่ยปากถามออกไป “เสี่ยวลิ่งไปกันเถอะ ป่านนี้ศิษย์พี่คงรอแล้ว” “เจ้าค่ะ” เสี่ยวลิ่งรีบเก็บอุปกรณ์วาดภาพใส่กล่องแล้วเอาไปเก็บในตู้ นางหันไปหิ้วเอาปิ่นโตอาหาร ยืนเตรียมพร้อม องค์ชายสิบห้าทรงลุกขึ้นยืนรอให้นางทั้งสองเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อย “วันนี้ข้าจะตามพวกเจ้าไปจวนสกุลชิงด้วย” “ขออภัยเพคะองค์ชาย หม่อมฉันนัดหมายกับศิษย์พี่ไว้แล้ว องค์ชายจะทรงเปลี่ยนเป็นวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่เพคะ ” “ไม่ได้!”แค่ได้ยินคำว่า ‘ศิษย์พี่’ หมิงเฉิงอวี่ก็รู้สึกเหมือนมีความร้อนสายหนึ่งพุ่งปรี๊ดจากเท้าไปถึงศีรษะจึงเผลอร้องเสียงดังออกมาครั้นคิดได้ก็รีบปรับท่าทีเสียใหม่ “ข้าหมายถึง ข้าเตรียมขนมสำหรับจะเอาไปฝากจังฮูหยินเอาไว้แล้ว หากเป็นพรุ่งนี้ก็อาจจะไม่อร่อยเท่าวันนี้” ชิงหลานเผลอชักสีหน้า “เพคะ ถ้าเช่นนั้นก็เสด็จไปที่จวนสกุลชิงเถิด ท่านแม่ข
“เช่นนั้น พ่อบ้านลู่ผู้นี้ก็เก่งกว่าหัวหน้ามือปราบหลิว น่าสนใจอย่างที่เจ้าบอกจริงๆ ด้วยกังซือเฉิน...เจ้ากับจงเหยียนไปสืบฐานะของเหล่าลู่ผู้นี้ให้ชัดเจนที” “พะย่ะค่ะ” “นอกจากมีดสั้นเล่มนั้นแล้ว จั๋วเหรินหาวมิได้ให้สิ่งอื่นกับนางอีกใช่หรือไม่” กังซือเฉินที่กำลังคิดเรื่องพ่อบ้านลู่ถึงกับชะงักไปชั่วครู่เพราะคาดไม่ถึงว่า องค์ชายจะทรงสนพระทัยเรื่องที่คุณชายจั๋วมอบของขวัญให้กับคุณหนูชิง “นอกนั้นก็มีแค่ขนมกับอาหารที่เอาไปฝากจังฮูหยินที่จวนพะย่ะค่ะ” “ดี! กังเฉินเจ้าไปเตรียมกล่องขนมดอกกุ้ยฮวาเอาไว้ พรุ่งนี้ข้าจะเอาไปฝากจวนสกุลชิง” องครักษ์กังก้มหน้าลอบยิ้มเล็กน้อย องค์ชายเร่งรัดภารกิจที่เมืองหลวงที่แท้ก็ทรงเป็นห่วงสถานการณ์ที่อำเภอเฉินนี่เอง คุณหนูชิงผู้นี้ยังไม่ปักปิ่นก็ถูกจองโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว วันก่อนเขาถูกสั่งให้ไปซื้อขนมดอกกุ้ยฮวาจากภัตตาคารก็เพราะองค์ชายต้องการเอามาชิงเอาความดีความชอบจากสาวน้อยจิตรกรนี่เอง ยามเที่ยงของวันต่อมา ชิงหลานกำลังขะมักเขม้นในการวาดรูปจนมิได้สนใจว่ามีเสียงฝีเท้ามาหยุดอยู่ด้านหลัง ร่างสูงโปร่ง
