Masukลี่เหม่ยรู้สึกเจ็บไปทั้งร่างราวกับว่าโดนโยนลงมาจากที่สูง ตาที่ยังมองอะไรไม่เห็นชัดรู้สึกเพียงคนมากมายเดินอยู่รอบตัว และแผ่นหลังที่สัมผัสกับพื้นเย็นเฉียบ
“คุณหมอฉันเจ็บมากเลยค่ะ” เธอคิดเอาเองว่าหลังสลบไปคนสารเลวหวงตี้คงพาเธอมาส่งโรงพยาบาล
“นางฟื้นหรือยัง” เสียงเย็นที่ทำคนฟังเหน็บหนาวดังขึ้น จนทำเอาลี่เหม่ยงุนงง
‘หมอผู้ชายหรอ’ หล่อนคิดไปเองจากเสียงที่ได้ยิน
“ฟื้นแล้วเจ้าค่ะ” เสียงสั่นเครือของสตรีดังข้างหนูลี่เหม่ย
“ดึงนางขึ้นมา ใจกล้าทำเรื่องเช่นนี้ก็อย่าคิดจะได้รับความเมตตา”
“ตะแต่ คุณหนูยังเจ็บอยู่นะเจ้าคะ”
“กล้าขัดข้างั้นหรือ”
สิ้นเสียงสนทนาที่ค่อนไปทางออกคำสั่ง ร่างอันบอบช้ำของเธอก็ถูกแรงที่มากกว่าดึงขึ้น
“โอ๊ย! เจ็บนะ ทำไมพยาบาลที่นี่รุนแรงจัง” ลี่เหม่ยเจ็บราวถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ ดวงตายังคงพร่ามัวก่นด่าใครก็ตามที่ออกแรงกับเธอ
“เจ้าพูดอะไรของเจ้า?” บุรุษใบหน้าเย็นชาจ้องมองสตรีบนพื้นด้วยความงุนงง เกรงว่านางจะอยากตายจนเสียสติเสียแล้ว
ลี่เหม่ยมองหาเจ้าของเสียงเย็นชาไม่น่าฟัง ดวงตาค่อย ๆ มองเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้ชัดเจนขึ้น บุรุษผิวราวซีดราวกับไม่โดดแดดมาหลายปีนั่งอยู่บนรถเข็นทำจากไม้ ดวงตาแข็งกร้าวจ้องมองนางผมยาวดำขลับถูกรวมมัดไว้ด้านหลังเข้ากับเสื้อผ้าแบบย้อนยุคสีดำ
“นี่ไอ้หวงตี้สารเลวจับฉันมาไว้โรงพยาบาลบ้าหรอเนี่ย” เธอมองผ่านเฉิงเหยาหมิงโดยไม่ใส่ใจ รอบ ๆ มีแต่ผู้คนประหลาดแต่งกายประหลาดยืนจ้องมองเธอที่ยังนั่งอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ
“หมออยู่ไหน? โอ๊ย! เจ็บไปหมดแล้ว” ลี่เหม่ยยันกายลุกขึ้น เดินผ่านผู้คนที่จ้องมองเธออย่างงุนงง
“หมอ! หมอ! ฉันไม่ใช่คนบ้านะ จับฉันมารวมกับพวกนี้ได้ยังไง” เธอเดินกะเผลกไปทั่วเรือนโดยไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
“คุณชายหรือว่านางจะเสียสติไป” เจียหาวองครักษ์ข้างกายมีท่าทีกังวล
เหยาหมิงได้แต่นิ่งเงียบดูการกระทำของนาง เขาเองก็มีความคิดเช่นเดียวกับเจียหาว สตรีผู้นี้หลงรักลู่เซิงชินอ๋องรูปงามอนุชาร่วมพระบิดาของฮ่องเต้ การแต่งงานกับเขาเหมือนฆ่านางทั้งเป็น
ลี่เหม่ยเดินออกมานอกเรือนผุพังหากแต่ด้านนอกกลับยิ่งทำให้นางตกใจ บ้านแต่ละหลังกลับดูโบราณจนน่าขนลุก เธอมองออกไปสุดลูกหูลูกตากลับไม่พบตึกสูงอย่างที่ควรเป็น คนงานจำนวนมากที่แต่งกายประหลาด ต่างจ้องมองมาที่เธอ ลี่เหม่ยรู้สึกอยากจะอาเจียน มือสองข้างสั่นจนยากจะควบคุม ลางสังหรณ์ผุดขึ้นในหัวอย่างรวดเร็ว
