Mag-log in5
หลังจากกินข้าวอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองจึงพากันเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เพราะวันนี้สามีทำงานมาเหน็ดเหนื่อยก็เลยอยากพักผ่อนให้เร็ว แต่ก็ยังไม่นอนกันหรอกนะ
ภายในห้องนอนชั้นล่างซึ่งเป็นห้องของทั้งคู่มีเพียงเตียงนอนแค่เตียงเดียว แล้วเป็นเตียงสำหรับนอนคนเดียว เหอไท๋จึงยกให้ซินหยางตั้งแต่ที่เธอเข้ามาอยู่ในบ้าน ส่วนเหอไท๋นอนปูเสื่ออยู่ข้างเตียงนอน
ห้องที่เหลือชั้นล่างและชั้นบนนั้นเป็นห้องว่างซึ่งเดิมทีเป็นห้องของพ่อแม่และน้องชาย ตอนนี้พวกเขาไม่ได้อยู่แล้วก็เลยกลายเป็นห้องว่างอย่างที่เห็น
วันนี้มีเรื่องมากมายให้เหอไท๋ครุ่นคิด เป็นเรื่องเกี่ยวกับภรรยาตนเองที่ดูแตกต่างจากที่ผ่านมา แล้วอาการป่วยของเธอก็ดีขึ้น ถึงจะไม่ฟันธงว่าเธอหายดีแล้วก็ตาม ยังมีเรื่องทำอาหารหุงข้าวเตรียมเอาไว้รอให้กลับมากินอีกด้วย ไม่ว่าอย่างไหนมันก็ดูแปลกไปหมด ใบหน้าอันหล่อเหลาที่กำลังใช้ความคิดอยู่นั้นทำให้คนเป็นภรรยาอย่างซินหยางเกิดความสงสัยขึ้นมา แล้วซินหยางก็พอจะดูออกว่าสามีของตนกำลังคิดอะไรอยู่
“คุณสามีคะ คิดอะไรอยู่เหรอ”
“กำลังคิดถึงคุณนั่นแหละครับ ผมคิดว่าคุณดูเปลี่ยนไปนะครับ”
“เรื่องนี้เองเหรอคะ”
ซินหยางคิดไว้อยู่แล้วว่าสามีของตนจะต้องครุ่นคิดถึงเรื่องนี้
มันก็ไม่แปลกหรอกที่เขาจะคิดเช่นนี้ คนที่อยู่ด้วยกันมาตลอดนานนับปีมีหรือที่จะดูไม่ออก
ในเมื่อสามีพูดมาขนาดนี้จะปกปิดไปตลอดก็คงจะทำไม่ได้ มีแต่จะต้องบอกความจริงให้เขาได้รับรู้ จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ขึ้นอยู่กับเหอไท๋คนเดียว
แต่ก่อนจะเล่าบอกความจริง ซินหยางลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วนั่งบนเตียงนอนตามปกติ แล้วเธอก็บอกให้เหอไท๋ลุกขึ้นมานั่งบนเตียงนอนด้วยกันก่อนที่เธอจะขอจับมือของเขาเอาไว้ ความจริงที่จะเล่าต่อจากนี้เธอกลัวว่าหากเล่าออกไปแล้วเหอไท๋จะรับไม่ได้ เธอกลัวเขาจะวิ่งหนีเธอไปหลังจากที่เล่าความจริงออกมา
“ฉันไม่ใช่ซินหยาง ฉันชื่อณาดา ฉันไม่รู้ว่าฉันเข้ามาอยู่ในร่างของภรรยาคุณได้ยังไง แต่ที่ฉันบอกได้ก็คือ ซินหยางที่คุณรู้จักเธอป่วยหนักและเสียชีวิตไปแล้ว แล้วฉันก็ได้มาอยู่ในร่างของเธอแทน”
“ไม่จริงใช่ไหมครับ”
“เรื่องจริงค่ะ”
เหอไท๋ถึงกับตกใจในสิ่งที่ณาดาในร่างของซินหยางพูดออกมา เรื่องแบบนี้มันจะเป็นไปได้เหรอ แต่ด้วยสีหน้าของซินหยางคนใหม่ภรรยาของเหอไท๋ที่ดูจริงจังไม่ล้อเล่น ทำให้เหอไท๋ใจเย็นลง
“คุณจะเกลียดฉันหรือจะไล่ฉันออกไปจากบ้านหลังนี้ก็ได้ ถ้าคุณยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ ฉันก็พร้อมที่จะออกจากบ้านหลังนี้ไปเดี๋ยวนี้เลย แล้วหลังจากนี้พวกเราก็ไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน”
“ไม่ครับ ผมไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไร ตอนนี้คุณคือซินหยางภรรยาของผม ผมจะดูแลคุณให้ถึงที่สุดครับ”
อันที่จริงซินหยางคนใหม่หรือณาดาก็กลัวอยู่เหมือนกัน หากเธอถูกผลักไสไล่ส่งโดยสามีของเธอ เธอจะทำอย่างไร เธอจะใช้ชีวิตในโลกใบนี้อย่างไร แต่สิ่งที่เหอไท๋พูดออกมาจากใจมันก็ทำให้เธอรู้สึกดีใจขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยมจนต้องพุ่งตัวเข้าไปกอดร่างอันใหญ่โตของสามีตนเองพร้อมทั้งน้ำตาไหลพรากแห่งความปลื้มใจ
“ถึงฉันไม่ใช่ซินหยางคนเดิม แต่คุณก็ยังใจดีกับฉันอีก ขอบคุณมากนะคะ ขอบคุณที่ไม่ทิ้งฉันไป”
“เป็นสามีภรรยากันแล้ว ผมจะทิ้งคุณไปได้ยังไงครับ”
“ขอบคุณมากนะคะ”
.
.
.
เช้าวันรุ่งขึ้น สองสามีภรรยาตื่นแต่เช้ามาช่วยกันทำกับข้าว เช้านี้ซินหยางทำไข่ตุ๋นกินมื้อเช้าและทอดปลาดุกให้สามีเอาไปกินเป็นมื้อเที่ยง หน้าที่หลักของซินหยางจะเป็นคนทำกับข้าว ส่วนเหอไท๋สามีของเธอจะเตรียมเครื่องครัวให้เธอไว้ทำกับข้าว พอได้ภรรยามาช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ในส่วนนี้ก็ทำให้เหอไท๋พอมีเวลามานั่งกินข้าวพร้อมกันก่อนที่จะออกไปทำงาน
“คุณคะ กับข้าวเสร็จแล้วค่ะ”
“ครับ”
เหอไท๋ยกถ้วยไข่ตุ๋นออกวางบนโต๊ะกินข้าวแล้วเดินไปตักข้าวหุงใหม่ในหม้อตักใส่จานแล้วนำมาวางบนโต๊ะกินข้าว ที่สำคัญไม่ลืมช้อนด้วย
“คุณทำไข่ตุ๋นมากเลยครับ”
“ถ้าอร่อยคุณต้องกินให้หมดนะคะ”
“ครับ”
เหอไท๋เป็นคนที่มีร่างกายอันใหญ่โตและสูงจากระดับสายตาประมาณ 180 เซนติเมตร ส่วนซินหยางก็น่าจะประมาณ 165 เกือบ 170 เซนติเมตร ก็ไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ แต่ก็ตัวเตี้ยในสายตาของใครบางคนหากซินหยางเดินเทียบเคียงกับสามีของเธอเอง
ไม่นาน เหอไท๋ก็กินข้าวหมดจาน ไข่ตุ๋นเองก็ไม่เหลือ สำหรับเขาแล้วมันคงจะเป็นมื้อที่อร่อยและเป็นมื้อที่มีความสุขที่ได้กินกับข้าวฝีมือของภรรยา
ซินหยางจัดเตรียมข้าวสวยและปลาดุกทองใส่กล่อง น่าจะเรียกว่าปิ่นโตถึงจะถูก ปิ่นโตนี้มีกับข้าวสำหรับมื้อเที่ยงของสามีอัดแน่นอยู่ในปิ่นโต
“ขอบคุณครับ ผมไปทำงานก่อนนะครับ”
“ค่ะที่รัก”
หลังจากสามีออกไปทำงาน ซินหยางก็กลับเข้าบ้านเพื่อที่จะเอาจานไปล้างที่หลังบ้าน พอล้างจากเสร็จก็ทำความสะอาดเช็ดโต๊ะกินข้าวก่อนจะเดินไปนั่งที่แคร่ตามเวลาปกติของเธอ
“เย็นนี้จะทำอะไรกินดีนะ”
ภายในบ้านไม่มีวัตถุดิบเหลือนอกจากไข่ไก่ อีกอย่าง ทรัพย์สมบัติอย่างเงินทองก็มีอยู่อย่างจำกัด จะซื้ออะไรโดยไม่คิดหน้าคิดหลังก็ไม่ได้ด้วย เพราะนี่เป็นเงินที่เหอไท๋ได้จากการทำงาน ถึงมันจะน้อยนิดแต่ก็ทำให้ทั้งสองอยู่รอดมาจนถึงตอนนี้ได้ ซึ่งเงินที่ได้จากการทำงานของเหอไท๋เขาได้ให้ภรรยาตนเองเป็นคนเก็บเอาไว้
“สิบหยวนซื้อกับข้าวได้กี่มื้อกันนะ”
