Masukลี่เหม่ยกังวลไม่น้อยการกลับตระกูลหวงแน่นอนว่าต้องเกิดขึ้น ทว่ากลับไปอย่างไรถึงจะไม่ให้ถูกรังแกนี่สิคือสิ่งที่นางต้องการ
“เช่นนั้นให้ท่านแม่ทัพกลับพร้อมข้าเท่านี้ก็ไม่ถูกลงโทษแล้ว” นางยิ้มให้กับความฉลาดของตน
“หากท่านแม่ทัพกลับด้วยแน่นอนว่าไม่มีใครกล้ารังแกคุณหนูแน่เจ้าค่ะ แต่ท่านแม่ทัพจะกลับไปด้วยหรือ เขาเกลียดตระกูลหวงเสียยิ่งกว่าอะไร” ชิงชิงเตือนสตินาง
“ไม่ลองไม่รู้ เรื่องแบบนี้อยู่ที่ข้อแลกเปลี่ยน” ลี่เหม่ยยักคิ้วก่อนหันกายออกจากเรือนหลังมุ่งไปเรือนไผ่หลิว
ด้านเหยาหมิงตอนนี้กำลังกังวลไม่ต่างกัน แม้ตนเองจะไม่สนใจชายผู้ให้กำเนิด ละทิ้งตระกูลหวังแต่เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นหวังเทียนเล่ยไม่ยอมนำชื่อเขาออกจากตระกูล เช่นนั้นการเป็นบิดากับบุตรก็ยังคงอยู่ บุตรชายแต่งงานแต่ไม่ให้บิดาร่วมงานแม้เป็นอนุก็ขัดประเพณี แถมรับอนุก่อนจะตบแต่งฮูหยินเรื่องเช่นนี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้น บิดาที่เขาไม่ต้องการกลับเล่นใหญ่ถวายฎีกาขอความเป็นธรรมกับฮ่องเต้ ทำให้ตนถูกตำหนิลงมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ท่านแม่ทัพท่านผู้เฒ่าเฉิงเองก็อยากให้ท่านกับอนุสกุลหวงกลับไปเยี่ยมที่จวนสกุลเฉิงขอรับ” เจียหาวลอบสังเกตสีหน้าดำมืดของเจ้านายพลางกล่าวอย่างระวัง
“ชายสกุลหวังนั่นก็อยากให้ข้าพาอนุไปเคารพไม่ต่างกัน ดูท่าจะหลีกเลี่ยงยาก คงต้องไปสักครั้งไม่เช่นนั้นฮ่องเต้คงต้องมาเอง” เหยาหมิงนั่งหลับตานวดขมับที่ปวดหนึบ
“ท่านแม่ทัพข้าลี่เหม่ยขอพบสักครู่ได้หรือไม่” เสียงใสดังมาจากนอกเรือน ทำเหยาหมิงลืมตาอีกครั้ง
“เข้ามา” เสียงอนุญาตทุ้มต่ำทำนางกล้าก้าวขาเข้าเรือน
ห้องตำราที่เต็มไปด้วยตำราหลายชั้น บางส่วนวางกองเป็นภูเขาขนาดย่อม อีกทั้งอาวุธประจำกายมากมายถูกจัดวางทั่วห้อง ลี่เหม่ยมองสำรวจไปรอบ ๆ ไม่มีจุดใดเลยที่นางจะรู้สึกชอบในห้องนี้ ทั้งดูคร่ำครึและป่าเถื่อนทำนางขนลุกขนพองไม่อยากหายใจในห้องนี้นาน
“เจ้าสำรวจพอหรือยัง บิดาเจ้าให้มาสอดส่องความเคลื่อนไหวของข้าหรือไง” คำพูดแต่ละคำที่ออกจากปากบุรุษบนรถเข็นนี้ทำนางยากจะเอาผ้ามัดปากเขาไว้ซะ ช่างบาดหูและไม่น่าฟังทั้งมองผู้อื่นแต่แง่ร้าย
“ปากหรือนั่น!”
