Masuk“เหตุใดต้องยอมให้พวกนั้นรังแกเล่า เหตุใดไม่สู้” เหยาหมิงเผลอถามคำถามโดยไม่รู้ตัว
“ไม่มีกำลัง ไม่มีอำนาจ ไม่มีความกล้ามั้ง” ลี่เหม่ยเอ่ยพลางสบตาบุรุษเบื้องหน้า
“แต่ตอนนี้ไม่แล้ว ข้าไม่ใช่คนสกุลหวงไม่จำเป็นตรงกลัวพวกเขาอีกต่อไป” นางยักคิ้วให้กับเหยาหมิงก่อนจะมองชมความงามของสินค้าสองข้างทาง
“หึ! ร่วงจากขื่อครั้งเดียวทำให้เจ้ามีความกล้าขึ้นเยอะนี่” แม่ทัพปราบเหนือเหยียดยิ้มพลางกล่าวพึมพำก่อนเบนสายตาไม่สนใจสตรีเบื้องหน้าอีก
รถม้าจอดหน้าจวนแม่ทัพ ลี่เหม่ยที่ทนแสบร้อนจากน้ำล้างชามไม่ไหวลุกพรวดขึ้นรีบออกจากรถม้า โดยไม่รอให้บุรุษอย่างเขาลงจากรถม้าก่อน จนเหยาหมิงต้องมองค้างกับท่าทางแปลกประหลาด ไม่รู้จักธรรมเนียมของนาง
“ตระกูลหวงไม่เคยสอนหรือว่าต้องให้บุรุษลงจากรถม้าก่อน” ชายหนุ่มตำหนินางทันทีที่ลงจากรถม้าได้
“อาจจะเคยสอน แต่ข้าสมองน้อยไม่จำเอง”
“หากท่านแม่ทัพไม่ว่าอะไร ข้าขอไปอาบน้ำก่อนแสบไปหมดแล้ว” ลี่เหม่ยไม่กล่าวเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกาเนื้อตัวจนอาภรณ์เลิกขึ้นสูงมองเห็นข้อเท้าขาวนวล
“นี่! ไม่มีผู้ใดบอกเจ้าหรืออย่างไรว่าไม่ควรอวดเนื้อหนังให้บุรุษมองช่างไร้ยางอายนัก” เหยาหมิงหน้าแดงรีบหันหน้าไปทางอื่น พลางกล่าวตำหนิสตรีตรงหน้า ต่างจากลี่เหม่ยที่ยังงุนงง
“ข้าก็ไม่ได้แก้ผ้านี่” นางขมวดคิ้วมองดูอาภรณ์ของตัวเองก็ยังอยู่ครบ
“คุณหนู! ชายอาภรณ์เลิกขึ้นจนเห็นข้อเท้าแล้วเจ้าค่ะ” ชิงชิงรีบเข้ามาดึงอาภรณ์ลงไปคลุมเท้านางเช่นเดิม
‘แค่นี้ก็ว่าไร้ยางอายแล้วหรอ โบราณคร่ำครึจริง ๆ’ ลี่เหม่ยได้แต่ถอนหายใจและบ่นกับตัวเองเท่านั้น
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ท่านก็หันกลับมาเถอะทำเป็นเด็กน้อยไม่ประสีประสาไปได้” หญิงสาวทนดูท่าทางเอียงอายของบุรุษตัวโตไม่ไหวจนต้องบ่นอุบให้อีกฝ่าย ก่อนเดินหนีไป
“ไม่ประสีประสาเช่นนั้นหรือ? ช่างใจกล้านักนะหวงลี่เหม่ยกล้าตำหนิแม้กระทั่งข้า” เหยาหมิงได้แต่ขบเคี้ยวเขี้ยวฟันให้กับอนุของตนที่เดินจ้ำอ้าวเข้าจวนไปนานแล้ว
ยามเฉิน ลี่เหม่ยเตรียมออกจากจวนไปยังหอร้อยบุปผาวันนี้นางมีนัดกับนางโลมอันดับหนึ่งอย่างซีซี การค้าครั้งแรกของนางกำลังจะรู้ผลแล้ว ทว่าพึ่งก้าวพ้นเรือนกลับพบองครักษ์ข้างกายเหยาหมิงยืนรออยู่
“เจ้ามีอะไร?”
