LOGIN6
เช้ามืดของวันใหม่ จางลี่ตื่นมาเตรียมของเพื่อที่จะนำของมาขายบริเวณหน้าบ้านซึ่งอีกไม่นานนี้ก็จะมีชาวบ้านออกจากบ้านเพื่อไปทำงานของตนเองหรือไม่ก็ออกมาสูดบรรยากาศยามเช้า
ทัศนวิสัยและบรรยากาศของเมืองเสฉวนนั้นสดใสไม่มีมลพิษ หากเทียบกับยุคปัจจุบันแล้วให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
บริเวณหน้าบ้านที่มีแคร่ไม้ไผ่ตั้งอยู่นี้จะกลายเป็นสถานที่ขายของของจางลี่ แล้วพอมาถึงเวลาช่วงเช้าแดดออกส่องถึงพื้น จางลี่ก็นำเนื้อแดดเดียวทอดกรอบและถังหูลู่มาวางไว้บนถาดก่อนจะยกออกไปตั้งบนโต๊ะที่เตรียมเอาไว้หน้าบ้าน
“เอาล่ะ แค่นี้ก็เสร็จแล้ว”
จางลี่พูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะนั่งลงที่แคร่หน้าบ้าน รอลูกค้าเข้ามาซื้อของคาวและของหวานที่ทำสดใหม่
กลิ่นหอมของเนื้อแดดเดียวทอดกรอบส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจจนชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นต้องเหลียวมองมาที่ต้นกำเนิดของกลิ่น พอรู้ว่ากลิ่นหอมนี้มาจากกลิ่นของเนื้อแดดเดียวทอดกรอบ ชาวบ้านจึงตามกลิ่นเพื่อมาดูให้แน่ใจ
หญิงสาวร่างบางที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตานี้เป็นเจ้าของของเนื้อแดดเดียวทอดกรอบ
“สวัสดีค่ะคุณลุงคุณป้า รับอะไรดีคะ”
ถึงจะไม่ได้ถามออกไปตามมารยาท แต่จางลี่ก็รู้ว่าพวกชาวบ้านให้ความสนใจกับอะไรตอนนี้ ใช่แล้ว เนื้อแดดเดียวทอดกรอบที่น่ากินนี้ดึงดูดชาวบ้านให้มารวมตัวกันได้ราวกับเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ
“เนื้อแดดเดียวนี้ขายยังเหรอจ๊ะหนู”
“ขีดละสองหยวนค่ะคุณป้า”
ราคาขายนี้จางลี่กำหนดเอาไว้ก่อนตั้งร้านขายเรียบร้อยแล้ว
จางลี่สืบเสาะหาข้อมูลมาจากตลาดสดแล้วว่าราคาเนื้อหนึ่งกิโลกรัมนั้นราคาเท่าไหร่ ซึ่งทำให้รู้ราคาซื้อขายเนื้อที่ตลาดในเมือง แต่จางลี่ขายถูกกว่าตลาดที่ทำเนื้อแดดเดียว เธอขายถูกกว่าครึ่งหนึ่งจากปกติขีดละสี่หยวน เหลือเพียงขีดละสองหยวนเท่านั้น เป็นราคาขายให้สำหรับชาวบ้านที่มีเงินน้อยนิดโดยเฉพาะ
“ป้าขอซื้อสองขีดนะ”
“ได้ค่ะคุณป้า”
“ลุงซื้อห้าขีดนะหนู”
“ได้ค่ะคุณลุง”
ถึงจะไม่รู้ว่ารสชาตินั้นเป็นอย่างไร แต่ชาวบ้านอย่างคุณลุงคุณป้าสนใจที่ราคาขายมากกว่า แล้ววันนี้จางลี่ก็ได้เป็นแม่ค้าขายเนื้อแดดเดียว วันแรกอะไรอะไรมันก็เกิดขึ้นได้เหมือนอย่างตอนนี้ พวกชาวบ้านที่ตามกลิ่นของเนื้อแดดเดียวทอดกรอบนั้นกำลังแย่งกันซื้อเนื้อแดดเดียวทอดกรอบที่เหลืออยู่น้อยนิด ส่วนของหวานอย่างขนมถังหูลู่ก็มีชาวบ้านบางคนซื้ออยู่บ้าง
(วันแรกของการเป็นแม่ค้าก็คงเป็นแบบนี้สินะ)
.
