LOGINยามโพล้เพล้..
เหยาซูหนี่ว์ก็จูงลาแก่เทียมรถม้าเข้าไปขายในตลาด
เมื่อดั้นด้นมาจนถึงหมู่บ้านอี้ซานได้แล้ว นางก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้รถม้าอีก
นางไม่อยากมีภาระ เพราะจวนตระกูลเหยาเก่าโทรมจนยากที่จะอาศัยได้
ระหว่างนี้นางคงต้องหาโรงเตี๊ยมซักที่เข้าพักชั่วคราวก่อน การที่มีรถม้าและลาหนึ่งตัวทำให้นางต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มโดยไม่จำเป็น ซึ่งนางก็มีเรื่องอื่นที่จะต้องใช้เงินอีกมาก
การขายรถม้าพร้อมกับลา จะทำให้นางลดภาระในการต้องดูแล และยังเก็บเงินกลับเข้ากระเป๋ามาก่อนได้อีกด้วย
ถึงแม้รถม้าของนางจะเก่าไปซักหน่อย แถมลาก็แก่ไปซักนิด ก็ไม่เป็นปัญหาในการที่จะขายของนาง
เพราะนางเชื่อว่า ถ้ามีการโปรโมทที่ดี ลากับรถม้าของนางต้องขายได้อย่างแน่นอน
พอเริ่มเย็นย่ำ ตลาดกำลังจะวาย บรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างก็เตรียมเก็บแผงขนสินค้ากลับ
เหยาซูหนี่ว์เลือกสถานที่ขายรถม้าตรงหัวมุมถนนปากทางเข้าตลาด ที่ผู้คนจะต้องเดินทางออกจากจุดนี้ค่อนข้างเยอะ แล้วร้องขายของเสียงดังว่า
"เร่เข้ามา เร่เข้ามา ขายรถม้าแถมลาแข็งแรงตัวผู้ ราคาดีมีแค่วันเดียว.. เร่เข้ามา.."
มีผู้ชายท่าทางคล้ายพ่อค้าสนใจเดินเข้ามาถามราคาว่า
"ขายรถม้าแถมลารึ ขายเท่าไหร่ล่ะแม่นาง"
นางตอบอย่างลื่นไหลว่าว่า
"ข้าซื้อรถม้าจากเมืองหลวงมา 3 ตำลึง ซื้อลามาอีก 1 ตำลึง แต่พี่ชายของข้าก็ซื้อรถม้ามาเหมือนกันพอดี บ้านข้าคับแคบจึงไม่มีที่จะจอดเก็บ เลยมาปล่อยขายถูกๆแค่ 3 ตำลึง เจ้าค่ะ"
ชายที่มาถามราคาก็เป็นคนค้าขายในตลาดเช่นเดียวกัน และกำลังหารถม้าเพื่อบรรทุกของไปขายที่ต่างเมืองอยู่พอดี ยิ่งได้ยินว่านางมีต้นทุนซื้ออยู่ ที่ 4 ตำลึง แต่ยอมขายขาดทุนเหลือเพียง 3 ตำลึง ก็รู้สึกว่าตนได้ของถูกแล้ว แต่ก็อดที่จะกดราคาอีกไม่ได้
สายตาที่พยายามมองหาจุดตำหนิเพื่อจะกดราคาลงอีก ก็ไปตกอยู่ที่ลาแก่ซึ่งเป็นของแถม จึงอ้าปากบอกว่า
"ลาของเจ้ามันทั้งแก่ทั้งโทรม แถมให้เปล่าๆก็ต้องเอาไปเลี้ยงให้เปลืองหญ้าเปลืองน้ำอีก ถ้าข้าเอาแต่รถม้าอย่างเดียวเจ้าคิดราคาเท่าไหร่"
เหยาซูหนี่ว์ยิ้มเย็น เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องเจอการกดราคาแบบนี้ จึงตอบไปทันทีว่า
"ท่านไม่รู้อะไร เจ้าลาตัวนี้ถึงมันจะแก่แต่แข็งแรงยิ่งนัก มันเดินแบกของจากเมืองหลวงมาจนถึงที่นี่เลยเชียวนะ แถมมันยังฉลาดรู้ว่าพื้นตรงจุดไหนที่มีงู ข้ายังเสียดายไม่อยากขาย แต่จนใจเพราะไม่มีที่ทางให้มันอยู่"
ใครบ้างไม่อยากได้สัตว์ที่แข็งแรง ฉลาด และอึดถึกทนมาใช้งานบ้าง
นางสำทับลงไปอีกว่า
"ถ้าท่านสนใจก็ซื้อเลย เพราะพรุ่งนี้พี่ชายข้าบอกว่า จะเอาไปขายที่นอกด่าน เพราะน่าจะได้ราคาที่สูงกว่านี้"
หืออ..
