Masukเหยาหมิงมองตามหลังอนุของตัวเองอดขำกับท่าเดินถ่างขาของนางไม่ได้อีกทั้งสงสารที่สตรีบอบบางเช่นนี้กลับถูกโบย
“เจียหาวเจ้าไปกำชับพ่อบ้านต้วน หากยังมีใครไม่ให้เกียรตินางในฐานะอนุของข้าอีก ก็จงรับโทษโบยและขับออกจากจวนไป” แม้ตัวเขาจะไม่พึงใจต่อนางและยังเกลียดแค้นตระกูลหวง ทว่าบ่าวก็ไม่ควรกำเริบเสิบสานกับผู้เป็นนาย
“ขอรับ แล้วจะให้เรียกนางอย่างไรดี ฮูหยินหรือ..”
“เรียกอนุหวงเช่นเดิม ข้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับตระกูลนี้” เหยาหมิงใบหน้าเย็นชาเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต
ด้านลี่เหม่ยเมื่อถึงเรือนหลังก็ถึงกลับนอนคว่ำหน้าแผ่กายบนเตียง ก้นของนางยังระบบไม่หายอีกทั้งเดินทั้งวันเช่นนี้ ร่างนี้แทบทนไม่ไหวแล้ว
“ชิงชิง ข้าหิวแล้วรีบทำอาหารเถอะ”
“เจ้าค่ะ!” สาวใช้รีบกระวีกระวาดทำบะหมี่ง่าย ๆ พร้อมผัดผักอีกอย่างวางบนโต๊ะกลางเก่ากลางใหม่กลางโถง
“อาหารพร้อมแล้วเจ้าค่ะ” ชิงชิงพยุงลี่เหม่ยมายังโต๊ะกลางเรือน
“เจ้านั่งลง” ลี่เหม่ยหันมาบอกชิงชิง
“คุณหนู...” สาวใช้ข้างกายนางมีทีท่าลังเล ไม่มีสาวใช้ที่ไหนนั่งโต๊ะอาหารร่วมกับเจ้านาย
“ต่อไปนี้เจ้ากินข้าวเป็นเพื่อนข้า ไม่ต้องแบ่งเจ้านายบ่าวไพร่” แววตาจริงใจของลี่เหม่ยทำชิงชิงน้ำตารื้น
“อื้อ” นางพยักหน้าเต็มแรง
“ดีมาก! นั่งลง”
มื้ออาหารเที่ยงเรียบง่ายจบลง ลี่เหม่ยกลับมานอนคว่ำแผ่กายอีกครั้งคราวนี้นางต้องหาวิธีทำเงินจากเศษผ้าแล้ว แบบอาภรณ์มากมายวิ่งอยู่ในหัวของนาง เศษผ้ามากมายถูกวางอยู่บนพื้นให้โดยมีชิงชิงมองดูพวกมันด้วยสายตาว่างเปล่า ไม่รู้ว่ามันจะทำเงินให้คุณหนูของตนได้อย่างไร
“หยิบกระดาษกับพู่กันให้ข้าที” ลี่เหม่ยได้แบบอาภรณ์คร่าว ๆ ในหัวแล้ว เพียงไม่นานอาภรณ์แสนประหลาดจนชิงชิงต้องขมวดคิ้วก็ถูกวาดขึ้น
“นี่คือสิ่งใดเจ้าค่ะ?”