“ไม่นะ! คงไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเหมือนในหนังหรอกนะ” หล่อนพึมพำก่อนที่สมองจะสั่งให้วิ่ง ร่างบางใส่เกียร์หมาวิ่งไม่คิดชีวิต จนเหยาหมิงที่ถูกเข็นออกมาจ้องมองการกระทำแปลกของนางตาค้าง
“หลีกไป ไม่หลีกฉันชนล้มคว่ำเลยนะ”
ลี่เหม่ยทั้งตะโกนบอกสาวใช้ที่เดินก้มหน้าอยู่ข้างหน้าทั้งวิ่งหน้าตั้งไปทั่วจวนจนลืมว่าตัวเองยังเจ็บอยู่ ในที่สุดหล่อนก็หาทางออกพบจนได้
“แท็กซี่! แท็ก...” ลี่เหม่ยเมื่อเห็นว่าออกจากจวนได้คิดจะเรียกรถกลับไป แต่สภาพภายนอกทำให้หล่อนต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงท้อง บ้านเรือนภายนอกที่มีหน้าตาประหลาดไม่ต่างจากที่ ๆ นางวิ่งออกมา ผู้คนต่างสวมชุดโบราณกันทั้งนั้น เหมือนในหนังกำลังภายในไม่มีผิด
“นี่เป็นสตูถ่ายทำละครใช่ไหม ใช่! ต้องใช่แน่ หวงตี้ไอ้คนเลว! ออกมานะ” ลี่เหม่ยยังอยากคิดว่าแฟนหนุ่มสารเลวของเธอแกล้งอำเธออยู่
“ว้าย!! คุณหนูด่าฝ่าบาทเช่นนี้หัวจะหลุดจากบ่านะเจ้าคะ รีบเงียบเร็วเข้า” ชิงชิงสาวใช้ข้างกายลี่เหม่ยที่วิ่งตามเธอมาตั้งแต่ต้นรีบใช้มือปิดปากอีกฝ่าย
“ปล่อยฉันนะ! เธอเป็นใคร” ลี่เหม่ยผลักอีกฝ่ายออกก่อนถอยหลังจนชนขั้นบันไดหน้าจวนล้มก้นจ้ำเบ้า
“โอ๊ย!”
“คุณหนูเจ็บตรงไหนไหมเจ้าคะ” ชิงชิงมีสีหน้าเป็นกังวลรีบเข้ามาพยุงนางขึ้น
ลี่เหม่ยมองเห็นแววตาห่วงใยนั้นในใจกลับสงบลง เธอรู้สึกว่าเด็กคนนี้เชื่อใจได้
“เธอเป็นใคร?”
“คุณหนูเจ้าบ่าวไม่ได้หรือเจ้าคะ เหตุใดแค่ร่วงจากขื่อถึงทำให้ท่านเลอะเลือนได้ขนาดนี้ บ่าวชื่อชิงชิงไงเจ้าคะคุณหนูตั้งให้บ่าวเอง” สาวใช้มีท่าทีร้อนใจ
“ร่วงจากขื่อหรอ ฉันไม่ได้ล้มหัวฟาดโต๊ะทำงานหรอ”
“คุณหนูพูดอะไรบ่าวงงไปหมดแล้ว คุณหนูคิดฆ่าตัวตายโดยแขวนคอกับขื่อไงเจ้าคะ โชคดีที่เชือกมัดได้ไม่แน่นจึงหลุดออกมา”
“หา! ฉันเนี่ยนะฆ่าตัวตาย” ลี่เหม่ยยกมือกุมขมับ
“ฮึ่ย! นี่มันชุดบ้าอะไรกัน” เธอพึ่งสังเกตว่าตัวเองสวมชุดโบราณไม่ต่างจากคนที่นี่ ชุดสีชมพูปักลายดอกโบตั๋นเฉยๆช่างขัดตาหล่อนนัก
“วันนี้เป็นวันรับอนุเข้าเรือนไงเจ้าคะ แม้แต่เรื่องนี้คุณหนูก็จำไม่ได้แล้วหรือ ต้องรีบให้ท่านแม่ทัพเรียกท่านหมอมาดูอาการแล้ว” ชิงชิงทำท่าจะวิ่งเข้าจวน
“เดี๋ยวก่อนใครเป็นอนุ?”