“นี่! เจ้าจงใจตำหนิข้าหรือ” ประโยคแรกก็ทำเหยาหมิงอารมณ์ขุ่นมัวเสียแล้ว
“เปล่าเจ้าค่ะ ข้าน้อยมีหรือจะอาจหาญเช่นนั้น” ลี่เหม่ยแสร้งยิ้มพลางยอบกายเคารพอย่างประชดประชัน จนทำอีกฝ่ายคิ้วขมวดเป็นปมหันหน้าไปทางอื่น
“ข้าเพียงมายื่นขอเสนอกับท่าน ในวันที่กลับจวนสกุลหวังและสกุลเฉิงข้าจะไม่ก่อเรื่อง หากท่านยอมกลับจวนสกุลหวงกับข้าในวันพรุ่งนี้” ลี่เหม่ยยักคิ้วต่อรอง
“นี่! เจ้าแอบฟังหรือ” เหยาหมิงมั่นใจหากไม่แอบฟังเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้นนางจะรู้ได้อย่างไร
“ข้าตั้งใจมาหาท่าน แต่ท่านกับเจียหาวคุยกันเสียงดังเองจะโทษข้าได้อย่างไร”
“หึ! คนสกุลหวงทำผิดแล้วโยนให้คนอื่นเช่นนี้ทุกคนสินะ” สายตาเหยาหมิงมองนางด้วยความเย้ยหยัน ทว่าลี่เหม่ยกลับคร้านที่จะสนใจนางทำเป็นมองไม่เห็น
“ตกลงจะรับข้อเสนอหรือไม่ หากท่านช่วยข้าไม่ให้ถูกคนสกุลหวงรังแกข้าก็จะไม่สร้างเรื่องให้ท่าน”
“รังแกหรือ? ใครกันจะรังแกเจ้า พวกนั้นหวังให้เจ้าแต่งกับข้าจนเนื้อเต้นมีแต่จะยกยอเจ้าเสียมากกว่า” เหยาหมิงรังเกรียจแม้กระทั่งจะมองนางด้วยซ้ำ
“เอาเถอะ หากท่านไม่ปฏิเสธข้าถือว่าท่านตกลง เช่นนั้นยามเฉิงข้าจะรอท่านที่หน้าจวน” ลี่เหม่ยกล่าวจบก็กลับเรือนหลัง
ชิงชิงเดินกลับไปกลับมาภายในเรือน นางเป็นกังวลแทนคุณหนูไม่น้อยหากกลับไปตระกูลหวงโดยไร้การปกป้อง ต้องถูกฝั่งนั้นรังแกสารพัดไม่ต่างจากแต่ก่อนแน่
“คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ท่านแม่ทัพตกลงหรือไม่” สาวใช้รีบเข้าไปรินชาให้กับลี่เหม่ยเมื่อเห็นว่านางมีท่าทีเหนื่อยหอบ
“คิดว่าเขาตกลงนะ” นางมีท่าทีกังวล ไม่ดูมั่นอกมั่นใจเช่นแสดงออกต่อนะเหยาหมิงแม้แต่น้อย
“แล้วเรื่องของขวัญเล่าเจ้าคะ?”
ลี่เหม่ยแทบกลืนน้ำชาไม่ลงกับคำถามนี้ ทางลืมไปเสียสนิทว่าการกลับบ้านหลังออกเรือนควรมีของเยี่ยมกลับไปด้วย แต่นางไม่ได้ถูกตบแต่งมาเป็นฮูหยินของเรือนหรือเป็นอนุคนโปรด สินเดิมก็ไม่มีจะเอาที่ไหนไปให้เล่า
“ไม่มีหรอก อย่างไรเสียคนตระกูลหวงก็ไม่ชอบข้าอยู่แล้วเพิ่มเรื่องนี้ไปคงไม่ถูกรังแกมากขึ้นเท่าใดนัก” นางตอบอย่างจนปัญญา
ยามเฉิน...
