LOGIN2
ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
"คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ" สาวใช้ถามผู้เป็นนายด้วยความห่วงใย แม้จะยังงุนงงสงสัยเกี่ยวกับการที่นางสิ้นลมแล้วฟื้นขึ้นมา ถามเสร็จก็จัดแจงหาอาภรณ์มาให้ผู้เป็นนายได้ผลัดเปลี่ยน เจียงถิงถิงนั่งกระพริบตาถี่ ๆ ราวกับกำลังนึกบางสิ่งบางอย่างอยู่ ผู่เย่ว์ใช้มือแตะลงบนต้นขาที่อวบอ้วน นางจึงเริ่มได้สติหันมามองผู่เย่ว์ที่มีท่าท่างกล้า ๆ กลัว ๆ ราวกับไม่กล้าจะมองนาง
"ข้าไม่เป็นไร เจ้าไม่ต้องห่วงไป" เจียงถิงถิงหันไปบอกสาวใช้ของตนเองด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน ไม่ได้ต่างไปจากก่อนนางจะจมน้ำที่บ่อบัวกลางสวนใหญ่แม้แต่น้อย ผู่เย่ว์ถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะลุกขึ้นเพื่อช่วยคุณหนูของนางเปลี่ยนอาภรณ์ที่เปียกชื้น
"โอ๊ย นี่มันอะไรกัน ทำไมฉันถึงได้อ้วนขนาดนี้ล่ะเนี่ย" หลังจากถอดอาภรณ์ที่เปียกชื้นออกเผยให้เห็นร่างกายที่ไร้อาภรณ์ปกคลุม เจียงถิงถิงกรีดร้องออกมาอย่างไม่ทันได้คิดสิ่งใด เพียงเพราะนางเห็นร่างกายของตนเองในชาตินี้ ภาพวาดสตรีจากโลกแห่งอนาคตที่ใช้ชีวิตด้วยการเป็นนักโภชนาการอาหารเพื่อช่วยลดและควบคุมน้ำหนักของผู้อื่น นางจึงมีทรวดทรงที่เพรียวบางอยู่เสมอ การเห็นตนเองอวบอ้วนเช่นนี้ทำนางใจหายไม่น้อย นางจึงโอดครวญเมื่อเห็นร่างกายตนเอง
"คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ" ผู่เย่ว์ถามด้วยความเป็นห่วงขณะเดียวกันก็ช่วยคุณหนูของนางสวมใส่อาภรณ์สีเหลืองอ่อนงดงาม เพียงแต่จะใหญ่ไปเสียหน่อยหากเทียบกับสตรีทั่วไป คงเป็นเพราะสกุลเจียงมั่งคั่งมากกระมังนางจึงมีอาหารทานอยู่ตลอดเวลา ซ้ำร้ายนางยังเป็นลูกที่บิดาชังเสียอีกจึงได้ถูกบังคับให้แต่งเข้าสกุลหยุน เพื่อผูกขาดการค้าขายของสองสกุลไว้ไม่ให้ตกไปยังบุคคลอื่น นอกจากบิดาชังแล้วสามีของนางยังหมางเมินนางตั้งแต่วันแรกที่เข้าพิธีเลย เจียงถิงถิงไม่ทันได้เข้าหอกับหยุนฮ่าวหรานเสียด้วยซ้ำ
"ข้ากำลังคิดว่าเหตุใดตนเองจึงอวบอ้วนเช่นนี้"
"เหตุใดจึงคิดเช่นนี้เล่าเจ้าคะ ก่อนนี้นายท่านสั่งให้คุณหนูอดอาหารคุณหนูยังไม่ยอมทำตามนายท่านว่าเลย"
