Mag-log inเพราะอกหักจนหน้ามืดคิดสั้น... แต่ดัน ‘กลัวเจ็บ’ จนต้องล้มเลิก! ทว่าก้อนหินเจ้ากรรมกลับพาเธอลื่นตกหน้าผา ตื่นขึ้นมาอีกทีก็กลายเป็น ‘สนมคนที่ห้า’ ที่อ๋องเต้ผู้เย็นชาไม่เคยคิดจะเหลียวแล ในเมื่อที่นี่ไม่ใช่บ้าน เธอจึงทำทุกทางเพื่อจะหนีกลับยุคปัจจุบัน! แต่ยิ่งหนี... เขากลับยิ่งกักขัง ยิ่งอยากไป... เขากลับยิ่งดึงรั้งไว้ เมื่อดวงใจที่เคยเย็นชาเริ่มสั่นคลอน อ๋องเต้ผู้มีสนมเอกถึงสามคนกลับยอมทำทุกอย่างเพื่อรั้งตัวเธอเอาไว้ เมื่อหนีไม่ได้ เธอจึงยื่นคำขาดสุดขั้วให้แก่เขา: “หากท่านอยากให้ข้าอยู่... ท่านต้องให้ข้าขึ้นเป็นใหญ่!” งานนี้อ๋องเต้ผู้ยิ่งใหญ่จะทำอย่างไร? เมื่อต้องเลือกระหว่าง ‘หญิงสาวผู้เปรียบเหมือนดอกไม้ในหัวใจทั้งสาม’ กับ ‘สนมคนที่ห้าผู้ไม่เคยคิดจะรักเขาเลยสักนิด’ แต่กลับครอบครองหัวใจเขาไปทั้งดวง!
view moreในค่ำคืนที่สายฝนโปรยปรายอย่างหนัก ร่างของ ‘หลินหลาน’ หญิงสาววัยยี่สิบห้าปีในชุดลำลองสีดำยืดแน่นยืนสั่นสะท้านอยู่ตรงขอบหน้าผาชัน ท้องฟ้าดำดำคลุมคลั่ง ไม่มีแม้แต่แสงจันทร์หรือดาวที่ส่องแสง ความผิดหวังและบาดแผลจากความรักที่ถูกหักหลังทำให้สมองของเธอมืดแปดด้าน คำพูดของคนรักที่ทิ้งเธอ — “เธอไม่เคยมีค่าเลย” — ยังคงดังอยู่ในหัวเหมือนเสียงก้อง
“จบๆ ไปเสียที ชีวิตเฮงซวยแบบนี้...” เธอสูดหายใจเข้าลึก ลมชื้นเย็นเจ็บคอ ก้าวเท้าไปข้างหน้าจนปลายรองเท้าผ้าใบยื่นออกไปพ้นขอบเหว ความลึกเบื้องล่างที่มองไม่เห็นพื้นทำให้หัวใจเธอเต้นตึกตัก ร่างกายสั่นเพราะความหนาวและความกล้าที่ต้องทำสิ่งนี้ ทว่า เมื่อสายตาปะทะกับความมืดมิดและเสียงลมฟัดกระหน่ำจากเบื้องล่าง ความกลัวสายหนึ่งก็พุ่งวาบขึ้นมาจากปลายเท้าไปทั่วทั้งร่าง ‘เชี่ย... สูงขนาดนี้ ตกลงไปกระดูกแตกตาย มันต้องเจ็บมากแน่ๆ เลยว่ะ’ หลินหลานกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ ความกล้าเมื่อครู่หดหายไปจนหมดสิ้น เธอเห็นภาพตัวเองนอนทรมานกับกระดูกหัก ไม่มีใครมาช่วย จนมีเลือดไหลจนเสียชีวิต “ไม่เอาดีกว่าว่ะ เกิดไม่ตายทันทีแล้วต้องนอนทรมานกระดูกหักอยู่ข้างล่างนั่นใครจะช่วย กลัวเจ็บว่ะ กลับบ้านไปนอนกินพาราดีกว่า” เธอม้วนตัวหันหลังเตรียมจะก้าวเท้ากลับ แต่ก้อนหินเจ้ากรรมใต้พื้นรองเท้ากลับลื่นตะไคร่น้ำจากสายฝน! “เหวออออ!” ร่างของหลินหลานเสียหลักลอยคว้างกลางอากาศ ความกลัวเจ็บเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกสุดขีด สายลมบาดผิวหนังทำให้เธอเรียกหายใจไม่ออก