แชร์

บทที่ 4

ผู้เขียน: เอสเซนส์
ในวันเคลื่อนศพออกไปฝัง สายฝนโปรยปรายลงมา

โลงศพสองใบถูกแบกหามออกจากโถงพิธี เสิ่นซื่อประคองโลงศพ ส่วนหลิวซื่ออุ้มป้ายวิญญาณ ทั้งคู่ร่ำไห้ปานจะขาดใจ

ชาวบ้านในตลาดพากันคุกเข่าลงเต็มสองฝั่งถนน กระดาษเงินกระดาษทองปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า

กู้หมิงหยวนเดินนำอยู่หน้าสุดของขบวน ธงขาวในมือของเขาเปียกชุ่มไปด้วยหยาดฝน ยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าของเขาดูโศกเศร้ายิ่งนัก

ส่วนข้าเดินรั้งท้ายอยู่ท้ายสุดของขบวน

ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเลยว่า รองเท้าผ้าสีขาวที่ข้าสวมใส่อยู่นั้นไม่พอดีเท้า มันคือรองเท้าเก่าที่จิ่นซูรีบร้อนไปรื้อค้นมาจากคลังสินค้า

เพราะรองเท้าคู่ใหม่ของข้า ถูกคนลอบตัดจนแหลกละเอียดแล้วนำมาวางกองไว้ที่หน้าประตูห้องเมื่อคืนนี้

มิอาจรู้ได้ว่าเป็นฝีมือของผู้ใด ทว่ารอยตัดนั้นเรียบกริบ ย่อมต้องใช้กรรไกรตัดผ้าอย่างดีเป็นแน่

เมื่อกลับมาถึงจวน ร่างกายของข้าก็ชุ่มฝนไปทั่วตัว ข้าหนาวจนสั่นเทา

จิ่นซูไปที่โรงครัวเพื่อขอน้ำขิง ทว่ากลับถูกไล่ตะเพิดกลับมา

"พวกคนในโรงครัวบอกว่า วันนี้ในจวนมีงานศพยุ่งวุ่นวายนัก ไม่มีเตาว่างเหลือให้ต้มเลยเจ้าค่ะ"

ข้าไม่ได้เอ่ยคำใด ทำเพียงหยิบผ้าห่มมาคลุมกายแล้วนั่งนิ่งอยู่บนเตียง

สายฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทว่าภายในห้องกลับไร้ถ่านจุดเตาผิง

พอตกค่ำ กู้หมิงหยวนก็มาหาข้าหนหนึ่ง

ทว่าเขาไม่ได้มาเพื่อเยี่ยมเยียนข้า

เขาหยุดยืนอยู่ตรงประตู แม้แต่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องก็ยังไม่ทำ เขาเพียงเอ่ยผ่านม่านกั้นมาประโยคหนึ่งว่า

"วันพรุ่งนี้เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลจะร่วมประชุมหารือ และต้องลงนามในหนังสือควบแต่งสามเรือน เจ้าไม่จำเป็นต้องไปร่วมงาน แค่ลงลายมือชื่อก็พอ"

"หนังสืออันใดหรือเจ้าคะ?"

"ก็แค่ทำตามพิธีการเท่านั้น พี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองจะย้ายเข้ามาอยู่ใต้ชื่อของข้า สินเดิมของพวกนางก็จะถูกรวมเข้ากับกองกลางของจวน เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลจัดการ"

ข้าซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มท่ามกลางความมืดมิด ทว่าหูได้ยินคำว่า “สินเดิมรวมเข้ากับกองกลาง” อย่างชัดเจน

การเอาสินเดิมของพวกนางมารวมไว้ที่ส่วนกลาง ฟังดูช่างสมเหตุสมผลยิ่งนัก

ทว่ากู้หมิงหยวนเป็นผู้กุมอำนาจดูแลทรัพย์สินส่วนกลางทั้งหมด และสินเดิมของข้าก็ยังอยู่ในกำมือของเขาเช่นกัน

รวมไปรวมมา สุดท้ายทรัพย์สินทั้งหมดก็ไหลไปรวมอยู่ในกระเป๋าของเขาเพียงผู้เดียว

"แล้วสินเดิมของข้าเล่าเจ้าคะ?"

