Masuk
กลางฤดูร้อนในเมืองปักกิ่งฝูลี่เหม่ยนั่งมองแหวนคู่บนรถบีเอ็มดับบลิว ซีรี่ส์ 5 หญิงสาวยากจนพ่อตายแม่แต่งงานใหม่กับชายเกียจคร้านที่เป็นภาระมากกว่าผู้นำครอบครัว จนเจ้าหล่อนทนอยู่ร่วมชายคาไม่ไหวต้องหนีออกมาดิ้นรนเอาชีวิตรอดเองตั้งแต่อายุ 18 ปี ชีวิตพลิกผันเจอเจ้านายใจดีให้งานให้เงินให้อนาคต จนตอนนี้กลายเป็นดีไซเนอร์เสื้อผ้าชื่อดัง 10 อันดับแรกของปักกิ่ง วันนี้ครบรอบ 9 ปีที่คบกับแฟนหนุ่มนายแบบดาวรุ่งที่กำลังโด่งดังในวงการ ด้วยความเป็นผู้หญิงที่กล้าได้กล้าเสียมาแต่ไหนแต่ไรชีวิตหล่อนไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย ดังนั้นเมื่ออยากแต่งงานจึงไม่คิดรอฝ่ายชายมาสู่ขอ หล่อนทำเองทันใจกว่าเยอะ
มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดถูกเปิดขึ้น ปลายสายคือผู้ชายคนเดียวที่เธอรักและเธอรู้จักกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ชายหนุ่มที่ฝันเป็นนายแบบแต่ขาดการสนับสนุน จนต้องขอยืมเสื้อผ้าออกแบบของสาขาออกแบบแฟชั่นอยู่เสมอ หล่อนเห็นแล้วสงสารจึงแอบช่วยเหลือด้วยการตัดเย็บเสื้อผ้าให้หลายครั้ง จนกลายเป็นความผูกพันและลงเอยด้วยความรักในที่สุด
“ฮัลโหลหวงตี้นายว่างคุยไหม” ลี่เหม่ยอดอมยิ้มไม่ได้เมื่อคิดถึงแผนการขอผู้ชายแต่งงานของตนเอง
“เหม่ยเหม่ยตอนนี้ฉันยุ่งอยู่ กำลังจะเข้าฉากถ่ายแบบแล้วไว้คืนนี้ฉันไปหา” หวังหวงตี้ดูหอบเหนื่อยไม่น้อย
“งั้นสองทุ่มเจอกันที่ภัตตาคารเฟยเหิง” เมื่อเห็นว่าเขายุ่งเธอจึงรีบนัดแนะภายในเวลาไม่กี่วินาที ก่อนที่สายจะถูกตัดลง
“ยังพอมีเวลารีบเคลียร์งานให้เสร็จดีกว่า พรุ่งนี้จะได้เข้าสายหน่อย” ลี่เหม่ยมองนาฬิกาก่อนจะขับรถกลับออฟฟิศหวังเคลียร์สัญญากับลูกค้ารายใหม่ให้เสร็จก่อนสองทุ่ม
อาคารทรงแปดเหลี่ยม 5 ชั้นย่านชานเมืองเป็นน้ำพักน้ำแรงที่หล่อนสร้างมากับมือ แม้ไม่ร่ำรวยเทียบเท่าพวกมหาเศรษฐีแต่เธอก็มาไกลเกินเด็กกำพร้าคนหนึ่งจะทำได้
วันหยุดทั้งตึกเงียบสงัด มีเพียงเสียงรองเท้าส้นสูงของหล่อนที่ดังกระทบพื้น ลิฟต์ถูกกดไปชั้นบนสุดของตึก ก่อนจะเปิดออกอีกครั้งในเวลาไม่กี่วินาที