ขณะที่ร่างของเธอทุ่มร่วงลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง ความรู้สึกสุดท้ายก่อนที่สติจะดับสูญคือความเจ็บปวดรวดเร็วที่ศีรษะปะทะเข้ากับบางอย่างอย่างแรง — เสียงดังแกร๊งก่อนที่โลกจะดับดำไปทั้งหมด ... “พระสนม! พระสนมเพคะ! ฟื้นแล้วหรือเพคะ!” เสียงโวยวายข้างหูพร้อมกับแรงสั่นที่ไหล่ทำให้หลินหลานค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก แสงแดดช่วงเช้าส่องเข้ามาผ่านร่องหน้าต่างทำให้เธอต้องปิดตาเหน็บหน้าอีกครั้ง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกำยานโบราณและสายลมที่พัดผ่านร่องหน้าต่างไม้ทำให้เธอต้องขมวดคิ้ว พอมองไปรอบๆ เธอก็ต้องตกตะลึง ที่นี่ไม่ใช่พื้นดินที่เธอคิดจะตกลง แต่เป็นห้องนอนโบราณที่สวยงาม เตียงสี่เสาสลักลายดอกไม้และมังกร ผ้าม่านสีชมพูลหวานลอยลื่น และสตรีในชุดโบราณผ้าไหมสีเขียวรวบผมทรงแปลกๆ กำลังร้องไห้น้ำตานองหน้าอยู่ข้างเตียง มือคล้องผ้าเช็ดน้ำตา “ที่นี่... โรงพยาบาลเหรอ? แล้วทำไมแต่งตัวกันแบบนี้” หลินหลานพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่ศีรษะปวดขนาดใหญ่ทำให้เธอแรงไม่ถูก มันไม่ใช่เพียงเท่านั้น — เธอรู้สึกงงงวยเมื่อเห็นมือของตัวเองที่สวมเสื้อแขนยาวผ้าไหมเนื้อนุ่มลายปักพิถีพิถัน สีผิวสว่างกว่าปกติ และมีรอยปักลายเล็กๆ ที่ข้อมือซ้ายที่เธอไม่เคยมีมาก่อน “พระสนมทรงจำสิ่งใดไม่ได้เลยหรือเพคะ! ข้ากระหม่อม ‘เสี่ยวถาว’ ไงเพคะ หลังจากที่พระสนมตกน้ำไปเมื่อสองวันก่อน อ่องเต้ก็ไม่เคยเสด็จมาเยี่ยมเลยสักครั้ง...” สาวใช้ร้องไห้กระงิกร้องโอดครวญ ตาแดงเหลือดจากการร้องไห้มาก หลินหลานนิ่งอึ้งไปหลายวินาที ภาพความทรงจำประหลาดที่ไม่ใช่ของเธอเริ่มไหลถาโถมเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว — ร่างนี้คือ ‘หลินซินเอ๋อร์’ สนมลำดับที่ห้าของอ๋องเต้ผู้ครองแผ่นดิน ‘สุราษฎร์สวัสดิ์’ เป็นสนมไร้ค่าที่ตระกูลไร้อำนาจ ไร้ความสำคัญในสายตาอ๋องเต้ และมักจะถูกสนมคนอื่นแกล้งอยู่เสมอ เพราะเธอไม่สวยเท่าพวกเขา ไม่มีทรัพย์สิน และไม่เคยได้รับความรักจากอ๋องเต้เลย ‘เดี๋ยวนะ... นี่ฉันตกเหวตาย แล้วมาสิงร่างสนมในยุคโบราณเนี่ยนะ?!’ หลินหลานยกมือขึ้นเขกหัวตัวเองแรงๆ หนึ่งที “โอ๊ย! เจ็บ!” เธอยังเจ็บ แสดงว่าไม่ได้ฝัน! ความตื่นตระหนกเริ่มเข้าครอบงำ เธอไม่ได้อยากมาอยู่ยุคโบราณที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีชักโครก ไม่มีน้ำประปาแบบนี้ และไม่มีแม้แต่ขนมปังหรือกาแฟ! เธอต้องการกลับไปยังยุคของเธอ ที่มีเพื่อนๆ ที่รัก และแม้จะเสียใจก็ยังมีทางเลือก “ไม่ได้การแล้ว... ข้าต้องกลับบ้าน!” หลินหลานพึมพำพลางพุ่งตัวลุกออกจากเตียง แม้ว่าศีรษะจะยังคงปวดขนาดใหญ่ “พระสนมจะเสด็จไปไหนเพคะ!” เสี่ยวถาวตกใจรีบวิ่งตาม มือรีบจับแขนของเธอไว้ หลินหลานวิ่งออกไปที่ระเบียงตำหนัก สายตามองเห็นสระน้ำขนาดใหญ่กลางสวน ทะเลาะน้ำใสจนเห็นก้น บริเวณรอบๆ ปกคลุมด้วยต้นไม้และดอกไม้สวยงาม เธอคิดในใจว่าถ้าตกน้ำสลบไปอีกรอบ อาจจะตื่นขึ้นมาในห้อง ICU ยุคปัจจุบันก็ได้! นี่คือทางเดียวที่เธอคิดได้ เธอวิ่งตรงไปที่ขอบสระ เตรียมจะทิ้งตัวลงไป แต่พอเห็นความลึกและเย็นเยียบของน้ำในสระ ชะงักกึกทันที! ‘ถ้าจมน้ำมันจะอึดอัดจนปอดระเบิดเลยนะ... กลัวทรมานอะ! ตกเหวว่าเจ็บแล้วตกน้ำอีกจะทรมานขนาดไหน’ ขณะที่หลินหลานกำลังยืนลังเลก้มๆ เงยๆ อยู่ขอบสระ มือยกขึ้นเตรียมจะกระโดดแต่ก็หยุดอยู่เสมอ เสียงทรงอำนาจและเย็นชาของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว “ทำอะไรของเจ้า! สนมห้า” หลินหลานหันกลับไปมอง เจ้าของเสียงคือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมมังกรสีดำปักทองที่สวยงาม สายผมดำสไตล์โบราณทรงสูง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลักที่คัดสรรมา แต่สายตาที่มองมากลับเต็มไปด้วยความรังเกียจและระอาใจ ทุกวิถีของเขาแสดงความผิดหวังที่อยู่ภายใน นั่นคือ ‘อ๋องเต้’ สามีตามกฎหมายของร่างนี้ และผู้ชายที่มีสนมรักอยู่แล้วถึงสามคน! “ทรงเสด็จมาแล้วหรือเพคะอ๋องเต้” เสี่ยวถาวรีบคุกเข่าลงโขกศีรษะทุกๆ ที อ๋องเต้แค่นหัวเราะในคอ สายตาจ้องมองหลินหลานที่ยืนงงอยู่ขอบสระ “คิดจะเรียกร้องความสนใจจากข้าด้วยการโดดน้ำอีกรอบอย่างนั้นหรือ? มารยาของเจ้ามันช่างน่ารำคาญสิ้นดี หลินซินเอ๋อร์!” คำพูดของเขาเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง ทำให้เธอรู้สึกหนาวใจ หลินหลานมองหน้าอ๋องเต้ผู้หล่อเหลาแต่ปากเสียตรงหน้า แล้วถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอา "เหอะ... คิดว่าตัวเองหล่อมากมั้ง เรียกร้องความสนใจบ้านแกดิ ฉันแค่อยากกลับบ้านโว้ย! ถ้าเลือกได้เลือกจะไม่มาอยู่ในยุคนี้แม้แต่นาทีเดียว" เธอยืนอยู่นิ่งๆไม่คิดตอบ ความเศร้าและความสับสนปนเปกกันในใจ เสียใจที่ถูกแฟนทิ้งหรือเสียใจที่ดันหลงยุคที่ไม่มีไฟฟ้าแบบนี้ " คิดมาแล้วเศร้า ขอเหล้าเข้มๆได้ปะ"แสงจันทร์ยามค่ำคืนไหลรินดุจแพรเงิน สาดส่องลอดผ่านม่านไหมสีครามอ่อนที่พริ้วไหวตามแรงลม