ภายนอกม่านกั้นตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วครู่

"ของของเจ้า ย่อมต้องเป็นของเจ้าอยู่แล้ว"

"เช่นนั้นข้าขอทวงคืนกลับมาดูแลจัดการเองได้หรือไม่เจ้าคะ?"

"ซูเหยา" น้ำเสียงของเขาเย็นเยือกขึ้นมาทันที "เจ้าอย่าได้มาหาเรื่องในเวลาเช่นนี้"

สายลมพัดโชยจนม่านกั้นเปิดขึ้นเล็กน้อย ข้าเห็นเสิ่นซื่อยืนอยู่ทางด้านหลังของเขา

นางสวมชุดคลุมน้ำเงินเข้ม ที่ข้างหูทัดบุปผาสีขาวดอกเล็ก ยืนนิ่งอยู่ใต้ระเบียงทางเดินท่ามกลางสายฝน เฝ้ามองมาทางนี้อย่างเงียบเชียบ

กู้หมิงหยวนหันกลับไปพยักหน้าให้นางคราหนึ่ง

ท่าทางนั้นช่างแผ่วเบาและเป็นธรรมชาติยิ่งนัก ราวกับเป็นความรู้ใจกันของคู่สามีภรรยา

ม่านกั้นเปิดมาดังเดิม เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างไกลออกไป

ข้านั่งอยู่บนเตียง เสียงสนทนาของพวกเขาที่ค่อย ๆ แผ่วจางลง

เสิ่นซื่อเอ่ยว่า "น้องสาม ท่านตากฝนมาจนตัวเปียก ไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด"

เขาขานรับ "อืม" คำหนึ่ง

คำขานรับอันแผ่วเบานุ่มนวลนั้นดังผ่านม่านกั้นเข้ามา ข้ารู้สึกจุกในลำคอขึ้นมาทันใด

หาใช่เพราะความอิจฉาริษยา

หากแต่เป็นความเคียดแค้น

เรื่องราวที่ชาติก่อนข้าคิดไม่ตกจนกระทั่งสิ้นลมหายใจ บัดนี้กลับกระจ่างแจ้งชัดเจนอยู่ตรงหน้าแล้ว

ปัญหาของพวกเขาไม่ใช่เรื่องการควบแต่งสามเรือนเพื่อสืบทอดตระกูลเลยแม้แต่น้อย

ที่แท้ตั้งแต่แรกเริ่มกู้หมิงกยวนกับเสิ่นซื่อก็ลักลอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันแล้วต่างหาก

เช้าตรู่วันถัดมา ข้าไม่ได้ลงนาม

ข้าบอกกับพ่อบ้านจ้าวจงที่มาสั่งความว่า ร่างกายข้าไม่สู้ดี ไม่อาจลุกจากเตียงได้

พ่อบ้านจ้าวจงถูมือไปมาด้วยความลำบากใจ

"ฮูหยิน เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลต่างกำลังนั่งรอกันอยู่นะขอรับ..."

"อยากรอก็ปล่อยให้รอไปสิ"

หลังจากเขากลับไปได้ไม่นานก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง ทว่าครานี้ด้านหลังมีหญิงรับใช้ร่างกำยำสองคนเดินตามมาด้วย

"ฮูหยิน นายท่านบอกว่า... เชิญท่านไปด้วยตัวเองให้ได้ขอรับ”

หญิงรับใช้ทั้งสองคนยืนซ้ายขวาอยู่ที่หน้าประตู แววตาของพวกนางดูมิใช่การมาเชิญ แต่เหมือนมาคุมตัวนักโทษเสียมากกว่า

ข้ายังคงห่มผ้าห่มโดยไม่ขยับเขยื้อน

"ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าร่างกายไม่สู้ดี"

ทว่าพวกนางกลับไม่ยอมถอยไป

หนึ่งในนั้นก้มตัวลง ยื่นมือเข้ามาฉุดกระชากตัวข้าทันที

ฝ่ามือนั้นหยาบกร้านราวกับกระดาษทราย ตอนที่มันบีบลงบนข้อมือของข้า แรงบีบมหาศาลนั้นส่งเสียงกระดูกข้าดังลั่น