ชายที่ยืนถามราคาทำท่าครุ่นคิด จนมีเสียงจากแม่ค้าอีกคนหนึ่งที่เดินมาถามแทรกว่า
"เจ้าขายรถม้ารึ ราคาเท่าไหร่ล่ะ"
เหยาซูหนี่ว์ยิ้มแย้มเมื่อมีคนสนใจเพิ่ม กำลังจะอ้าปากบอกราคา ชายที่แกล้งกดราคานางก็ตัดสินใจรีบพูดตัดจบทันทีว่า
"ตกลงๆ ข้าเอาทั้งรถม้าทั้งลานี่แหละ"
เหยาซูหนี่ว์รับเงิน 3 ตำลึงมา พร้อมกับได้ยินเสียงเงินหล่นลงก้นกระปุกดัง
กริ๊ง !
รถม้าคันนี้นางไม่ได้ซื้อมา แต่เป็นบิดามารดาบังเกิดเกล้าของร่างเดิมนี้ที่จัดเตรียมมาให้ เพื่อบังคับส่งนางไปให้ไกลจากตระกูลเหยา
แต่นางบอกชายที่สนใจมาซื้อว่า นางซื้อทั้งรถม้าและลามาในราคา 4 ตำลึง แต่ขายเหลือเพียง 3 ตำลึง เพื่อหลอกให้เขาคิดว่าคุ้มค่าและได้เปรียบ
ที่แท้.. กลเม็ดเล็กๆในการหลอกขายของ ก็เป็นการทำชั่วอย่างนั้นหรือ
แล้วชาติก่อนที่นางเป็นแม่ค้าออนไลน์ วันทั้งวันคอยพูดทั้งโน้มน้าว ทั้งหลอกลวงให้คนมาซื้อสินค้า นางได้ทำชั่วไปเท่าไหร่แล้ว
คิดแล้วช่างน่าหัวเราะ ถ้าอย่างนั้นทุกคนในโลกนี้ก็คงทำชั่วกันหมด จะไปหาคนดีที่ไม่โกหกหลอกลวงได้ที่ไหนอีก
นางถอนหายใจแล้วเดินไปลูบหัวเจ้าลาแก่เพื่ออำลาอีกครั้ง
"เจ้าลาโง่ ขอบใจนะที่อยู่เดินทางเป็นเพื่อนข้ามาตลอด"
ลาแก่มองนางด้วงด้วยตาโต ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย สมกับที่นางชอบเรียกมันว่า เจ้าลาโง่..