“อนุหวง ท่านแม่ทัพเรียกพบ”
“แต่ข้ามีนัดแล้ว ไว้เย็นนี้จะไปพบแล้วกัน” นางกล่าวพลางเดินผ่านหน้าเจียหาวไป ทว่ายังไม่ทันก้าวไปไหนกลับถูกกระบี่ของเขาขวางไว้
“เกรงว่าท่านคงต้องผิดนัดเสียแล้ว”
ลี่เหม่ยหันขวับมององครักษ์หนุ่มในทันที ใบหน้าบูดบึ้งอยากกินเลือดกินเนื้อสองนายบ่าวที่ชอบบังคับผู้อื่นเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน
“นำทาง!” น้ำเสียงไม่พอใจของนางดังขึ้น พร้อมกับเจียหาวที่หันหลังเดินนำทางไปยังเรือนไผ่หลิว
เหยาหมิงนั่งเดินหมากภายในสวนที่เงียบสงบ บรรยากาศยามเช้าชวนให้อารมณ์บุรุษเบิกบานไม่น้อย ทว่าไม่นานเสียงบ่นพึมพำของลี่เหม่ยกลับดังขึ้นทำลายความสงบรอบตัวลงทันที
“ท่านมีอะไร” น้ำเสียงไม่พอใจดังขึ้น พร้อมร่างบางยืนกอดอกอยู่ตรงหน้า
เหยาหมิงมองเห็นชายอาภรณ์สีแดงชาดปลิวไสวก่อนเงยหน้ามองเจ้าของอาภรณ์ชุดนั้น หญิงสาวใบหน้าขาวนวล ดวงตากลมโตคิ้วโก่งดั่งคันศร จมูกได้รูปรับกับริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงชาด อาภรณ์บางแนบเนื้อกลางอกเว้าลึกจนคนมองเผลอกลืนน้ำลายโดยมิรู้ตัว ผ้าไหมสีดำผืนน้อยที่คาดปิดทับส่วนนั้นทำบุรุษจินตนาการไปถึงไหนต่อไหน
“นี่มันชุดอะไรของเจ้า” เหยาหมิงขมวดคิ้วแน่น
“ทำไม? สวยหรือไม่” ลี่เหม่ยกล่าวพลางหมุนกายให้อีกฝ่ายเชยชม แรงลมที่พัดชายอาภรณ์ปลิวไสวพร้อมผมดำขลับหลุดร่วงปกปิดอกเนียนยิ่งทำให้นางดูยั่วยวนยิ่งขึ้น
“น่าเกลียดยิ่ง” เหยาหมิงหน้าแดงก่ำผินหน้าไปทางอื่น
“ไปเปลี่ยซะ” คำสั่งเด็ดขาดของท่านแม่ทัพดังขึ้น แต่มีหรือสตรีอย่างนางจะเกรงกลัว
“ไม่! ชุดนี้ข้าจะนำไปขายให้หญิงนางโลมในหอร้อยบุปผา หากไม่แต่งให้พวกนางเห็นจะขายได้อย่างไร” ลี่เหม่ยอธิบายเหตุผล
“หึ! ชุดน่าอายพวกนี้ใครจะซื้อกัน”
“ชุดเช่นนี้ล่ะ ที่จะทำให้บุรุษอย่างพวกท่านกล้าจ่ายเงินเพื่อให้ได้สตรีมาเชยชม” ลี่เหม่ยตอบพลางนั่งลงตรงหน้าเขา
