Masuk" เอาหล่ะๆ พอแล้ว กินข้าวกันเถอะ "
รุ่ยเจี้ยนหัวตัดบท
หลังกินข้าวเสร็จหยางเหม่ยเยว่กลับไปเปลี่ยนชุด พอเดินมาที่หน้าประตูจวนก็เห็นลู่อวิ๋นโจวอยู่บนรถม้ากำลังยื่นมือมารับรุ่ยรั่วฉีขึ้นไป เขาหันมามองเห็นนางพอดีจึงยื่นมือมารอรับนาง นางไม่สนใจปีนขึ้นรถม้าไปเอง
ในรถม้ามีแต่เสียงพูดคุยของรุ่ยรั่วฉีกับรุ่ยจื้อเฉียง ส่วนลู่อวิ๋นโจวแม้ไม่ค่อยพูดแต่ก็คอยตอบรับอยู่ตลอด นางไม่สนใจสายตาหลงใหลที่ลู่อวิ๋นโจวมองรุ่ยรั่วฉี แต่มองไปที่ทิวทัศน์นอกรถม้า รถม้าวิ่งออกนอกเมืองไปได้สักพัก ก็มาเจอกับต้นอิงฮวาที่เรียงรายเต็มสองข้างทางกำลังแข่งกันอวดดอกบานสะพรั่ง
รถม้าหยุดลง รุ่ยรั่วฉีรีบลงก่อนเป็นคนแรกนางวิ่งไปหมุนตัวท่ามกลางต้นดอกอิงฮวา กลีบดอกอิงฮวาสีชมพูโปรยปรายลงมาใส่รุ่ยรั่วฉีที่กำลังหมุนตัว งดงามราวเทพธิดาหยางเหม่ยเยว่เหลือบมองลู่อวิ๋นโจวที่นิ่งมองราวต้องมนต์สะกด นางเดินไปอีกทาง ลู่อวิ๋นโจวได้สติมองหาหยางเหม่ยเยว่ถึงได้รู้ตัวว่านางไม่ได้อยู่แถวนี้ เห็นนางเดินไปอีกทางจึงก้าวท้าวเดินตามไป
ที่นี่ไม่ได้มีแค่พวกนางที่มาชื่นชมความงามของดอกอิงฮวา แต่ยังมีอีกหลายคน มองดูคู่รักที่อยู่ไม่ไกล ฝ่ายชายกำลังเด็ดกิ่งดอกอิงฮวาส่งให้ฝ่ายหญิง
ดอกอิงฮวากิ่งหนึ่งมาอยู่ตรงหน้านาง บดบังสายตาที่กำลังมองคู่รักอยู่ หันไปดูถึงได้รู้ว่าเป็นลู่อวิ๋นโจวที่เด็ดมาให้นาง นางรับมาถือไว้ เขาหันไปเห็นรุ่ยรั่วฉีกำลังเขย่งเท้าเอื้อมเด็ดจึงรีบไปเด็ดให้
" ขอบคุณเจ้าค่ะ ว้าวกิ่งใหญ่ด้วย ข้าชอบมาก"
มองดูอิงฮวากิ่งเล็กที่มีดอกอยู่เพียงไม่กี่ดอก แล้วมองอิงฮวากิ่งใหญ่ที่มีดอกอยู่เต็มกิ่งก้านในมือรุ่ยรั่วฉี หยางเหม่ยเยว่รู้สึกขมขื่นในใจ ก่อนจะหันไปเห็นเด็กน้อยที่ไม่รู้มาตอนไหนยืนแหงนมองอยู่ นางจึงยื่นดอกอิงฮวาในมือให้
" หนูจ๊ะ พี่สาวให้"
" ขอบคุณค่ะ"
เด็กน้อยยิ้มกว้างรับกิ่งดอกอิงฮวาแล้ววิ่งกลับไปหามารดาที่อ้าแขนรอรับอยู่อีกฝั่ง
นางเดินไปนั่งลงที่ม้าหิน มองดูลู่อวิ๋นโจวเดินเคียงข้างรุ่ยรั่วฉี ทั้งสองยิ้มแย้มชี้ชวนให้ดูนู่นนี่ท่าทางสนิทสนมราวคู่รัก พากันเดินเคียงข้างชมสวนอยู่พักใหญ่ ลู่อวิ๋นโจวถึงพึ่งรู้ตัวว่านางไม่ได้เดินไปกับพวกเขา เขาหันมองรอบๆจนมาสบตานางพอดีจึงรีบเดินเข้ามาหานาง