“ก็คุณหนูไงเจ้าคะ” ชิงชิงงุนงงไม่แพ้เจ้านาย
“เวรแล้ว! นี่ฉันเป็นเมียน้อยหรอเนี่ย” ลี่เหม่ยเกลียดผู้หญิงที่แย่งของคนอื่นเข้าไส้ แต่ครั้งนี้หล่อนกลับเป็นเมียน้อยเสียเองอยู่ ๆ เธอก็อยากจะเป็นลมลงเสียตรงนี้
“นี่ เจ้าอย่างพึ่งไป นะนั่งลงคุยกับกับข้าให้รู้เรื่อง” ลี่เหม่ยร้อนใจจนต้องรู้ทุกอย่างให้ได้
“ไปคุยข้างในเถอะเจ้าค่ะ ข้างนอกอากาศเย็น” ชิงชิงเป็นห่วงผู้เป็นนายที่มักป่วยง่ายอยู่เสมอ
“ช่างหัวอากาศมันเถอะ! ข้าอยากรู้เดี๋ยวนี้และตรงนี้” นางจับสาวใช้นั่งลงก่อนจะหายใจเข้าลึกรวบรวมสติอันน้อยนิดให้มั่นคง
“ข้าชื่ออะไร”
“หา! คุณหนูจำชื่อตัวเองไม่ได้หรือเจ้าคะ”
“บอกมาเถอะน่า!”
“หวงลี่เหม่ยเจ้าค่ะ”
“นี่ชื่อเดียวกับฉันเลยนี่” ลี่เหม่ยดีใจที่อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องใช้ชื่อคนอื่น
“แล้วที่นี่คือที่ไหน”
“จวนแม่ทัพแคว้นฉู่เจ้าค่ะ” ชิงชิงเริ่มหวาดกลัวท่าทางเช่นนี้ของคุณหนูเสียแล้ว
“ไม่เห็นเคยได้ยิน” ลี่เหม่ยพึมพำกับตัวเอง
“แม่ทัพชื่ออะไร”
“เฉิงเหยาหมิงเจ้าค่ะ”
“ชายพิการนั่งบนรถเข็นนั่นน่ะนะ” นางนึกถึงบุรุษร่างผอมผิวซีดแต่ยังน่าเกรงขามคนนั้นได้
“เบา ๆ สิเจ้าคะ หากมีใครมาได้ยินอาจจะถูกโบยได้นะเจ้าคะ” ชิงชิงปิดปากนางอีกครั้งพลางกระซิบอย่างลนลาน
“ทำไมกันก็เขาพิการจริงเพราะอะไรถึงไม่ให้พูด คนผู้นั้นรับไม่ได้หรอ” ลี่เหม่ยสงสัยใคร่รู้
“ท่านแม่ทัพเพียงบาดเจ็บหนักจากการรบ ต้องรักษาตัวเป็นปีจึงจะหายดี หมอหลวงบอกว่าเขาจะกลับมาเดินได้แน่นอนเจ้าค่ะ เช่นนั้นท่านแม่ทัพจึงไม่ชอบให้คนมองว่าตนพิการ” ชิงชิงอธิบาย
“แล้วทำไมข้าต้องแต่งกับเขา ข้ารักเขาหรือ” นางไม่มีความทรงจำของร่างเดิมเลย
“ไม่เจ้าคะ คุณหนูแอบมีใจให้ท่านอ๋องลู่เซิง”
“แล้วทำไมข้าต้องแต่งกับชายผู้นี้ล่ะ”
“คุณหนูถูกนายท่านบังคับให้แต่งแทนคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่แต่เดิมก็หมายมั่นอยากแต่งกับท่านแม่ทัพจนขอพระราชทานสมรสเอง แต่พอเขาเป็นเช่นนี้นางก็ขู่จะฆ่าตัวตายหากนายท่านให้นางแต่งเข้าจวนเฉิง เรื่องนี้ทำฮ่องเต้กริ้วหนักที่เสนาบดีของแคว้นเห็นเรื่องแต่งงานเป็นเรื่องล้อเล่น สุดท้ายนายท่านต้องสูญเสียอำนาจในมือไปเกือบครึ่ง เพื่อเอาใจคุณหนูใหญ่ และให้คุณหนูที่เป็นเพียงบุตรของอนุแต่งมาเป็นอนุแทนเจ้าคะ”
“อ๋อเริ่มเข้าใจแล้ว แล้วทำไมข้าไม่สู้ล่ะทำไมยอมแต่งแทนคนอื่น ในเมื่อตัวเองก็มีคนรักอยู่แล้ว”