ทอดตัวลงต้องกับตราประทับหยกขาวลายมังกรคู่ที่กำลังนอนนิ่งอยู่ในอุ้งมือของหลินหลานหยกนั้นขาวบริสุทธิ์ไร้มลทิน เนื้อนวลเนียนละเอียดราวกับน้ำค้างแข็งยามต้องแสงจันทร์ ลวดลายมังกรคู่ที่สลักอย่างประณีตพันเกี่ยวกันอย่างสง่างาม ดวงตามังกรทำจากทับทิมสีโลหิต ส่องประกายลึกล้ำ แต่ถึงสัมผัสจะเย็นและเนียนเพียงใด น้ำหนักของมันในมือของนางกลับหนักอึ้งอย่างประหลาด หนักดั่งอำนาจที่สามารถชี้ชะตาคนทั้งวังหลัง หนักดั่งดาบสองคมที่พร้อมจะหันกลับมาทิ่มแทงเจ้าของได้ทุกเมื่อหลินหลานนั่งอยู่บนตั่งนุ่มริมหน้าต่างตำหนักเฟิ่งหวง นิ้วเรียวเล็กหมุนตราประทับไปมาอย่างกระวนกระวาย หัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะนางช้อนสายตาขึ้นมองบุรุษที่ยืนประทับอยู่ข้างกายฮ่องเต้เซียวจิ้นรัชทายาทมังกรหนุ่มในฉลองพระองค์สีดำขลิบทอง ยืนเอามือไพล่หลัง แสงจันทร์จับขอบสันกรามคมสันของเขาให้ดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นทอดมองนาง ไม่ได้มองด้วยสายตาที่มองสนมคนหนึ่ง แต่เป็นสายตาที่มองคนที่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะให้ยืนเคียงข้างอย่างเด็ดเดี่ยว
แสงแดดยามเช้าสีทองนวลทอแสงกราบลงบนหลังคากระเบื้องทองคำเปลวระยิบระยับของพระราชวังหลวง ทว่าบรรยากาศภายในท้องพระโรงกลับตึงเครียดจนอากาศแทบหยุดหมุน เมื่อขันทีผู้เฒ่าผู้แก่กราบบังคมทูลอ่านพระราชโองการฉบับประวัติศาสตร์ต่อหน้าเหล่าขุนนางและเสนาบดีนับร้อยที่ยืนเกร็งกันทั่วลาน “…มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สนมคนที่ห้า หลินซินเอ๋อร์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ฮองเฮา แม่แห่งแผ่นดิน ควบคุมดูแลกิจการวังหลังและช่วยงานพระอักษร สืบไป!” สิ้นเสียงอ่านอันแผ่วเบาแต่หนักแน่น เสียงฮือฮาและกระแสความขัดแย้งก็ดังระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั่วท้องพระโรง! เสียงกระซิบกระซาบปะทุกันเป็นคลื่น ทุกสายตาจับจ้องไปที่บัลลังก์มังกรด้วยความไม่เชื่อ “ฝ่าบาท! ทรงโปรดตรึกตรองอีกครั้งด้วยพะยะค่ะ!” มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้เป็นบิดาของสนมเอกเฉิน ก้าวออกมาหมอบราบกับพื้นหินอ่อน ใบหน้าสั่นระริกด้วยความแค้นเคืองที่กลั้นไว้ไม่อยู่ “นางเป็นเพียงสตรีตระกูลเล็ก ไร้อำนาจ ไร้ชาติกำเนิดสูงส่ง และไร้ผลงานเด่นเป็นที่ประจักษ์ เหตุใดจึงข้ามหน้าข้ามตาพระสนมเอกและพระสนมท่านอื่นขึ้นสู่ตำแหน่งอันสูงส่งและสำคัญยิ่งนี้ได้พะยะค่ะ!”