" เยว่เอ๋อ เจ้าอยู่ตรงนี้นี่เอง"
" เยว่เอ๋อเจ้าอย่าเข้าใจผิดนะ พี่ใหญ่ปวดท้องเลยขอตัวกลับก่อน พี่อวิ๋นโจวเลยเดินเล่นเป็นเพื่อนข้า ข้าชักจะเมื่อยขาแล้ว งั้นพี่อวิ๋นโจวท่านพานางไปเดินเล่นเถอะข้าจะนั่งพักสักหน่อย"
รุ่ยรั่วฉีพูดแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม
" เยว่เอ๋อข้าจะพาเจ้าไปเดินเล่นตรงนู้นดีไหม"
หยางเหม่ยเยว่ลุกขึ้นเดินนำหน้าไป ลู่อวิ๋นโจวมองหน้ารุ่ยรั่วฉีอย่างเป็นห่วง
" ฉีฉี นั่งรอข้าอยู่ที่นี่อย่าไปไหนนะ ข้าไปแป๊บเดียวเดี๋ยวมา ไม่งั้นเจ้าไปกับพวกเราดีไหม"
" แต่ข้าเดินจนเหนื่อยแล้ว"
หยางเหม่ยเยว่หยุดเดินหันไปมองรุ่ยรั่วฉีที่ทำปากจู๋ คงคิดว่าทำแบบนี้แล้วดูน่ารักตายหล่ะ ลู่อวิ๋นโจวยกมือขึ้นลูบนางอย่างเอ็นดู มีท่าทีลังเลอย่างชัดเจนเขาหันมามองนาง
" เยว่เอ๋อ รอให้ฉีฉีพักก่อนดีไหมแล้วเราไปค่อยเดินเที่ยวต่อ ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากพาเจ้าไปนะ แต่จะทิ้งให้ฉีฉีอยู่คนเดียวมันก็จะอันตรายเกินไป ดูสิวันนี้มีคนมาชมดอกอิงฮวาเยอะไปหมด ข้าไม่อาจวางใจได้ว่าจะไม่มีคนไม่ดีปะปนมา หากเกิดอะไรขึ้น "
นางแค่นหัวเราะ เขาห่วงรุ่ยรั่วฉีว่าจะมีอันตราย แล้วนางหล่ะตั้งแต่มาถึงสวนอิงฮวานางก็เดินเที่ยวคนเดียวมาตลอดเขาไม่คิดว่านางจะเกิดอันตรายบ้างรึ ไม่คิดหรอกเพราะเขาไม่ได้รักนางนี่
" งั้นท่านก็อยู่เป็นเพื่อนนาง พักซะให้พอเถิดข้าจะไปรอที่รถม้า"
พูดจบนางก็เดินไปทางทางรถม้าที่จอดรออยู่ ลู่อวิ๋นโจวเห็นว่านางน้อยใจจึงรีบตามไปคว้าข้อมือ
" เยว่เอ๋ออย่าโกรธเลยนะ ข้าไม่ได้หมายความว่าข้าจะไม่พาเจ้าไปเดินเที่ยวแค่ขอพักแป๊บเดียว "
นางปัดมือเขาออก
" ข้าอยากกลับบ้านแล้ว"
" ได้ งั้นเรากลับกัน"
พอขึ้นรถม้ารุ่ยรั่วฉีก็โวยวายไม่ยอมกลับ
" พี่อวิ๋นโจวข้ายังอยากเที่ยวต่อ ข้ายังไม่อยากกลับเลย ไหนท่านบอกข้าว่าจะพาข้าไปวัดไท่ฝูไง "
เห็นรุ่ยรั่วฉีน้ำตาคลอแลดูหน้าสงสาร ลู่อวิ๋นโจวก็ร้องสั่งคนขับรถม้าให้หันกลับไปทางวัดไท่ฝูทันที โดยไม่คิดจะถามสักคำว่านางอยากไปไหม เดินทางสักพักก็มาถึงวัดไท่ฝูที่อยู่บนเขา รถม้าขึ้นไปไม่ได้ต้องจอดรออยู่ด้านล่าง