“อาภรณ์ที่จะขายดีที่สุดในหมู่หญิงนางโลมอย่างไรเล่า” ลี่เหม่ยยิ้มดีใจพลางมองภาพร่างของตัวเอง ในหัวคิดคำนวณกำไรที่จะได้
ทั้งวันลี่เหม่ยเอาแต่นั่งปักเย็บอาภรณ์จนไม่หลับไม่นอน โดยมีชิงชิงคอยเป็นลูกมือ จนยามเหม่าของอีกวันอาภรณ์สีฉูดฉาดก็เป็นรูปร่างเสียที
“เสร็จแล้ว” ลี่เหม่ยยันกายที่ระบบไปทั้งตัวขึ้น ก้นของนางปวดแสบปวดร้อนจนเกือบทนไม่ไหว
“นี่! จะขายได้หรือเจ้าคะ” ชิงชิงไม่แน่ใจกับความคิดนี้
“เหตุใดจะขายไม่ได้เล่า?” ลี่เหม่ยมองดูอาภรณ์ที่นางทุ่มเทปักเย็บทั้งคืน อาภรณ์บางสีแดงฉานมีคาดอกสีดำ กางเกงซับในสีขาวพลิ้ว หากสตรีสามใส่นางมั่นใจว่าเหล่าบุรุษมิอาจอดใจไหวแน่
“ดูน่าอายเกินจะสวมใส่เจ้าค่ะ” ชิงชิงหน้าแดงระเรื่อ
“ข้าก็มิได้ตัดให้สาวน้อยอย่างเจ้าสวมใส่ หากเป็นเหล่าหญิงนางโลมที่ต้องการเชื้อเชิญเหล่าบุรุษตั้งหากเล่า” ลี่เหม่ยยังจ้องมองอาภรณ์ไม่วางตา
ลี่เหม่ยจัดการข้าวเช้าตนเองอย่างเร่งรีบ ก่อนสวมอาภรณ์สีเรียบออกจากเรือนตรงไปยังเรือนไผ่หลิว
“ท่านแม่ทัพ” ลี่เหม่ยยอบกายเคารพบุรุษที่กำลังฝึกเดิน เพียงวันเดียวบุรุษตรงหน้ากลับเดินเหินได้แข็งแรงขึ้นไม่น้อย
“เจ้ามีอะไร” บุรุษเบื้องหน้ามีท่าทีไม่สนใจ ยังคงเดินไปมาอยู่เช่นเดิม
“ข้าต้องการไปหอนางโลม” คำพูดนี้ทำเหยาหมิงหยุดเดินในทันทีก่อนจะมองสบตานาง
“หอนางโลม? เจ้าจะไปทำไม” เขากล่าวพลางมองนางตั้งแต่หัวจรดเจ้าจนนางเดาความคิดของอีกฝ่ายได้
“ข้าไม่ได้จะไปขายเรือนร่าง”
“แล้วอย่างไร?” เหยาหมิงขมวดคิ้ว
“ข้าต้องการไปขายอาภรณ์ให้พวกนาง” ลี่เหม่ยกล่าวตามตรง หากปิดบังเกรงว่าเมื่อเขารู้ภายหลังนางอาจจะถูกโบยอีกครั้ง
“ขายอาภรณ์? เจ้าน่ะหรือ อนุแม่ทัพเฉิงขายอาภรณ์ให้นางโลมผู้คนคงหัวเราะเยาะทั้งเมือง” เหยาหมิงมือไพล่หลังสายตาเยือกเย็นมองมายังนาง
“ท่านให้เงินข้าห้าตำลึงต่อเดือน คงไม่คิดว่าจะพอใช้หรอกนะเจ้าคะ เช่นนั้นข้าทำงานสุจริตเหตุใดต้องหัวเราะเยาะ อีกอย่างหากท่านเกรงว่าชื่อเสียงของท่าจะด่างพร้อยข้าปิดปังตัวตนก็ไม่ยากเย็นอะไร” ลี่เหม่ยไม่คิดหลบสายตาอีกฝ่าย
“หึ! ข้าพึ่งรู้ว่าคุณหนูเก้าของเสนาบดีหวงจะปากเก่งไม่เบา” น้ำเสียงเย้ยหยันของบุรุษเบื้องหน้าทำนางไม่พอใจเสียแล้ว
“คนเราเมื่อต้องปากกัดตีนถีบก็ต้องปกป้องตนเองบ้างเจ้าค่ะ”
“คุณหนูเก้าต้องปากกัดตีนถีบด้วยหรือ” เหยาหมิงเลิกคิ้วถามอย่างไม่อยากเชื่อ
“ข้าเป็นเพียงลูกอนุท้ายเรือนไม่ได้สุขสบายเช่นลูกฮูหยินคนอื่นหรอก” คำพูดไม่ไยดี สีหน้าดื้อรั้นเช่นนี้ทำเหยาหมิงกล่าวสิ่งใดไม่ออก