เหยาซูหนี่ว์เดินหันหลังออกมาแล้วยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี คราวนี้นางก็เป็นอิสระแล้ว แถมยังได้เงินตำลึงอุ่นๆเข้ามาเก็บในถุงเพิ่มขึ้นอีกด้วย
นางกลับไปที่จวนตระกูลเหยาอีกครั้ง
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปยังโถงกลางจวนที่มีร้านสะดวกซื้อตั้งอยู่ ที่นางได้แต่มองเท่านั้น เพราะไม่มีเงินในระบบที่จะเข้าไปซื้อของได้แล้ว
กฎการซื้อของคือต้องทำความชั่ว แต่ตอนนี้นางเป็นหนี้ทางร้านอยู่ 700 เหรียญ เพราะได้ซื้อยาไปรักษาชายแปลกหน้าที่ตอนนี้นางรู้แล้วว่า เขาเป็นหนึ่งในองครักษ์เสื้อดำของหนานอ๋อง
ไม่รู้ว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสมาจากไหน แต่โชคดีที่มาเจอนางเข้าพอดี เขาถึงได้กินยาวิเศษที่นางอุตส่าห์ยอมเป็นหนี้ไปซื้อให้
อย่างน้อย นางก็เป็นหนี้กับทางร้านสะดวกซื้อในห้วงมิติ แต่ในชีวิตจริง นางกลับได้เงินก้อนทองจากชายผู้นั้นจนสามารถพลิกสถานการณ์วิกฤตในตอนนี้ได้เลย
สรุปว่า เป็นเขาโชคดีที่เจอนาง หรือว่านางโชคดีที่ได้เจอเขากันนะ
แต่ที่นางย้อนกลับมาที่จวนตระกูลเหยาอีกครั้ง ก็เพราะจะมาเอาขนมปังฟรีที่ได้จากร้านสะดวกซื้อนี่แหละ แต่พอมองตรงจุดที่นางวางขนมปังทั้งหมดเอาไว้..
มันกลับว่างเปล่า ?
ขนมปังกองใหญ่ที่นางตั้งใจจะเก็บเอาไว้กินได้อีกหลายมื้อหายไปหมดเกลี้ยง !
นางเดินวนหาบนพื้นโล่งที่มีแต่คราบฝุ่นยังไงก็ไม่พบ จะมีก็แต่รอยเท้าบุรุษขนาดใหญ่หลายรอย ที่ย่ำจนทิ้งรอยไว้กับพื้นเต็มไปหมด
แน่แล้ว จะเป็นใครไปไม่ได้..
นางคิดในใจว่า จะต้องเป็นพวกองครักษ์เสื้อดำที่เข้ามาพาคนเจ็บออกไปแน่ๆ ที่มารวบเอาขนมปังแสนอร่อยของนางไปจนหมด
นางกัดฟันอยากจะโมโหและก็หัวเราะไปพร้อมๆกัน
เจ้าพวกนี้นี่.. แม้แต่จะเหลือทิ้งไว้ให้นางซักชิ้นก็ไม่มี ช่างแล้งน้ำใจกันจริงๆ
แต่ละคนก็น่าจะได้รับเบี้ยหวัดกันไม่น้อย จะไปซื้ออะไรกินก็ย่อมได้ แต่ไฉนถึงได้มาขโมยเอาขนมปังเนยของนางไปหมดก็ไม่รู้
นางถอนหายใจเมื่อต้องกลับไปมือเปล่า พอเดินผ่านร้านสะดวกซื้อ ที่มีพนักงานซูฉียืนฉีกยิ้มให้ แต่ไม่กล้าเข้าไปถามว่า ขนมปังฟรียังมีเหลืออีกหรือไม่
แล้วตัดสินใจหันหลังเดินย่ำเท้าปึงๆออกไปจากจวนตระกูลเหยา เพื่อไปหาโรงเตี๊ยมเข้าพักก่อนที่จะมืดค่ำไปซะก่อน
**********
ถ้าทำผิด เขายังเลือกดูที่เจตนา
แล้วทำชั่วล่ะ จะเลือกดูจากอะไร ?