"จริงเหรอ"
"จริงเจ้าค่ะ" ผู่เย่ว์บอกนายของตนพร้อมสวมอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายให้คุณหนูถิงถิงอย่างเบามือ
"สามีข้ารู้หรือไม่ว่าข้าตกน้ำ" เจียงถิงถิงถามขณะใช้มือจับผมที่ยังชื้นอยู่ของตน พลางใช้สายตามองสำรวจใบหน้าที่อวบอิ่มของตนเองในกระจกด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
"ทราบเจ้าค่ะ บ่าวแจ้งแก่นายท่านแล้ว ท่านเพียงให้บ่าวไปตามหมอเท่านั้น" เสียงแผ่วเบาออกมาจากปากสาวใช้ผู่เย่ว์ ราวกับนางไม่ต้องการให้คุณหนูของนางได้ล่วงรู้คำที่นางบอกไป นางคงนึกเห็นใจผู้เป็นนายอยู่ไม่น้อยที่ถูกคนทั้งบ้านเมินไม่เว้นแต่บ่าวไพร่เอง หากต้องเลือกระหว่างเจียงถิงถิงและซ่งเยี่ยนฟาง บ่าวไพร่ล้วนเลือกฟังอนุภรรยาอย่างซ่งเยี่ยนฟางมากกว่าคุณหนูของนางที่เป็นฮูหยินใหญ่
"ช่างเถอะ ไม่ต้องใส่ใจที่ข้าว่าเพราะจากนี้ข้าก็หาใส่ใจชายผู้นั้นไม่ จากนี้ข้าจะลดน้ำหนักและอยู่คนเดียวอย่างมีความสุข" เจียงถิงถิงว่าจบก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันกลับไปมองผู่เย่ว์ที่ยืนสงบนิ่งรอฟังคำของผู้เป็นนาย บ้านใหญ่โตทั้งหลังนี้คงมีเพียงแต่ผู่เย่ว์และอันอี้เฉินกระมังที่ดีกับนาง
"คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ"
"ไปจัดการธุระให้เสร็จ ไปเถอะผู่เย่ว์" เจียงถิงถิงเดินนำผู่เย่ว์ออกนอกเรือนนอนของตน ตรงไปทางเรือนใหญ่ซึ่งมีหยุนฮ่าวหรานหรือสามีของนางอาศัยอยู่กับภรรยารองซ่งเยี่ยนฟาง แทนที่จะเป็นภรรยาเอกอย่างตัวเจียงถิงถิงเอง
"พวกเจ้าหลบไปเสีย" เดินมาจนถึงหน้าห้องหนังสือก็มีบ่าวไพร่สองสามคนขวางไม่ให้เจียงถิงถิงเข้าไปข้างใน โดยที่ไม่ได้มีใครเกรงกลัวนางที่เป็นฮูหยินเลยแม้แต่น้อยเพราะบ่าวไพร่ทุกคนรู้ดีว่าหยุนฮ่าวหรานนั้นผูกสมัครรักใคร่เพียงอนุภรรยาเท่านั้น
"นายท่านไม่ต้องการให้ฮูหยินเข้าไปรบกวนเจ้าค่ะ"
"ข้าจะเข้าไปเดี๋ยวนี้ หากพวกเจ้าไม่หลบอย่ามาว่าข้าใจร้าย" เจียงถิงถิงคนใหม่เดินตรงเข้าหาบ่าวไพร่ พวกนางจึงเข้ามายื้อยุดฉุดกระชากเพื่อห้ามนางไม่ให้เข้าไปด้านใน แต่มีหรือสตรีผอมแห้งเช่นนี้จะขวางฮูหยินผู้อวบอิ่มได้ เจียงถิงถิงเหวี่ยงบ่าวไพร่ชนกระเด็นกันไปทั่วสารทิศจนเกิดเสียงอึกทึก อันอี้เฉินที่อยู่ไม่ไกลจากเรือนใหญ่ก็รีบวิ่งมาดูเมื่อได้ยินเสียงดังไปถ้วนทั่ว