“ตกลงเรียกข้ามา ท่านแม่ทัพมีอะไรจะสั่งหรือไม่”
“อีกสองวันเจ้าต้องไปจวนสกุลหวังและจวนตระกูลเฉิงกับข้า”
“อ๋อ เจ้าค่ะ” นางพยักหน้ารับ พลางลุกขึ้นเตรียมจากไป
“ช้าก่อน!” เหยาหมิงปรายตามองนาง
“เจ้าควรสวมอาภรณ์ให้เรียบร้อย ไม่ใช่อาภรณ์จากหอนางโลมเช่นนี้” คำพูดไม่รักษาน้ำใจออกจากปากบุรุษผู้นี้อีกแล้ว ทำให้ลี่เหม่ยต้องนับเลขเพื่อระงับความโกรธ
“รับทราบแล้วเจ้าค่ะ ข้อน้อยก็อยากจะแต่งกายให้สมเป็นอนุในจวนแม่ทัพ ทว่าสตรีไร้สินเดิมอย่างข้าจะเอาชุดพวกนั้นมาจากไหนเล่า” สีหน้าแสร้งเศร้าสร้อยของลี่เหม่ยยิ่งทำให้เหยาหมิงหงุดหงิด
“เตรียมรถม้า” คำสั่งแสนระอาใจของบุรุษกลับทำนางยิ้มกว้าง
รถม้าย่ำไปตามถนนผ่านร้านรวงนับไม่ถ้วน ยามกลางวันย่านโคมแดงดูเงียบเหงาด้วยเป็นช่วงของเหล่าหญิงคณิกาพักผ่อนเอาแรง ทว่าเวลามืดค่ำเช่นนี้ย่านโคมแดงกับคึกคักต่างจากย่านอื่นที่ร้านรวงปิดเงียบ
“หยุดรถ” เสียงหวานดังขึ้น
“จะทำอะไร?” ใบหน้าบึ้งตึงของเหยาหมิงกลับไม่ทำให้สตรีร่างบางเช่นลี่เหม่ยเกรงกลัว
“ข้าบอกแล้วว่าวันนี้จะมาขายชุดที่หอร้อยบุปผา ผ้าข้าก็ซื้อแล้วเรื่องที่ท่านกำชับข้าก็รู้แล้ว เช่นนั้นตอนนี้ข้าจะจัดการธุระของข้าบ้าง ท่านกลับไปก่อนได้เลย” ลี่เหม่ยกล่าวพลางลงจากรถม้าโดยไม่สนใบหน้าไม่พอใจของท่านแม่ทัพ
“เอาอย่างไรขอรับ จะกลับเรือนเลยหรือไม่” เจียหาวเอ่ยถามเจ้านายที่นั่งหน้าบูดบึ้งในรถม้า
“รอ” เหยาหมิงกล่าวพลางปิดเปลือกตาลง เขาปวดหัวทุกครั้งที่ต้องสนทนากับสตรีอย่างหวงลี่เหม่ย
ภายในหอร้อยบุปผาคึกคักไม่น้อย ด้วยคืนนี้จะมีการประมูลหญิงพรหมจรรย์ เหล่าบุรุษบ้าตัณหาต่างไม่พลาดงานนี้ ลี่เหม่ยเดินตรงไปยังห้องรับรองของซีซี สตรีนับสิบรออยู่ด้านในทำให้ดีไซเนอร์อย่างนางยิ้มกว้าง
“พวกเจ้าต้องการชุดเช่นเดียวกับแม่นางซีซีใช่หรือไม่” ลี่เหม่ยไม่อ้อมค้อม
“ใช่!”