.
.
จางลี่ไม่คิดว่าตนเองนั้นจะกลายมาเป็นแม่ค้า แล้วก็ไม่คิดว่าจะได้เงินที่ขายมากกว่าที่คิดเอาไว้ เงินที่ได้มาจากการขายของวันแรกทำให้หญิงสาวร่างบางอย่างจางลี่ต้องอมยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เพราะนี่เป็นเงินที่เธอหามาได้ด้วยตัวเอง
“เงินหลายร้อยหยวนเลย”
ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่พอใช้จ่ายหลายเดือนข้างหน้า จางลี่จะต้องหาเงินให้ได้มากกว่านี้เพื่อที่จะใช้จ่ายในการเรื่องของค่าเช่าและค่ากินแต่ละวัน
หลังจากนั้นจางลี่ก็ขายของได้เงินทุกวัน บางวันก็ได้เยอะ บางวันก็ได้น้อย แล้ววันที่ขายของได้เงินเยอะขนาดที่ว่าต้องทำเพิ่มก็คือช่วงวันเทศกาลในเมืองเสฉวน ซึ่งวันนั้นจะได้เงินเยอะเป็นพิเศษ
จางลี่อาศัยอยู่เมืองเสฉวนได้เกือบจะเดือนหนึ่งเห็นจะได้ เธอกำลังครุ่นคิดอยู่ว่าถ้าหากวันไหนไม่ได้ขายของเธอก็อยากให้อะไรทำค่าเวลา อย่างเช่น ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ซึ่งบริเวณข้างบ้านและหลังบ้านที่จางลี่เช่าอาศัยอยู่นั้นมีพื้นที่พอที่จะใช้ปลูกผักสวนครัวและเลี้ยงสัตว์เอาไว้กิน
วันนี้จางลี่ไม่ได้ขายของ แต่เธอออกมาจากบ้านเพื่อที่ดูพื้นที่ข้างบ้านและหลังบ้านว่าจะทำอะไรได้บ้าง
“คุณยายอี้ค่ะ หนูปลูกผักแล้วก็เลี้ยงสัตว์ได้ไหมคะ”
“ได้สิ จางลี่ทำตามใจตัวเองเลย พื้นที่ตรงนี้เป็นของยายเอง ปล่อยเอาไว้ยายก็ไม่ได้ทำอะไรด้วย”
“ค่ะ คุณยายอี้”
คุณยายอี้เป็นเจ้าของห้องเช่าที่จางลี่อาศัยเช่าอยู่ตอนนี้ แล้วคุณยายอี้ก็อาศัยอยู่บ้านที่ติดอยู่กับบ้านเช่า เธอเป็นหญิงชราที่ใจดีมากและใจดีกับจางลี่ตั้งแต่ที่เธอเข้ามาเช่าอยู่ด้วย ส่วนเรื่องประวัติที่มีคนตายในบ้านเช่าที่จางลี่อาศัยอยู่นั้นคุณยายอี้บอกว่าสามีของเธอป่วยตายก็เลยปล่อยบ้านหลังนั้นเอาไว้ แล้วลูกหลานที่หลงเหลืออยู่ก็ไม่เคยมาเยี่ยมเยียนเลย ปล่อยให้คุณยายอี้อยู่คนเดียวตามลำพัง การที่มีจางลี่อยู่ด้วยนั้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีลูกสาวคนหนึ่ง ถึงจะไม่ใช่ลูกสาวในสายเลือดแต่เธอดูแลดียิ่งกว่าลูกเสียอีก
หลังจากเดินไปส่งคุณยายอี้กลับเข้าไปในบ้าน จางลี่ก็ใช้เวลาถางหญ้าข้างบ้านและหลังบ้านเพื่อที่จะทำพื้นที่ปลูกผักและเลี้ยงสัตว์ เธอคิดแล้วว่าจะปลูกพืชผักสวนครัวอย่างพวก พริก กระเทียม ต้นหอมผักชี ขิง ข่า ตะไคร้ ส่วนพื้นที่เลี้ยงสัตว์ก็หนีไม่พ้นสัตว์ปีกอย่างเช่นไก่หรือไม่ก็เป็ด