" เยว่เอ๋อ ต้นโพธิ์ที่วัดนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก แค่เราเขียนคำอธิษฐานลงบนผ้าแดงแล้วนำไปผูกไว้ คำอธิษฐานก็จะเป็นจริง พี่อวิ๋นโจวพาข้ามาทุกปี เจ้าก็ลองเขียนคำอธิษฐานดูสิ"
รุ่ยรั่วฉีพูดพร้อมส่งผ้าแดงให้นาง คำว่าพามาทุกปีหมายความว่ารวมถึงสองปีก่อนด้วยใช่ไหม ปีก่อนๆที่ผ่านมานางยังไม่รู้จักเขายังไม่ได้คบกับเขา แต่สองปีที่ผ่านมานางกับเขามีสัญญารักกัน ตกลงเป็นคนรักกันเขาพารุ่ยรั่วฉีมาตอนไหน ทำไมนางถึงไม่รู้ มองดูลู่อวิ๋นโจวกำลังตั้งใจเขียนคำอธิษฐานอยู่ข้างๆรุ่ยรั่วฉีรุ่ย รุ่ยรั่วฉีชะโงกหน้าไปมอง เขาดันหัวนางออก
" อย่าแอบมองสิ"
" ชิ ทำเป็นหวง คิกคิก"
ทั้งสองหยอกล้อกันจนลืมไปว่ามีนางอยู่ด้วย เขียนเสร็จลู่อวิ๋นโจวก็เอาผ้าแดงที่เขียนคำอธิษฐานไปผูกไว้บนกิ่งไม้ รุุ่ยรั่วฉีเขย่งเท้าจะผูกไว้ใกล้ๆลู่อวิ๋นโจว เขาหัวเราะ แล้วดึงผ้าแดงจากมือรุ่ยรั่วฉีมาผูกไว้ติดกับผ้าแดงของเขา หยางเหม่ยเยว่ยืนมองดูทั้งสองด้วยใจที่เจ็บปวด รุ่ยรั่วฉีเองก็ดูจะชอบลู่อวิ๋นโจวไม่น้อย แต่ก็อยากได้ตำแหน่งพระชายาของหนานอ๋อง ช่างโลภมากเสียจริง ส่วนลู่อวิ๋นโจวเพื่อทำให้ความปรารถนาในการเป็นพระชายาของรุ่ยรั่วฉีเป็นจริง ถึงกับยอมสละความสุขทั้งชีวิตเพื่อทำให้นางสละตำแหน่งพระชายาให้รุ่ยรั่วฉี
นางยิ้มขมขื่น วางผ้าแดงที่ยังไม่ได้เขียนสิ่งใดลงแล้วหันหลังเดินออกไปจากตรงนั้น
นางเดินเข้าไปกราบพระ กระดิ่งที่แขวนอยู่ถูกลมพัดส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งๆทำให้ใจของนางที่ฟุ้งซ่านค่อยดีขึ้นมาหน่อย
" เยว่เอ๋อ ทำไมเจ้าเข้ามาข้างในไม่รอข้า"
เสียงลู่อวิ๋นโจวดังขึ้นข้างหลัง หยางเหม่ยเยว่หันไปมอง เขาเดินเคียงคู่รุ่ยรั่วฉีเข้ามา
" รู้ไหมพี่อวิ๋นโจวหาเจ้าไม่เห็น เมื่อครู่เขาเป็นกังวลมากแค่ไหน ว่าแต่ทำไมเจ้าเขียนคำอธิษฐานเร็วจัง"
" ข้าไม่มีสิ่งใดปรารถนาเลยไม่ได้เขียน เห็นพวกเจ้ากำลังช่วยกันผูกผ้าแดงเลยไม่อยากขัดจังหวะ เกรงว่าคำอธิษฐานขอพรของพวกเจ้าจะสะดุด เลยเข้ามากราบพระในนี้"
หยางเหม่ยเย่วลุกขึ้นพูดด้วยเสียงเย็นชาแล้วเดินออกไป