ลี่เหม่ยในอาภรณ์สีขาวเรียบเข้ากับใบหน้าหวาน เครื่องประดับเรียบง่ายน้อยชิ้นที่สะสมมาทั้งชีวิตถูกหยิบขึ้นมาสวมใส่ให้เข้าชุด นั่นกลับทำให้หญิงสาวดูอ่อนหวานน่าปกป้องยิ่งขึ้น ทว่าบัดนี้กลับมีสีหน้าเป็นกังวลเมื่อสามีในนามของนางไม่ยอมปรากฏกายออกมาเสียที
“อนุหวงท่านแม่ทัพยังรักษากับหมองหลวงยังไม่เสร็จ เกรงท่านจะรอนานเลยให้ล่วงหน้าไปก่อน อีชั่วยามท่านแม่ทัพจะตามไปขอรับ” พ่อบ้านต้วนที่โดนกำชับเรื่องการปฏิบัติตนเสียใหม่นอบน้อมกับนางมากขึ้น
“เช่นนั้นก็ได้” เมื่อไม่สามารถเร่งเหยาหมิงได้นางจำต้องล่วงหน้าไปก่อน แลภาวนาให้บุรุษปากร้ายผู้นั้นรักษาคำพูด
รถม้าหยุดลงหน้าจวนสกุลหวงที่บัดนี้กลับปิดสนิท ลี่เหม่ยสังหรณ์ใจว่าเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ปกติแน่
“เปิดประตู ข้าคุณหนูเก้าหวงลี่เหม่ย”
สิ้นเสียงของนางประตูถูกเปิดออก พร้อมน้ำล้างชามหลายถังถูกสาดออกมาโดนนางเข้าอย่างจังไม่พลาดเป้าเพียงน้อย สภาพของลี่เหม่ยตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากลูกหมาที่ตกลงไปในน้ำแต่เป็นน้ำรล้างจานที่ทำนางแสบไปทั้งตัว
“ว๊ายยยย! น้องเก้า พี่ใหญ่ขอโทษเมื่อครู่มีหนูสกปรกมันวิ่งผ่านหน้าจวนข้าเลยให้สาวใช้ช่วยกันเอาน้ำมาสาด” หวงอิ้งเยว่ยิ้มหน้าระรื่นไม่สำนึกผิดเพียงน้อย
“คุณหนูเป็นอะไรหรือไม่เจ้าค่ะ” ชิงชิงน้ำตาคลอเบ้ารีบเช็ดหน้าให้กับลี่เหม่ยที่ยืนนิ่งไม่เอ่ยสิ่งใด ทั้งที่ตัวเองก็เปียกปอนไม่ต่างกัน
“นี่ใช่ไหม คุณหนูใหญ่ตระกูลหวง” ลี่เหม่ยกัดฟันพูดที่ได้ยินกันเพียงสองคน นางโมโหจนตัวสั่นพึ่งมาถึงดอกแรกก็โดนเสียแล้ว
“เจ้าค่ะ” ชิงชิงพยักหน้าเบา ๆ
ลี่เหม่ยกันชิงชิงออกห่าง ใบหน้าบูดบึ้งเมื่อครู่กลับดูท่าทางหวาดกลัวจนอิ้งเยว่ประหลาดใจ
“กรี๊ดดดด หนูหรือเจ้าคะ น้องกลัวหนู กรี๊ดดดด มันอยู่ตรงนี้เจ้าค่ะ ท่านพี่ช่วยน้องด้วย” ลี่เหม่ยตกใจกลัวสิ่งที่ไม่มีจริงจนอีกฝ่ายหลงเชื่อมองดูตามมือที่นางชี้ไปทั่ว โดยที่ลืมระวังตัวจนลี่เหม่ยมีโอกาสนำร่างกายที่เปียกโชกด้วยน้ำสกปรกกระโดดกอดอิ้งเยว่จนล้มคว่ำ
“กรี๊ดดดด! เจ้าทำอะไรปล่อยข้านะ” อิ้งเยว่ตกใจร้องลั่น พลางดันตัวลี่เหม่ยที่ปีนป่ายบนตัวนางออก
“น้องกลัวเจ้าค่ะ ว๊ายยย! หนูมันไต่บนตัวน้องแล้ว” ลี่เหม่ยร้องลั่น พลางใช้มือตบตีไปมั่วจนทั่วใบหน้าของคุณหนูใหญ่สกุลหวง
“หยุดนะ! พวกเจ้าทำอะไรมาลากนางออกไปสิ” อิ้งเยว่ก่นด่าสาวใช้ที่มัวแต่ยืนอึ้ง
