Masuk3
เหอไท๋หรือก็คือสามีของซินหยาง หลังจากกลับมาจากการทำงานเขาก็เห็นภรรยาในสภาพอิฐโรยนั่งอยู่กับพื้น ดูจากรูปการณ์แล้วเธอคงล้มลงนั่นแหละ เห็นอย่างนั้นจึงรีบวิ่งเข้ามาดูภรรยาของตนทันที
“ซินหยาง”
ณาดาหรือก็คือซินหยางคนปัจจุบัน เมื่อเห็นสามีสุดหล่อเหลาของตนเองวิ่งเข้ามาหาเธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพราะเธอไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี ในความทรงจำของซินหยางคนเก่าจะเรียกสามีของตนเองว่า คุณสามีหรือไม่ก็ที่รัก ซึ่งเธอยังไม่ชินกับคำพูดพวกนี้สักเท่าไหร่
“คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
“ไม่ค่ะ ฉันไม่ได้เป็นอะไร”
เหอไท๋รู้ดีว่าหากภรรยาของตนเป็นอะไรเธอมักจะไม่บอกให้เขาได้รู้ ถึงแม้จะว่าเจ็บแค่ไหนก็จะทำเป็นไม่รู้สึกอะไร นั่นก็เพราะว่าเธอไม่อยากให้สามีต้องเป็นห่วง แต่ด้วยความเป็นสามีและเป็นเสาหลักของบ้านเขาจึงตรวจดูร่างกายของภรรยาตนเองเหมือนอย่างที่เคยทำ แต่แล้วก็ถูกมือของภรรยาปัดป้องเอาไว้ไม่ให้แตะต้องตัวไปมากกว่านี้
“ฉันไม่เป็นอะไร”
ซินหยางพูดก่อนจะพยายามลุกขึ้นยืนพร้อมกับใช้ไม้ค้ำยันรักแร้ดันขึ้นด้วยตัวคนเดียว แต่ถึงอย่างนั้นเหอไท๋ก็ยังช่วยภรรยาตนเองอยู่ดี เมื่อถูกตื้อขนาดนี้ซินหยางจึงยอมให้เขาช่วยตามที่เขาต้องการ
“ขอบคุณนะคะ”
หลังจากที่ซินหยางยืนหยัดขึ้นมาได้เธอก็ใช้ไม้ค้ำยันรักแร้เดินออกไปยังบ้าน สามีอย่างเหอไท๋ที่เห็นภรรยาตนเองเดินออกไป เขาก็เดินตามไปด้วย เกรงว่าภรรยาจะพลาดท่าล้มลงอีก
บริเวณหน้าบ้านมีแคร่สำหรับเอาไว้นั่งเล่นอยู่ใต้ต้นมะม่วงขนาดใหญ่ แล้วต้นมะม่วงต้นใหญ่นี้ก็มีผลมะม่วงออกลูกดกเต็มไปหมด ซินหยางไม่เคยเห็นต้นมะม่วงออกลูกดกเยอะแยะเต็มตาขนาดนี้มาก่อน เห็นแล้วอยากทำมะม่วงน้ำปลาหวานกินมันตรงนั้นทันที แต่ท้องฟ้าที่เห็นตอนนี้คงจะทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะมันใกล้จะค่ำมืดแล้ว แต่อย่างน้อยก็ยังพอมีเวลาเหลือพอที่จะไปนั่งแคร่หน้าบ้านเพื่อปรับอารมณ์และความรู้สึกในตอนนี้
เหอไท๋รู้สึกว่าภรรยาของตนเปลี่ยนไปอย่างกับเป็นคนละคนกัน แต่ที่เห็นก็ยังเป็นซินหยางภรรยาของเขาอยู่ดี เหอไท๋คิดว่าตนเองคงคิดมากเกินไป แต่พอเห็นภรรยาแข็งแรงขึ้นเขาก็ดีใจและมีความสุขมากแล้ว ทั้งที่เมื่อเช้ายังนอนป่วยแทบจะลุกขึ้นยืนไม่ไหว แต่กลับกลายเป็นว่าตอนนี้เธอสามารถยืนขึ้นและเดินได้อีกครั้ง ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้วที่ได้เห็นภรรยาสุดที่รักยืนหยัดได้ด้วยตนเอง
“ซินหยาง มีอะไรอย่างนั้นเหรอ มานั่งตรงนี้เดี๋ยวยุงกัดเอานะ เข้าบ้านกันเถอะ”
“ค่ะ คุณสามี”
.