ลี่เหม่ยเดินผ่านห้องทำงานของเลขาสาวดีกรีเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ สาวน้อยผู้เรียบร้อยที่สุดในออฟฟิศอย่างเสี่ยวฮวาวันนี้คงออกเดตกับแฟนหนุ่มที่พึ่งคบกันได้ไม่นาน
อ๊ะ~ เบาหน่อย เจ็บนะ
เสียงหวิวลอยออกมาจากห้องเลขาของลี่เหม่ย ทำเจ้าหล่อนต้องหยุดฝีเท้าแม้จะอายุย่างสามสิบแล้ว แต่เมื่อได้ยินเสียงแบบนี้หล่อนก็ยังหน้าแดงทุกครั้ง
“นี่เสี่ยวฮวาก็มีมุมนี้ด้วยหรอ” ลี่เหม่ยอมยิ้มพึมพำกับตนเอง ก่อนจะสลัดความคิดนั้นรีบตรงดิ่งไปยังห้องทำงานของตน
เอกสารของลูกค้ายังวางอยู่บนโต๊ะ เจ้าหล่อนตัดสินใจกลับไปเคลียร์งานที่บ้านดูจะเหมาะกว่า เกรงว่าหากเลขาสาวรู้ว่าเธออยู่ตรงนี้จะวางตัวไม่ถูก ลี่เหม่ยย่องเบาไม่ให้ขัดความสุขของคนในห้องทำงาน
“หวงตี้อะ~ เบาหน่อยสิคะฉันเจ็บนะ”
เสียงออดอ้อนของหญิงสาวภายในห้องทำทั้งร่างของลี่เหม่ยถูกแช่แข็ง ความรู้สึกชาไปทั้งตัวเธอพึ่งเคยรู้สึกก็วันนี้
“ขอโทษ มันอดใจไม่ไหว” เสียงหอบเหนื่อยนี้เธอจำได้ดี เป็นเสียงของแฟนหนุ่มตนเองที่คบกันมายาวนานถึง 9 ปีไม่ผิดแน่ ชายหนุ่มที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่สิ! ต้องบอกว่าร่วมสุขกับเธอมาถึง 9 ปี เพราะตอนเธอมีปัญหาเขาไม่เคยอยู่คอยรับฟังหรือช่วยเหลือเลย
ปัง!!
ประตูห้องทำงานถูกถีบให้แยกออกจากกัน จากแรงบาทาของคนด้านนอกที่ใช้กำลังสุดแรงเกิดระบายความแค้นกับประตูห้อง หนึ่งหญิงหนึ่งชายที่ยังแก้ผ้าล่อนจ้อนมือสาวเจ้ายังค้ำยันโต๊ะทำงาน โดยมีนายแบบหนุ่มยืนประกบหลังอะไรต่อมิอะไรยังไม่ถูกถอดเก็บ ยืนตาค้างมองเธอที่หน้าแดงจัดด้วยความโมโห
“มะเหม่ย! เหม่ย! อย่าพึ่งเข้าใจผิดนะ มะ มันไม่ได้เป็น ยะอย่างที่ ธะ เธอคิด” หวงตี้ความรู้สึกเร็วรีบผละออกจากเสี่ยวฮวาใส่เสื้อผ้าตัวเองให้รีบร้อย
“เข้าใจผิด! นี่จะเข้าใจผิดอะไรอีกจะให้ฉันเชื่อว่านายกำลังคุยงานกับหล่อนอยู่หรือไง ในเมื่อเสียงครางลั่นออกขนาดนี้ แล้วร่างกายอุบาดของพวกนายที่ไม่มีเสื้อผ้านี่อีก จะให้ฉันคิดว่าทำอะไรกัน”