"เจียงถิงถิงเจ้าทำสิ่งใดกัน" เป็นหยุนฮ่าวหรานที่ออกมาจากห้องหนังสือพร้อม ๆ กับที่อันอี้เฉินเดินมาถึงหน้าด้านของห้องหนังสือพอดิบพอดี
"ออกมาแล้วหรือ ข้านึกว่าท่านหมดลมในห้องนั้นพร้อมนังจิ้งจอกนั่นเสียแล้ว" ผู้คนที่อยู่บริเวณเรือนถึงกับตกตะลึงที่เห็นเจียงถิงถิงกล่าววาจาไม่เคารพผู้เป็นสามีแม้แต่น้อย ซ้ำร้ายยังไม่เคยเห็นฮูหยินทำกิริยาเช่นนี้เลยสักครานางมักจะยอมถูกด่าถูกประชดประชันจากผู้อื่นเสมอ ทุกวันนี้จึงได้ไม่มีผู้ใดมองนางเป็นฮูหยินเลย
"บังอาจนัก เจ้ากล้ากล่าววาจาเช่นนี้กับข้าเลยเชียวหรือคนสกุลเจียง"
"เหอะ แล้วข้ากล่าวผิดอย่างไรเล่า ไม่เพียงไม่ไปดูข้าที่จมน้ำท่านกลับมาขลุกอยู่กับคนที่ทำให้ข้าจมน้ำ เป็นเช่นนี้แล้วข้าจะเคารพท่านไปใยสามี" ท่าทีและวาจาของนางนั้นเรียกความสนใจจากบ่าวไพร่ทุกคนจนต้องพากันหยุดฟัง เรื่องที่นางกล่าวว่าซ่งเยี่ยนฟางผู้นอบน้อมอ่อนหวานเป็นคนทำให้นางจมน้ำบ่อบัวกลางสวน เป็นที่รู้กันดีว่าฮูหยินรองวาจากิริยาล้วนเป็นสตรีที่เพียบพร้อมทั้งหน้าตางดงามหมดจด เพียงแต่เกิดในตระกูลไม่สูงนักจึงเป็นเพียงอนุภรรยาเท่านั้น แต่หยุนฮ่าวหรานหลงนางหัวปรักหัวปรำเป็นเหตุให้เจียงถิงถิงถูกเมินจากทุกคนในบ้าน
"เหลวไหลคนอย่างเยี่ยนฟาง ไม่มีทางรังแกเจ้าได้หรอก ใช่หรือไม่เยี่ยนฟาง"
"เจ้าค่ะท่านพี่ เยี่ยนฟางผู้นี้จะทำกับฮูหยินเช่นนั้นได้อย่างไรกัน" ซ่งเยี่ยนฟางบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางหลบสายตาของเจียงถิงถิงราวกับกลัวนางเหลือคณา
"หึ อยากเล่นบทนางเอกเหรอ งั้นฉันรับบทนางร้ายละกัน" คุณหนูถิงถิงพูดจบก็เดินตรงเข้าไปหาสตรีจอมเสแสร้งอย่างซ่งเยี่ยนฟางพร้อมกับฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้างดงาม จนใบหน้านั้นหันไปอีกทางเพราะแรงจากการถูกตบ บ่าวไพร่ทุกคนต่างพากันตื่นตะลึงจากการกระทำของเจียงถิงถิง ยกเว้นเพียงอันอี้เฉินที่ยืนยิ้มนึกพอใจ ที่มีใครสักคนกล้าลงโทษภรรยารองของญาติผู้พี่เสียบ้าง