ส่งหนานซื่อเสร็จก็ใกล้ยามซื่อ หยางเหม่ยเยว่กลับถึงจวนตระกูลลู่ก็เห็นอี้ซวน จางเฉิน เมิ่งสือ และหมิงซุ่ยเตรียมตัวจะออกเดินทาง" เยว่เอ๋อ พวกข้าจะไปแล้ว"" รอเดี๋ยว"นางเดินหายไปสักพัก ก็อุ้มจืัอกังกลับมา อี้ซวนมองลูกชายที่ยิ้มร่า" ข้ากับลูกจะไปส่งพวกท่าน"นางส่งเจี้ยนกังให้อี้ซวน เขามองหน้านาง" รับเขาไปสิ จากนี้ไปจะไม่มีโอกาสได้อุ้มเขาอีกแล้วนะ"อี้ซวนรีบรับลูกมาอุ้ม จางเฉิน เมิ่งสือ หมิงซุ่ย อู๋ลั่ว ขึ่ม้าคนละตัวนำหน้า ในรถม้าหยางเหม่ยเยว่นั่งฝั่งตรงข้าม อี้ซวนอุ้มจื้อกัง เขาทั้งกอดทั้งหอมลูกอยู่ตลอด อยากซึมซับความรู้สึกนี้ไว้ให้มากๆ ไม่มีบทสนทนาใดๆเกิดขึ้น กระทั่งรถม้าแล่นออกนอกเมืองเข้าเขตชายป่า เขาก็ร้องบอกคนขับรถม้าให้หยุด" ส่งแค่นี้เถอะ ถึงอย่างไรก็ต้องแยกจากกันอยู่ดี"เขาหอมแก้มลูกชายอีกครั้ง ก่อนส่งคืนให้หยางเหม่ยเยว่จางเฉิน" อากังของลุง พวกลุงไม่มีของมีค่าอะไรให้นี่เป็นเชือกถักที่พวกลุงพากันถักเอง มอบให้หลาน"จื้อกังรับมาอบ่างรู้ความหมิงซุ่ย" อากังของลุงน่ารักจริงๆ"เมิ่งสือ" ในเรือนยังมีของเล่นม้าไม้ ที่พวกลุงช่วยกันทำ"จางเฉิน" เมื่อโตขึ้น วันใดอยากไปหาลุงก็ไปได้เลย
จวนตระกูลลู่" เจ้าจะไปดูนางที่ลานประหารหรือไม่"หนานซื่อเอ่ยถาม หยางเหม่ยเยว่ส่ายหน้า" ข้าไม่ไป"ลู่อวิ๋นโจวรีบร้อนเดินตรงเข้ามา สีหน้ามีความกังวล" เยว่เอ๋อ"" คุณชายลู่ เหตุใดท่านถึงมีสีหน้าเป็นเช่นนั้น หรือว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น หรือว่ามีคนแหกคุกพานางหนีไปได้ใช่ไหม"หวังหยวนถามขึ้น" นางตายแล้ว"ทุกคนมีสีหน้าตกใจ หยางเหม่ยเยว่หันมองหน้าลู่อวิ๋นโจว" เมื่อไหร่"" เมื่อคืน ตอนเช้าข้าไปเยี่ยมนาง เอาอาหารที่นางชอบกินไปให้นางได้กินเป็นมื้อสุดท้าย กลับพบนางเป็นศพไปแล้ว "" ทำไมนางถึงตาย"" ผู้คุมบอกว่านางฆ่าตัวตายเอง นางใช้มีดแทงตัวเองตาย"" นางเอามีดมาจากไหน ก่อนนักโทษจะเข้าคุกต้องเปลี่ยนชุด ปิ่นปักผมเครื่องประดับหรืออะไรอื่นห้ามมี แล้วนางจะไปเอามีดมาจากไหน"ลู่อวิ๋นโจวส่ายหน้า" ข้าไม่รู้ ซ่งเหลียนก็เหมือนกัน"" อะไรที่ว่าเหมือนกันอย่าบอกนะว่านางก็"ลู่อวิ๋นโจวพยักหน้า" สภาพศพ รอยแผลก็เหมือนกัน"" พวกนางไม่ได้ฆ่าตัวตายแน่นอน แต่มีคนจงใจจัดฉาก"" ใคร"" ใครหล่ะที่นางทำให้ไม่พอใจ ใครกันที่ก่อนหน้ามีเรื่องบาดหมางกับนาง"หยางเหม่ยเยว่พูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะลุกเดินออกไป ตามเสียงเรียก