“คุณลี่เหม่ยอย่าพึ่งโกรธนะคะ ฉันไม่ดีเองที่แอบรักคุณหวงตี้มานานอย่าโทษเขาเลยนะคะ” เสี่ยวฮวาแม้จะพูดเช่นนั้นแต่หน้าตายังยิ้มระรื่น รีบเกาะแขนชายหนุ่มแน่นทั้งที่เสื้อผ้าไม่คิดจะหยิบใส่ หวงตี้เห็นอย่างนั้นรีบสะบัดอีกฝ่ายออกอย่างร้อนรน จนหญิงสาวร่างเปลือยเปล่าต้องทำหน้างง
“นี่จะพูดอะไรก็ใส่เสื้อผ้าก่อนนะ เห็นแล้วจะอ้วก แก้ผ้าให้คนอื่นมองกลางวันแสก ๆ ไม่คิดอายบ้างหรือไง”
รักมากเกลียดมากท่าจะจริง ลี่เหม่ยตอนนี้ไม่มีความเอ็นดูให้เสี่ยวฮวาแม้แต่น้อย ในเมื่อนางกล้าดูเอ็นแฟนเจ้านายอย่างเธอ แล้วมีเหตุผลอะไรที่คนอย่างลี่เหม่ยจะพูดจาดีด้วย
“นี่! จะไม่มากเกินไปหรอคะ เราก็ทำกันในห้องจะรู้ได้อย่างไรว่าใครจะมา” เสี่ยวฮวายังกล้าตำหนิคนเป็นแฟนอย่างเธอพลางก้มลงแต่งตัว ทำเอาลี่เหม่ยพูดอะไรไม่ออก
“เฮอะ! ฉันพึ่งรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงแบบนี้ ตอนนั้นไม่น่าช่วยเธอจากแม่เลี้ยงเลย น่าจะปล่อยให้ถูกจับแต่งงานกับตาแก่โรงงานผ้าไปซะ”
ครั้งหนึ่งเสี่ยวฮวามาทำงานกับเธอได้ไม่ถึงสามเดือน ถูกแม่เลี้ยงมาลากตัวถึงออฟฟิศให้ไปแต่งงานใช้หนี้ที่พอของหล่อนกู้มาเพื่อส่งเจ้าตัวเรียน แต่พ่อดันมาตายทิ้งหนี้ก้อนโตไว้ให้แม่เลี้ยง ลี่เหม่ยสงสารเพราะเอ็นดูเด็กเรียบร้อยดั่งน้องสาว จึงยอมจ่ายสามล้านหยวนช่วยชีวิตหล่อนไว้ ใครจะรู้ว่าวันนี้จะกลายเป็นมารร้ายมาแย่งแฟนตนเองได้
“ฉันก็ซาบซึ้งที่คุณช่วยเหลือ แต่เราสองคนรักกันฉันก็จนใจที่จะขัดความต้องการของหวงตี้” เมียน้อยยังทำหน้าระรื่นไม่สะทกสะท้าน ต่างจากฝ่ายชายส่ายหน้าจนหัวจะหลุดออกจากบ่า
“ไม่นะ! ฉันไม่ได้รักยัยคนนี้ ฉันรักเธอคนเดียวนะเหม่ยเหม่ย!”
“ทำไมคุณพูดแบบนี้ ได้ฉันแล้วคิดจะทิ้งหรอ” เสี่ยวฮวาโวยวายเมื่อดูเหมือนตัวเองจะถูกทอดทิ้ง
“ได้อะไรกัน เธอร่านไปทั่วได้กับใครบ้างก็ไม่รู้ จะให้ฉันรับผิดชอบได้ยังไง” สองคู่ขาจากได้กันจนหวานซึ้งกลับโต้เถียงกันต่อหน้าลี่เหม่ย