กว่าสาวใช้จะแยกคุณหนูทั้งสองออกจากกันได้ สภาพของอิ้งเยว่ก็ไม่ต่างจากลี่เหม่ยนัก ผมเผ้ายุ่งเหยิงแถมขาดติดมือลี่เหม่ยมาเป็นกระจุก อาภรณ์เปียกชุ่ม ผิวแดงทั่วร่างด้วยความแสบร้อนอย่างเห็นได้ชัด ลี่เหม่ยยิ้มอย่าพอใจก่อนแสร้งทำหน้าตกใจอีกครั้ง
“พี่หญิงน้องไม่ได้ตั้งใจเจ้าค่ะ ท่านเป็นอะไรหรือไม่” นางทำทีจะเดินเข้าไปดูอาการของสตรีตรงหน้า
“หยุด!” เสียงแหลมดังขึ้นทำลี่เหม่ยหยุดอยู่กับที่
“เจ้าไม่ต้องเข้ามา พาข้ากลับเรือน” อิ้งเยว่เดินกระทืบเท้าด้วยความโมโหกลับเข้าเรือนไป
“คุณหนูช่างใจกล้านัก แต่เช่นนี้ฮูหยินเอกไม่ยอมรามือแน่เจ้าค่ะ” ชิงชิงที่ยืนอึ้งอยู่นานได้สติ รีบเข้ามาสำรวจร่างกายของคุณหนูของตน
“อย่างไรก็โดนอยู่ดี เอาคืนบ้างจะเป็นไร” ลี่เหม่ยกล่าวพลางปัดเศษดินออกจากอาภรณ์สีขาวที่บัดนี้ดูไม่ได้แล้ว
หลังจากลี่เหม่ยถูกตั้งให้เป็นฮูหยินแม่ทัพปราบเหนือ ร้านปักผ้าตระกูลไป๋ก็โด่งดังมากขึ้น ด้วยผู้คนต่างอยากได้อาภรณ์แปลกตาจากร้านนาง อีกทั้งเมื่อรู้ว่านางคือฮูหยินแม่ทัพปราบเหนือ ผู้คนต่างอยากผูกมิตรด้วยความสัมพันธ์ของเหยาหมิงกลับราชวงศ์ทำให้หลายคนอยากพึ่งบารมี เหอจือซวินยังคงแวะเวียนมาหาหุ้นส่วนอยู่เช่นเดิม ทว่าทุกครั้งที่เขามากลับต้องมีเหยาหมิงอยู่ด้วยร่ำไป “นี่แม่ทัพเฉิง เมื่อใดท่านจะเลิกให้สายลับติดตามข้า” จือซวินอดทนไม่ไหวอีกต่อไป ตำหนิเหยาหมิงต่อหน้าลี่เหม่ย “ตราบใดที่เจ้ายังมาหาฮูหยินข้า ข้าก็ไม่ยอมให้พวกเขาเลิกติดตาม” “แต่ข้าต้องทำการค้า จะไม่มาหานางได้อย่างไร” “เช่นนั้นข้าก็จะตามอยู่เช่นนี้” เหยาหมิงเอ่ยพลางรั้งลี่เหม่ยมานั่งตัก อวดบุรุษที่หลงรักฮูหยินเขาเสียเลย “ท่านพี่ ทำอะไรอายคุณชายเหอ” ลี่เหม่ยตีแขนแกร่งพลางมองเขาอย่างตำหนิ “เหตุใดต้องอาย ข้าจะพลอดรักกับฮูหยินข้า คนที่กล้ามองนั่นสิถึงควรอาย” เหยหามิงจ้องมองจือซวินอย่างถือดี “ช่างเถอะ ช่างเถอะ จากนี้ข้าจะมา
เหยาหมิงวางลี่เหม่ยบนเตียง ดวงตาหยาดเยิ้มจากความเมามายทำให้ใบหน้างามดูยั่วยวนจนเขาแทบอดใจไม่ไหว อาภรณ์สีแดงเข้มบางเบาผิดกับอากาศหนาวเย็นภายนอก ไหล่ขาวโผล่พ้นอาภรณ์ดูวาบหวิวทำแม่ทัพหนุ่มกลืนน้ำลายอยู่หลายครั้ง “ข้าต้องการเจ้า” เสียงแหบพร่าเอื้อนเอ่ย ใจเขาเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ “ข้าก็ต้องการ” นางตอบเสียงเบา สิ้นเสียงหวานแสนแผ่วเบา จุมพิตอันดูดดื่มก็เริ่มขึ้นเหยาหมิงเหมือนสัตว์ร้ายที่ทนหิวโหยมานาน แรงบดของริมฝีปากบางแทบทำให้ริมฝีปากอวบอิ่มของนางแหลกสลายลงตรงนั้น ความหวานหอมของปากอิ่มทำให้เขาไม่สามารถอดกลั้นความดิบเถื่อนในร่างกายได้อีก ลิ้นหนาดุนดันให้ริมฝีปากของนางเผยอขึ้น