รุ่ยซุนอีพลันนึกขึ้นได้ ตอนนั้นที่ตระกูลรุ่ยมาสู่ขอนาง ครั้งแรกที่นางเห็นรุ่ยเจี้ยนหัวเขาช่างเป็นบุรุษรูปงาม นางหลงรักเขาตั้งแต่แรกเห็น จึงยอมตกลงรับการสู่ขอกำหนดแต่งงานอีกสามเดือนต่อมา บิดามารดานางไม่เห็นด้วย ตระกูลรุ่ยแม้เป็นตระกูลขุนนางเก่า แต่ก็มีแต่เปลือก พวกท่านอยากให้นางแต่งกับคนอื่นมากกว่า ยังเล็งโอรสขององค์ชายสิบเจ็ดไว้ แต่นางไม่เอา นางต้องการแค่รุ่ยเจี้ยนหัวคนเดียวหลังแต่งงานเขาดีกับนางดูแลเอาใจใส่ตลอดมา นางไม่คิดเลยว่าที่เขาทำดีกับนางเพื่อหวังเงินทองจากตระกูลจินของนาง ไปอุดรอยรั่วของตระกูลรุ่ยเท่านั้น นางยังใช้อำนาจเส้นสายตระกูลจินผลักดันให้เขาเป็นขุนนางในราชสำนัก ได้มีตำแหน่งหน้าที่การงานแบบก้าวกระโดดสิบกว่าปีที่อยู่กินนอนร่วมเตียง นางไม่เคยเฉลียวใจเลยว่าเขาจะทรยศนาง ไม่รักนางไม่พอ ยังทำร้ายลูกสาวแท้ๆของนาง แล้วเอาลูกชู้มาให้นางเลี้ยงดูอีก " ที่ผ่านมา ท่านเคยรักข้าบ้างไหม"นางถามเสียงสั่นเครือ" รักหรือไม่สำคัญด้วยรึ เราก็อยู่ด้วยกันมาจนถึงทุกวันนี้แล้ว"นางพยักหน้าเข้าใจ ที่แท้เขาไม่เคยรักนางเลย นางหันไปมองหยางเหม่ยเยว่น้ำตาไหลพราก นั่นคือบุตรสาวแท้ๆของนาง ที่นางไม่เคย
" ข้าไม่ใช่คนเผ่าเหมียว"ซ่งเหลียนรีบปฏิเสธ" เจ้าไม่ใช่ แต่สามีของเจ้าใช่"ซ่งเหลียนแววตาวูบไหว" อย่าปฏิเสธ ข้าให้คนไปสืบมาแล้ว เมื่อหลายปีก่อน เจ้าแต่งงานกับคนเผ่าเหมียววิชาหนอนกู่ก็เรียนรู้มาจากครอบครัวสามีเจ้า"" ท่านอ๋อง ท่านให้คนตามสืบเรื่องข้า ใช่ ข้ายอมรับ สามีข้าเป็นคนเผ่าเหมียว แล้วยังไงจะพิสูจน์อะไรได้ว่าข้าเป็นคนเลี้ยงหนอนกู่"ซ่งเหลียนเชิดหน้าตอบ หยางเหม่ยเยว่มองหน้าจงเป่า จงเป่าหยิบขวดที่ใส่หนอนกู่ออกมาเท ซ่งเหลียนกับรุ่ยรั่วฉีหน้าซีดเผือด ยังไม่ทันตอบสนอง หยางเหม่ยเยว่ก็เดินเข้าไปจุดไฟ พรึ่บ นางท่องคาถาตามที่เรียนมา รุ่ยรั่วฉีร้อนรุ่มเหมือนถูกไฟเผานอนดิ้นทุรนทุรายกรีดร้อง" กรี๊ดดด ร้อน ร้อน ท่านแม่ช่วยข้าด้วยร้อน"" เสียนเฟยท่านเป็นอะไร ฉีฉี"" ฉีฉี"รุ่ยซุนอี ซ่งเหลียน รุ่ยเจี้ยนหัว รุ่ยจื้อเฉียงต่างพากันตกใจ เข้าไปรุมล้อมรุ่ยรั่วฉี หนอนถูกเผาจนมอดไหม้ รุ่ยรั่วฉีกระอักเลือดสีดำออกมากองโต พรวด แล้วชักกระตุกตาเหลือกหมดสติไป ทุกคนตกใจผงะถอยหนี " นี่คือพิธีสะท้อนกลับเผาไฟหนอนกู่พร้อมคาถา พลังจะสะท้อนกลับไปยังผู้ควบคุม "นางมองซ่งเหลียนที่ตกตะลึงหน้าซีดเผือด" ทีนี้ยอมรั