“ได้! ผู้ชายสารเลวเอากับผู้หญิงไปทั่วแบบคุณฉันก็ไม่ต้องการ คุณลี่เหม่ยคงไม่รู้ว่าแฟนคุณมันเลวแค่ไหน”
“หุบปาก!” หวงตี้ตวาดคู่ขาเสียงลั่น จนลี่เหม่ยมีลางสังหรณ์ผุดขึ้นในหัว
“พูด!” สองมือลี่เหม่ยกำแน่น สั่งเลขาสาวเสียงเย็น
“ก็แฟนคุณออกเที่ยวคลับ king ทุกคืนหนีบสาวกลับบ้านไม่ซ้ำหน้า คุณต้องขอบใจฉันนะที่พอได้กับฉันเขาก็ไม่ได้ไปสำส่อนที่ไหนอีก” เสี่ยวฮวาเล่าหมดเปลือก
ลี่เหม่ยไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี 9 ปีมานี้ คิดแต่ว่าอีกฝ่ายยุ่งทำตามความฝันจนไม่มีเวลาให้เธอ ใครจะคิดว่าคนสารเลวนี่จะเที่ยวหาความสุขทุกคืนแล้วยังมีหน้ามาแอบแซบกับเลขาเธออีก นังเลขาที่เธอช่วยไว้ก็ดันตรรกะป่วยอีก
“ดีนี่! งั้นพวกเธอก็เหมาะสมกันแล้วหญิงโฉดชายชั่ว”
“แล้วแต่คุณจะคิด ถ้าหากวันนี้ไม่จ่ายมา 30 ล้าน ฉันจะเอาคลิปที่แฟนคุณมีอะไรกับฉันเปิดเผยให้หมด คอยดูใครยังจะกล้าจ้างเขาอีก”
“แล้วแต่เลย เขาไม่เกี่ยวอะไรกับฉันแล้ว” ลี่เหม่ยไม่คิดจะเก็บของเน่าเสียอย่างหวงตี้มาไว้ในชีวิตอีก
“เหม่ยเหม่ยอย่าพูดแบบนี้สิ ฉันสำนึกผิดแล้ว ช่วยฉันหน่อยนะ” หวงตี้กลัวสุดขีดรีบคุกเข่าเกาะขาเธอไว้แน่น
“ปล่อยนะ นายจะกลัวอะไรเรือนหอที่นายสร้างไว้ก็ร้อยล้านแล้ว ก็ขายให้เธอไปสิ” ลี่เหม่ยใจอ่อนยอมบอกทางแก้ปัญหาให้อดีตคนรัก
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ! ร้อยล้านอะไร ผู้ชายบ้าตัณหาแบบนี้จะมีเงินไหนสร้างเรือนหอ บ้านที่พาคุณไปดูก็เป็นฉันช่วยหามาตบตาให้” เสี่ยวฮวาสมเพชลี่เหม่ยที่ถูกหลอกครั้งแล้วครั้งเล่า
“นี่! อะไรนะ บ้านนั้นนายก็หลอกฉันหรอ” ลี่เหม่ยจุกอกจนหายใจไม่ออกทั้งเจ็บทั้งแค้น
“ไอ้คนเลว 9 ปีที่ผ่านมานายเคยทำอะไรดี ๆ บ้าง ดีแต่ใช้เงินฉันไปวันวัน ไหนบอกสิ้นปีนี้จะแต่งงานกันไง” น้ำตาที่ร่วงหล่นมาพร้อมกับสองมือที่ทุบตีลงบนตัวของหวงตี้
“อะไรนะ! ไหนคุณบอกจะบอกเลิกหล่อนแล้วเอาสมบัติของหล่อนมารับผิดชอบฉันไง” เสี่ยวฮวาที่โดนหลอกไม่ต่างกันช่วยทุบตีชายชั่วอีกแรง จนหวงตี้ทนเจ็บต่อไปไม่ไหว
“โอ๊ย! พอแล้ว!”
