Partager

๕ ไร้ที่พึ่งพิง

last update Date de publication: 2025-09-11 22:05:24

บรรยากาศในห้องโถงของจวนสกุลไป๋เงียบสงัดจนได้ยินแม้แต่เสียงของสายลมพัดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ทั้งไป๋จิ่นอวี่และไป๋อวี่เซวียนต่างยืนกอดอก จ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาขุ่นเคืองซ่อนอารมณ์ หัวคิ้วเข้มของทั้งคู่ขมวดแน่น ความอึดอัดลอยอวลในอากาศราวกับม่านหมอกควันหนาแน่น

ไป๋ซูหนิงยกจอกน้ำชาขึ้นแนบริมฝีปาก แม้จะพยายามเก็บอาการแต่ความตื่นประหม่าในแววตากลับปิดไม่มิด หัวใจดวงน้อยสั่นสะท้านครั้งแล้วครั้งเล่า

ริมฝีปากบางเม้มแน่นก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา ฟังดูคล้ายกำลังพึมพำกับตนเองมากกว่าจะพูดกับให้ใครได้ยิน

“หากการกลับมาของข้าก่อให้ท่านพี่รู้สึกไม่พอใจ เช่นนั้น ข้าก็ไม่กล้าคิดจะรั้งอยู่ที่นี่นานนัก เพียงแต่…ขอพักพิงสักสองสามวันได้หรือไม่เจ้าคะ”

แม้จะเป็นพี่น้องร่วมท้องมารดาแต่เพราะความห่างเหินตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความสนิทสนมระหว่างนางกับพี่ชายแทบไม่หลงเหลืออยู่เลยสักนิด ทุกถ้อยคำที่เอ่ยจึงเต็มไปด้วยความเกรงใจและขมขื่น

ไป๋จิ่นอวี่เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนหัวเราะเยาะในลำคออย่างเย็นเยียบ น้ำเสียงทุ้มราบเรียบเอื้อนเอ่ยโดยไร้ความอ่อนโยน

“สตรีม่ายแถมยังตั้งครรภ์…หากอยู่ที่นี่จะทำอันใดได้เล่า”

พอสิ้นคำพูดนั้น ความเงียบพลันแผ่ปกคลุมทั่วทั้งห้องอีกครั้งทันที ดวงตาของไป๋ซูหนิงเบิกกว้างด้วยคสามแปลกใจ พร้อมกับสายตาคมกริบของไป๋อวี่เซวียนก็หันขวับไปมองพี่ชายคนรองคล้ายไม่อยากเชื่อหูตนเอง

“หมายความว่าอย่างไรพี่รอง!” ไป๋อวี่เซวียนถาม

“ท่านพี่…รู้ได้อย่างไรกันรึ” น้ำเสียงของไป๋ซูหนิงสั่นเครือ เผยความตกตื่นตระหนกอย่างไม่อาจปิดบังได้ เรื่องนี้ต่อให้เป็นชาติก่อน ก็มีเพียงนางและหมอชราเท่านั้นที่ล่วงรู้

ดังนั้น ความลับนี้ผู้อื่นย่อมไม่มีทางรู้แน่!

ไป๋อวี่เซวียนขมวดคิ้ว มองน้องสาวด้วยแววตาซับซ้อน

“เจ้าท้องจริงหรือ!” น้ำเสียงทุ้มแฝงความตกใจและไม่เชื่อเต็มที่ สายตาคมกริบกวาดมองครรภ์แบนราบที่ถูกอาภรณ์สีหวานบดบัง มองเพียงผิวเผินก็แทบไม่เห็นเค้าลางของสตรีตั้งครรภ์…

เขาหันไปจ้องหน้าไป๋จิ่นอวี่ทันที “เจ้ารู้ได้อย่างไร หรือว่า…เคยทำผู้ใดท้องมาก่อน ถึงได้ดาดเดาแม่นยำเช่นนี้”

ไป๋จิ่นอวี่เพียงฮึดฮัดใส่น้องชาย ดวงตาคมกริบหันกลับไปจ้องไป๋ซูหนิงอย่างไม่วางตา เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ทอดเงาทาบลงบนพื้น