“สู้อย่างไรเจ้าคะ ตั้งแต่เกิดมาคุณหนูยังไม่เคยกล้าเอ่ยขัดผู้ใดเลย ใครสั่งไปซ้ายคุณหนูก็ไปซ้าย ใครสั่งไปขวาคุณหนูก็ไปขวา” ชิงชิงเตือนสตินาง
หลังจากลี่เหม่ยถูกตั้งให้เป็นฮูหยินแม่ทัพปราบเหนือ ร้านปักผ้าตระกูลไป๋ก็โด่งดังมากขึ้น ด้วยผู้คนต่างอยากได้อาภรณ์แปลกตาจากร้านนาง อีกทั้งเมื่อรู้ว่านางคือฮูหยินแม่ทัพปราบเหนือ ผู้คนต่างอยากผูกมิตรด้วยความสัมพันธ์ของเหยาหมิงกลับราชวงศ์ทำให้หลายคนอยากพึ่งบารมี เหอจือซวินยังคงแวะเวียนมาหาหุ้นส่วนอยู่เช่นเดิม ทว่าทุกครั้งที่เขามากลับต้องมีเหยาหมิงอยู่ด้วยร่ำไป “นี่แม่ทัพเฉิง เมื่อใดท่านจะเลิกให้สายลับติดตามข้า” จือซวินอดทนไม่ไหวอีกต่อไป ตำหนิเหยาหมิงต่อหน้าลี่เหม่ย “ตราบใดที่เจ้ายังมาหาฮูหยินข้า ข้าก็ไม่ยอมให้พวกเขาเลิกติดตาม” “แต่ข้าต้องทำการค้า จะไม่มาหานางได้อย่างไร” “เช่นนั้นข้าก็จะตามอยู่เช่นนี้” เหยาหมิงเอ่ยพลางรั้งลี่เหม่ยมานั่งตัก อวดบุรุษที่หลงรักฮูหยินเขาเสียเลย “ท่านพี่ ทำอะไรอายคุณชายเหอ” ลี่เหม่ยตีแขนแกร่งพลางมองเขาอย่างตำหนิ “เหตุใดต้องอาย ข้าจะพลอดรักกับฮูหยินข้า คนที่กล้ามองนั่นสิถึงควรอาย” เหยหามิงจ้องมองจือซวินอย่างถือดี “ช่างเถอะ ช่างเถอะ จากนี้ข้าจะมา
เหยาหมิงวางลี่เหม่ยบนเตียง ดวงตาหยาดเยิ้มจากความเมามายทำให้ใบหน้างามดูยั่วยวนจนเขาแทบอดใจไม่ไหว อาภรณ์สีแดงเข้มบางเบาผิดกับอากาศหนาวเย็นภายนอก ไหล่ขาวโผล่พ้นอาภรณ์ดูวาบหวิวทำแม่ทัพหนุ่มกลืนน้ำลายอยู่หลายครั้ง “ข้าต้องการเจ้า” เสียงแหบพร่าเอื้อนเอ่ย ใจเขาเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ “ข้าก็ต้องการ” นางตอบเสียงเบา สิ้นเสียงหวานแสนแผ่วเบา จุมพิตอันดูดดื่มก็เริ่มขึ้นเหยาหมิงเหมือนสัตว์ร้ายที่ทนหิวโหยมานาน แรงบดของริมฝีปากบางแทบทำให้ริมฝีปากอวบอิ่มของนางแหลกสลายลงตรงนั้น ความหวานหอมของปากอิ่มทำให้เขาไม่สามารถอดกลั้นความดิบเถื่อนในร่างกายได้อีก ลิ้นหนาดุนดันให้ริมฝีปากของนางเผยอขึ้น ก่อนจะตวัดปลายลิ้นฉกฉวยความหวานในปากของสตรีใต้ร่าง มือหนาลูบไล้ไปทั่วอาภรณ์ก่อนจะฟอนเฟ้นเข้าไปเหนือเนินอกอวบอิ่ม ใจของบุรุษหนุ่มเต้นแรงเมื่อมือสัมผัสถูกเนื้อสาว เสียงครางในลำคอแกร่งบ่งบอกถึงความพอใจของแม่ทัพปราบเหนืออย่างชัดเจน ยอดดอกบัวแข็งสู้มือเขาอย่างท้าทายจนมิอาจทำให้เขาเบามือกับนางได้ ลี่เหม่ยแทบขาดใจกับการสัมผัสเร่าร้อนของเหยาหมิง นางหอบหายใจแรงจนหน้าอกกระเ