การระเบิดอารมณ์ของเขามาพร้อมกับแรงมหาศาลผลักสตรีรอบกายให้ออกห่าง ทว่าลี่เหม่ยดันดวงซวยที่เซถลาหัวฟาดเข้ากับขอบโต๊ะอย่างแรง นั่นคือฉากสุดท้ายที่เธอจำได้ ก่อนความมืดจะครอบงำสติ
หลังจากลี่เหม่ยถูกตั้งให้เป็นฮูหยินแม่ทัพปราบเหนือ ร้านปักผ้าตระกูลไป๋ก็โด่งดังมากขึ้น ด้วยผู้คนต่างอยากได้อาภรณ์แปลกตาจากร้านนาง อีกทั้งเมื่อรู้ว่านางคือฮูหยินแม่ทัพปราบเหนือ ผู้คนต่างอยากผูกมิตรด้วยความสัมพันธ์ของเหยาหมิงกลับราชวงศ์ทำให้หลายคนอยากพึ่งบารมี เหอจือซวินยังคงแวะเวียนมาหาหุ้นส่วนอยู่เช่นเดิม ทว่าทุกครั้งที่เขามากลับต้องมีเหยาหมิงอยู่ด้วยร่ำไป “นี่แม่ทัพเฉิง เมื่อใดท่านจะเลิกให้สายลับติดตามข้า” จือซวินอดทนไม่ไหวอีกต่อไป ตำหนิเหยาหมิงต่อหน้าลี่เหม่ย “ตราบใดที่เจ้ายังมาหาฮูหยินข้า ข้าก็ไม่ยอมให้พวกเขาเลิกติดตาม” “แต่ข้าต้องทำการค้า จะไม่มาหานางได้อย่างไร” “เช่นนั้นข้าก็จะตามอยู่เช่นนี้” เหยาหมิงเอ่ยพลางรั้งลี่เหม่ยมานั่งตัก อวดบุรุษที่หลงรักฮูหยินเขาเสียเลย “ท่านพี่ ทำอะไรอายคุณชายเหอ” ลี่เหม่ยตีแขนแกร่งพลางมองเขาอย่างตำหนิ “เหตุใดต้องอาย ข้าจะพลอดรักกับฮูหยินข้า คนที่กล้ามองนั่นสิถึงควรอาย” เหยหามิงจ้องมองจือซวินอย่างถือดี “ช่างเถอะ ช่างเถอะ จากนี้ข้าจะมา
เหยาหมิงวางลี่เหม่ยบนเตียง ดวงตาหยาดเยิ้มจากความเมามายทำให้ใบหน้างามดูยั่วยวนจนเขาแทบอดใจไม่ไหว อาภรณ์สีแดงเข้มบางเบาผิดกับอากาศหนาวเย็นภายนอก ไหล่ขาวโผล่พ้นอาภรณ์ดูวาบหวิวทำแม่ทัพหนุ่มกลืนน้ำลายอยู่หลายครั้ง “ข้าต้องการเจ้า” เสียงแหบพร่าเอื้อนเอ่ย ใจเขาเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ “ข้าก็ต้องการ” นางตอบเสียงเบา สิ้นเสียงหวานแสนแผ่วเบา จุมพิตอันดูดดื่มก็เริ่มขึ้นเหยาหมิงเหมือนสัตว์ร้ายที่ทนหิวโหยมานาน แรงบดของริมฝีปากบางแทบทำให้ริมฝีปากอวบอิ่มของนางแหลกสลายลงตรงนั้น ความหวานหอมของปากอิ่มทำให้เขาไม่สามารถอดกลั้นความดิบเถื่อนในร่างกายได้อีก ลิ้นหนาดุนดันให้ริมฝีปากของนางเผยอขึ้น ก่อนจะตวัดปลายลิ้นฉกฉวยความหวานในปากของสตรีใต้ร่าง มือหนาลูบไล้ไปทั่วอาภรณ์ก่อนจะฟอนเฟ้นเข้าไปเหนือเนินอกอวบอิ่ม ใจของบุรุษหนุ่มเต้นแรงเมื่อมือสัมผัสถูกเนื้อสาว เสียงครางในลำคอแกร่งบ่งบอกถึงความพอใจของแม่ทัพปราบเหนืออย่างชัดเจน ยอดดอกบัวแข็งสู้มือเขาอย่างท้าทายจนมิอาจทำให้เขาเบามือกับนางได้ ลี่เหม่ยแทบขาดใจกับการสัมผัสเร่าร้อนของเหยาหมิง นางหอบหายใจแรงจนหน้าอกกระเ