อิอิ By ไรริล
แสงจันทร์สีเลือดด้านนอกพลันเปล่งประกายเจิดจ้า สาดแสงส่องลงอาบย้อมสองร่างเปลือยเปล่าที่กำลังดื่มด่ำอยู่ในรสเสน่หาเปลวไฟแห่งความปรารถนาที่ถูกจุดขึ้นท่ามกลางความเย็นเยือกของเตียงหยกขาว เริ่มแผ่ขยายความร้อนระอุจนบรรยากาศรอบกายแทบจะหลอมละลายจอมปีศาจไม่ได้รีบร้อนทว่ากลับเต็มไปด้วยความโหยหา ฝ่ามือร้อนผ่าวลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนละเอียด ดึงรั้งร่างบางให้แนบชิดกับแผงอกแกร่งของเขาจนไร้ช่องว่าง สัมผัสจากผิวเนื้อเปลือยเปล่าที่เสียดสีกันสั่นคลอนสติอันเลือนรางของเทพธิดาน้อยจนนางครางแผ่วในลำคอ“หนี่เอ๋อ.. มองข้า”น้ำเสียงแหบพร่ากระซิบสั่งอย่างเอาแต่ใจ ยามที่เขาถอนริมฝีปากออกชั่วครู่ ดวงตากลมโตที่ส่องประกายฉ่ำปรือดุจหยาดน้ำค้างช้อนขึ้นมองบุรุษใต้แสงจันทร์นัยน์ตาดุดันของเขาบัดนี้เข้มขึ้นจนแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งเปลวไฟ ลุกโชนไปด้วยประกายไฟรักที่พร้อมจะแผดเผานางให้มอดไหม้ไปพร้อมกัน“เหยียน.. เหยียนจวิ้น..”นางเรียกชื่อเขาเสียงสั่นเครือ ลมหายใจอุ่นๆของทั้งคู่รินรดผสานกันจนแยกไม่ออกจอมปีศาจยิ้มเยือนอย่างเสน่หา ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาบดจูบเรียวปากอิ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างละโมบ ตักตวงความหวานล้ำอย่างไม่รู
หยาดน้ำตาเม็ดโตพลันร่วงเผาะลงมาอาบแก้มเนียน ฉายชัดถึงความรู้สึกสลดใจและอัปยศอดสูจนถึงที่สุดร่างเล็กสั่นสะท้านก่อนจะสะอื้นไห้ออกมาเสียงแผ่ว พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ละล่ำละลักเรียกชื่อบุรุษผู้เป็นดั่งดวงใจด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว“เหยียนจวิ้น.. ข้าขอโทษ.. ”เมื่อได้เห็นน้ำตาที่ร่วงหล่นราวกระจกแก้วที่แตกสลายของนางฟ้าน้อย และรับรู้ได้ว่านางกำลังจะใจสลายเพราะคิดว่าตนเองถูกชายอื่นแตะต้อง หัวใจของจอมปีศาจที่เคยแกร่งดั่งหินผาก็พลันอ่อนยวบลงด้วยความสงสารและรู้สึกผิดในพริบตาความขี้เล่นร้ายกาจมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความอาทร เขารีบคลายพันธนาการที่ข้อมือของนางออกอย่างรวดเร็ว แล้วยื่นมือเข้าประคองใบหน้างามที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาขึ้นมาอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่านางจะแหลกสลายคามือสายตาคู่คมเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความโหยหาอันลึกซึ้งที่ปิดบังไว้ไม่มิด“หนี่เอ๋อ ฟังข้าก่อน..”“ข้าไม่ฟัง ปล่อยข้านะ !”นางตวาดลั่นด้วยความขยะแขยง สะบัดหน้าหนีจากการเกาะกุมพร้อมกับยกมือขึ้นร่ายเวทสร้างเกราะแสงเซียนสีทองสว่างวาบขึ้นมากั้นกลางระหว่างเขากับนางทันทีน้ำตาแห่งความอัปยศยังคงไหลรินไม่ขาดสาย น
