Masukในระหว่างที่เหยาซูหนี่ว์กำลังเดินชมตลาด ก็เกิดเสียงดังวุ่นวายจนนางต้องเหลียวหันไปมอง
ถอยไป !
หลีกทางไปให้หมด !
เสี่ยงตะโกนไล่ข่มขวัญ พร้อมกับคนชุดดำที่สวมหน้ากากเงินครึ่งหน้ากลุ่มหนึ่ง ขี่ม้าตัดผ่านตลาดเข้ามา
ทำให้บริเวณตลาดที่คึกคักเกิดการจราจล ผู้คนพากันวิ่งหลบม้าศึกกันอลหม่านไปหมด
นางก็รีบซอยเท้าเข้าไปยังด้านข้างทางเช่นกัน เพื่อหลบเภทภัยนี้เหมือนกับคนอื่นๆ
ย่าห์ !
กุบกับ ! กุบกับ !
เหล่าคนชุดดำท่าทางน่าสะพรึง แผ่กลิ่นอายความตายที่นั่งอยู่บนม้าศึกกลุ่มใหญ่ ฮ่อม้าควบผ่านไปไวราวลมกรด
มีแผงขายของหลายแผงที่ตั้งล้ำเข้าไปบนถนนแล้วเก็บไม่ทัน จึงถูกกีบเท้าม้าย่ำจนข้าวของพังพินาศสิ้น
เมื่อคนชุดดำกลุ่มนั้นจากไป จากตลาดที่คึกคักก็กลายสภาพเป็นขยะ ข้าวของเละเทะไปหมด แต่ทุกคนในตลาดกลับปิดปากกันเงียบสนิท
ไม่มีพ่อค้าแม้ค้าคนใด กล้าอ้าปากตะโกนด่าไล่หลังเลยแม้แต่คนเดียว !
ทุกคนทำเหมือนเห็นเป็นเรื่องชินตา นอกจากร้านค้าที่ข้าวของเสียหาย ก็พากันลงไปเก็บสินค้าของตนขึ้นมาใหม่ อย่างมากก็ถอนหายใจยาวอย่างเสียดายข้าวของเท่านั้น
เหยาซูหนี่ว์มองชายชุดดำท่าทางน่ากลัวบนหลังม้าที่เพิ่งจะผ่านไป ในใจเกิดความสงสัยจนต้องเอ่ยปากถามแม่ค้าขายเครื่องประดับใกล้ๆว่า
"คนพวกนั้นเป็นใครหรือ"
แม่ค้าเครื่องประดับทำหน้าปั้นยาก เหมือนไม่อยากจะพูด แต่สุดท้ายก็ทนคันปากไม่ไหวเอ่ยออกมาเบาๆว่า
"เจ้าอย่าพูดดังไป นั่นคือองครักษ์เสื้อดำ"
เหยาซูหนี่ว์ขมวดคิ้ว ในความทรงจำของร่างนี้ เคยได้ยินเรื่ององครักษ์เสื้อดำมาบ้าง แต่ไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเองจริงๆเลยซักครั้ง
องครักษ์เสื้อดำ.. เป็นหน่วยทหารลับของหนานอ๋อง
ว่ากันว่า หนานอ๋องซึ่งเป็นพระเชษฐาขององค์ฮ่องเต้ ได้ยกตำแหน่งฮ่องเต้ให้กับน้องชาย
มิใช่ว่าหนานอ๋องรักน้องชายมาก แต่ได้ยินว่า หนานอ๋องเป็นบุคคลประหลาดที่เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่สุด
การเป็นฮ่องเต้ที่ต้องสะสางราชกิจมากมาย ต้องบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาราษฎ์ จึงทำให้หนานอ๋องเกลียดยิ่งนัก
แต่เรื่องจับผิดขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือปราบกบฏพวกที่ตั้งตนแข็งข้อกับทางราชสำนัก หนานอ๋องกลับชมชอบยิ่งกว่าสิ่งใด
ถึงขนาดตั้งหน่วยองครักษ์ลับอย่างองครักษ์เสื้อดำขึ้นมา ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตรวจสอบผู้ใดก็ได้ หรือแม้แต่สามารถฆ่าก่อนรายงานเบื้องสูงก็ไม่มีความผิด
ความอำมหิตของเหล่าองครักษ์เสื้อดำเป็นที่เลื่องลือไปทุกสารทิศ
เมื่อกลุ่มคนชุดดำสวมหน้ากากเงิน ขี่ม้าไปหยุดอยู่ที่หน้าจวนของผู้ใด อีกาจะบินว่อน จวนนั้นจะต้องมีการนองเลือด
อิทธิพลความน่ากลัวของหนานอ๋อง ที่ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะแอบซุบซิบนินทา สร้างฐานอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าองค์ฮ่องเต้เสียอีก
ดังนั้น.. หน่วยองครักษ์เสื้อดำของหนานอ๋อง องค์ฮ่องเต้ก็ยังไม่อาจยื่นมือเข้าไปก้าวก่ายได้เลย
ถึงขนาดมีคนกล่าวกันว่า..