แม้เธอจะมีความทรงจำของซินหยางคนเก่า แต่เธอก็ไม่รู้อยู่ดีว่าการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้เป็นอย่างไร แต่เท่าที่รู้ก็คือที่แห่งนี้ยังมีความยากลำบากในการใช้ชีวิต
“เราต้องทำอะไรสักอย่าง โอ๊ย”
ขณะที่ซินหยางกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเธอก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมากะทันหัน เธอปวดหัวและได้ยินเสียงของใครบางคนพูดเหมือนกับบอกอะไรเธอ แต่เธอก็ไม่เข้าใจเขาพูดเรื่องอะไร
“ใครน่ะ เสียงของใคร”
…
43 “ถ้ามาแล้วไม่พูดอะไรก็กลับกันไปได้แล้ว ฉันจะได้พักผ่อน” ภายในห้องผู้ป่วยส่วนตัวนี้มีอยู่ด้วยกันเท่านี้ เหอไท๋ ซินหยาง ลุงฉาง ป้าลี่หลิน แต่ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาสักคำ ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปตามกาลเวลา ถึงมันจะเป็นอย่างนั้น แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่อยากพูดออกมาตามความรู้สึกของเขา แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะพูดขึ้นให้ทุกคนได้รับรู้กัน แล้วคนที่ว่านี้ก็คือเหอไท๋ “เรื่องเมื่อตอนนั้น ผมขอบคุณมากนะครับ ถ้าแม่ไม่ปกป้องผม ป่านนี้ผมคงจะ” “หยุดพูดเรื่องนี้จะได้ไหมฉันไม่อยากฟัง ที่จริงฉันไม่อยากช่วยแกหรอก แต่ร่างกายมันขยับไปเอง” ถึงจะพูดไม่สนใจไยดีสักนิดเดียว แต่เหอไท๋กลับรู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอพูดเลย เขารู้สึกว่าตอนนั้นเธอเข้ามาช่วย
42 “แม่ ทำใจดีๆ เอาไว้นะครับ ดื่มน้ำนี้ก่อน” เหอไท๋พยุงร่างของป้าลี่หลินเพื่อให้เธอดื่มน้ำที่ซินหยางเตรียมเอาไว้ให้ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน แต่น้ำที่ได้รับมาจากซินหยางมันต้องไม่ใช่น้ำธรรมทั่วไปที่เห็น ป้าลี่หลินดื่มน้ำจนหมดขวด ร่างกายของเธอมีการตอบสนองต่อน้ำที่เธอดื่ม เลือดที่ไหลออกมาไม่หยุดก็ได้หยุดลง บาดแผลที่เกิดจากมีดปลายแหลมมันก็ได้สมานแผลเข้ากันจนหายสนิท ป้าลี่หลินพ้นขีดอันตรายทั้งอย่างนั้น แต่ถึงมันจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ เธอก็ยังหายใจอ่อนเพลียอยู่ แล้วน้ำที่ดื่มเข้าไปนั้นมันอาจจะกำลังออกฤทธิ์ก็เป็นได้ แต่โดยรวมแล้วร่างกายของเธอดีขึ้นมาก “ทำไมกัน ผมไม่เข้าใจ แม่ที่เกลียดผมขนาดนี้ถึงได้เข้ามาปกป้องผม” “นั่นสิ
41 เบื้องหน้าของเหอกุ๋ยที่กำลังตัวสั่นและหวาดกลัวหลังจากถูกจับได้ว่าเป็นหัวขโมยย่องเบา นอกจากเหอไท๋และซินหยางแล้ว ก็มีป้าลี่หลิน ลุงฉาง เปา ฟางอี้ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของทางการด้วย พวกเขาที่ว่ามาทั้งหมดนี้ยืนอยู่ต่อหน้าเหอกุ๋ยในตอนนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจเป็นอย่างมากนั้นก็คือพ่อและแม่ที่อยู่กับพวกเหอไท๋นั่นแหละ “พ่อ แม่ ทำไมถึงได้มาอยู่กับมันได้” “เหอไท๋เป็นคนบอกฉันเองน่ะ” “งั้นเหรอ สุดท้ายก็ทิ้งผมไปแล้วเข้าข้างมันน่ะเหรอ ทั้งที่ผมเป็นลูกแท้ๆ ของแม่นะ” “หุบปากเน่าๆ ของแกไปเลย ไอ้ลูกชั่ว” คำด่าของคนเป็นแม่ถึงกับทำให้เหอกุ๋ยทำตัวไม่ถูก ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม
40 ทำไมเหอไท๋ถึงเรียกโจรย่องเบาว่า ไอ้น้องชายโง่ มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่ เขารู้อะไรเกี่ยวกับโจรคนนี้ แล้วสิ่งที่เหอไท๋พูดออกมา ซินหยางที่ยืนอยู่ข้างหลังของเขาก็รู้อยู่แล้วด้วย การเผชิญหน้ากันระหว่างเจ้าของบ้านกับหัวขโมยกระจอกจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ “น้องชาย พูดบ้าอะไรของแกวะ” ถึงแม้จะสวนกลับด้วยคำพูดที่ข่มอีกฝ่ายด้วยเสียงสั่นเครือ แต่มันก็ไม่ได้ผล เพราะอีกฝ่ายอย่างเหอไท๋นั้นรู้อยู่แล้วว่าโจรกระจอกตรงหน้าเป็นใคร หัวขโมยที่ถูกจับได้คาหนังคาเขานี้เกิดความกังวลและกลัว ไม่ว่าจะพูดอะไรมาก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังสั่นและกลัวอย่างสุดขีด “แกยังพูดแบบนี้อยู่อีกนะ เหอกุ๋ย ปิดบังใบหน้าไปก็ไม่มีปร
39 “เหอไท๋ นายได้ยินเรื่องโจรงัดบ้านของผู้สำเร็จราชการหรือเปล่า” “อ่า ฉันได้ยินมาจากพวกชาวบ้านที่มาซื้อกับข้าวเมื่อเช้าน่ะ เห็นว่ามันเอาเงินและของมีค่าไปหมดเลย ให้ตายสิ ทำไมมันชั่วอะไรอย่างนี้” “พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ที่ผ่านมาแถวนี้ก็ไม่เคยเกิดเรื่องนี้มาก่อน ฉันคิดว่าคงเป็นชาวบ้านแถวนี้แหละ” “นั่นสินะ ฉันเองก็คิดแบบนี้เหมือนกัน เพราะมันรู้ว่าไม่มีใครอยู่บ้าน อีกอย่างหนึ่ง มันสามารถงัดประตูหลังบ้านเข้าไปได้โดยที่ไม่มีใครได้ยินอีกด้วย มันจะเก่งเกินไปแล้ว” เหอไท๋และเปา ทั้งสองคนกำลังทำงานอยู่ในสวน แล้วก็ได้พูดถึงเรื่องหัวขโมยงัดบ้านแล้วเอาทรัพย์สินเงินทองไปจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ ถึงมันจะไม่ใช่เรื่องที่ทั้งสองต้องเข้าไป
38 “เปา นายช่วยเอาผักและปลาดุกไปส่งให้ลุงโจวที่ตลาดทีนะ” “ได้เลยเพื่อน” เหอไท๋ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนคนสำคัญของเปาและเป็นนายจ้างก็ได้แบ่งหน้าที่การงานให้เปาโดยการขนส่งวัตถุดิบไปให้พ่อค้าแม่ค้าที่สั่งวัตถุดิบเป็นประจำทุกวัน ส่วนทางด้านซินหยางก็ดูจะสนิทกับฟางอี้มากขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้เปิดร้านเป็นกิจจะลักษณะ แต่ตอนเช้าฟางอี้ก็จะมาช่วยซินหยางขายกับข้าว ซึ่งก็เป็นหนึ่งในหน้าที่ของเธอ เรียกได้ว่าพวกเธอทั้งสองดูจะเข้าขากันมากกว่าที่คิดเอาไว้ “ซินหยาง วันนี้จะทำเมนูอะไรเพิ่มอีกไหม” “วันนี้เหรอ ฉันคิดว่าจะทำแกงกะทิปลาดุกน่ะ แต่ฉันยังไม่เคยทำด้วยสิ” “เดี๋ยวฉั