“ฮูหยิน ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ”

ข้าถูกหญิงรับใช้สองคนพยุงลากออกจากห้อง ลากยาวไปจนถึงห้องโถงด้านหน้า

รองเท้าหลุดไปข้างหนึ่งกลางทาง ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าเหยียบย่ำลงบนพื้นหินที่เปียกชื้นและเย็นเยือก ความหนาวเหน็บแล่นจากฝ่าเท้าพุ่งตรงขึ้นไปถึงศีรษะ

ภายในโถงด้านหน้าเต็มไปด้วยผู้คน

เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลนั่งรวมตัวกัน เสิ่นซื่อและหลิวซื่อนั่งแยกกันอยู่สองฝั่งซ้ายขวา โดยมีกู้หมิงหยวนนั่งเด่นเป็นประธานอยู่ตรงกลาง เบื้องหน้าของเขามีหนังสือสัญญาและพู่กันหมึกวางเตรียมพร้อมไว้

สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ข้า

ข้าถูกกดตัวให้นั่งลงบนเก้าอี้ มวยผมหลุดรุ่ยลงมาครึ่งหนึ่ง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด และเท้าข้างหนึ่งเปลือยเปล่าอยู่

กู้หมิงหยวนเหลือบสายตามองข้าคราหนึ่ง ก่อนจะยื่นพู่กันส่งมาให้

"ลงนามเสียเถิด"

"ข้าไม่เซ็นเจ้าค่ะ"

เปลือกตาของเขากระตุกเล็กน้อย

เสิ่นซื่อเอ่ยปาก น้ำเสียงของนางนุ่มนวลราวกับกำลังปลอบประโลมเด็กเล็ก

"น้องสะใภ้สาม เรื่องนี้ก็เป็นเพียงแค่พิธีการเท่านั้น เหตุใดเจ้าต้องทำให้ทุกคนต้องลำบากใจด้วยเล่า"

"จริงด้วย" หลิวซื่อรีบเอ่ยสมทบ "เจ้าดึงดันอยู่เพียงผู้เดียวเช่นนี้ แล้วจะส่งดวงวิญญาณของพี่ใหญ่และพี่รองบนสรวงสวรรค์ให้สงบสุขได้อย่างไร?"

ในกลุ่มผู้อาวุโส มีตาเฒ่าเคราขาวผู้หนึ่งยกมือขึ้นลูบเคราแล้วเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

"สะใภ้สาม เจ้าช่างไม่รู้จักกาลเทศะและคำนึงถึงส่วนรวมเอาเสียเลย หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ผู้อื่นคงได้เอาไปนินทาถึงการอบรมสั่งสอนของตระกูลซูเป็นแน่"

นิ้วมือของข้ากำแน่น หาใช่เพราะความโกรธแค้น หากแต่เป็นเพราะความหนาวเหน็บ

ตั้งแต่เมื่อคืนวานจนถึงตอนนี้ ข้ายังไม่ได้กินอะไรเลยแม้แต่คำเดียว น้ำสักหยดก็ไม่มี ทั่วทั้งร่างหนาวเหน็บจนแทบจะไร้ความรู้สึก

กู้หมิงหยวนก้าวเดินเข้ามาใกล้ ยัดด้ามพู่กันใส่มือของข้า แล้วยื่นมือมากุมมือข้าไว้ข้าอย่างอ่อนโยน

ท่าทางสนิทสนมเช่นนั้น ราวกับในอดีตที่เขาเคยจับมือสอนข้าคัดอักษรไม่มีผิด

"ซูเหยา ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย"

ข้าแหงนหน้าขึ้น สบสายตาประสานเข้ากับนัยน์ตาของเขา

ข้าอ้าปากกำลังจะเอ่ยคำ

ทว่าทันใดนั้นเอง

บานประตูใหญ่ของโถงหน้ากลับถูกคนจากภายนอกถีบออกอย่างแรง ลมหนาวสายหนึ่งหอบเอาละอองฝนสาดซัดเข้ามา