.
.
เช้าวันรุ่งขึ้น เหอไท๋ก็ออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อไปทำงานตามปกติ ก่อนจะออกจากบ้านเขาได้ทำข้าวต้มเอาไว้ให้ภรรยาที่นอนอยู่ภายในห้องเอาไว้ เผื่อว่าเธอตื่นขึ้นมาแล้วจะได้กินทันที เพราะซินหยางทำกับข้าวไม่เป็น ที่ทำได้ก็มีงานบ้านทั่วไป แต่เหอไท๋ไม่อยากให้เธอทำอะไรทั้งนั้น เพราะว่าร่างกายของซินหยางไม่สู้ดี ถึงเขาจะไม่รู้เรื่องซินหยางคนเก่าตายไปแล้วก็เถอะ แต่ในสายตาของซินหยางคนใหม่มองว่าผู้ชายแบบนี้ยังมีอยู่บนโลกอีกเหรอ ไม่ว่าอะไรก็ทำแทนภรรยาทั้งหมด
ข้าวต้มที่วางอยู่ข้างเตียงนอนได้ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลน่ากินอยู่ภายในห้อง ทำให้ร่างอันบอบบางของหญิงสาวตื่นจากความฝันขึ้นมาสู่ความเป็นจริง
“สามีทำเอาไว้ให้เราเหรอ”
ซินหยางพูดแล้วมองดูชามข้าวต้มพร้อมขี้ตาเต็มตื่น
รสชาติข้าวต้มฝีมือของสามีนั้นอร่อยมาก เมื่อวานซินหยางเองก็ได้กินข้าวต้มเป็นอาหารมื้อเย็น เช้านี้ก็เป็นข้าวต้มอีกตามเคย แต่รสชาติอร่อยมันก็ไม่ได้ทำเธอรู้สึกเบื่อ อาจเป็นเพราะว่าร่างกายนี้ชินกับข้าวต้มที่เขาทำให้กินขณะที่เธอยังป่วยอยู่ก็ได้ ด้วยความเอาใจใส่นี้ทำให้ซินหยางคนใหม่รู้สึกชอบเหอไท๋สามีตนเองขึ้นมาบ้าง
หลังจากกินข้าวและทำกิจวัตรประจำวันเสร็จเรียบร้อย ซินหยางก็ออกมานั่งที่แคร่หน้าบ้านเพื่อออกมาสูดบรรยากาศข้างนอกให้สดชื่น จะเอาแต่อยู่ในบ้านแล้วมันจะได้อะไรกันล่ะ
ซินหยางที่นั่งอยู่แคร่หน้าบ้านก็นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเองตั้งแต่กลายมาเป็นซินหยางคนใหม่เต็มตัว เรื่องชีวิตของเธอนั้นไม่ต่างกับเหอไท๋สามีของเธอสักเท่าไหร่ สามีเองก็ถูกคนที่บ้านรังเกียจไม่สนใจไยดี ทั้งที่เป็นลูกชายและพี่ใหญ่สุดในบ้าน แต่พ่อแม่กลับรักลูกไม่เท่ากัน แถมยังผลักไสไล่ส่งให้ไปแต่งงานกับลูกสาวคนโตของบ้านซินหรือก็คือซินหยางนั่นแหละ ตอนแรกทั้งสองไม่ได้มีความรู้สึกรักใคร่ชอบพอกัน แต่พอได้รับการช่วยเหลือซึ่งกันและกันมันก็ทำให้เกิดเป็นความรักในที่สุด
เรื่องแบบนี้ซินหยางคนใหม่คิดว่ามันคงจะมีแค่ในละครหลังข่าว แต่ไม่คิดว่ามันจะเรื่องแบบนี้มันจะเกิดขึ้นในชีวิตจริงด้วย มันช่างเป็นเรื่องเศร้าอะไรเช่นนี้กันนะ ชีวิตหนอชีวิต
แล้วบ้านหลังนี้เดิมทีเป็นบ้านของพ่อแม่ของเหอไท๋ที่อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่ด้วยเงื่อนไขการถูกบังคับให้แต่งงานกับซินหยาง เหอไท๋จึงขอบ้านหลังนี้โดยใช้สิทธิ์ความชอบธรรมให้ซินหยางเข้ามาอยู่ฉันสามีภรรยาเพียงแค่สองคนเท่านั้น ส่วนพ่อแม่และน้องชายจะต้องออกไปอยู่ที่อื่น ตอนแรกพวกเขาไม่ยอมออกไป แต่ด้วยตนเองที่เป็นคนขยันทำงานเก็บเงินมานานหลายปีก็ได้ยกทรัพย์สมบัติให้พ่อแม่ไปทั้งหมดไม่เหลือสักหยวนเดียว ซึ่งก็เป็นเงื่อนไขอีกอย่างที่เหอไท๋ได้ตั้งเอาไว้ สุดท้ายพวกเขาก็ยอมแล้วหอบข้าวของออกจากบ้านไป