แม้เหตุการณ์ระทึกในท้องพระโรง ที่นางถูกจอมราชาปิศาจจับตัวได้อีกครั้ง จะจบลงอย่างสันติแล้วแต่สิ่งที่เข้ามาแทนที่ กลับเป็นภาพความร่ำรวยและบารมีอันมากล้นของวังทองคำที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นในยามที่นางได้เดินสำรวจอย่างละเอียดวังทองคำของจอมราชาปิศาจนั้น ไม่ได้มืดทึมคร่ำครึหรือน่ากลัวอย่างที่เทพธิดาหนี่วาจินตนาการเอาไว้เลย แต่กลับโอ่อ่าตระการตาด้วยสถาปัตยกรรมทองคำแท้ที่สะท้อนแสงจันทราส่องประกายระยิบระยับจนแสบตาเสาค้ำยันตำหนักทุกต้นสลักเสลาลวดลายสัตว์อสูรโบราณ ประดับด้วยหยกและอัญมณีล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ พื้นหินอ่อนสีดำสนิทถูกปูทับด้วยพรมขนสัตว์อสูรนุ่มละเอียดทุกย่างก้าวของนางจึงรายล้อมไปด้วยความหรูหราขั้นสุด ตราบเท่าที่อำนาจมืดและความมั่งคั่งของแดนปรโลกจะบันดาลให้ได้ทว่า ตลอดระเบียงทางเดินยาวกลับมีเสียงซุบซิบกระซิบกระซาบแว่วมาจากตามซอกกำแพงและมุมมืดให้นางได้ยินเบาๆ“พวกเจ้าดูนั่นเร็ว ! เทพธิดาจากสวรรค์องค์นั้นเดินเชิดหน้าชูคอราวกับเป็นเจ้าของวังคนใหม่เลยทีเดียวเชียวล่ะ !”เจี่ยกู่ ปีศาจกบรับใช้เอ่ยกระซิบ แววตาโปนๆของมันเบิกกว้างจนแทบจะหลุดออกจากเบ้าขณะแอบมองผ่านรอยแยกของฉากกั้น มันพยายามจ
เทพธิดาหนี่วาได้แต่สบตาสีเลือดที่จับจ้องมาไม่วางตาพลางกัดฟันกรอด ในใจร่ำร้องตะโกนด้วยความเจ็บใจว่า‘ ข้าไม่ได้คิดถึงเจ้า ! '‘ ข้าแค่โดนความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองหลอกให้วิ่งมาตกอยู่ในมือเจ้าต่างหาก ! ’' ไอ้ปิศาจหลงตัวเองเอ๊ย ! ’ทว่านางรู้ดีว่าภายใต้สถานการณ์ที่ฝูงปิศาจล้อมหน้าล้อมหลังและพร้อมจะขย้ำนางให้ตายได้ทุกเมื่อ การด่าทอหรือการทำตัวอวดเก่ง มีแต่จะทำให้ตัวนางเองกลายเป็นอาหารของพวกปิศาจเร็วขึ้นดังนั้นถ้านางอยากจะเอาตัวให้รอด ก็ต้องใช้ประโยชน์จากความพึงพอใจที่เจ้าปิศาจตนนี้มีต่อนาง เอามาใช้เป็นเครื่องต่อรอง !ดวงตาสีงามระยับสั่นไหววูบหนึ่งอย่างชั่งใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นประกายแวววาวอย่างมีจริต แล้วแสร้งทำเป็นถอนหายใจยาวนางฟ้าเช่นนาง.. จำต้องดึงเอาเคล็ดวิชานางจิ้งจอกระดับปรมาจารย์ออกมาใช้ปราบเจ้าปิศาจบ้าตัณหาตนนี้ให้อยู่หมัด ก่อนจะส่งยิ้มตาหวานเยิ้มไปประสานกับดวงตาสีเลือดคู่นั้นอย่างออดอ้อน“สมกับเป็นท่านจอมราชาผู้ปราดเปรื่อง.. และมีสายตาที่เฉียบแหลมยิ่งนักเจ้าค่ะ”เทพธิดาหนี่วาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานที่ปรุงแต่งจนนุ่มนวลระรื่นหู“ข้าน้อยอุตส่าห์ปกปิดกลิ่นอายเซียน ห่มเสื้อคลุมวิก