บุรุษในชุดเกราะเหล็กเต็มยศผู้หนึ่งก้าวข้ามประตูเข้ามา ด้านหลังเขามีทหารองครักษ์อาวุธครบมืออีกกว่ายี่สิบคน

และบุรุษที่เดินนำหน้าสุดของขบวน ชูม้วนผ้าไหมสีเหลืองอร่ามขึ้นเหนือศีรษะ แล้วส่งเสียงตะโกนก้องกังวานปานเสียงระฆังใหญ่ยักษ์ว่า

"ราชโองการมาถึง คนตระกูลกู้ทั้งหมดคุกเข่ารับราชโองการ!"

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ ข้าจะไม่แย่ง   บทที่ 10

    การสืบสวนของศาลต้าหลี่เร็วกว่าที่ข้าคาดไว้ ผลการตรวจเปรียบเทียบลายมือในหนังสือแจ้งการตายปรากฏออกมาแล้ว เอกสารทั้งสองฉบับนั้นเขียนขึ้นจากน้ำมือของบุคคลคนเดียวกันจริง ๆและบุคคลผู้นั้นก็คือรองแม่ทัพคนสนิทข้างกายของกู้หมิงหยวนแซ่หลินยามที่โจวเส้าชิงนำกำลังเจ้าหน้าที่ไปจับรองแม่ทัพหลิน คนก็กลายเป็นศพไปเสียแล้วศพถูกพบในคูน้ำด้านหลังค่ายทหาร หมอชันสูตรบอกว่าจมน้ำตาย ทว่าบนลำคอกลับมีรอยเขียวช้ำตอนที่ข่าวมาถึงจวนตระกูลซู ข้ากำลังนั่งทานอาหารเช้าอยู่พอดีท่านพ่อหน้าดำคล้ำด้วยความโทสะ ก่อนตบเอกสารรายงานลงบนโต๊ะ"มันฆ่าปิดปากไปเสียแล้ว"ข้าวางตะเกียบในมือลง กวาดสายตาอ่านข้อความทั้งหมดเที่ยวหนึ่ง"ฆ่าปิดปากไปได้คนหนึ่ง ทว่ายังเหลืออีกคนหนึ่งเจ้าค่ะ""ผู้ใดกัน?""เสิ่นซื่อเจ้าค่ะ"ท่านพ่อขมวดคิ้วมุ่น"เสิ่นซื่อเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด นางจะยอมมาเป็นพยานให้เจ้าได้อย่างไร?""นางไม่มีวันยอมมาเป็นพยานให้ข้าหรอกเจ้าค่ะ ทว่านางจะยอมทำทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอด""ในเมื่อรองแม่ทัพหลินยังต้องตาย รายต่อไปที่จะถูกฆ่าปิดปากย่อมต้องเป็นนาง เรื่องนี้ในใจของนางย่อมตระหนักดีกว่าผู้ใด"ข้าลุกขึ้นยืน แล