"เจ้ากล้ามากไปแล้วคนสกุลเจียง" หยุนฮ่าวหรานกล่าวพร้อมทำท่าจะเดินสามขุมเข้าหาเจียงถิงถิง เพียงก้าวเดียวที่ก้าวไปก็ต้องหยุดชะงักเพราะถูกเจียงถิงถิงตบอีกคน
"นี่เจ้า"
"นี่ถือเป็นการเตือนสติที่หลงผิดเป็นชอบ ไม่รู้ถูกผิดหากจะหาผู้ผิดข้ารับเองทั้งหมด แต่อย่าคิดจะทุบตีข้าอีกเพราะข้าจะไม่ยอมผู้ใดอีกต่อไป" หลังเอ่ยวาจาด้วยเสียงแข็งกร้าวถ้วนทั่วบริเวณล้วนไม่มีผู้ใดเอ่ยสิ่งใดออกมา คงเพราะผู้คนล้วนตกตะลึงในท่าทีที่เปลี่ยนไปจนหมดของเจียงถิงถิง กล่าวจบนางก็เดินหันหลังจากไปพร้อมด้วยสาวใช้คนสนิทเดินตามไม่ห่าง ผู่เย่ว์มองเจ้านายด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มนางอยากให้คุณหนูของนางเป็นเช่นนี้มาแล้ว
"ฉันแก้แค้นให้เธอแล้วนะเจียงถิงถิง" ริมฝีปากอวบอิ่มพึมพำเสียงแผ่วเบาขณะเดินกลับเรือนของตนเอง ซึ่งอยู่ห่างจากเรือนใหญ่ออกไป
29ตัดสินใจ“ข้าไม่ได้ขู่ท่าน ข้าเพียงเตือนท่านเท่านั้นว่าข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำให้นางลำบากใจอีก”“ท่านมาตั้งแต่เมื่อใด” เจียงถิงถิงลุกจากที่นั่งแล้วเงยหน้าถามชายหนุ่มที่เข้ามาใหม่ นางมาที่นี่กับผู่เย่ว์ซึ่งรออยู่ด้านนอกเหตุใดอันอี้เฉินจึงพรวดพราดเข้ามาเช่นนี้อันอี้เฉินรู้จากคนงานที่ร้านบะหมี่ว่าเจียงถิงถิงนัดพบกับหยุนฮ่าวหรานที่โรงน้ำชาจึงรีบตามมา เขาเกรงว่านางจะถูกหยุนฮ่าวหรานบีบบังคับให้กลับไปยังสกุลหยุน“ข้ารีบตามมาเกรงว่าเจ้าจะถูกญาติผู้พี่รังแก”“เหตุใดข้าต้องรังแกนาง”“คนอย่างหยุนฮ่าวหรานจะทำสิ่งใดข้าได้เล่า ท่านคิดมากไปแล้ว ไม่รู้จักข้าหรืออย่างไร” เจียงถิงถิงตอบคำถามของอันอี้เฉินด้วยรอยยิ้มขบขัน นึกเอ็นดูสิ่งที่เขาห่วงนางไม่รู้ว่าเขาห่วงหรือหึงหวงนางกันแน่ แต่ภายในกลับรู้สึกดีจนสิ่งที่อยู่ด้านในเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ ใบหน้าขาวเนียนเปล่งสีแดงระเรื่อลามไปทั่วพวงแก้ม
28หลักฐานผ่านพ้นวันเปิดร้านไปเพียงหนึ่งวันเจียงถิงถิงก็ให้คนนำเทียบเชิญไปส่งที่ตระกูลหยุน นัดหมายพูดคุยกับคนที่จ้างให้ผู้อื่นมาก่อกวนร้านนางเมื่อวาน พอเห็นใบหน้างดงามที่เฝ้านึกถึงมาตลอดแม้จะไม่สามารถมาพบได้หยุนฮ่าวหรานก็รีบลุกไปต้อนรับ“เจ้ามาแล้วหรือ มานั่งเถิด ข้าให้คนเตรียมชาเขียวไว้ให้ เจ้าอยากได้สิ่งใดเพิ่มหรือไม่”“ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อกินข้าวกับท่าน”“เช่นนั้นเจ้าส่งเทียบเชิญให้ข้าเพราะเหตุใด” หยุนฮ่าวหรานถามด้วยความสงสัยราวกับไม่รู้ว่านางส่งเทียบเชิญให้เขาเพราะสิ่งใด ใบหน้ายิ้มแย้มในคราแรกพลันหายไปเหลือเพียงใบหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก พอเห็นเทียบเชิญจากนางเขาก็รีบให้บ่าวคนสนิทไปตอบรับคำเชิญ แต่นางไม่ยอมไปที่ตระกูลจึงเปลี่ยนมาเจอกันในโรงน้ำชาใกล้ร้านบะหมี่แทน“ท่านไม่รู้หรือว่าข้ารู้เรื่องที่ท่านเป็นผู้จ้างคนมาป้ายสีร้านข้าใช่หรือไม่”
27ถิงถิง“ท่านบอกว่าเงินกินบะหมี่นี่เป็นเงินอีแปะสุดท้ายใช่หรือไม่” เมื่อนึกถึงตอนอยู่ในโรงน้ำชาได้นางจึงสอบถามเขาอีกครา นางจะเปิดโปงคนสารเลวผู้นั้นให้ได้ บังอาจมากที่มาทำเช่นนี้กับร้านของนาง“ใช่ทั้งเนื้อทั้งตัวข้ามีเงินเพียงหนึ่งอีแปะ หากไม่ใช่เพราะท่านคิดค่าบะหมี่เพียงครึ่งเดียวข้าจะมากินร้านท่านหรือ แต่หากรู้ว่าคิดราคาเพียงครึ่งแล้วสกปรกเช่นนี้ข้าก็คงไม่มาเช่นกัน”“เหลียวต่ง ไปค้นผ้าคาดท้องของบุรุษผู้นั้นทีมียี่สิบตำลึงอยู่หรือไม่” ราวกับล่วงรู้ว่าเจียงถิงถิงคิดจะทำสิ่งใดต่อไป อันอี้เฉินจึงหันไปสั่งบ่าวคนหนึ่งของตนซึ่งเป็นบุรุษเพียงสองคนในร้าน เหลียวต่งค้อมตัวรับคำผู้เป็นนายก่อนจะเดินเข้าไปหมายจะตรวจค้นร่างกายเขาตามที่ผู้เป๋นเจ้านายบอก ยังไม่ทันได้แตะตัวชายผู้นั้นก็ปัดป้องเป็นพัลวันราวกับกลัวว่าจะมีผู้ใดแตะต้องตนเอง ใบหน้าซีดเผือดหลบซ้ายหลบขวา เหลียวต่งไม่อยากใช้กำลังกับลูกค้าในร้า
26ก่อกวนเปิดร้านวันแรกผู้คนก็พากันมาลองลิ้มชิมรสจนร้านเต็มตั้งแต่เปิด เจียงถิงถิงนางแทบไม่ได้พักเหนื่อยเลย เถ้าแก่อีกคนของร้านจึงเดินไปยืนด้านหลังขณะที่นางกำลังตักน้ำแกงใส่บะหมี่ ผ้าเช็ดหน้าผืนบางสีขาวสะอาดถูกยื่นมาซับเหงื่อบนใบหน้างดงามเบามือ นางชะงักมือตกใจก่อนจะหันกลับไปมองผู้ที่เข้ามาด้านหลังโดยที่นางไม่รู้ตัว“ท่านเอง ข้านึกว่าผู้ใด มาไม่บอกไม่กล่าว ข้าตกใจหมด”“จะมีผู้ใดกล้าเข้าใกล้เจ้าเช่นนี้อีก”“ผู่เยว์อย่างไรเล่า”“ไม่เหนื่อยหรือ พักบ้างเถิดเจ้าทำบะหมี่มาครึ่งค่อนวันแล้ว” ซับเหงื่อไปก็บ่นไปทั้งที่ถูกตำหนิแท้ ๆ แต่เจียงถิงถิงกลับมีใบหน้าเปื้อนยิ้มนางมีความสุขเพราะตนเองได้ทำสิ่งที่อยากทำโดยไม่ต้องคิดถึงชื่อเสียงผู้ใด นางไม่คิดว่าจะมีร้านบะหมี่เล็ก ๆ จะมีลูกค้าจนไม่ได้พักเช่นนี้“เถ้าแก่ บะหมี่ได้หรือยัง”