“เจ้าจะอยู่ที่นี่ได้หรือไม่ หาใช่เรื่องที่ข้าตัดสินใจได้เพียงผู้เดียว” น้ำเสียงทุ้มราบเรียบ ทว่าหนักแน่นจนคนฟังใจหาย

“อย่างไร เรื่องนี้ต้องรอฟังความเห็นของพี่ใหญ่เสียก่อน”

ความห่างเหินที่กั้นกลางระหว่างพี่น้องตลอดหลายปี ยามนี้ยิ่งเผยชัดยิ่งกว่าที่นางคาดคิดนัก

พอได้ยินถ้อยคำเอื้อนเอ่ยถึงพี่ใหญ่นั้น ไป๋ซูหนิงก็คล้ายจะเข้าใจทันทีว่าในจวนสกุลไป๋ ไม่ว่าเรื่องสำคัญใดล้วนแล้วแต่ต้องผ่านการตัดสินใจของพี่ชายคนโตเสียก่อน เกรงว่า...ตอนที่ยังอยู่ มารดาและบิดาล้วนฝากความไว้วางใจไว้กับเขาเป็นที่สุดกระมัง

ใบหน้าคนงามยกยิ้มจางๆ ทว่ามือทั้งสองข้างกลับกำแน่น หัวคิ้วเรียวขมวดมุ่นราวกับมีม่านหมอกหนาทึบเกาะกุมความคิด

ไป๋ซูหนิงรู้ดีว่านางกลับมาครั้งนี้ หาใช่เรื่องยินดีที่จวนสกุลไป๋จะเปิดประตูต้อนรับด้วยอ้อมแขนกว้างได้ง่ายๆ เช่นนั้นอีกแล้ว

ท้ายที่สุด นางก็ต้องหาหนทางเอาชีวิตรอดเองและปกป้องบุตรในครรภ์ให้จงได้ ไม่ว่าจะต้องลำบากเพียงใดหรือต่อให้เหลือเพียงลมหายใจเฮือกเดียว นางก็ไม่มีทางยอมหันหลังกลับไปเหยียบจวนสกุลเซี่ยขอความช่วยเหลือจากบุรุษผู้นั้นอีกเด็ดขาด!

“เหอะ! พี่ใหญ่น่ะหรือ…”

น้ำเสียงเย้ยหยันของไป๋อวี่เซวียนดังขึ้น มุมปากโค้งยกขึ้นอย่างเยาะเย้ยเล็กน้อย ดวงตาคมหันมามองน้องสาว “เกรงว่าแม้แต่ตอนยกน้ำชายามเช้า เขายังไม่เอ่ยปากทักเจ้าสักครึ่งคำด้วยซ้ำ”

ยังไม่ทันที่บรรยากาศขุ่มัวจะคลายลง น้ำเสียงทุ้มเข้มดังขึ้นจากหน้าห้องโถง เย็นเยียบดุจคมมีดบาดลึกในอก

“คุณหนูจากบ้านใดมาหรือ”

ร่างสูงใหญ่ของไป๋เหวินห่าวปรากฏขึ้นที่ธรณีประตู ใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่ง ข่มอารมณ์แข็งกร้าวไว้อย่างชัดเจน ดวงตาคมกริบฉายแววไม่เป็นมิตร กลิ่นอายกดดันราวพายุโหมกระหน่ำเข้ามาในทันที

“พี่ใหญ่…” น้ำเสียงหวานสั่นเครือของไป๋ซูหนิงหลุดลอดออกมาโดยไม่รู้ตัว

นางรีบลุกขึ้นวางจอกน้ำชา ยอบกายคารวะอย่างนอบน้อม

สายตาคมกริบของไป๋เหวินห่าวกวาดมองน้องชายทั้งสอง ก่อนจะหยุดลงที่สตรีตรงหน้า ความคุ้นเคยบางอย่างวาบขึ้นมาทันทีทว่าเพียงชั่วอึดใหญ่ใจ เขากลับแค่นเสียงเย็นเยียบออกมาแทน

“เหอะ! นี่มิใช่วันครบรอบวันตายของผู้ใด เหตุใดฮูหยินถึงกลับมาที่นี่” น้ำเสียงทุ้มคมชัดราวคมดาบ ฟาดฟันลงมาอย่างเย็นชาและตรงไปตรงมาราวกับหาไม่มีเรื่องอันใดก็ไม่พต้องการพบหน้า