ฮ่องเต้ค้ำประชาราษฎร์ หนานอ๋องค้ำราชบัลลังก์
แต่ที่นางสนใจพวกองครักษ์เสื้อดำที่เพิ่งขี่ม้าผ่านไป ไม่ใช่เพราะกิตติศัพท์อันน่าสะพรึงกลัวของพวกเขา
แต่เป็นเพราะว่า..
ชุดสีดำที่พวกเขาสวมอยู่ ช่างคล้ายกับชุดของบุรุษแปลกหน้า ที่นอนบาดเจ็บอยู่ในจวนของนางนั่นเอง
หรือว่าเขาก็คือ องครักษ์เสื้อดำ !
และคนพวกนั้น ก็มาที่นี่เพื่อตามหาเขา !
ว่าแล้วไม่รอช้า นางรีบก้าวเท้าเร็วๆกลับไปที่จวนตระกูลเหยาทันที
พอเดินมุดเข้าตรอกเดิมที่นางเดินออกมา นางก็เห็นกลุ่มองครักษ์ชุดดำลงจากหลังม้า แล้วยืนอยู่ตรงหน้าจวนของนางเต็มไปหมด
ด้วยความตกใจทำให้นางหลบเข้ามุมเพื่อซ่อนตัว
ไม่นานนัก นางก็เห็นองครักษ์ชุดดำสองคน ช่วยกันหิ้วปีกบุรุษที่นางได้ช่วยเอาไว้ พยุงออกมาขึ้นม้าแล้วพากันควบออกไป
เมื่อรอบด้านเงียบสงบลง นางถึงได้เดินออกมาจากที่ซ่อนตัว
หน้าจวนของนางบัดนี้ เหลือเพียงแค่รถม้าเก่าๆที่นางขับมาจากเมืองหลวง กับลาแก่ๆที่นอนตายอยู่ตัวหนึ่ง
อย่างน้อย.. บุรุษผู้นั้นก็มีคนมาช่วยแล้ว
นางยังไม่ทันได้รู้ชื่อของชายแปลกหน้าที่เป็นพวกองครักษ์เสื้อดำเลย
อย่างน้อยถ้าได้ทำความรู้จักกันไว้บ้าง นางอาจจะเอาตำแหน่งของเขามาใช้ประโยชน์ในภายภาคหน้าได้บ้าง
ตอนนี้ก็เหลือแต่นางนี่แหละ ที่ไม่มีใครมาช่วยเหมือนผู้อื่นเขา เลยได้แต่ต้องใช้สองมือสองขานี้ช่วยเหลือตัวเองเท่านั้น
นางโยนชุดบุรุษที่เพิ่งจะซื้อมาในราคา 20 อีแปะ เข้าไปในรถม้า พลางคิดในใจว่า รู้อย่างนี้นางน่าจะซื้อชุดใหม่ให้ตัวเองเสียดีกว่า
ไอ้ครั้นจะเอาไปเปลี่ยนเป็นชุดสตรี ก็กลัวพ่อค้าผ้าจะรู้ตัวว่าถูกนางหลอกเข้าให้ซะแล้ว
แต่เมื่อเหลือบมองไปดูลาที่นอนตายอยู่ด้านหน้ารถอีกครั้ง นางก็เกิดไอเดียค้าขายขึ้นมา
นางรีบกลับไปที่ตลาดอีกครั้ง แล้วพุ่งเข้าไปยังร้านเนื้อย่างร้านเดิมที่นางเพิ่งจะเข้าไปซื้อ แล้วร้องบอกพ่อค้าเสียงดังว่า
“พ่อค้า ข้ามีเนื้อลาขายถูกๆ เจ้าสนใจหรือไม่”
พ่อค้าเนื้อไม่แม้แต่จะมองหน้านาง ยังคงย่างเนื้อต่อไปทำเหมือนว่านางไม่มีตัวตน
“นี่ พ่อค้า จะเอาหรือไม่เอาก็ตอบหน่อย ข้าจะได้ไม่เสียเวลา”
นางเท้าสะเอวอย่างเริ่มกรุ่นโกรธกับท่าทีหมางเมินไม่เห็นหัวกันแบบนี้
“นี่ !”