หยางเหม่ยเยว่ลงมือปรุงยา มีหนิงฟางเป็นผู้ช่วย ก่อนจะถือถ้วยยาออกมา ซูจงฝังเข็มปิดกลั้นทางหนอนกู่ ไม่ให้เดินไปทั่ว โชคดีที่มีอู๋ลั่ว เขาใช้วิชาเร้นกายพาฮ่องเต้มาที่นี่แล้วแปลงกายเป็นฮ่องเต้ ไปอยู่ที่ห้องทรงอักษร" ยามาแล้วเจ้าค่ะอาจารย์"" ให้ข้าช่วยป้อนฝ่าบาทเอง"เต๋อเฟยรับถ้วยยามา ตักป้อนเข้าปากฮ่องเต้ที่นอนหมดสติอยู่บนเตียง แต่ยาไหลย้อนออกมา หนานซื่อเข้าไปบีบปากให้อ้าออก แล้วเอาถ้วยยากรอกใส่ปาก ไม่ถึงเค่อฮ่องเต้ก็ได้สติสำรอกออกมา เป็นสีดำสนิทส่งกลิ่นเหม็นเน่า ที่น่าตกใจคือมีหนอนออกมาด้วย เต๋อเฟยถอยหนีไปยืนกอดกันกับโจวมามา" นั่นหนอนกู่ มันออกมาแล้วใช่ไหม"เซียวจิ้งชี้ไปที่หนอนบนพื้น" อืม ใช่ มันออกมาจากพระวรกายของฝ่าบาทแล้ว"ซูจงตอบ" มันยังไม่ตายนี่"หวังหยวนชักดาบออกมาฟันฉับ หนอนขาดครึ่ง แต่มันก็ยังคลานไปได้ต่อ เขาเงื้อดาบอีก หยางเหม่ยเยว่ร้องห้าม" หยุด มันฆ่าไม่ตายด้วยคมดาบหรอก "นางหยิบขวดใบเล็กออกมา" ข้าทำเอง"จงเป่าเดินเข้ามาหยิบขวดจากมือนาง จับหนอนใส่ลงไป" แล้วทำอย่างไรมันถึงจะตาย"หวังหยวนถามขึ้นมา" อีกไม่นาน เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง"เต๋อเฟยเดินเข้าไปดูฮ่องเต้ใกล้ๆ" ฝ่าบาทท
หนานซื่อจ้องมองเงาในน้ำก็ตกใจจนเกือบแสดงพิรุธออกมา เงาของฮ่องเต้ใบหน้าไม่มีลูกตา เขาขยี้ตามองอีกที คราวนี้มีตาแต่บิดเบี้ยวราวภูตผีปีศาจ เขาผงะก้าวถอยหลังไปสองก้าว" เป็นอะไรไป"" ปะเปล่า เปล่าพะย่ะค่ะ"" เจ้าบอกว่ามีเรื่องอยากปรึกษาข้า เรื่องอะไรว่ามา"" เสด็จพ่อ พระวรกายท่านผ่ายผอมลงทุกวัน ใต้ตาก็หมองคล้ำ ท่านสังเกตุตัวเองหรือไม่"" ข้ารู้ แต่เพราะช่วงพักหลังมานี้ข้านอนไม่ค่อยหลับ ยังเบื่ออาหาร ก็เลยผอมลง"" หมอหลวงมาตรวจดูอาการแล้ว"" ตรวจแล้ว พวกเขาบอกว่าข้าทำงานหนักให้พักผ่อนมากๆ ข้าเลยให้องค์รัชทายาทจัดการเรื่องราชกิจแทน"" บางโรคหมอหลวงอาจตรวจไม่พบ ไม่งั้นลองให้หมอจากข้างนอก"ฮ่องเต้ยกมือห้าม" ไม่ต้อง ข้ารู้ตัวดีว่าข้าไม่ได้เป็นอะไร หมอหลวงแต่ละคนล้วนฝีมือเก่งกาจ หากข้าเป็นอะไรจริงพวกเขาก็คงตรวจเจอแล้ว ไม่มีอะไรหรอก ข้าแก่แล้วย่อมผอมลงบ้างเป็นธรรมดา"" เสด็จพ่อ ขาของลูกถูกตัดเส้นเอ็นขาดหมอหลวงทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีทางรักษา แต่แล้วยังไงหล่ะ ตอนนี้ลูกก็กลับมาเดินได้เพราะหมอเทวดาจู เสด็จพ่อไม่ลอง"" พอแล้ว นี่ใช่ไหมเรื่องที่เจ้าบอกว่าอยากปรึกษาข้าเป็นการส่วนตัว ถ้าเ
" อวิ๋นโจว อวิ๋นโจว"เสียงเรียกทำให้เขาได้สติ" เหม่ออะไรอยู่ มานั่งตรงนี้สิจะได้กินข้าวกัน"รุ่ยจื้อเฉียงกวักมือเรียก"นี่ก็เย็นมากแล้ว ทุกคนกินข้าวกันเถอะ เยว่เอ๋อเจ้าเดินทางมาไกลคงหิวแล้วใช่ไหม แม่ให้คนเตรียมอาหารไว้รอเจ้าเยอะแยะเลยเดี๋ยวเรากินไปคุยไปดีไหม"รุ่ยซุนอีเดินไปจับจูงหยางเหม่ยเยว่ไปที
" ใช่ ข้าขี้เกียจแสร้งทำเป็นดีกับเจ้าเต็มทนแล้ว ข้าเกียจขี้หน้าเจ้า เกียจตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าเจ้าจะกลับมาตระกูลรุ่ย แต่ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะมาแย่งทุกอย่างไปจากข้าหรอกนะเพราะข้ารู้ว่าเจ้าทำไม่ได้หรอก เจ้าว่าทะเลสาปที่นี่ลึกไหม"หยางเหม่ยเยว่รู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีรุ่ยรั่วฉีแสยะยิ้ม" ถ้าข้ากับเจ้าต
นางกวาดสายตามองดูทุกคนอีกครั้งด้วยแววตาผิดหวัง ทั้งบิดามารดา พี่ชาย คนรักที่กำลังจะแต่งงานกัน ในเมื่อทุกคนคิดว่าที่นางหายไปเป็นเพียงการเรียกร้องความสนใจก็ช่างเถอะ อยากคิดอย่างไรก็แล้วแต่ถึงนางอธิบายไปยังไงก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดีเพราะนางในสายตาของทุกคน ไม่ว่าจะพูดอะไรหรือทำอะไรก็ผิดไปหมดอยู่แล้ว นางเห
หยางเหม่ยเยว่เบนหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างรถม้า ตลอดทางนางไม่ได้พูดอะไรสักคำ จนกระทั่งมาถึงโรงเตี๊ยมหยุนไหลผู้คนคึกคักเป็นพิเศษ คงเพราะที่โรงเตี๊ยมมีคณะละครสัตว์มาทำการแสดง ลู่อวิ๋นโจวเดินนำเข้าไปข้างใน เดินไปนั่งโต๊ะด้านหน้าติดเวที มองเห็นการแสดงชัดเจน" ว้าว พี่อวิ๋นโจวนั่งตรงนี้มองเห็นการแสดงชัดเลย