ไป๋ซูหนิงเม้มริมฝีปากแน่น นัยน์ตาเมล็ดซิ่งสั่นระริกวูบไหวด้วยความหวาดหวั่น

ยามนี้ต่อให้ต้องพูดอธิบายอันใดออก นางก็รู้ว่าทุกสิ่งที่เคยทำไว้ในอดีตคงไม่อาจหลบล้างทำให้อีกฝ่ายเอ็นดูหรือรู้สึกเห็นในจนยอมยื่นมือมาช่วยเหลือแล

ครั้งหนึ่ง…นางเคยเป็นน้องสาวที่พี่ชายทั้งสามถนุถนอมราวไข่ในหิน ทว่ากาลเวลาผันผ่าน ความห่างเหินก่อกำแพงสูง จนบัดนี้นางและอีกฝ่ายห่างเหินไม่ต่างจากคนแปลกหน้าที่รู้จักกันดี…

“นางหย่าขาดกับสามีแล้ว” ไป๋จิ่นอวี่เอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาคมเพ่งมองน้องสาวด้วยความซับซ้อน

ไป๋อวี่เซวียนกวาดตามองบรรยากาศรอบห้องที่เริ่มหนักอึ้งราวพายุใกล้ตั้งเค้า เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางมองพี่ชายคนโตกับสตรีผู้นั้นสลับกัน ก่อนเอ่ยอย่างเหนื่อยล้า “เรื่องนี้ค่อยพูดคุยกันวันหลังเถิด นางเพิ่งเดินทางมาถึงส่วนพี่ใหญ่เองก็เพิ่งกลับจากตรวจตราสินค้า…ข้าว่าไปพักผ่อนกันก่อนเถอะ”

สำหรับเขาแล้ว แม้ว่าในอดีตอีกฝ่ายจะเคยทำผิดทว่ายามนี้พอมีปัญหากลับนึกถึง...ครอบครัวควรจะช่วยเหลือกันมิใช่หรือ!?

บรรยากาศเย็นเยียบยังคงอบอวลในห้องไม่คลาย แม้จะมีคำพูดไกล่เกลี่ย แต่ความรู้สึกห่างเหินกลับยิ่งชัดเจนขึ้นจนไป๋ซูหนิงอดกำมือแน่นไม่ได้…

เรื่องนี้นางเข้าใจได้ บุรุษผู้นี้เป็นพี่ใหญ่ของสกุลไป๋ ย่อมต้องแบกรับทั้งความหวังและภาระหน้าที่

ภายหลังมารดาและบิดาจากไป เขายังต้องดูแลกิจการและเป็นเสาหลักของจวน เกรงว่าไม่เด็ดขาดหรือหนักแน่นมากพอก็อาจที่จะจัดการได้

ไป๋เหวินห่าวมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาลุ่มลึก

สายตาคมกริบของไป๋เหวินห่าวจ้องมองสตรีตรงหน้าราวกับคนแปลกหน้า แววตาทั้งเย็นเยียบพอจะกลั่นน้ำแข็งขึ้นกลางอากาศได้ มือใหญ่ทั้งสองกลับกำแน่นจนข้อขาวซีด หัวใจแกร่งปวดหนึบเหมือนถูกบีบแน่นจนหายใจติดขัด

“หย่ากับสกุลเซี่ยแล้วหรือ” เสียงทุ้มกดต่ำ

“เจ้าค่ะ…” ไป๋ซูหนิงพยักหน้ารับ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งสั่นระริก

“หึ!” ไป๋เหวินห่าวแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน สายตาคมกริบดุดันฉายแววเฉียดเฉือน

“แล้วเกี่ยวอันใดกับคนสกุลไป๋เล่า”

ถ้อยคำนั้นกระแทกดั่งค้อนหนัก ทุบลงกลางหัวใจของนางอย่างไร้ความปรานี เส้นใยความหวังที่เหลืออยู่ขาดสะบั้นในพริบตา

ไป๋ซูหนิงฝืนยิ้มจางๆ ทว่าเพียงแค่ชั่วอึดใจรอยยิ้มก็ดับวูบ นางเม้มริมฝีปากแน่น มือสั่นเทาเมื่อเห็นแผ่นหลังแกร่งของผู้เป็นพี่หมุนกายเดินจากไปไม่แม้แต่หันกลับมา