การกระทำของเหอไท๋ เป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง แต่เขาคิดมาดีแล้ว ต่อให้อยู่ด้วยกันไปก็เหมือนกับไม่ได้อยู่ด้วยกัน พ่อแม่ที่ไม่เคยสนใจลูกตนเองและจ้องจะหาโอกาสไล่ส่งไปให้พ้นมือพ้นเท้าแบบนี้ ต่อให้กลายเป็นลูกอกตัญญูเหอไท๋ก็ไม่ได้สนใจ ตัดแม่ตัดพ่อก็ไม่เป็นไร เพราะความรักจากครอบครัวมันไม่มีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ต่อให้ตัดขาดกันไปก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง
“ให้ตายสิ ไม่ว่าใครก็เจ็บปวดกันทั้งนั้น”
…
43 “ถ้ามาแล้วไม่พูดอะไรก็กลับกันไปได้แล้ว ฉันจะได้พักผ่อน” ภายในห้องผู้ป่วยส่วนตัวนี้มีอยู่ด้วยกันเท่านี้ เหอไท๋ ซินหยาง ลุงฉาง ป้าลี่หลิน แต่ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาสักคำ ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปตามกาลเวลา ถึงมันจะเป็นอย่างนั้น แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่อยากพูดออกมาตามความรู้สึกของเขา แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะพูดขึ้นให้ทุกคนได้รับรู้กัน แล้วคนที่ว่านี้ก็คือเหอไท๋ “เรื่องเมื่อตอนนั้น ผมขอบคุณมากนะครับ ถ้าแม่ไม่ปกป้องผม ป่านนี้ผมคงจะ” “หยุดพูดเรื่องนี้จะได้ไหมฉันไม่อยากฟัง ที่จริงฉันไม่อยากช่วยแกหรอก แต่ร่างกายมันขยับไปเอง” ถึงจะพูดไม่สนใจไยดีสักนิดเดียว แต่เหอไท๋กลับรู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอพูดเลย เขารู้สึกว่าตอนนั้นเธอเข้ามาช่วย
42 “แม่ ทำใจดีๆ เอาไว้นะครับ ดื่มน้ำนี้ก่อน” เหอไท๋พยุงร่างของป้าลี่หลินเพื่อให้เธอดื่มน้ำที่ซินหยางเตรียมเอาไว้ให้ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน แต่น้ำที่ได้รับมาจากซินหยางมันต้องไม่ใช่น้ำธรรมทั่วไปที่เห็น ป้าลี่หลินดื่มน้ำจนหมดขวด ร่างกายของเธอมีการตอบสนองต่อน้ำที่เธอดื่ม เลือดที่ไหลออกมาไม่หยุดก็ได้หยุดลง บาดแผลที่เกิดจากมีดปลายแหลมมันก็ได้สมานแผลเข้ากันจนหายสนิท ป้าลี่หลินพ้นขีดอันตรายทั้งอย่างนั้น แต่ถึงมันจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ เธอก็ยังหายใจอ่อนเพลียอยู่ แล้วน้ำที่ดื่มเข้าไปนั้นมันอาจจะกำลังออกฤทธิ์ก็เป็นได้ แต่โดยรวมแล้วร่างกายของเธอดีขึ้นมาก “ทำไมกัน ผมไม่เข้าใจ แม่ที่เกลียดผมขนาดนี้ถึงได้เข้ามาปกป้องผม” “นั่นสิ
41 เบื้องหน้าของเหอกุ๋ยที่กำลังตัวสั่นและหวาดกลัวหลังจากถูกจับได้ว่าเป็นหัวขโมยย่องเบา นอกจากเหอไท๋และซินหยางแล้ว ก็มีป้าลี่หลิน ลุงฉาง เปา ฟางอี้ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของทางการด้วย พวกเขาที่ว่ามาทั้งหมดนี้ยืนอยู่ต่อหน้าเหอกุ๋ยในตอนนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจเป็นอย่างมากนั้นก็คือพ่อและแม่ที่อยู่กับพวกเหอไท๋นั่นแหละ “พ่อ แม่ ทำไมถึงได้มาอยู่กับมันได้” “เหอไท๋เป็นคนบอกฉันเองน่ะ” “งั้นเหรอ สุดท้ายก็ทิ้งผมไปแล้วเข้าข้างมันน่ะเหรอ ทั้งที่ผมเป็นลูกแท้ๆ ของแม่นะ” “หุบปากเน่าๆ ของแกไปเลย ไอ้ลูกชั่ว” คำด่าของคนเป็นแม่ถึงกับทำให้เหอกุ๋ยทำตัวไม่ถูก ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม
40 ทำไมเหอไท๋ถึงเรียกโจรย่องเบาว่า ไอ้น้องชายโง่ มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่ เขารู้อะไรเกี่ยวกับโจรคนนี้ แล้วสิ่งที่เหอไท๋พูดออกมา ซินหยางที่ยืนอยู่ข้างหลังของเขาก็รู้อยู่แล้วด้วย การเผชิญหน้ากันระหว่างเจ้าของบ้านกับหัวขโมยกระจอกจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ “น้องชาย พูดบ้าอะไรของแกวะ” ถึงแม้จะสวนกลับด้วยคำพูดที่ข่มอีกฝ่ายด้วยเสียงสั่นเครือ แต่มันก็ไม่ได้ผล เพราะอีกฝ่ายอย่างเหอไท๋นั้นรู้อยู่แล้วว่าโจรกระจอกตรงหน้าเป็นใคร หัวขโมยที่ถูกจับได้คาหนังคาเขานี้เกิดความกังวลและกลัว ไม่ว่าจะพูดอะไรมาก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังสั่นและกลัวอย่างสุดขีด “แกยังพูดแบบนี้อยู่อีกนะ เหอกุ๋ย ปิดบังใบหน้าไปก็ไม่มีปร
39 “เหอไท๋ นายได้ยินเรื่องโจรงัดบ้านของผู้สำเร็จราชการหรือเปล่า” “อ่า ฉันได้ยินมาจากพวกชาวบ้านที่มาซื้อกับข้าวเมื่อเช้าน่ะ เห็นว่ามันเอาเงินและของมีค่าไปหมดเลย ให้ตายสิ ทำไมมันชั่วอะไรอย่างนี้” “พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ที่ผ่านมาแถวนี้ก็ไม่เคยเกิดเรื่องนี้มาก่อน ฉันคิดว่าคงเป็นชาวบ้านแถวนี้แหละ” “นั่นสินะ ฉันเองก็คิดแบบนี้เหมือนกัน เพราะมันรู้ว่าไม่มีใครอยู่บ้าน อีกอย่างหนึ่ง มันสามารถงัดประตูหลังบ้านเข้าไปได้โดยที่ไม่มีใครได้ยินอีกด้วย มันจะเก่งเกินไปแล้ว” เหอไท๋และเปา ทั้งสองคนกำลังทำงานอยู่ในสวน แล้วก็ได้พูดถึงเรื่องหัวขโมยงัดบ้านแล้วเอาทรัพย์สินเงินทองไปจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ ถึงมันจะไม่ใช่เรื่องที่ทั้งสองต้องเข้าไป
38 “เปา นายช่วยเอาผักและปลาดุกไปส่งให้ลุงโจวที่ตลาดทีนะ” “ได้เลยเพื่อน” เหอไท๋ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนคนสำคัญของเปาและเป็นนายจ้างก็ได้แบ่งหน้าที่การงานให้เปาโดยการขนส่งวัตถุดิบไปให้พ่อค้าแม่ค้าที่สั่งวัตถุดิบเป็นประจำทุกวัน ส่วนทางด้านซินหยางก็ดูจะสนิทกับฟางอี้มากขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้เปิดร้านเป็นกิจจะลักษณะ แต่ตอนเช้าฟางอี้ก็จะมาช่วยซินหยางขายกับข้าว ซึ่งก็เป็นหนึ่งในหน้าที่ของเธอ เรียกได้ว่าพวกเธอทั้งสองดูจะเข้าขากันมากกว่าที่คิดเอาไว้ “ซินหยาง วันนี้จะทำเมนูอะไรเพิ่มอีกไหม” “วันนี้เหรอ ฉันคิดว่าจะทำแกงกะทิปลาดุกน่ะ แต่ฉันยังไม่เคยทำด้วยสิ” “เดี๋ยวฉั