ก่อนจะตวัดปลายลิ้นฉกฉวยความหวานในปากของสตรีใต้ร่าง มือหนาลูบไล้ไปทั่วอาภรณ์ก่อนจะฟอนเฟ้นเข้าไปเหนือเนินอกอวบอิ่ม ใจของบุรุษหนุ่มเต้นแรงเมื่อมือสัมผัสถูกเนื้อสาว เสียงครางในลำคอแกร่งบ่งบอกถึงความพอใจของแม่ทัพปราบเหนืออย่างชัดเจน ยอดดอกบัวแข็งสู้มือเขาอย่างท้าทายจนมิอาจทำให้เขาเบามือกับนางได้ ลี่เหม่ยแทบขาดใจกับการสัมผัสเร่าร้อนของเหยาหมิง นางหอบหายใจแรงจนหน้าอกกระเ
ยามเหม่า ลี่เหม่ยรู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งร่างคล้ายกับคนที่ต้องใช้แรงงานมาเป็นเดือน ๆ โดยมิได้พักผ่อน ก่อนจะปรือตามองไปโดยรอบ สภาพห้องตรงหน้ากลับไม่คุ้นตาเพียงนิด ก่อนภาพงานฉลองเมื่อคืนจะเริ่มเล่นอยู่ในหัว ฉากนางโดนเหยาหมิงป้อนจุมพิตให้ ฉากที่นางสารภาพรัก หรือแม้แต่ฉากร่วมรักนางกลับจดจำได้ทั้งหมด “เวรแล้ว ลี่เหม่ยนะลี่เหม่ย! แกเห็นผู้ชายหล่อหน่อยไม่ได้เลยนะ ละทวยโรยแรงทันทีเล้ย!” ลี่เหม่ยสบถให้ตัวเองก่อนรีบสำรวจอาภรณ์ที่บัดนี้ไม่มีติดร่างแม้เพียงชิ้น “ตื่นแล้วหรือ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น พร้อมกับอ่างน้ำอุ่นในมือ ลี่เหม่ยแทบหยุดหายใจเมื่อต้องเผชิญกับสายตาของเหยาหมิงในตอนนี้ เมื่อฤทธิ์น้ำเมาหมดไปนางก็เริ่มหน้าบางเขินอายกับสิ่งที่เกิดขึ้น “จะเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” ลี่เหม่ยไม่กล้าแม้แต่จะสบตาบุรุษตรงหน้า ได้แต่ก้มหน้าแต่งกายอย่างลวก ๆ “จะรีบไปไหน ได้ข้าแล้วคิดจะไม่รับผิดชอบหรือไร” แม่ทัพหนุ่มคว้าเอวบางไปกอดไว้แน่น ใบหน้าหล่อเหลาพาดบนไหล่ขาวที่ยังคงเปลือยเปล่าของนาง “ทะท่านทำอะไรน่ะ” นางตกใจจนต
กาสุราพร้อมอาหารหลายสิบอย่างตั้งอยู่ศาลาไม้ริมน้ำ เหยาหมิงนั่งรอสตรีว่าที่อดีตอนุตนพลางครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา “อะแฮ่ม ท่านแม่ทัพ” เสียงหวานน้ำเสียงสดใสดังขึ้น จนแม่ทัพหนุ่มต้องเงยหน้ามอง สตรีในชุดอาภรณ์แดงพลิ้วไหว ตัดกับผิวขาวราวหิมะ ริมฝีปากแดงสดยกยิ้มให้กับเขา “เหตุใดแค่ดื่มฉลองต้องแต่งกายขนาดนี้ คิดยั่วยวนข้าหรือ” เหยาหมิงที่หัวใจเต้นแรงยั่วโมโหอีกฝ่ายแก้อาการเคอะเขิน “ท่านแม่ทัพหลงตัวเองนะเจ้าคะ ข้าแค่แต่งกายฉลองอิสระของข้าต่างหาก” ลี่เหม่ยเอ่ยอย่างอารมณ์ดีก่อนนั่งลง “เป็นอนุข้า เจ้าขาดอิสระขนาดนั้นเชียว” แววตาเศร้าฉายผ่านแววตาลุ่มลึกของเหยาหมิงครู่หนึ่ง แต่กระนั้นลี่เหม่ยก็ยังสังเกตเห็น “ไม่ใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ เราทั้งสองไม่ได้ตบแต่งกันด้วยความรัก คืนอิสระให้กันก็ดีแล้วมิใช่หรือ” “ได้ เช่นนั้นก็ดื่มเถอะ” เหยาหมิงรินเหล้าให้กับนาง ก่อนส่งสายตาเชิญชวนให้นางดื่ม ลี่เหม่ยมองเหล้าในจอก แม้กลิ่นจะหอมเย้ายวนทว่านางกลับไม่กล้าดื่ม ฝูลี่เหม่ยในโลกก่อนคออ่อนเสียยิ่งกว่าอะไรด