พอนางเสียงดังขึ้น พ่อค้าเนื้อถึงได้ยอมเงยหน้ามองนาง แล้วชี้ไปที่เนื้อย่างในตะแกรงว่า
“แม่นางดูก่อน ข้าขายเนื้อแกะย่าง จะเอาเนื้อลาของเจ้ามาทำอะไร”
ที่แท้ เนื้อที่แสนอร่อยนี้ก็คือเนื้อแกะหรือเนี่ย มิน่า..นางไม่เคยกินมาก่อน
“ข้าขายถูกๆ เจ้าจะเอาหรือไม่”
นางยังถามต่ออีกครั้ง แต่พ่อค้าเนื้อแกะย่างก็ส่ายหน้า แล้วเลิกสนใจนางอีก
นางยังคงไม่ยอมแพ้ และเดินเร่ถามร้านเนื้ออีกหลายร้าน แต่น่าแปลกที่ไม่มีร้านไหนรับซื้อเลย แม้นางจะให้ราคาถูกแสนถูกแค่ไหนก็ตาม
หรือคนที่นี่ไม่นิยมกินเนื้อลากัน
เอาเถอะ นางก็ไม่เคยกินเนื้อลาเหมือนกัน
นางเดินคอตกกับการค้าขายครั้งแรกที่ไม่ประสบความสำเร็จ
ดูซิ.. เมื่อก่อนนี้ที่นางเป็นแม่ค้าออนไลน์ชื่อดัง ไม่ว่าจะขายอะไรก็ล้วนขายได้หมดเกลี้ยง จนบางร้านไม่มีของจะส่งให้นางขายด้วยซ้ำ
แต่มาวันนี้.. แค่ซากลาตายตัวเดียว นางขายยังไงก็ยังขายไม่ออก
เหตุการณ์นี้มันลดอีโก้ของนางลงไป จนแทบจะเหลือเท่ากับศูนย์เลยทีเดียว
นางเดินกลับมาที่หน้าจวนตระกูลเหยาอีกครั้ง แล้วมายืนดูซากเจ้าลาที่นอนตายพลางทอดถอนใจ
นางกับมัน อย่างน้อยก็ร่วมเดินทางกันมาไกลจนถึงเมืองชายแดนนี้ ก็นับว่ามีความผูกพันกันไม่มากก็น้อย
ตอนนี้มันตายแล้ว นางก็ควรจะฝังมันให้ดีก็แล้วกัน
ถือว่าเป็นสิ่งสุดท้ายที่นางจะทำให้มัน
เหยาซูหนี่ว์ย่อตัวลง แล้วเอามือเรียวขาวลูบไปที่หัวของมันเบาๆ
มิคาดว่า.. เจ้าลาที่นางคิดว่ามันตายแล้ว กลับลืมตาขึ้นมาทันควัน แล้วร้อง
ลาาา ฮ้าาา !
เสียงร้องดังของลา ทำนางตกใจหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้าทันที
อ๊าาา !
นางก็ร้องเพราะตกใจเสียงลาเหมือนกัน
เจ้าลาแก่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน แล้วใช้สายตาว่างเปล่ามองมาที่นาง ราวกับจะถามว่า จะเดินทางต่อแล้วใช่ไหม
นางอยากจะหัวเราะยิ่งนัก เจ้าลาโง่ตัวนี้นางนึกว่าตายแล้วเสียอีก เลยทำให้นางวุ่นวายไปหมด
นางลุกขึ้นยืน แล้ววางมือขาวผ่องลงที่จมูกของมันลูบเบาๆอีกครั้ง
แต่ดวงตาของนางสว่างวาบอย่างหมายมาด ยามมองเจ้าลาแก่ตาเป๋ง
ซากลาขายไม่ได้.. แต่ถ้าลาเป็นๆยังไม่ตาย ย่อมมีราคาอย่างแน่นอน
**********
ความพยายามอยู่ที่ไหน..