“ราคามัดจำสองตำลึง อีกสามวันรับชุดจ่ายอีกสามตำลึง”
“เหตุใดแพงนัก เช่นนี้ข้าไม่เอาด้วย” หญิงนางโลมบางนางยอมถอดใจ
“ใครไม่เอาไม่เป็นไร ข้าจะตัดชุดแบบนี้เพียงห้าชุดเท่านั้นแล้วจะไม่มีตัดเพิ่ม ใครอยากได้ก็เดินเข้ามาวางเงินแล้ววัดตัว” ลี่เหม่ยไม่คิดลดราคาแต่กลับทำให้ชุดพวกนั้นมีค่ามากขึ้น ทำเอาเหล่าหญิงคณิกามองหน้ากันเลิกลัก อาภรณ์ยั่วยวนบุรุษเช่นนี้หากสวมใส่ด้วยมารยาของพวกนางคงทำเงินได้ไม่น้อยกว่าสิบตำลึงแน่
“ข้าเอา!” “ข้าเอาด้วย”
กลายเป็นว่าสตรีนับสิบแย่งกันจ่ายเงินเพื่ออาภรณ์เพียงห้าชุด ลี่เหม่ยยิ้มหน้าบานกับเหตุการณ์เบื้องหน้า
“แล้วชุดที่เจ้าสวมอยู่นี่เล่า” ซีซีสังเกตอาภรณ์หวาบหวิวที่นางสวมใส่ตาเป็นมัน
“แม่นางซีซีตาแหลมยิ่ง ชุดนี้ข้าพึ่งตัดใหม่ มีเพียงห้าชุดเท่านั้น ราคาหกตำลึง” ลี่เหม่ยเลิกคิ้วเอ่ยหยั่งเชิง
“ได้! ข้าซื้อ” ซีซีที่ทำเงินจากชุดแรกไม่น้อยกว่ายี่สิบตำลึงจึงไม่คิดเสียดายเพียงน้อย
“ข้าเอาด้วย!” “ข้าด้วย” “ข้าอีกชุดนึง” เหล่าหญิงคณิกาที่จับจองไม่ทันชุดแรก ยอมจ่ายเพิ่มเพื่อให้ได้ชุดที่ใหม่กว่า
ลี่เหม่ยยิ้มกว้างเดินออกจากห้องรับรอง เพียงวันเดียวนางสามารถทำเงินได้ถึง ห้าสิบตำลึง หนทางเปิดร้านของนางอยู่ไม่ไกลเสียแล้ว ทว่าด้วยความดีใจกลับทำให้นางไม่ทันมองว่าตอนนี้งานประมูลหญิงพรหมจรรย์ได้เริ่มขึ้นแล้ว และช่างโชคร้ายที่นางกลับยืนอยู่บนลานประมูลพอดิบพอดี
ผ้าขาวบางปิดครึ่งหน้า พร้อมอาภรณ์สีแดงชาดบางเบาแนบเนื้อ ส่วนหน้าอกเว้าลึกมีเพียงผ้าไหมสีดำคาดปิดไว้ ทำบุรุษนับสิบกลืนน้ำลายกับรูปร่างดั่งเทพธิดาของนาง
“มามา สตรีนางนี้ข้าให้สิบตำลึง” ลี่เหม่ยสะดุ้งตกใจเมื่อเสียงหื่นกระหายดังขึ้น จนได้สติว่าตนอยู่กลางลานประมูลเสียแล้ว
“นี่! ข้าไม่ใช่” นางพยายามจะอธิบาย
“เงียบนะ!” มามารีบปิดปากนางพลางกระซิบ ข้าจะให้เจ้ามากกว่าสตรีนางอื่นแน่
“แต่ข้าไม่ใช่..” / “ใต้เท้าจงใจใหญ่ไม่น้อย ท่านอื่นว่าอย่างไรเจ้าคะ” มามาหอร้อยบุปผาไม่ยอมฟังนางอธิบาย กลับรีบเร่งการประมูลให้เร็วขึ้น
“ข้า 15 ตำลึง”
“16 ตำลึง”
“17 ตำลึง”
“20 ตำลึง”
ลี่เหม่ยมองดูการประมูลร่างกายนางที่เต็มไปด้วยบุรุษบ้าตัณหา ภายในใจรู้สึกหวาดกลัวเมื่อไม่มีผู้ใดฟังนางอธิบาย จะหนีออกไปก็ทำไม่ได้เมื่อมามาเฒ่าให้คนงานชายประกบนางไว้
“ห้าสิบตำลึง”