จางลี่ใช้เวลาครึ่งวันในการถางหญ้าพื้นที่เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์
“เท่านี้ก็น่าจะพอแล้วนะ”
…
ดูเหมือนว่าจางลี่จะเหนื่อยแล้วหลับไปแค่นั้น ส่วนทางด้านซินเทียร์และคนรับใช้สองคนหมดสติไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ลุงหนานที่เข้ามาทีหลังก็พอจะเดาได้บ้างว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำให้คุณลุงวัยกลางคนต้องกุมขมับ “ให้ตายสิ เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักโตกันเลยนะ” “ขอโทษครับลุงหนาน ผมขอโทษที่เรื่องมันเป็นแบบนี้” “ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าลุงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็แล้วกัน แต่อย่าได้มีเรื่องกันอีกล่ะ เข้าใจไหม” “เข้าใจแล้วครับ” . . . หลังจากเหตุการณ์ทะเลาะตบตีกันระหว่างจางลี่และซินเทียร์ก็ผ่านมาได้หนึ่งเดือนเต็ม แล้วในช่วงเวลาที่ผ่านมา จางลี่ก็ได้ไหว้วานให้ไห่เทาทำเรื่องบางอย่างขึ้นโดยการปล่อยข่าวลือว่าซินเทียร์นั้นมีชู้กับชายหนุ่มร่ำรวยคนหนึ่งในเมืองเสฉวน ทำไมถึงทำแบบนั้น ก่อนหน้านี้จางลี่ได้ให้ไห่เทาไปสืบเรื่องของซินเทียร์ แล้วไห่เทาบังเอิญไปเห็นซินเทียร์กำลังเดินควงแขนกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งชายหนุ่มคนที่ว่าก็เป็นผู้ติดต่อธุรกิจกับเธอรวมไปถึงสามีของเธอด้วย แล้วข่าวลือนี้ก็ทำให้ความจริงของซินเทียร์ถูกเปิดเ
30 เพียะ! เพียะ! เพียะ! จางลี่รัวฝ่ามืออรหันต์ใส่ซินเทียร์และคนรับใช้ของเธอ นี่ไม่ใช่สามรุมหนึ่งแต่เป็นหนึ่งรุมสาม ต่อให้มีคนเยอะกว่าแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรเธอได้ ซินเทียร์และคนรับใช้กลายเป็นกระสอบทรายโดยปริยาย “กูจะไม่หยุดจนกว่าจะตายไปข้างหนึ่ง อีห่ารากซินเทียร์! อีเปรตซินเทียร์!” ไม่มีใครหยุดจางลี่เอาไว้ได้ นอกเสียจากลุงหนานจะมาเห็น แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ขอร้องกันไม่ได้ด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าลุงหนานจะกลับมาเมื่อไหร่ จางลี่ก็เลยมันมืออย่างที่เห็น ชาวบ้านที่เข้ามาดูเรื่องทะเลาะของจางลี่ไม่มีใครเข้าไปห้าม พวกเขาตกใจและอึ้งในสิ่งที่เห็น แม้แต่มู่เฉินที่เจ็บตัวอยู่ก็ตกใจไม่คิดว่าภรรยาของเขาจะเป็นคนแบบนี้ ที่ผ่านมาจางลี่นั้นอ่อนแอไม่กล้าเผชิญหน้ากับใคร เธอเป็นคนขี้เกรงกลัว สั่งให้ทำอะไรเธอก็ยอมทำทุกอย่าง พอมาเห็นภาพเบื้องหน้าตอนนี้มันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน “นี่คือจางลี่ในตอนนี้เหรอ” มู่เฉินพูดด้วยความอึ้ง “ใช่ เธอเป็นแบบนี้แหละ แล้วก็เป็นแบบนี้ตลอดไป” ไห่เทาพูดตอบมู่เฉินไปตามความจริ