กังซือเฉินองครักษ์หนุ่มผู้รับคำสั่งให้ตามดูแลคุณหนูชิงอยู่ห่างๆ จึงมิกล้าย่างกรายเข้าไปในจวนโดยพลการ คืนนี้คุณชายน้อยจั๋วมาส่งนางแล้ว เขาก็กลับเรือนพักรับรองได้องค์ชายสิบห้าสั่งให้เขากับสหายอีกคนรั้งอยู่ที่อำเภอเฉิน เขาทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้คุณหนูชิง ส่วนสหายองครักษ์อีกคนคอยตรวจตราความเรียบร้อยในวัดลู่เซี่ยนเพราะองค์ชายไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดกับภาพวาดฝาผนังในวิหารเก้าเทพและส่วนที่ต้องบูรณะ หลังจากได้เห็นฝีมือจัดการกับโจรย่องเบาของเหล่าลู่แล้ว กังซือเฉินก็รู้สึกข้องใจในฝีมือของคนผู้นี้ในตอนสายหลังจากคุณหนูชิงไปนั่งวาดภาพที่วัดแล้ว เขาจึงลอบมาดูที่จวนสกุลชิงดูว่าแต่ละวันของเหล่าลู่นั้นทำสิ่งใดบ้าง เมื่อเห็นว่าพ่อบ้านประจำจวนหาบน้ำผ่าฟืนด้วยความคล่องแคล่วก็รู้สึกประหลาดใจก่อนตะวันจะตรงหัว เหล่าลู่จะอุ่นอาหารแล้วตั้งโต๊ะไว้รอจังฮูหยิน ส่วนตัวเหล่าลู่จะเข้าไปกินในครัวเพียงผู้เดียว จากนั้นก็ย่องออกไปทางประตูเล็กหลังจวน วันนั้นครบกำหนดที่คุณหนูชิงจะต้องตามศิษย์พี่ไปหาอาจารย์หลังป่าไผ่ชานเมืองลู่ฮั่นซ่อนม้าตัวเก่งไว้เรือนเล็กที่อยู่ห่างกำแพงจวนไปเล็กน้อย เขาค
ชิงหลานตื่นก่อนฟ้าสางเพื่อฝึกวรยุทธ์ นางต้องทบทวนกระบวนท่าที่จอมยุทธ์ลู่สอนไว้ทุกๆ สามวันในยามที่ต้องเดินทางไปเรือนของอาจารย์ ศิษย์พี่จะเป็นเตรียมม้าอีกตัวไว้รอนางที่หน้าเหลาสุรา และเพื่อมิให้รบกวนเวลาวาดภาพของนาง จอมยุทธ์ลู่จึงได้กำหนดให้นางไปพบในตอนเลิกงานจอมยุทธ์ลู่และศิษย์พี่คอยสอนนางอยู่จนมืดค่ำ หลังจากที่ทะลวงการเดินลมปราณให้นางแล้ว ชิงหลานสามารถต่อกระบวนท่าได้อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว นางจดจำวิทยายุทธ์ในชาติก่อนของตนได้ทั้งหมด เพียงแต่ไม่อาจจะแสดงตนให้ผู้ใดรู้ว่า นางเก่งขึ้นมาในเวลาอันสั้น “เจ้าก้าวหน้าเร็วนัก! ฝึกไม่ถึงสิบวันฝีมือของเจ้าเท่ากับข้าตอนที่เรียนปีแรกแล้ว”จั๋วเหรินหาวทั้งแปลกใจทั้งดีใจ นางเก่งเกินกว่าทุกคนที่เขาเคยเห็น ที่ผ่านมานางมีแต่นอนป่วย เหตุใดจึงได้ฝึกวรยุทธ์ได้รวดเร็วราวกับเคยฝึกมาก่อนหลายมี แต่ส่วนหนึ่งในใจเขาก็นึกดีใจที่นางร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก คุณชายน้อยจั๋วมีภาระทางใจอันลึกซึ้งที่ต้องดูแลนางให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เย็นนี้ ศิษย์พี่จะเลี้ยงเนื้ออบข้าอีกหรือไม่” “เจ้าอยากกินอะไรข้าก็เลี้ยงทั้งนั้น” ชิงหลาน