ยามเหม่า ลี่เหม่ยรู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งร่างคล้ายกับคนที่ต้องใช้แรงงานมาเป็นเดือน ๆ โดยมิได้พักผ่อน ก่อนจะปรือตามองไปโดยรอบ สภาพห้องตรงหน้ากลับไม่คุ้นตาเพียงนิด ก่อนภาพงานฉลองเมื่อคืนจะเริ่มเล่นอยู่ในหัว ฉากนางโดนเหยาหมิงป้อนจุมพิตให้ ฉากที่นางสารภาพรัก หรือแม้แต่ฉากร่วมรักนางกลับจดจำได้ทั้งหมด “เวรแล้ว ลี่เหม่ยนะลี่เหม่ย! แกเห็นผู้ชายหล่อหน่อยไม่ได้เลยนะ ละทวยโรยแรงทันทีเล้ย!” ลี่เหม่ยสบถให้ตัวเองก่อนรีบสำรวจอาภรณ์ที่บัดนี้ไม่มีติดร่างแม้เพียงชิ้น “ตื่นแล้วหรือ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น พร้อมกับอ่างน้ำอุ่นในมือ ลี่เหม่ยแทบหยุดหายใจเมื่อต้องเผชิญกับสายตาของเหยาหมิงในตอนนี้ เมื่อฤทธิ์น้ำเมาหมดไปนางก็เริ่มหน้าบางเขินอายกับสิ่งที่เกิดขึ้น “จะเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” ลี่เหม่ยไม่กล้าแม้แต่จะสบตาบุรุษตรงหน้า ได้แต่ก้มหน้าแต่งกายอย่างลวก ๆ “จะรีบไปไหน ได้ข้าแล้วคิดจะไม่รับผิดชอบหรือไร” แม่ทัพหนุ่มคว้าเอวบางไปกอดไว้แน่น ใบหน้าหล่อเหลาพาดบนไหล่ขาวที่ยังคงเปลือยเปล่าของนาง “ทะท่านทำอะไรน่ะ” นางตกใจจนต
กาสุราพร้อมอาหารหลายสิบอย่างตั้งอยู่ศาลาไม้ริมน้ำ เหยาหมิงนั่งรอสตรีว่าที่อดีตอนุตนพลางครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา “อะแฮ่ม ท่านแม่ทัพ” เสียงหวานน้ำเสียงสดใสดังขึ้น จนแม่ทัพหนุ่มต้องเงยหน้ามอง สตรีในชุดอาภรณ์แดงพลิ้วไหว ตัดกับผิวขาวราวหิมะ ริมฝีปากแดงสดยกยิ้มให้กับเขา “เหตุใดแค่ดื่มฉลองต้องแต่งกายขนาดนี้ คิดยั่วยวนข้าหรือ” เหยาหมิงที่หัวใจเต้นแรงยั่วโมโหอีกฝ่ายแก้อาการเคอะเขิน “ท่านแม่ทัพหลงตัวเองนะเจ้าคะ ข้าแค่แต่งกายฉลองอิสระของข้าต่างหาก” ลี่เหม่ยเอ่ยอย่างอารมณ์ดีก่อนนั่งลง “เป็นอนุข้า เจ้าขาดอิสระขนาดนั้นเชียว” แววตาเศร้าฉายผ่านแววตาลุ่มลึกของเหยาหมิงครู่หนึ่ง แต่กระนั้นลี่เหม่ยก็ยังสังเกตเห็น “ไม่ใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ เราทั้งสองไม่ได้ตบแต่งกันด้วยความรัก คืนอิสระให้กันก็ดีแล้วมิใช่หรือ” “ได้ เช่นนั้นก็ดื่มเถอะ” เหยาหมิงรินเหล้าให้กับนาง ก่อนส่งสายตาเชิญชวนให้นางดื่ม ลี่เหม่ยมองเหล้าในจอก แม้กลิ่นจะหอมเย้ายวนทว่านางกลับไม่กล้าดื่ม ฝูลี่เหม่ยในโลกก่อนคออ่อนเสียยิ่งกว่าอะไรด