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ ข้าจะไม่แย่ง   บทที่ 9

    หลังจากข่าวเรื่องหนังสือหย่าภรรยาแพร่ออกไป ทั้งเมืองหลวงก็แตกตื่นกันหมด ท่านชายสามแห่งจวนแม่ทัพหย่าขาดจากภรรยา บุตรสาวของเสนาบดีกรมกลาโหมถูกขับไสไล่ส่งออกจากตระกูล เรื่องราวฉาวโฉ่เช่นนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในยุคสมัยใด ย่อมกลายเป็นเรื่องซุบซิบอันดับหนึ่งเสมอข่าวลือแพร่กระจายไปทั่วทุกตรอกซอกซอยภายในสามวัน บ้างก็บอกว่าข้าเป็นสตรีขี้หึงหวงจนเป็นสันดาน ใจแคบไม่ยอมให้สามีรับพี่สะใภ้เพื่อสืบทอดทายาทให้แก่พี่ชายที่พลีชีพในสงครามบ้างก็บอกว่าข้าอาศัยบารมีของตระกูลฝ่ายมารดาเข้าข่มเหงรังแกตระกูลกู้ จนในที่สุดโดนย้อนกลับมาเล่นงาน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพวกที่แต่งเรื่องราวเสียจนเป็นตุเป็นตะ หาว่าข้ากับท่านพ่อร่วมมือกันปลอมแปลงหลักฐาน เพื่อหวังจะใส่ร้ายป้ายสีขุนนางผู้ภักดีข้านั่งอาบแดดอยู่ในลานจวนตระกูลซู แล้วนั่งฟังจิ่นซูอ่านข้อความเหล่านั้นให้ฟังทีละข้อ ๆ"ฮูหยินเจ้าคะ ข่าวที่ข้างนอกพูดกันพวกนี้…” "อ่านจบแล้วหรือ?""ยังเหลืออีกข้อหนึ่งเจ้าค่ะ พวกเขาบอกว่าเหตุที่ท่านถูกหย่าขาดเป็นเพราะ"นางชะงักคำพูดไปชั่วครู่ ใบหน้าแดงก่ำ "เป็นเพราะเหตุใดเล่า?""เพราะท่านไร้ความสามารถในการสืบทอดทายาทเจ

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ ข้าจะไม่แย่ง   บทที่ 8

    กู้หมิงหยวนไม่ได้มาทว่าสิ่งที่มาถึงกลับเป็นหนังสือฟ้องร้องฉบับหนึ่งในช่วงสายของวันที่สาม เจ้าหน้าที่จากศาลต้าหลี่ได้เดินทางมาเยือนถึงประตูจวนสกุลซู แล้วยื่นเอกสารฉบับหนึ่งให้กู้หมิงหยวนได้ยื่นหนังสือหย่าภรรยาต่อศาลต้าหลี่อย่างเป็นทางการ โดยอ้างเหตุผลว่า “ภรรยาทำตัวเนรคุณไม่กตัญญู ทั้งยังสมคบคิดกับคนนอกเพื่อปรักปรำใส่ร้ายป้ายสีวงศ์ตระกูล”หลังจากที่ท่านพ่ออ่านเอกสารนั้นจนจบ ก็โทสะจนถึงขั้นขว้างถ้วยชาลงบนพื้น"มันนั่นแหละที่เป็นคนกล่าวหาเราอย่างไม่เป็นธรรม!"ข้ารับเอกสารมาอ่านอย่างละเอียดอีกรอบ เขียนได้แนบเนียนมาก ทุกข้อกล่าวหาล้วนยกหลักคำสอนและตำรามาอ้างอิง ข้อแรกปรักปรำว่าข้าเป็นสตรีขี้อิจฉาริษยา ละเลยหน้าที่ปฏิเสธการควบแต่งสามเรือนก่อนข้อต่อมากล่าวหาว่าข้าไร้ความกตัญญู บังอาจขัดขืนล่วงเกินเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลในภายหลังและยังกล่าวหาว่าข้าสมคบคิดกับตระกูลฝ่ายมารดา แต่งเรื่องลวงโลกเกี่ยวกับหนังสือแจ้งการตายปลอม เพื่อหวังจะทำลายเกียรติยศและชื่อเสียงของวีรบุรุษผู้ล่วงลับทว่าข้อหาข้อสุดท้ายนั้นช่างเหี้ยมโหดที่สุด กล่าวหาว่าข้าแต่งเข้าตระกูลกู้มานานถึงสามปีทว่ากลับไร้ทายา