“ตกลงท่านแม่ทัพจะอนุญาตได้หรือไม่” เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งไปนาน ลี่เหม่ยจึงย้ำถามอีกครั้ง
“จะไปก็ไป” กล่าวจบเหยาหมิงก็เดินจากไป
หอร้อยบุปผาย่านโคมแดง เหล่านารีกำลังพักผ่อนจากการรับแขกทั้งคืน ลี่เหม่ยที่บัดนี้มีผ้าบางพลางใบหน้านั่งรอพบหญิงงามอันดับหนึ่งขอหอร้อยบุปผา
“คุณหนูลี่มาพบข้ามีอะไรให้ซีซีรับใช้เจ้าค่ะ” ท่าทางยั่วยวนของนางใช้แม้กระทั่งกับสตรีด้วยกัน
“ข้ามีอาภรณ์มาให้เจ้าสวมใส่” หลี่เหม่ยไม่อ้อมค้อม
“อาภรณ์” ซีซีดูแปลกใจไม่น้อย
“ใช่ อาภรณ์นี้ข้าให้เจ้า แต่เมื่อมีสตรีใดอยากได้เช่นเจ้าเจ้าจะต้องทำการค้าให้ข้า”
“หึ! เหตุใดข้าต้องร่วมมือกับเจ้าด้วย” ซีซีท่าเทางเย่อหยิ่งขึ้นมาทันที
“ไม่เช่นนั้นข้าก็จะเอาอาภรณ์นี้ไปให้สตรีอื่นสวมใส่แทนเจ้า และส่วนแบ่งอีกหนึ่งตำลึงต่อชุดก็จะเป็นของผู้อื่นด้วย” ลี่เหม่ยเปิดชุดให้กับซีซีดู ตามคาดสตรีเบื้องหน้าตาโตเมื่อเห็นอาภรณ์ชุดนั้น อีกทั้งกำไรต่อชุดก็คุ้มค่าไม่น้อย
“ได้! ข้าตกลง” ซีซีรับคว้าชุดนั้นไปกอดไว้ทันที
“เช่นนั้นทุกสามวันข้าจะมาพบเจ้าที่นี่ เตรียมลูกค้าของเจ้าไว้ให้พร้อม” ลี่เหม่ยพอใจที่เจรจากันได้อย่างง่ายดาย
ยามอู่ลี่เหม่ยกลับถึงเรือนหลังก็กระวีกระวาดคัดแยกเศษผ้าเพื่อรอตัดเย็บชุดอีกจำนวนมากที่นางมั่นใจว่าหญิงนางโลมต้องยอมจ่ายแน่
“คุณหนู พรุ่งนี้ต้องกลับจวนตระกูลหวงท่านเตรียมรับมือหรือยังเจ้าคะ” ชิงชิงท่าทางกังวลกล่าวเตือนคุณหนูของตน
“เตรียมรับมือ? จากใครหรือ” ลี่เหม่ยขมวดคิ้วถาม
“ก็จากคุณหนูใหญ่บุตรีฮูหยินเอกอย่างไรเล่า อย่าลืมว่าท่านแต่งเข้ามาแทนนางนะเจ้าค่ะ”
“ข้าถูกบังคับแต่งมา นางควรขอบคุณข้าต่างหาก” ลี่เหม่ยไม่ใส่ใจ ก้มหน้าคัดเศษผ้าต่อ
“นางไม่สั่งโบยคุณหนูก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” ชิงชิงขนลุกขนพองเมื่อต้องกล่าวถึงหวงอิ้งเยว่
“เหตุใดต้องโบย?” ลี่เหม่ยท่าทางแปลกใจจนชิงชิงอดกังวลไม่ได้
“นี่! คุณหนูยังจำสิ่งใดไม่ได้อีกหรือเจ้าคะ คุณหนูใหญ่ไม่มีเหตุใดก็สั่งโบยได้เจ้าค่ะ นางไม่ชอบที่คุณหนูสะสวยกว่านาง”
“อ๋อ! เข้าใจล่ะ อิจฉานี่เอง”
“จะพูดเช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ อีกอย่างนางกำลังจะอภิเษกสมรสกับชิงอ๋อง บุรุษที่คุณหนูแอบมีใจจนคนรู้ทั่วเมือง ยิ่งจะทำให้คุณหนูอิ้งเยว่ไม่พอใจนะเจ้าคะ”
ลี่เหม่ยไตร่ตรองตามที่ชิงชิงกล่าวก็ได้แต่ถอนหายใจ นางเป็นเพียงลูกอนุแต่งเข้าจวนก็กลายเป็นอนุที่สามีเกลียดอีก แล้วจะเอาสิ่งใดไปต่อกรกลับหวงอิ้งเยว่ได้