ความพยายามก็อยู่ที่นั่น..
ส่วนตัวเรานั้น..อยู่ที่เดิม
อิอิ By ไรริล
แสงจันทร์สีเลือดด้านนอกพลันเปล่งประกายเจิดจ้า สาดแสงส่องลงอาบย้อมสองร่างเปลือยเปล่าที่กำลังดื่มด่ำอยู่ในรสเสน่หาเปลวไฟแห่งความปรารถนาที่ถูกจุดขึ้นท่ามกลางความเย็นเยือกของเตียงหยกขาว เริ่มแผ่ขยายความร้อนระอุจนบรรยากาศรอบกายแทบจะหลอมละลายจอมปีศาจไม่ได้รีบร้อนทว่ากลับเต็มไปด้วยความโหยหา ฝ่ามือร้อนผ่าวลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนละเอียด ดึงรั้งร่างบางให้แนบชิดกับแผงอกแกร่งของเขาจนไร้ช่องว่าง สัมผัสจากผิวเนื้อเปลือยเปล่าที่เสียดสีกันสั่นคลอนสติอันเลือนรางของเทพธิดาน้อยจนนางครางแผ่วในลำคอ“หนี่เอ๋อ.. มองข้า”น้ำเสียงแหบพร่ากระซิบสั่งอย่างเอาแต่ใจ ยามที่เขาถอนริมฝีปากออกชั่วครู่ ดวงตากลมโตที่ส่องประกายฉ่ำปรือดุจหยาดน้ำค้างช้อนขึ้นมองบุรุษใต้แสงจันทร์นัยน์ตาดุดันของเขาบัดนี้เข้มขึ้นจนแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งเปลวไฟ ลุกโชนไปด้วยประกายไฟรักที่พร้อมจะแผดเผานางให้มอดไหม้ไปพร้อมกัน“เหยียน.. เหยียนจวิ้น..”นางเรียกชื่อเขาเสียงสั่นเครือ ลมหายใจอุ่นๆของทั้งคู่รินรดผสานกันจนแยกไม่ออกจอมปีศาจยิ้มเยือนอย่างเสน่หา ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาบดจูบเรียวปากอิ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างละโมบ ตักตวงความหวานล้ำอย่างไม่รู
หยาดน้ำตาเม็ดโตพลันร่วงเผาะลงมาอาบแก้มเนียน ฉายชัดถึงความรู้สึกสลดใจและอัปยศอดสูจนถึงที่สุดร่างเล็กสั่นสะท้านก่อนจะสะอื้นไห้ออกมาเสียงแผ่ว พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ละล่ำละลักเรียกชื่อบุรุษผู้เป็นดั่งดวงใจด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว“เหยียนจวิ้น.. ข้าขอโทษ.. ”เมื่อได้เห็นน้ำตาที่ร่วงหล่นราวกระจกแก้วที่แตกสลายของนางฟ้าน้อย และรับรู้ได้ว่านางกำลังจะใจสลายเพราะคิดว่าตนเองถูกชายอื่นแตะต้อง หัวใจของจอมปีศาจที่เคยแกร่งดั่งหินผาก็พลันอ่อนยวบลงด้วยความสงสารและรู้สึกผิดในพริบตาความขี้เล่นร้ายกาจมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความอาทร เขารีบคลายพันธนาการที่ข้อมือของนางออกอย่างรวดเร็ว แล้วยื่นมือเข้าประคองใบหน้างามที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาขึ้นมาอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่านางจะแหลกสลายคามือสายตาคู่คมเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความโหยหาอันลึกซึ้งที่ปิดบังไว้ไม่มิด“หนี่เอ๋อ ฟังข้าก่อน..”“ข้าไม่ฟัง ปล่อยข้านะ !”นางตวาดลั่นด้วยความขยะแขยง สะบัดหน้าหนีจากการเกาะกุมพร้อมกับยกมือขึ้นร่ายเวทสร้างเกราะแสงเซียนสีทองสว่างวาบขึ้นมากั้นกลางระหว่างเขากับนางทันทีน้ำตาแห่งความอัปยศยังคงไหลรินไม่ขาดสาย น