29 “มู่เฉิน” ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับจางลี่เป็นฝีมือของซินเทียร์ทั้งหมด ก่อนหน้านี้ก็เรื่องของพ่อแม่ของจางลี่ ซินเทียร์พาพวกเขามาหาจางลี่ แล้วก็เรื่องนี้ด้วย เธอพามู่เฉินซึ่งเป็นสามีของจางลี่มาด้วยเช่นกัน นี่คือสิ่งที่ซินเทียร์ต้องการให้มันเป็น เธอทำไปเพื่อไม่ให้จางลี่ได้มีชีวิตอันสงบสุข (อีเปรตเอ๊ย!) ถึงแม้ว่าจะเจอกับสามีอย่างมู่เฉินที่ไม่ได้เจอกันมานานเป็นปีเธอก็ไม่ได้รู้เกรงกลัวเลยสักนิดเดียว สีหน้าที่ดูเกรงกลัวอีกฝ่ายนั้นไม่ใช่เกรงกลัวแต่อย่างใด แต่เธอแสดงสีหน้าด้วยความโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด เธอแค้นมู่เฉินและแค้นซินเทียร์ ทำให้ไห่เทาที่เห็นอย่างนั้นเข้าใจผิดไป “จางลี่ กูตามหามึงมานานแสนนาน ไม่คิดเลยว่ามึงจะมาอยู่ที่นี่” “มู่เฉิน มึงตามหากูเหรอ มึงทำเพื่ออะไร กูกับมึงไม่ได้เป็นสามีภรรยากันอีกต่อไปแล้ว” “มึงกล้าปากดีกับกูเหรอ” “ก็มึงทำร้ายกูก่อน แล้วกูก็ไม่คิดที่จะกลับไปหามึงด้วย” “อีนี่!” ไห่เทาเห็นว่ามู่เฉินจะเดินเข้ามาทำร้ายจางลี่ เขาก็เลยมายืนขวางเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้จางลี่ได้รับ
28 “เหอะ ไม่คิดเลยว่ามันจะใช้วิธีนี้เพื่อตัดครอบครัวออก ฮ่าฮ่าฮ่า แต่ว่า แค่นี้มันยังน้อยไปนะจางลี่ ฉันยังมีอะไรสนุกเตรียมเอาไว้ให้เธออีกเยอะ” ซินเทียร์ที่พูดบ่นอยู่ตอนนี้ เธอเองก็เป็นคนที่เห็นเหตุการณ์ว่าสวนส้มของจางลี่เกิดเรื่องอะไรขึ้น เรื่องที่ซินเทียร์บอกที่อยู่ของจางลี่ให้จางเหม่ยและจางหมิ่นซึ่งเป็นพ่อแม่ของเธอได้รู้นั้นก็เป็นแผนของซินเทียร์เพื่อที่จะทำให้จางลี่ได้รับผลกระทบและประสบปัญหา ซินเทียร์เองก็ไม่คิดว่าจางลี่จะกล้าต่อต้านพวกเขา แถมยังใช้คำพูดที่ไม่สมกับเป็นลูกที่เกิดมาโดยพวกเขา “ฉันรับรองได้เลยว่า ครั้งต่อไปเธอจะต้องไม่มีความสุขไปตลอดกาล ฮ่าฮ่าฮ่า” ซินเทียร์พูดทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้นก่อนจะเดินกลับพร้อมคนรับใช้หญิงสาวสองคน . . . เมืองเหอหนาน หญิงสาวร่างบางพร้อมกับคนรับใช้เป็นหญิงสาวสองคนยืนอยู่บริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่งเพื่อมาพบกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ในบ้านหลังนี้ พวกเธอไม่ได้รู้จักผู้ชายเจ้าของบ้านเป็นการส่วนตัว แต่ที่พวกเธออยากมาพบกับชายหนุ่มคนนี้ก็เพื่อต้องการทำบางอย่างซึ่งเป็นผลประโ