เสียงเยือกเย็นดังขึ้น ทำทั้งลานประมูลเงียบสนิท บุรุษสวมอาภรณ์สีดำตัดกับผิวขาวของเขา คิ้วหนารับกับดวงตาลุ่มลึกกำลังจ้องมองลี่เหม่ยดุจเหยี่ยวเจ้าเวหา ทำสตรีหลายนางอ่อนระทวยโรยแรงลงตรงนั้น
“เหยาหมิง?” ลี่เหม่ยพึมพำเสียงเบา พลางหายใจโล่งขึ้นเมื่อเห็นคนคุ้นเคยยื่นมือเข้าช่วย
หลังจากลี่เหม่ยถูกตั้งให้เป็นฮูหยินแม่ทัพปราบเหนือ ร้านปักผ้าตระกูลไป๋ก็โด่งดังมากขึ้น ด้วยผู้คนต่างอยากได้อาภรณ์แปลกตาจากร้านนาง อีกทั้งเมื่อรู้ว่านางคือฮูหยินแม่ทัพปราบเหนือ ผู้คนต่างอยากผูกมิตรด้วยความสัมพันธ์ของเหยาหมิงกลับราชวงศ์ทำให้หลายคนอยากพึ่งบารมี เหอจือซวินยังคงแวะเวียนมาหาหุ้นส่วนอยู่เช่นเดิม ทว่าทุกครั้งที่เขามากลับต้องมีเหยาหมิงอยู่ด้วยร่ำไป “นี่แม่ทัพเฉิง เมื่อใดท่านจะเลิกให้สายลับติดตามข้า” จือซวินอดทนไม่ไหวอีกต่อไป ตำหนิเหยาหมิงต่อหน้าลี่เหม่ย “ตราบใดที่เจ้ายังมาหาฮูหยินข้า ข้าก็ไม่ยอมให้พวกเขาเลิกติดตาม” “แต่ข้าต้องทำการค้า จะไม่มาหานางได้อย่างไร” “เช่นนั้นข้าก็จะตามอยู่เช่นนี้” เหยาหมิงเอ่ยพลางรั้งลี่เหม่ยมานั่งตัก อวดบุรุษที่หลงรักฮูหยินเขาเสียเลย “ท่านพี่ ทำอะไรอายคุณชายเหอ” ลี่เหม่ยตีแขนแกร่งพลางมองเขาอย่างตำหนิ “เหตุใดต้องอาย ข้าจะพลอดรักกับฮูหยินข้า คนที่กล้ามองนั่นสิถึงควรอาย” เหยหามิงจ้องมองจือซวินอย่างถือดี “ช่างเถอะ ช่างเถอะ จากนี้ข้าจะมา
เหยาหมิงวางลี่เหม่ยบนเตียง ดวงตาหยาดเยิ้มจากความเมามายทำให้ใบหน้างามดูยั่วยวนจนเขาแทบอดใจไม่ไหว อาภรณ์สีแดงเข้มบางเบาผิดกับอากาศหนาวเย็นภายนอก ไหล่ขาวโผล่พ้นอาภรณ์ดูวาบหวิวทำแม่ทัพหนุ่มกลืนน้ำลายอยู่หลายครั้ง “ข้าต้องการเจ้า” เสียงแหบพร่าเอื้อนเอ่ย ใจเขาเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ “ข้าก็ต้องการ” นางตอบเสียงเบา สิ้นเสียงหวานแสนแผ่วเบา จุมพิตอันดูดดื่มก็เริ่มขึ้นเหยาหมิงเหมือนสัตว์ร้ายที่ทนหิวโหยมานาน แรงบดของริมฝีปากบางแทบทำให้ริมฝีปากอวบอิ่มของนางแหลกสลายลงตรงนั้น ความหวานหอมของปากอิ่มทำให้เขาไม่สามารถอดกลั้นความดิบเถื่อนในร่างกายได้อีก ลิ้นหนาดุนดันให้ริมฝีปากของนางเผยอขึ้น ก่อนจะตวัดปลายลิ้นฉกฉวยความหวานในปากของสตรีใต้ร่าง มือหนาลูบไล้ไปทั่วอาภรณ์ก่อนจะฟอนเฟ้นเข้าไปเหนือเนินอกอวบอิ่ม ใจของบุรุษหนุ่มเต้นแรงเมื่อมือสัมผัสถูกเนื้อสาว เสียงครางในลำคอแกร่งบ่งบอกถึงความพอใจของแม่ทัพปราบเหนืออย่างชัดเจน ยอดดอกบัวแข็งสู้มือเขาอย่างท้าทายจนมิอาจทำให้เขาเบามือกับนางได้ ลี่เหม่ยแทบขาดใจกับการสัมผัสเร่าร้อนของเหยาหมิง นางหอบหายใจแรงจนหน้าอกกระเ