“เช่นนั้นไม่ต้องกลับจวนสกุลหวง อ้างป่วยไม่สบายใกล้ตาย เช่นนี้ดีหรือไม่” ลี่เหม่ยขอความเห็นของชิงชิง
“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ แต่ฮูหยินเล่า...เกรงว่านายท่าน...” ชิงชิงไม่กล้ากล่าวสิ่งใด
“เขาจะทำร้ายท่านแม่หรือ” ลี่เหม่ยนึกถึงแม่ตัวเองที่มักถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายเป็นประจำ
“เจ้าค่ะ” คำยืนยันของสาวใช้ข้างกายทำให้นางไม่ชอบหวงจิ้นหาวบิดาในภพนี้ของตนมากขึ้น
หลังจากลี่เหม่ยถูกตั้งให้เป็นฮูหยินแม่ทัพปราบเหนือ ร้านปักผ้าตระกูลไป๋ก็โด่งดังมากขึ้น ด้วยผู้คนต่างอยากได้อาภรณ์แปลกตาจากร้านนาง อีกทั้งเมื่อรู้ว่านางคือฮูหยินแม่ทัพปราบเหนือ ผู้คนต่างอยากผูกมิตรด้วยความสัมพันธ์ของเหยาหมิงกลับราชวงศ์ทำให้หลายคนอยากพึ่งบารมี เหอจือซวินยังคงแวะเวียนมาหาหุ้นส่วนอยู่เช่นเดิม ทว่าทุกครั้งที่เขามากลับต้องมีเหยาหมิงอยู่ด้วยร่ำไป “นี่แม่ทัพเฉิง เมื่อใดท่านจะเลิกให้สายลับติดตามข้า” จือซวินอดทนไม่ไหวอีกต่อไป ตำหนิเหยาหมิงต่อหน้าลี่เหม่ย “ตราบใดที่เจ้ายังมาหาฮูหยินข้า ข้าก็ไม่ยอมให้พวกเขาเลิกติดตาม” “แต่ข้าต้องทำการค้า จะไม่มาหานางได้อย่างไร” “เช่นนั้นข้าก็จะตามอยู่เช่นนี้” เหยาหมิงเอ่ยพลางรั้งลี่เหม่ยมานั่งตัก อวดบุรุษที่หลงรักฮูหยินเขาเสียเลย “ท่านพี่ ทำอะไรอายคุณชายเหอ” ลี่เหม่ยตีแขนแกร่งพลางมองเขาอย่างตำหนิ “เหตุใดต้องอาย ข้าจะพลอดรักกับฮูหยินข้า คนที่กล้ามองนั่นสิถึงควรอาย” เหยหามิงจ้องมองจือซวินอย่างถือดี “ช่างเถอะ ช่างเถอะ จากนี้ข้าจะมา
เหยาหมิงวางลี่เหม่ยบนเตียง ดวงตาหยาดเยิ้มจากความเมามายทำให้ใบหน้างามดูยั่วยวนจนเขาแทบอดใจไม่ไหว อาภรณ์สีแดงเข้มบางเบาผิดกับอากาศหนาวเย็นภายนอก ไหล่ขาวโผล่พ้นอาภรณ์ดูวาบหวิวทำแม่ทัพหนุ่มกลืนน้ำลายอยู่หลายครั้ง “ข้าต้องการเจ้า” เสียงแหบพร่าเอื้อนเอ่ย ใจเขาเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ “ข้าก็ต้องการ” นางตอบเสียงเบา สิ้นเสียงหวานแสนแผ่วเบา จุมพิตอันดูดดื่มก็เริ่มขึ้นเหยาหมิงเหมือนสัตว์ร้ายที่ทนหิวโหยมานาน แรงบดของริมฝีปากบางแทบทำให้ริมฝีปากอวบอิ่มของนางแหลกสลายลงตรงนั้น ความหวานหอมของปากอิ่มทำให้เขาไม่สามารถอดกลั้นความดิบเถื่อนในร่างกายได้อีก ลิ้นหนาดุนดันให้ริมฝีปากของนางเผยอขึ้น ก่อนจะตวัดปลายลิ้นฉกฉวยความหวานในปากของสตรีใต้ร่าง มือหนาลูบไล้ไปทั่วอาภรณ์ก่อนจะฟอนเฟ้นเข้าไปเหนือเนินอกอวบอิ่ม ใจของบุรุษหนุ่มเต้นแรงเมื่อมือสัมผัสถูกเนื้อสาว เสียงครางในลำคอแกร่งบ่งบอกถึงความพอใจของแม่ทัพปราบเหนืออย่างชัดเจน ยอดดอกบัวแข็งสู้มือเขาอย่างท้าทายจนมิอาจทำให้เขาเบามือกับนางได้ ลี่เหม่ยแทบขาดใจกับการสัมผัสเร่าร้อนของเหยาหมิง นางหอบหายใจแรงจนหน้าอกกระเ