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ ข้าจะไม่แย่ง   บทที่ 7

    ตอนที่เสิ่นซื่อก้าวเดินเข้ามา แผ่นยาบนใบหน้าของนางถูกลอกออกไปแล้วบาดแผลจากการเอาศีรษะชนเสาตรงมุมขมับเริ่มตกสะเก็ด แผลนั้นมิได้ลึกหรือตื้นจนเกินไป ดูราวกับผ่านการคำนวณกะเกณฑ์น้ำหนักมาเป็นอย่างดีก่อนจะโขกศีรษะลงไปนางสวมใส่ชุดตัวนอกสีเทาหม่น บนศีรษะปักเพียงปิ่นหยกขาวอันเดียว การแต่งกายช่างดูเรียบง่ายถึงขีดสุดเมื่อเข้ามาในห้อง นางก็ทำความเคารพท่านพ่อของข้าก่อนเป็นอันดับแรก"ใต้เท้าซู"ท่านพ่อไม่ได้เอ่ยปากเชิญให้นางนั่งลง"เจ้ามีสิ่งใดจะเอ่ย ก็จงรีบพูดให้จบแล้วไสหัวไปเสีย"เสิ่นซื่อไม่ได้มีท่าทีโกรธเคือง นางยืดตัวและหันสายตามาจับจ้องที่ข้า"น้องสะใภ้สาม ที่ข้ามาในวันนี้ เพราะอยากจะมาบอกความจริงกับเจ้า""เชิญพี่สะใภ้เอ่ยมาเถิด"นางหยุดยืนอยู่ข้างเก้าอี้ครู่หนึ่ง คล้ายกำลังไตร่ตรองเลือกถ้อยคำ"เรื่องการควบแต่งสามเรือนนั้น ล้วนเป็นความคิดของกู้หมิงหยวนเพียงผู้เดียว ทั้งข้าและหลิวซื่อต่างก็ถูกบีบบังคับด้วยกันทั้งสิ้น"ข้าไม่ได้เอ่ยปากตอบรับคำของนาง"เจ้าล่วงรู้หรือไม่ว่าเหตุใดเขาจึงต้องคิดควบแต่งสามเรือน? ไม่ใช่เพื่อการสืบทอดทายาทอันใดหรอก แต่เป็นเพราะสินเดิมต่างหาก ทรัพย์สมบัติ

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ ข้าจะไม่แย่ง   บทที่ 6

    ตอนที่ข้าก้าวเท้าออกจากประตูใหญ่ของจวนแม่ทัพ สายฝนก็หยุดตกพอดีในจังหวะที่ก้าวข้ามประตูจวนตระกูลซูเข้าไป ร่างกายของข้าก็อ่อนแรงจนแทบจะล้มพับลงไปทว่ามีมือของท่านพ่อที่ยื่นเข้ามาประคองข้าไว้ได้ทันท่วงที“เจ้ามีไข้หนักถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่พูดตั้งแต่แรก?” ท่านพ่อเอื้อมมือมาแตะหน้าผากของข้า ฝ่ามืออันหยาบกร้านสัมผัสได้ถึงความร้อนจัดจนทำให้เขาต้องสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ"เด็ก ๆ! รีบไปเชิญท่านหมอมาเดี๋ยวนี้!"ข้าถูกพยุงร่างเข้าไปยังเรือนพักหลังเล็กที่เคยอยู่อาศัยในอดีตสิ่งของเครื่องเรือนทุกชิ้นภายในห้องยังคงจัดวางไว้เหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยนจากยามก่อนที่ข้าจะแต่งงานออกไปกระทั่งบนโต๊ะอักษรยังคงมีสมุดคัดลายมือยามที่ข้าอายุสิบห้าปีวางทับไว้ โดยไม่มีผู้ใดมาหยิบจับย้ายที่เลยสักคนท่านหมอเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว หลังจากตรวจชีพจรแล้ว สีหน้าของเขาก็ดูกังวลและเคร่งเครียดขึ้นมาทันที"ใต้เท้าซู คุณหนูใหญ่ร่างกายทรุดโทรมอิดโรยยิ่งนัก พิษไข้หนาวสั่นแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายก็เรื่องหนึ่ง อีกทั้งโลหิตยังพร่องไปมาก รอยช้ำที่ข้อมือยังนับว่าเป็นแค่บาดแผลภายนอก ทว่าฝ่าเท้าข้างนี้..."ท่านหมอเปิดผ้าห่