ยามเหม่า ลี่เหม่ยรู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งร่างคล้ายกับคนที่ต้องใช้แรงงานมาเป็นเดือน ๆ โดยมิได้พักผ่อน ก่อนจะปรือตามองไปโดยรอบ สภาพห้องตรงหน้ากลับไม่คุ้นตาเพียงนิด ก่อนภาพงานฉลองเมื่อคืนจะเริ่มเล่นอยู่ในหัว ฉากนางโดนเหยาหมิงป้อนจุมพิตให้ ฉากที่นางสารภาพรัก หรือแม้แต่ฉากร่วมรักนางกลับจดจำได้ทั้งหมด “เวรแล้ว ลี่เหม่ยนะลี่เหม่ย! แกเห็นผู้ชายหล่อหน่อยไม่ได้เลยนะ ละทวยโรยแรงทันทีเล้ย!” ลี่เหม่ยสบถให้ตัวเองก่อนรีบสำรวจอาภรณ์ที่บัดนี้ไม่มีติดร่างแม้เพียงชิ้น “ตื่นแล้วหรือ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น พร้อมกับอ่างน้ำอุ่นในมือ ลี่เหม่ยแทบหยุดหายใจเมื่อต้องเผชิญกับสายตาของเหยาหมิงในตอนนี้ เมื่อฤทธิ์น้ำเมาหมดไปนางก็เริ่มหน้าบางเขินอายกับสิ่งที่เกิดขึ้น “จะเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” ลี่เหม่ยไม่กล้าแม้แต่จะสบตาบุรุษตรงหน้า ได้แต่ก้มหน้าแต่งกายอย่างลวก ๆ “จะรีบไปไหน ได้ข้าแล้วคิดจะไม่รับผิดชอบหรือไร” แม่ทัพหนุ่มคว้าเอวบางไปกอดไว้แน่น ใบหน้าหล่อเหลาพาดบนไหล่ขาวที่ยังคงเปลือยเปล่าของนาง “ทะท่านทำอะไรน่ะ” นางตกใจจนต
กาสุราพร้อมอาหารหลายสิบอย่างตั้งอยู่ศาลาไม้ริมน้ำ เหยาหมิงนั่งรอสตรีว่าที่อดีตอนุตนพลางครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา “อะแฮ่ม ท่านแม่ทัพ” เสียงหวานน้ำเสียงสดใสดังขึ้น จนแม่ทัพหนุ่มต้องเงยหน้ามอง สตรีในชุดอาภรณ์แดงพลิ้วไหว ตัดกับผิวขาวราวหิมะ ริมฝีปากแดงสดยกยิ้มให้กับเขา “เหตุใดแค่ดื่มฉลองต้องแต่งกายขนาดนี้ คิดยั่วยวนข้าหรือ” เหยาหมิงที่หัวใจเต้นแรงยั่วโมโหอีกฝ่ายแก้อาการเคอะเขิน “ท่านแม่ทัพหลงตัวเองนะเจ้าคะ ข้าแค่แต่งกายฉลองอิสระของข้าต่างหาก” ลี่เหม่ยเอ่ยอย่างอารมณ์ดีก่อนนั่งลง “เป็นอนุข้า เจ้าขาดอิสระขนาดนั้นเชียว” แววตาเศร้าฉายผ่านแววตาลุ่มลึกของเหยาหมิงครู่หนึ่ง แต่กระนั้นลี่เหม่ยก็ยังสังเกตเห็น “ไม่ใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ เราทั้งสองไม่ได้ตบแต่งกันด้วยความรัก คืนอิสระให้กันก็ดีแล้วมิใช่หรือ” “ได้ เช่นนั้นก็ดื่มเถอะ” เหยาหมิงรินเหล้าให้กับนาง ก่อนส่งสายตาเชิญชวนให้นางดื่ม ลี่เหม่ยมองเหล้าในจอก แม้กลิ่นจะหอมเย้ายวนทว่านางกลับไม่กล้าดื่ม ฝูลี่เหม่ยในโลกก่อนคออ่อนเสียยิ่งกว่าอะไรด