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องพระอักษรทันทีที่สิ้นเสียงคำเอ่ยของหลินหลาน ความเงียบที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก ขันทีหลิวที่ยืนถวายการรับใช้อยู่ที่มุมห้องถึงกับเข่าอ่อนแรงจนแทบจะล้มพับลงกับพื้นไม้ขัดมัน นัยน์ตาแทบเบิกค้างด้วยความตื่นตระหนกจนไม่อาจปิดลงได้ ‘สตรีผู้นี้… กล้าเอ่ยปากขอตำแหน่งฮองเฮาต่อพระพักตร์ฝ่าบาทตรงๆ เชียวหรือ! นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ใครก็พูดได้…’ ฮ่องเต้จ้องมองใบหน้าหวานที่ชูเชิดขึ้นอย่างท้าทาย นัยน์ตาคมกริบของพระองค์วูบวาบไปด้วยความตกตะลึงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความขบขันผสมความพึงพอใจอย่างที่สุด เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังก้องไปทั่วห้องพระอักษรอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นเสียงหัวเราะที่ปนไปด้วยความประหลาดใจและความชื่นชมที่หาได้ยากยิ่ง “ฮะฮะฮะ… ฮองเฮางั้นหรือ?” ฮ่องเต้ยันพระกายลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ก้าวข้ามโต๊ะทรงงานเข้ามาหานางทีละนิด ทุกก้าวหนักแน่นราวกับจังหวะหัวใจที่เต้นแรง “หลินซินเอ๋อร์… เจ้าช่างเป็นสตรีที่ไร้ความเดียงสา หรือว่ากล้าบ้าบิ่นกันแน่? รู้หรือไม่ว่าตำแหน่งฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ไม่ใช่สิ่งที่สตรีคนใดจะเ
ข่าวการเสด็จกลับวังหลวงของฮ่องเต้พร้อมด้วยสนมคนที่ห้า สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งราชสำนัก ไม่ใช่เพียงเพราะทั้งสองรอดพ้นจากการจู่โจมของกลุ่มมือสังหารอย่างหวุดหวิด แต่เป็นเพราะพระราชโองการฉบับหนึ่งที่ถูกประกาศออกมาอย่างกะทันหันในรุ่งเช้าวันถัดมา ‘ยกเลิกการกักบริเวณสนมคนที่ห้า หลินซินเอ๋อร์ และแต่งตั้งให้นางเป็นผู้ช่วยกำกับงานตำหนักพระอักษรอย่างเป็นทางการ!’ ข่าวนี้ทำเอาตำหนักเหมยฮวาของสนมเอกเฉินร้อนรุ่มดั่งไฟเผา ผลึกหยกและเครื่องกระจกแพงถูกปาทิ้งจนแตกกระจายเกลื่อนพื้น หยดน้ำตาของความโกรธเกรี้ยวคลอเบ้าตา แต่กลับถูกกลั้นไว้อย่างแน่นหนา “เป็นไปได้อย่างไร!” สนมเอกเฉินตวาดลั่น ใบหน้าสวยงามบิดเบี้ยวด้วยความอิจฉาริษยาที่ปกปิดไม่มิด “นางนั่นแอบหนีออกไปกลางดึก แถมยังมีข่าวลือว่าไปยืนทำท่าจะกระโดดเหวไร้สาระนั่น! เหตุใดฝ่าบาทถึงไม่ลงโทษนาง แต่กลับประทานตำแหน่งและให้เข้าใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม!” “พระสนมเอกโปรดระงับพระทัยก่อนเพคะ” นางกำนัลคนสนิทรีบคลานเข้าไปหมอบราบ เสียงต่ำพร่าด้วยความหวาดกลัว “บัดนี้สนมห้ามีฝ่าบาทคอยปกป้องอย่างชัดเจน หากเราลงมือส่งเดชในเวลานี

