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ ข้าจะไม่แย่ง   บทที่ 5

    บุรุษผู้นั้นคือท่านพ่อของข้า ผู้นำตระกูลซู และเป็นถึงเสนาบดีกรมกลาโหมคนปัจจุบัน นามว่าซูเหิง"ด้วยโองการแห่งสวรรค์ จักรพรรดิมีพระราชโองการว่า"ขันทีประกาศราชโองการยืนอยู่กลางห้องโถง น้ำเสียงแหลมสูงแทงทะลุความเงียบงันทั่วทั้งห้อง "กู้หมิงหยวน บุตรชายคนที่สามแห่งตระกูลกู้ บังอาจคิดควบแต่งสามเรือน อ้างนามบังหน้าว่าเพื่อสืบทอดทายาท ทว่าเนื้อกลับหวังฮุบทรัพย์สินของวีรบุรุษผู้ล่วงลับ การกระทำดังกล่าวขัดต่อศีลธรรม จิตใจส่อเจตนาร้าย ให้ศาลต้าหลี่เข้าตรวจสอบทรัพย์สินตระกูลกู้โดยทันที และให้ข้อเสนอการควบแต่งสามเรือนนี้ถือเป็นโมฆะทั้งหมด""เหล่าผู้อาวุโสแห่งตระกูลกู้ โทษฐานสมรู้ร่วมคิดและละเลยการกระทำผิด ให้งดเบี้ยหวัดเป็นเวลาสามปี และริบคืนบรรดาศักดิ์ที่เคยพระราชทานให้""จบราชโองการ"ขันทีหุบม้วนผ้าไหมราชโองการลง ก่อนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ คราหนึ่ง"พากันคุกเข่าบื้ออยู่ทำไมเล่า? น้อมรับพระมหากรุณาธิคุณสิ"หัวเข่าของกู้หมิงหยวนคล้ายถูกคนถีบเข้าจากทางด้านหลัง ร่างทั้งร่างแข็งทื่อคุกเข่าอยู่บนพื้น เม็ดเหงื่อพุดไหลรินลงมาตามใบหน้าทีละหยด ๆใบหน้าของเสิ่นซื่อขาวซีดราวกับแผ่นกระดาษ ริมฝีปากสั่น

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ ข้าจะไม่แย่ง   บทที่ 3

    จดหมายถูกส่งออกไปก่อนที่ฟ้าจะสางจิ่นซูปลอมตัวเป็นหญิงสูงวัยฝ่ายจัดซื้อ ปะปนไปกับกลุ่มบ่าวไพร่ที่กำลังเดินทางออกจากจวน ก่อนจะลอบยื่นจดหมายฉบับนั้นให้แก่บ่าวเก่าแก่ของตระกูลซูที่ร้านขายผ้าทางทิศตะวันออกของเมืองข้านั่งรออยู่ในห้องตลอดทั้งช่วงเช้า เพื่อคอยให้พ่อบ้านจ้าวจงส่งสมุดบัญชีมาให้ทว่าเขา ก

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ ข้าจะไม่แย่ง   บทที่ 2

    "ฮูหยิน ใบรายการสินเดิมอยู่นี้เจ้าค่ะ"ตอนที่จิ่นซูประคองสมุดบัญชีปึกใหญ่กลับมา บนใบหน้าของนางแทบจะซ่อนความตื่นตระหนกเอาไว้ไม่มิดข้ารับมันมาเปิดดู สมุดปกแข็งเล่มหนาสามเล่มใหญ่ ทุกหน้าล้วนเป็นลายมือที่ท่านแม่ของข้าบรรจงคัดลอกไว้ด้วยตนเองในคราวนั้นร้านขายผ้าไหมหกคูหา ที่ดินทำกินอันอุดมสมบูรณ์แปดร

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ ข้าจะไม่แย่ง   บทที่ 1

    "น้องสะใภ้สาม เจ้ายังนั่งนิ่งอยู่ได้อย่างไร?"พี่สะใภ้ใหญ่ตระกูลเสิ่นเอามือประคองเสา ที่หน้าผากมีรอยแผลแตกจนเลือดไหลซึม นัยน์ตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตากำลังจ้องเขม็งมาที่ข้าเลือดนั้นไหลรินผ่านแก้มขาวนวล หยดลงบนชุดไว้ทุกข์สีขาวบริสุทธิ์ ดูแล้วช่างน่าเวทนาสงสารยิ่งนักชาติก่อนตอนที่ข้าเห็นภาพนี้ ข้าโก

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status