ยามเหม่า ลี่เหม่ยรู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งร่างคล้ายกับคนที่ต้องใช้แรงงานมาเป็นเดือน ๆ โดยมิได้พักผ่อน ก่อนจะปรือตามองไปโดยรอบ สภาพห้องตรงหน้ากลับไม่คุ้นตาเพียงนิด ก่อนภาพงานฉลองเมื่อคืนจะเริ่มเล่นอยู่ในหัว ฉากนางโดนเหยาหมิงป้อนจุมพิตให้ ฉากที่นางสารภาพรัก หรือแม้แต่ฉากร่วมรักนางกลับจดจำได้ทั้งหมด “เวรแล้ว ลี่เหม่ยนะลี่เหม่ย! แกเห็นผู้ชายหล่อหน่อยไม่ได้เลยนะ ละทวยโรยแรงทันทีเล้ย!” ลี่เหม่ยสบถให้ตัวเองก่อนรีบสำรวจอาภรณ์ที่บัดนี้ไม่มีติดร่างแม้เพียงชิ้น “ตื่นแล้วหรือ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น พร้อมกับอ่างน้ำอุ่นในมือ ลี่เหม่ยแทบหยุดหายใจเมื่อต้องเผชิญกับสายตาของเหยาหมิงในตอนนี้ เมื่อฤทธิ์น้ำเมาหมดไปนางก็เริ่มหน้าบางเขินอายกับสิ่งที่เกิดขึ้น “จะเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” ลี่เหม่ยไม่กล้าแม้แต่จะสบตาบุรุษตรงหน้า ได้แต่ก้มหน้าแต่งกายอย่างลวก ๆ “จะรีบไปไหน ได้ข้าแล้วคิดจะไม่รับผิดชอบหรือไร” แม่ทัพหนุ่มคว้าเอวบางไปกอดไว้แน่น ใบหน้าหล่อเหลาพาดบนไหล่ขาวที่ยังคงเปลือยเปล่าของนาง “ทะท่านทำอะไรน่ะ” นางตกใจจนต
กาสุราพร้อมอาหารหลายสิบอย่างตั้งอยู่ศาลาไม้ริมน้ำ เหยาหมิงนั่งรอสตรีว่าที่อดีตอนุตนพลางครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา “อะแฮ่ม ท่านแม่ทัพ” เสียงหวานน้ำเสียงสดใสดังขึ้น จนแม่ทัพหนุ่มต้องเงยหน้ามอง สตรีในชุดอาภรณ์แดงพลิ้วไหว ตัดกับผิวขาวราวหิมะ ริมฝีปากแดงสดยกยิ้มให้กับเขา “เหตุใดแค่ดื่มฉลองต้องแต่งกายขนาดนี้ คิดยั่วยวนข้าหรือ” เหยาหมิงที่หัวใจเต้นแรงยั่วโมโหอีกฝ่ายแก้อาการเคอะเขิน “ท่านแม่ทัพหลงตัวเองนะเจ้าคะ ข้าแค่แต่งกายฉลองอิสระของข้าต่างหาก” ลี่เหม่ยเอ่ยอย่างอารมณ์ดีก่อนนั่งลง “เป็นอนุข้า เจ้าขาดอิสระขนาดนั้นเชียว” แววตาเศร้าฉายผ่านแววตาลุ่มลึกของเหยาหมิงครู่หนึ่ง แต่กระนั้นลี่เหม่ยก็ยังสังเกตเห็น “ไม่ใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ เราทั้งสองไม่ได้ตบแต่งกันด้วยความรัก คืนอิสระให้กันก็ดีแล้วมิใช่หรือ” “ได้ เช่นนั้นก็ดื่มเถอะ” เหยาหมิงรินเหล้าให้กับนาง ก่อนส่งสายตาเชิญชวนให้นางดื่ม ลี่เหม่ยมองเหล้าในจอก แม้กลิ่นจะหอมเย้ายวนทว่านางกลับไม่กล้าดื่ม ฝูลี่เหม่ยในโลกก่อนคออ่อนเสียยิ่งกว่าอะไรด