แม้เหตุการณ์ระทึกในท้องพระโรง ที่นางถูกจอมราชาปิศาจจับตัวได้อีกครั้ง จะจบลงอย่างสันติแล้วแต่สิ่งที่เข้ามาแทนที่ กลับเป็นภาพความร่ำรวยและบารมีอันมากล้นของวังทองคำที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นในยามที่นางได้เดินสำรวจอย่างละเอียดวังทองคำของจอมราชาปิศาจนั้น ไม่ได้มืดทึมคร่ำครึหรือน่ากลัวอย่างที่เทพธิดาหนี่วาจินตนาการเอาไว้เลย แต่กลับโอ่อ่าตระการตาด้วยสถาปัตยกรรมทองคำแท้ที่สะท้อนแสงจันทราส่องประกายระยิบระยับจนแสบตาเสาค้ำยันตำหนักทุกต้นสลักเสลาลวดลายสัตว์อสูรโบราณ ประดับด้วยหยกและอัญมณีล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ พื้นหินอ่อนสีดำสนิทถูกปูทับด้วยพรมขนสัตว์อสูรนุ่มละเอียดทุกย่างก้าวของนางจึงรายล้อมไปด้วยความหรูหราขั้นสุด ตราบเท่าที่อำนาจมืดและความมั่งคั่งของแดนปรโลกจะบันดาลให้ได้ทว่า ตลอดระเบียงทางเดินยาวกลับมีเสียงซุบซิบกระซิบกระซาบแว่วมาจากตามซอกกำแพงและมุมมืดให้นางได้ยินเบาๆ“พวกเจ้าดูนั่นเร็ว ! เทพธิดาจากสวรรค์องค์นั้นเดินเชิดหน้าชูคอราวกับเป็นเจ้าของวังคนใหม่เลยทีเดียวเชียวล่ะ !”เจี่ยกู่ ปีศาจกบรับใช้เอ่ยกระซิบ แววตาโปนๆของมันเบิกกว้างจนแทบจะหลุดออกจากเบ้าขณะแอบมองผ่านรอยแยกของฉากกั้น มันพยายามจ
เทพธิดาหนี่วาได้แต่สบตาสีเลือดที่จับจ้องมาไม่วางตาพลางกัดฟันกรอด ในใจร่ำร้องตะโกนด้วยความเจ็บใจว่า‘ ข้าไม่ได้คิดถึงเจ้า ! '‘ ข้าแค่โดนความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองหลอกให้วิ่งมาตกอยู่ในมือเจ้าต่างหาก ! ’' ไอ้ปิศาจหลงตัวเองเอ๊ย ! ’ทว่านางรู้ดีว่าภายใต้สถานการณ์ที่ฝูงปิศาจล้อมหน้าล้อมหลังและพร้อมจะขย้ำนางให้ตายได้ทุกเมื่อ การด่าทอหรือการทำตัวอวดเก่ง มีแต่จะทำให้ตัวนางเองกลายเป็นอาหารของพวกปิศาจเร็วขึ้นดังนั้นถ้านางอยากจะเอาตัวให้รอด ก็ต้องใช้ประโยชน์จากความพึงพอใจที่เจ้าปิศาจตนนี้มีต่อนาง เอามาใช้เป็นเครื่องต่อรอง !ดวงตาสีงามระยับสั่นไหววูบหนึ่งอย่างชั่งใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นประกายแวววาวอย่างมีจริต แล้วแสร้งทำเป็นถอนหายใจยาวนางฟ้าเช่นนาง.. จำต้องดึงเอาเคล็ดวิชานางจิ้งจอกระดับปรมาจารย์ออกมาใช้ปราบเจ้าปิศาจบ้าตัณหาตนนี้ให้อยู่หมัด ก่อนจะส่งยิ้มตาหวานเยิ้มไปประสานกับดวงตาสีเลือดคู่นั้นอย่างออดอ้อน“สมกับเป็นท่านจอมราชาผู้ปราดเปรื่อง.. และมีสายตาที่เฉียบแหลมยิ่งนักเจ้าค่ะ”เทพธิดาหนี่วาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานที่ปรุงแต่งจนนุ่มนวลระรื่นหู“ข้าน้อยอุตส่าห์ปกปิดกลิ่นอายเซียน ห่มเสื้อคลุมวิก