27 นี่ไม่ใช่การประจานตนเอง แต่เป็นความอัดอั้นที่สะสมมานานของหญิงสาวร่างบางที่ต้องต่อสู้เพื่อตนเองมีชีวิตรอดจนมาถึงตอนนี้ จางลี่ได้พูดทุกอย่างออกมาทั้งหมดให้คนที่อยู่ในสวนส้มรับรู้เอาไว้ พวกลูกจ้าง พ่อค้าแม่ค้าและพวกชาวบ้านไม่มีใครนินทาว่าร้ายจางลี่เลย ทุกคนมีแต่ความเห็นอกเห็นใจที่ผู้หญิงคนหนึ่งต้องพบเจอเรื่องบัดซบเฉกเช่นนี้ “จางลี่ เธอไม่ผิดหรอก คนที่ผิดน่ะก็คือคนพวกนี้ต่างหาก อย่าไปสนใจคนแบบนี้เลยนะ พวกเราเอาใจช่วย” “ใช่แล้ว เธอเก่งมากเลยนะที่ผ่านเรื่องนี้มาได้ เธอเก่งที่สุด” “หนูไม่ต้องคิดมากนะจางลี่ สู้ๆนะ” “จางลี่ เธอเป็นคนดี ไม่ใช่คนเลว” “เธอเป็นผู้หญิงที่แกร่งมาก พวกเราเห็นมากับตาแล้ว” “พยายามเข้านะจางลี่ พวกเราคอยเอาใจช่วย” นี่เป็นเสียงของคนที่กรูกันเข้ามาดู พวกเขารู้จักจางลี่เป็นอย่างดี เพราะจางลี่มีชื่อเสียงและมีความสามารถคนหนึ่ง เธอเป็นที่น่านับถือของชาวบ้านละแวกนี้กันทุกคน แม้แต่ศัตรูก่อนหน้านี้อย่างมนุษย์ป้าเจียงและเหนียงก็ยังนับถือจางลี่กันเลย จางเหม่ยและจางหมิ่นถึงกับพูดไม่ออกว่าลูก
26 “ฮ่าฮ่าฮ่า มีความสุขที่สุดเลย เห็นหน้าอีจางลี่เวลาที่มันหงุดหงิดแล้วน่าสมเพชที่สุดเลย ฮ่าฮ่าฮ่า” ซินเทียร์ที่อยู่ภายในบ้านของสามี เธอมีความสุขที่ได้เห็นความทุกข์ของจางลี่ ซึ่งเธอเองก็อยู่ดูโดยไม่ให้จางลี่รู้เห็น เรื่องที่พ่อแม่ของจางลี่ได้รับเงินห้าพันหยวนเธอก็รู้เช่นกัน “ฉันไม่ต้องทำอะไรให้เสียเวลา ฉันก็แค่รอดูความฉิบหายของมันก็พอ แต่แค่นี้มันยังน้อยไป นี่พวกเธอ” “คะ” “ฉันมีเรื่องจะให้พวกเธอไปทำอีกเรื่องให้ฉันหน่อย” “เรื่องอะไรเหรอคะ” ซินเทียร์ได้วานให้คนรับใช้หญิงสาวสองคนไปทำกัน ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร แต่คงไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่ “เข้าใจแล้วนะ” “เข้าใจแล้วค่ะ” เมื่อได้รับคำสั่ง หญิงสาวคนรับใช้ทั้งสองก็เดินออกจากห้องนั่งเล่นภายในบ้านไปทันที “ความสนุกมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ฮ่าฮ่าฮ่า คราวนี้แหละจางลี่ ชีวิตของเธอจะต้องจบลงแต่เพียงเท่านี้ ฮ่าฮ่าฮ่า” ท่าทางจะมีความสุขมาก มีความสุขกับความทุกข์ของคนอื่น นี่แหละตัวจริงของซินเทียร์ที่แม้แต่สามีวัยกลางคนก็ยังไม่เคยได้เห็น