25เปิดร้านเพียงหกวันชั้นล่างโถงกลางของตึกไม้ด้านหน้าก็ถูกเจียงถิงถิงตกแต่งให้เป็นร้านบะหมี่ขนาดเล็ก มีโต๊ะให้นั่งกินบะหมี่สี่ตัว นางไม่ได้ต้องการมีร้านใหญ่โตจึงไม่ได้ใช้พื้นที่ในเรือนไม้ทั้งหมด นางใช้พื้นที่เพียงหนึ่งในห้าของเรือนเท่านั้น“ท่านว่าเท่านี้ พอหรือไม่” เจียงถิงถิงร้องถามชายหนุ่มที่ยืนอยู่มุมด้านในสุดของร้าน เขายืนมองนางวางถาดใส่กาชาบนโต๊ะทุกตัวจนเสร็จ พอเสร็จก็หันมาถามเขาหลายหน อันอี้เฉินมองนางอย่างขบขันเขาคิดว่านางคงกำลังคิดมากเรื่องเปิดร้านวันพรุ่งนี้จึงได้ย้ายกาชายกเก้าอี้ไปทางนั้นทีทางนี้ที“นี่เจ้าย้ายมันรอบที่สิบแล้ว”“ข้ากลัวว่ามันยังดีไม่พอ”“เจ้าไม่ได้เปิดภัตตาคารเสียหน่อย กังวลสิ่งใดกัน แค่บะหมี่อร่อยก็เพียงพอแล้วสำหรับร้านขายบะหมี่ และบะหมี่ของเจ้าอร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยกินมา หากเปิดแล้วเกรงว่าร้านคงไม่พอให้ผู้คนนั่งแน
24ข้าก็เป็นครั้งแรกของเจ้ารถม้าสามคันที่อันอี้เฉินจ้างมาขนของมุ่งตรงไปยังตรอกการค้าที่ผู้คนพลุกพล่าน จากสกุลหยุนมาถึงตรอกการค้ากลางเมืองใช้เวลาครึ่งชั่วยาม รถม้าทั้งหมดหยุดลงที่หน้าเรือนไม้ ซึ่งบัดนี้กลายเป็นที่ทำงานสำหรับผู้คนยากไร้ไม่มีที่ไป สามด้านถูกปิดล้อมไว้หมดมีเพียงด้านหน้าที่เปิดให้เข้าออกได้ข้าวของต่าง ๆ รวมถึงสินเดิมของเจียงถิงถิงถูกยกเข้าผ่านทางเข้าเล็ก ๆ และผ่านตัวเรือนไม้หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าเข้าไปถึงเรือนหลัง ที่มีเรือนไม้ขนาดไม่ใหญ่มากกลางเก่ากลางใหม่ตั้งอยู่ด้านหลังเรือนไม้ ตรงกลางเป็นที่ดินโล่ง ๆ เหมาะแก่การทำแปลงผักของนางยิ่งนัก“ทำไมที่นี่จึงเปลียนไปมากมายเช่นนี้ หนก่อนที่ข้ามาที่ดินโล่ง ๆ นั่นยังไม่มีแปลงผักเลย” เจียงถิงถิงเอ่ยถามชายหนุ่มข้างกายขณะที่ทั้งสองเดินผ่านเรือนชั้นนอกเข้ามาชั้นใน พร้อม ๆ กับที่คนงานรับจ้างขนของเข้าไปวางไว้หน้าเรือน“ไม่กี่วันก่อนข้าให้คน