ชุนเหยาไทเฮาดวงตาเข้มขึ้นในทันใด มือขาวผ่องกำแน่นจนขาวซีด พระนางยืนขึ้นได้ไม่มั่นคงด้วยแรงแค้นที่สุมกลางอก ลี่เหม่ยเห็นดังนั้นรีบเข้าประคองไทเฮาในทันที “หวงหลงเหริน! เจ้าช่างบังอาจนัก มันผู้ใดให้ความกล้ากับเจ้า ถึงขั้นกล้าวางยาสังหารน้องสาวข้า!” เสียงพระนางดังลั่น ทำหวงหลงเหรินต้องรีบโขลกศีรษะกับพื้นเย็นด้วยความหวาดกลัว “เหยาหมิงหลานอยากทำอย่างไรกับนางชั่วช้าผู้นี้กัน” ไทเฮาหันมองแม่ทัพหนุ่มที่บัดนี้กำกระบี่ในมือแน่น เสียงกระบี่สั่นจนเกิดเสียงบ่งบอกถึงอารมณ์เคียดแค้นในตัวบุรุษหนุ่ม “สังหารนางซะ! แล้วลากศพไปทั่วเมืองแล้วค่อยทิ้งไว้หน้าจวนตระกูลหวง” เสียงเยือกเย็นเอื้อนเอ่ย ทำลี่เหม่ยขนลุกกับความโหดเหี้ยมของเฉิงเหยาหมิง “ไม่ได้นะ! ข้าเป็นแม่เล็กเจ้า ข้าเป็นฮูหยินท่านบัณฑิตหวังบิดาเจ้า ข้าเป็นน้องสาวเสนาบดีหวง เจ้าจะทำเช่นนี้ไม่ได้!” หลงเหรินเงยหน้าขึ้นพลางส่ายไปมา ใบหน้ายังคงขาวซีดน้ำหน้าอาบแก้ม คล้ายคนเสียสติ “เจ้าว่าอย่างไรหวังเทียนเล่ย เจ้าจะยังกล้าออกหน้าปกป้องสตรีที่ทำให้เจ้ากับบุตรชายผิดใจกันหร
งานเลี้ยงต้อนรับราชทูตจบลงในยามเซิ่น ลี่เหม่ยที่ทั้งเหนื่อยทั้งเกร็งวางตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าขุนนางและจักรพรรดิของแคว้น เมื่อขึ้นรถม้าได้ก็กลับสนิททันที โดยใช้ไหล่ของเหยาหมิงเป็นหมอนรองนอนตลอดทาง แม่ทัพหนุ่มนั่งแข็งทื่อไม่กล้าขยับ หัวใจที่เต้นแรงทำได้เพียงเป่าลมออกจากปากเพื่อคลายความตื่นเต้น รถม้าหยุดนิ่งหน้าจวน ก่อนที่ลี่เหม่ยจะตื่นขึ้นอีกครั้งโดยที่นางยังคงซบอยู่ที่ไหล่ของสามี “ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าเหนื่อยมากจึงหลับไม่รู้ตัว” “ไม่เป็นไร วันนี้เจ้าทำได้ดีไม่น้อย ไทเฮาดูพอพระทัยไม่น้อย” เหยาหมิงยิ้มให้กับนาง นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าเด็กปากร้ายของนางเอ่ยชมทั้งยิ้มให้อีก ลี่เหม่ยจึงวางตัวไม่ถูกชั่วขณะ “ขอบคุณท่านแม่ทัพที่เอ่ยชม” “เช่นนั้นแผนการหาฆาตกรของเราพระนางจะช่วยหรือไม่” “ไทเฮาทรงช่วยแน่ พระนางเป็นพี่สาวของแม่ข้านี่” “อีกห้าวันส่งราชทูตกลับแคว้นเจ้าก็เริ่มแผนเถอะ” เหยาหมิงฝากความหวังไว้ที่นาง ร้านปักผ้าตระกูลไป๋คึกคักไม่น้อย เมื่อชาวเมืองรู้ว่าฉลองพระองค์ของไทเ