ชุนเหยาไทเฮาดวงตาเข้มขึ้นในทันใด มือขาวผ่องกำแน่นจนขาวซีด พระนางยืนขึ้นได้ไม่มั่นคงด้วยแรงแค้นที่สุมกลางอก ลี่เหม่ยเห็นดังนั้นรีบเข้าประคองไทเฮาในทันที “หวงหลงเหริน! เจ้าช่างบังอาจนัก มันผู้ใดให้ความกล้ากับเจ้า ถึงขั้นกล้าวางยาสังหารน้องสาวข้า!” เสียงพระนางดังลั่น ทำหวงหลงเหรินต้องรีบโขลกศีรษะกับพื้นเย็นด้วยความหวาดกลัว “เหยาหมิงหลานอยากทำอย่างไรกับนางชั่วช้าผู้นี้กัน” ไทเฮาหันมองแม่ทัพหนุ่มที่บัดนี้กำกระบี่ในมือแน่น เสียงกระบี่สั่นจนเกิดเสียงบ่งบอกถึงอารมณ์เคียดแค้นในตัวบุรุษหนุ่ม “สังหารนางซะ! แล้วลากศพไปทั่วเมืองแล้วค่อยทิ้งไว้หน้าจวนตระกูลหวง” เสียงเยือกเย็นเอื้อนเอ่ย ทำลี่เหม่ยขนลุกกับความโหดเหี้ยมของเฉิงเหยาหมิง “ไม่ได้นะ! ข้าเป็นแม่เล็กเจ้า ข้าเป็นฮูหยินท่านบัณฑิตหวังบิดาเจ้า ข้าเป็นน้องสาวเสนาบดีหวง เจ้าจะทำเช่นนี้ไม่ได้!” หลงเหรินเงยหน้าขึ้นพลางส่ายไปมา ใบหน้ายังคงขาวซีดน้ำหน้าอาบแก้ม คล้ายคนเสียสติ “เจ้าว่าอย่างไรหวังเทียนเล่ย เจ้าจะยังกล้าออกหน้าปกป้องสตรีที่ทำให้เจ้ากับบุตรชายผิดใจกันหร
งานเลี้ยงต้อนรับราชทูตจบลงในยามเซิ่น ลี่เหม่ยที่ทั้งเหนื่อยทั้งเกร็งวางตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าขุนนางและจักรพรรดิของแคว้น เมื่อขึ้นรถม้าได้ก็กลับสนิททันที โดยใช้ไหล่ของเหยาหมิงเป็นหมอนรองนอนตลอดทาง แม่ทัพหนุ่มนั่งแข็งทื่อไม่กล้าขยับ หัวใจที่เต้นแรงทำได้เพียงเป่าลมออกจากปากเพื่อคลายความตื่นเต้น รถม้าหยุดนิ่งหน้าจวน ก่อนที่ลี่เหม่ยจะตื่นขึ้นอีกครั้งโดยที่นางยังคงซบอยู่ที่ไหล่ของสามี “ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าเหนื่อยมากจึงหลับไม่รู้ตัว” “ไม่เป็นไร วันนี้เจ้าทำได้ดีไม่น้อย ไทเฮาดูพอพระทัยไม่น้อย” เหยาหมิงยิ้มให้กับนาง นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าเด็กปากร้ายของนางเอ่ยชมทั้งยิ้มให้อีก ลี่เหม่ยจึงวางตัวไม่ถูกชั่วขณะ “ขอบคุณท่านแม่ทัพที่เอ่ยชม” “เช่นนั้นแผนการหาฆาตกรของเราพระนางจะช่วยหรือไม่” “ไทเฮาทรงช่วยแน่ พระนางเป็นพี่สาวของแม่ข้านี่” “อีกห้าวันส่งราชทูตกลับแคว้นเจ้าก็เริ่มแผนเถอะ” เหยาหมิงฝากความหวังไว้ที่นาง ร้านปักผ้าตระกูลไป๋คึกคักไม่น้อย เมื่อชาวเมืองรู้ว่าฉลองพระองค์ของไทเ