ความหวาดกลัวและรำคาญใจที่ถูกเจ้าปิศาจตามรังควานในยามนั้น ทำให้นางตัดสินใจหนีปัญหาด้วยการหนีลงไปจุติยังโลกมนุษย์เพื่อผ่านด่านเคราะห์ก่อนเวลาทันทีโดยคิดเข้าข้างตัวเองว่า พอกาลเวลาผ่านไป เจ้าปิศาจบ้าตนนี้คงจะเบื่อและเลิกสนใจนางไปเองนางยอมสละร่างเซียนชั่วคราว และลงไปเผชิญความทุกข์ยากในโลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ดูซิว่าเจ้าปิศาจจะหานางเจออีกไหม !ที่คิดเอาไว้ว่า คงจะไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการถูกปิศาจเหยากวยตามตอแยแล้ว แต่ครั้นนางลงไปเกิดใหม่ยังโลกมนุษย์ ด่านเคราะห์ที่นางต้องประสบพบเจอกลับเป็น..ด่านรัก !นางได้พบรักกับชายผู้หนึ่ง.. แม้เริ่มต้นเขาจะทำให้นางหวาดกลัวจนต้องหนีให้ห่าง แต่พอนางรักเขา โชคชะตาก็ดันเข้ามาตัดบุพเพวาสนาของนางจนขาดสะบั้น ทำให้นางต้องพรากจากเขาทั้งน้ำตาเคราะห์กรรมที่เรียกว่าด่านรัก ยังคงทำให้นางปวดหัวใจมาจนถึงบัดนี้เมื่อนางสิ้นอายุขัยในโลกมนุษย์และผ่านด่านเคราะห์ได้สำเร็จ ดวงจิตเทพเซียนของนางก็ได้กลับมาจุติบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอีกครั้งแต่.. นางยังไม่ทันจะได้สูดกลิ่นอายทิพย์ให้ชื่นใจเพื่อชดเชยความเหนื่อยยากจากด่านเคราะห์ที่ต้องเผขิญเลย มหาเทพซีรุ่ยเฉิงก็มีบัญชาส
สามวันสามคืนในกรงขังม่านหมอกช่างยาวนานราวกับนับร้อยปีสำหรับเทพธิดาหนี่วา..นางถูกกักขังไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหุบเขาปิศาจ รอบกายมีเพียงความมืดมิดและดวงตาสีเลือดคู่ลึกลับที่แวะเวียนมาจับจ้องนางฝ่าความสลัวรางแทบทุกชั่วยาม พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอที่คอยปั่นประสาทให้นางโมโหไม่ว่างเว้นนางไม่เคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเจ้าปิศาจตนนี้ ซึ่งมันจะซ่อนตัวตนเอาไว้หลังม่านหมอกหนาทึบสีดำอยู่ตลอดเวลานางจึงคิดว่า มันต้องเป็นปิศาจที่อัปลักษณ์ที่สุดจนไม่กล้าให้ใครเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของมัน และปิศาจที่น่าเกลียดที่สุดในโลกเบื้องล่างแห่งนี้ก็คือ ปิศาจเหยากวยข่ายอาคมของจอมปิศาจเหยากวยแน่นหนาจนนางไม่อาจใช้ปราณเซียนได้แม้แต่เศษเสี้ยว ทว่าเทพธิดาหนี่วาผู้มีปัญญาเป็นเลิศเช่นนางมีหรือจะยอมติดแหงกอยู่ที่นี่ตลอดไปในเมื่อใช้กำลังไม่ได้ นางก็ต้องใช้ ‘ เล่ห์กลร้อยเล่มเกวียน ’ เข้าสู้เพื่อเอาตัวรอดต่อให่้ปิศาจเจ้าเล่ห์ตนนี้จะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็อย่าได้ดูแคลนสติปัญญาของเทพธิดาแห่งแดนสวรรค์อย่างนางเชียว !ในวันแรกที่โดนจับมา เทพธิดาหนี่วาเกาะลูกกรงหมอกควันพลางเชิดหน้าขู่ฟ่อราวกับพยัคฆ์ที่เฝ้าหน้าประตูสวรรค