ยามเหม่า ลี่เหม่ยรู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งร่างคล้ายกับคนที่ต้องใช้แรงงานมาเป็นเดือน ๆ โดยมิได้พักผ่อน ก่อนจะปรือตามองไปโดยรอบ สภาพห้องตรงหน้ากลับไม่คุ้นตาเพียงนิด ก่อนภาพงานฉลองเมื่อคืนจะเริ่มเล่นอยู่ในหัว ฉากนางโดนเหยาหมิงป้อนจุมพิตให้ ฉากที่นางสารภาพรัก หรือแม้แต่ฉากร่วมรักนางกลับจดจำได้ทั้งหมด “เวรแล้ว ลี่เหม่ยนะลี่เหม่ย! แกเห็นผู้ชายหล่อหน่อยไม่ได้เลยนะ ละทวยโรยแรงทันทีเล้ย!” ลี่เหม่ยสบถให้ตัวเองก่อนรีบสำรวจอาภรณ์ที่บัดนี้ไม่มีติดร่างแม้เพียงชิ้น “ตื่นแล้วหรือ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น พร้อมกับอ่างน้ำอุ่นในมือ ลี่เหม่ยแทบหยุดหายใจเมื่อต้องเผชิญกับสายตาของเหยาหมิงในตอนนี้ เมื่อฤทธิ์น้ำเมาหมดไปนางก็เริ่มหน้าบางเขินอายกับสิ่งที่เกิดขึ้น “จะเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” ลี่เหม่ยไม่กล้าแม้แต่จะสบตาบุรุษตรงหน้า ได้แต่ก้มหน้าแต่งกายอย่างลวก ๆ “จะรีบไปไหน ได้ข้าแล้วคิดจะไม่รับผิดชอบหรือไร” แม่ทัพหนุ่มคว้าเอวบางไปกอดไว้แน่น ใบหน้าหล่อเหลาพาดบนไหล่ขาวที่ยังคงเปลือยเปล่าของนาง “ทะท่านทำอะไรน่ะ” นางตกใจจนต
กาสุราพร้อมอาหารหลายสิบอย่างตั้งอยู่ศาลาไม้ริมน้ำ เหยาหมิงนั่งรอสตรีว่าที่อดีตอนุตนพลางครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา “อะแฮ่ม ท่านแม่ทัพ” เสียงหวานน้ำเสียงสดใสดังขึ้น จนแม่ทัพหนุ่มต้องเงยหน้ามอง สตรีในชุดอาภรณ์แดงพลิ้วไหว ตัดกับผิวขาวราวหิมะ ริมฝีปากแดงสดยกยิ้มให้กับเขา “เหตุใดแค่ดื่มฉลองต้องแต่งกายขนาดนี้ คิดยั่วยวนข้าหรือ” เหยาหมิงที่หัวใจเต้นแรงยั่วโมโหอีกฝ่ายแก้อาการเคอะเขิน “ท่านแม่ทัพหลงตัวเองนะเจ้าคะ ข้าแค่แต่งกายฉลองอิสระของข้าต่างหาก” ลี่เหม่ยเอ่ยอย่างอารมณ์ดีก่อนนั่งลง “เป็นอนุข้า เจ้าขาดอิสระขนาดนั้นเชียว” แววตาเศร้าฉายผ่านแววตาลุ่มลึกของเหยาหมิงครู่หนึ่ง แต่กระนั้นลี่เหม่ยก็ยังสังเกตเห็น “ไม่ใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ เราทั้งสองไม่ได้ตบแต่งกันด้วยความรัก คืนอิสระให้กันก็ดีแล้วมิใช่หรือ” “ได้ เช่นนั้นก็ดื่มเถอะ” เหยาหมิงรินเหล้าให้กับนาง ก่อนส่งสายตาเชิญชวนให้นางดื่ม ลี่เหม่ยมองเหล้าในจอก แม้กลิ่นจะหอมเย้ายวนทว่านางกลับไม่กล้าดื่ม ฝูลี่เหม่ยในโลกก่อนคออ่อนเสียยิ่งกว่าอะไรด