ความหวาดกลัวและรำคาญใจที่ถูกเจ้าปิศาจตามรังควานในยามนั้น ทำให้นางตัดสินใจหนีปัญหาด้วยการหนีลงไปจุติยังโลกมนุษย์เพื่อผ่านด่านเคราะห์ก่อนเวลาทันทีโดยคิดเข้าข้างตัวเองว่า พอกาลเวลาผ่านไป เจ้าปิศาจบ้าตนนี้คงจะเบื่อและเลิกสนใจนางไปเองนางยอมสละร่างเซียนชั่วคราว และลงไปเผชิญความทุกข์ยากในโลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ดูซิว่าเจ้าปิศาจจะหานางเจออีกไหม !ที่คิดเอาไว้ว่า คงจะไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการถูกปิศาจเหยากวยตามตอแยแล้ว แต่ครั้นนางลงไปเกิดใหม่ยังโลกมนุษย์ ด่านเคราะห์ที่นางต้องประสบพบเจอกลับเป็น..ด่านรัก !นางได้พบรักกับชายผู้หนึ่ง.. แม้เริ่มต้นเขาจะทำให้นางหวาดกลัวจนต้องหนีให้ห่าง แต่พอนางรักเขา โชคชะตาก็ดันเข้ามาตัดบุพเพวาสนาของนางจนขาดสะบั้น ทำให้นางต้องพรากจากเขาทั้งน้ำตาเคราะห์กรรมที่เรียกว่าด่านรัก ยังคงทำให้นางปวดหัวใจมาจนถึงบัดนี้เมื่อนางสิ้นอายุขัยในโลกมนุษย์และผ่านด่านเคราะห์ได้สำเร็จ ดวงจิตเทพเซียนของนางก็ได้กลับมาจุติบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอีกครั้งแต่.. นางยังไม่ทันจะได้สูดกลิ่นอายทิพย์ให้ชื่นใจเพื่อชดเชยความเหนื่อยยากจากด่านเคราะห์ที่ต้องเผขิญเลย มหาเทพซีรุ่ยเฉิงก็มีบัญชาส
สามวันสามคืนในกรงขังม่านหมอกช่างยาวนานราวกับนับร้อยปีสำหรับเทพธิดาหนี่วา..นางถูกกักขังไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหุบเขาปิศาจ รอบกายมีเพียงความมืดมิดและดวงตาสีเลือดคู่ลึกลับที่แวะเวียนมาจับจ้องนางฝ่าความสลัวรางแทบทุกชั่วยาม พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอที่คอยปั่นประสาทให้นางโมโหไม่ว่างเว้นนางไม่เคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเจ้าปิศาจตนนี้ ซึ่งมันจะซ่อนตัวตนเอาไว้หลังม่านหมอกหนาทึบสีดำอยู่ตลอดเวลานางจึงคิดว่า มันต้องเป็นปิศาจที่อัปลักษณ์ที่สุดจนไม่กล้าให้ใครเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของมัน และปิศาจที่น่าเกลียดที่สุดในโลกเบื้องล่างแห่งนี้ก็คือ ปิศาจเหยากวยข่ายอาคมของจอมปิศาจเหยากวยแน่นหนาจนนางไม่อาจใช้ปราณเซียนได้แม้แต่เศษเสี้ยว ทว่าเทพธิดาหนี่วาผู้มีปัญญาเป็นเลิศเช่นนางมีหรือจะยอมติดแหงกอยู่ที่นี่ตลอดไปในเมื่อใช้กำลังไม่ได้ นางก็ต้องใช้ ‘ เล่ห์กลร้อยเล่มเกวียน ’ เข้าสู้เพื่อเอาตัวรอดต่อให่้ปิศาจเจ้าเล่ห์ตนนี้จะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็อย่าได้ดูแคลนสติปัญญาของเทพธิดาแห่งแดนสวรรค์อย่างนางเชียว !ในวันแรกที่โดนจับมา เทพธิดาหนี่วาเกาะลูกกรงหมอกควันพลางเชิดหน้าขู่ฟ่อราวกับพยัคฆ์ที่เฝ้าหน้าประตูสวรรค