ชุนเหยาไทเฮาดวงตาเข้มขึ้นในทันใด มือขาวผ่องกำแน่นจนขาวซีด พระนางยืนขึ้นได้ไม่มั่นคงด้วยแรงแค้นที่สุมกลางอก ลี่เหม่ยเห็นดังนั้นรีบเข้าประคองไทเฮาในทันที “หวงหลงเหริน! เจ้าช่างบังอาจนัก มันผู้ใดให้ความกล้ากับเจ้า ถึงขั้นกล้าวางยาสังหารน้องสาวข้า!” เสียงพระนางดังลั่น ทำหวงหลงเหรินต้องรีบโขลกศีรษะกับพื้นเย็นด้วยความหวาดกลัว “เหยาหมิงหลานอยากทำอย่างไรกับนางชั่วช้าผู้นี้กัน” ไทเฮาหันมองแม่ทัพหนุ่มที่บัดนี้กำกระบี่ในมือแน่น เสียงกระบี่สั่นจนเกิดเสียงบ่งบอกถึงอารมณ์เคียดแค้นในตัวบุรุษหนุ่ม “สังหารนางซะ! แล้วลากศพไปทั่วเมืองแล้วค่อยทิ้งไว้หน้าจวนตระกูลหวง” เสียงเยือกเย็นเอื้อนเอ่ย ทำลี่เหม่ยขนลุกกับความโหดเหี้ยมของเฉิงเหยาหมิง “ไม่ได้นะ! ข้าเป็นแม่เล็กเจ้า ข้าเป็นฮูหยินท่านบัณฑิตหวังบิดาเจ้า ข้าเป็นน้องสาวเสนาบดีหวง เจ้าจะทำเช่นนี้ไม่ได้!” หลงเหรินเงยหน้าขึ้นพลางส่ายไปมา ใบหน้ายังคงขาวซีดน้ำหน้าอาบแก้ม คล้ายคนเสียสติ “เจ้าว่าอย่างไรหวังเทียนเล่ย เจ้าจะยังกล้าออกหน้าปกป้องสตรีที่ทำให้เจ้ากับบุตรชายผิดใจกันหร
งานเลี้ยงต้อนรับราชทูตจบลงในยามเซิ่น ลี่เหม่ยที่ทั้งเหนื่อยทั้งเกร็งวางตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าขุนนางและจักรพรรดิของแคว้น เมื่อขึ้นรถม้าได้ก็กลับสนิททันที โดยใช้ไหล่ของเหยาหมิงเป็นหมอนรองนอนตลอดทาง แม่ทัพหนุ่มนั่งแข็งทื่อไม่กล้าขยับ หัวใจที่เต้นแรงทำได้เพียงเป่าลมออกจากปากเพื่อคลายความตื่นเต้น รถม้าหยุดนิ่งหน้าจวน ก่อนที่ลี่เหม่ยจะตื่นขึ้นอีกครั้งโดยที่นางยังคงซบอยู่ที่ไหล่ของสามี “ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าเหนื่อยมากจึงหลับไม่รู้ตัว” “ไม่เป็นไร วันนี้เจ้าทำได้ดีไม่น้อย ไทเฮาดูพอพระทัยไม่น้อย” เหยาหมิงยิ้มให้กับนาง นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าเด็กปากร้ายของนางเอ่ยชมทั้งยิ้มให้อีก ลี่เหม่ยจึงวางตัวไม่ถูกชั่วขณะ “ขอบคุณท่านแม่ทัพที่เอ่ยชม” “เช่นนั้นแผนการหาฆาตกรของเราพระนางจะช่วยหรือไม่” “ไทเฮาทรงช่วยแน่ พระนางเป็นพี่สาวของแม่ข้านี่” “อีกห้าวันส่งราชทูตกลับแคว้นเจ้าก็เริ่มแผนเถอะ” เหยาหมิงฝากความหวังไว้ที่นาง ร้านปักผ้าตระกูลไป๋คึกคักไม่น้อย เมื่อชาวเมืองรู้ว่าฉลองพระองค์ของไทเ