ชุนเหยาไทเฮาดวงตาเข้มขึ้นในทันใด มือขาวผ่องกำแน่นจนขาวซีด พระนางยืนขึ้นได้ไม่มั่นคงด้วยแรงแค้นที่สุมกลางอก ลี่เหม่ยเห็นดังนั้นรีบเข้าประคองไทเฮาในทันที “หวงหลงเหริน! เจ้าช่างบังอาจนัก มันผู้ใดให้ความกล้ากับเจ้า ถึงขั้นกล้าวางยาสังหารน้องสาวข้า!” เสียงพระนางดังลั่น ทำหวงหลงเหรินต้องรีบโขลกศีรษะกับพื้นเย็นด้วยความหวาดกลัว “เหยาหมิงหลานอยากทำอย่างไรกับนางชั่วช้าผู้นี้กัน” ไทเฮาหันมองแม่ทัพหนุ่มที่บัดนี้กำกระบี่ในมือแน่น เสียงกระบี่สั่นจนเกิดเสียงบ่งบอกถึงอารมณ์เคียดแค้นในตัวบุรุษหนุ่ม “สังหารนางซะ! แล้วลากศพไปทั่วเมืองแล้วค่อยทิ้งไว้หน้าจวนตระกูลหวง” เสียงเยือกเย็นเอื้อนเอ่ย ทำลี่เหม่ยขนลุกกับความโหดเหี้ยมของเฉิงเหยาหมิง “ไม่ได้นะ! ข้าเป็นแม่เล็กเจ้า ข้าเป็นฮูหยินท่านบัณฑิตหวังบิดาเจ้า ข้าเป็นน้องสาวเสนาบดีหวง เจ้าจะทำเช่นนี้ไม่ได้!” หลงเหรินเงยหน้าขึ้นพลางส่ายไปมา ใบหน้ายังคงขาวซีดน้ำหน้าอาบแก้ม คล้ายคนเสียสติ “เจ้าว่าอย่างไรหวังเทียนเล่ย เจ้าจะยังกล้าออกหน้าปกป้องสตรีที่ทำให้เจ้ากับบุตรชายผิดใจกันหร
งานเลี้ยงต้อนรับราชทูตจบลงในยามเซิ่น ลี่เหม่ยที่ทั้งเหนื่อยทั้งเกร็งวางตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าขุนนางและจักรพรรดิของแคว้น เมื่อขึ้นรถม้าได้ก็กลับสนิททันที โดยใช้ไหล่ของเหยาหมิงเป็นหมอนรองนอนตลอดทาง แม่ทัพหนุ่มนั่งแข็งทื่อไม่กล้าขยับ หัวใจที่เต้นแรงทำได้เพียงเป่าลมออกจากปากเพื่อคลายความตื่นเต้น รถม้าหยุดนิ่งหน้าจวน ก่อนที่ลี่เหม่ยจะตื่นขึ้นอีกครั้งโดยที่นางยังคงซบอยู่ที่ไหล่ของสามี “ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าเหนื่อยมากจึงหลับไม่รู้ตัว” “ไม่เป็นไร วันนี้เจ้าทำได้ดีไม่น้อย ไทเฮาดูพอพระทัยไม่น้อย” เหยาหมิงยิ้มให้กับนาง นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าเด็กปากร้ายของนางเอ่ยชมทั้งยิ้มให้อีก ลี่เหม่ยจึงวางตัวไม่ถูกชั่วขณะ “ขอบคุณท่านแม่ทัพที่เอ่ยชม” “เช่นนั้นแผนการหาฆาตกรของเราพระนางจะช่วยหรือไม่” “ไทเฮาทรงช่วยแน่ พระนางเป็นพี่สาวของแม่ข้านี่” “อีกห้าวันส่งราชทูตกลับแคว้นเจ้าก็เริ่มแผนเถอะ” เหยาหมิงฝากความหวังไว้ที่นาง ร้านปักผ้าตระกูลไป๋คึกคักไม่น้อย เมื่อชาวเมืองรู้ว่าฉลองพระองค์ของไทเ