ชุนเหยาไทเฮาดวงตาเข้มขึ้นในทันใด มือขาวผ่องกำแน่นจนขาวซีด พระนางยืนขึ้นได้ไม่มั่นคงด้วยแรงแค้นที่สุมกลางอก ลี่เหม่ยเห็นดังนั้นรีบเข้าประคองไทเฮาในทันที “หวงหลงเหริน! เจ้าช่างบังอาจนัก มันผู้ใดให้ความกล้ากับเจ้า ถึงขั้นกล้าวางยาสังหารน้องสาวข้า!” เสียงพระนางดังลั่น ทำหวงหลงเหรินต้องรีบโขลกศีรษะกับพื้นเย็นด้วยความหวาดกลัว “เหยาหมิงหลานอยากทำอย่างไรกับนางชั่วช้าผู้นี้กัน” ไทเฮาหันมองแม่ทัพหนุ่มที่บัดนี้กำกระบี่ในมือแน่น เสียงกระบี่สั่นจนเกิดเสียงบ่งบอกถึงอารมณ์เคียดแค้นในตัวบุรุษหนุ่ม “สังหารนางซะ! แล้วลากศพไปทั่วเมืองแล้วค่อยทิ้งไว้หน้าจวนตระกูลหวง” เสียงเยือกเย็นเอื้อนเอ่ย ทำลี่เหม่ยขนลุกกับความโหดเหี้ยมของเฉิงเหยาหมิง “ไม่ได้นะ! ข้าเป็นแม่เล็กเจ้า ข้าเป็นฮูหยินท่านบัณฑิตหวังบิดาเจ้า ข้าเป็นน้องสาวเสนาบดีหวง เจ้าจะทำเช่นนี้ไม่ได้!” หลงเหรินเงยหน้าขึ้นพลางส่ายไปมา ใบหน้ายังคงขาวซีดน้ำหน้าอาบแก้ม คล้ายคนเสียสติ “เจ้าว่าอย่างไรหวังเทียนเล่ย เจ้าจะยังกล้าออกหน้าปกป้องสตรีที่ทำให้เจ้ากับบุตรชายผิดใจกันหร
งานเลี้ยงต้อนรับราชทูตจบลงในยามเซิ่น ลี่เหม่ยที่ทั้งเหนื่อยทั้งเกร็งวางตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าขุนนางและจักรพรรดิของแคว้น เมื่อขึ้นรถม้าได้ก็กลับสนิททันที โดยใช้ไหล่ของเหยาหมิงเป็นหมอนรองนอนตลอดทาง แม่ทัพหนุ่มนั่งแข็งทื่อไม่กล้าขยับ หัวใจที่เต้นแรงทำได้เพียงเป่าลมออกจากปากเพื่อคลายความตื่นเต้น รถม้าหยุดนิ่งหน้าจวน ก่อนที่ลี่เหม่ยจะตื่นขึ้นอีกครั้งโดยที่นางยังคงซบอยู่ที่ไหล่ของสามี “ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าเหนื่อยมากจึงหลับไม่รู้ตัว” “ไม่เป็นไร วันนี้เจ้าทำได้ดีไม่น้อย ไทเฮาดูพอพระทัยไม่น้อย” เหยาหมิงยิ้มให้กับนาง นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าเด็กปากร้ายของนางเอ่ยชมทั้งยิ้มให้อีก ลี่เหม่ยจึงวางตัวไม่ถูกชั่วขณะ “ขอบคุณท่านแม่ทัพที่เอ่ยชม” “เช่นนั้นแผนการหาฆาตกรของเราพระนางจะช่วยหรือไม่” “ไทเฮาทรงช่วยแน่ พระนางเป็นพี่สาวของแม่ข้านี่” “อีกห้าวันส่งราชทูตกลับแคว้นเจ้าก็เริ่มแผนเถอะ” เหยาหมิงฝากความหวังไว้ที่นาง ร้านปักผ้าตระกูลไป๋คึกคักไม่น้อย เมื่อชาวเมืองรู้ว่าฉลองพระองค์ของไทเ