“เพ่ย! ประเดี๋ยวก่อนพี่ใหญ่” ไป๋อวี่เซวียนร้องเรียกเสียงดัง พลางลุกขึ้นก้าวตาม ทว่าถูกไป๋จิ่นอวี่ยกมือขวางเอาไว้

เขาส่ายหน้าเบาๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “เขาเป็นหัวหน้าครอบครัว คำที่เอ่ยออกมาย่อมหมายความเช่นนั้น ต่อให้ชักจูงด้วยเหตุผลนับร้อยก็เปล่าประโยชน์” สายตาของไป๋จิ่นอวี่กปรายมองน้องสาวที่นั่งตัวสั่นเล็กๆ ดวงตาคู่งามแดงเรื่อด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจจนหัวใจเขาเจ็บหนึบ สุดท้ายความอดกลั้นก็พังครืนลง

“แม้นางจะเคยแต่งออกไป แต่เลือดในกายนี้ย่อมยังเป็นคนสกุลไป๋! ไหนจะหลานในครรภ์อีก…พวกท่านจะใจดำทอดทิ้งไปได้อย่างไรกัน!” น้ำเสียงทุ้มของไป๋อวี่เซวี่ยนความเดือดดาล ข่มโทสะเอาไว้ไม่อยู่แม้พยายามจะเย็นชาเพียงใด

บรรยากาศในโถงเงียบงันราวโลกหยุดหมุน เหลือเพียงลมหายใจหนักอึ้งที่ค้างคาในอกของทุกคน

“เหอะ! ไร้น้ำใจเกินไปแล้วกระมัง…ผู้อื่นยังช่วยเหลือแต่กลับกล้าไร้เมตตากับน้องสาวในไส้เช่นนี้” เสียงทุ้มของไป๋อวี่เซวียนพึมพำออกมาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

ไป๋ซูหนิงหันขวับไปมองพี่ชาย นันย์ตาเมล็ดซิ่งฉายแววเจ็บปวด นางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ช่างเถอะเจ้าค่ะ…ถือว่าข้าแวะมาเยี่ยมเยือนก็เท่านั้น”

นางทำใจไว้บ้างแล้ว แต่ความเจ็บปวดกลับแทรกซึมเข้ามาในหัวใจเสมือนมีคมมีดที่แหลมคมทิ่มแทงตลอดเวลา ยามนี้นางพอมีเงินติดตัวอยู่บ้าง เกรงว่าหนทางในวันข้างหน้าคงไม่ถกละบต้องลำบากตรากตรำถึงเพียงนั้นกระมัง

ฝีเท้าของไป๋เหวินห่าวหยุดชะงัก ไป๋เหวินห่าวหันกลับมามองไป๋ซูหนิงราวกับคิดบางอย่างได้ “จวนสกุลเซี่ยที่เจ้าซื่อตรงหนักหนาแต่ยามนี้…เหตุใดถึงได้กล้าทอดทิ้งภรรยาที่รักใคร่สุดหัวใจและเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองกันเล่า”

ไป๋ซูหนิงเม้มริมฝีปากแน่น

ภาพในอดีตย้อนกลับมาฉับพลัน หัวใจของนางบีบรัดแน่นเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว ไป๋ซูหนิงยืนนิ่งหาได้ตอบอันใดออกไปได้

จะให้นางบอกว่าอย่างไร…ชาติที่แล้วนางตายไปแล้วหนหนึ่งเพราะบุรุษผู้นั้นหยิบยื่นความตายให้ และพอได้หวนกลับคืนมาอีกทีจึงคิดได้แล้วอย่างงั้นหรือ!?

เกรงว่า คงไม่พ้นถูกมองด้วยสายตาแปลกประหลาดและถูกกล่าวหาว่าสติฟั่นเฟือนแน่

นางค่อยๆ คุกเข่าลงอย่างระมัดระวัง มือทั้งสองประสานเหนือศีรษะด้วยท่าทางขอความเมตตา น้ำเสียงหวานเอ่ยแผ่วเบา “ที่ผ่านมาเป็นเพราะข้าที่ทำตัวโง่งม กตัญญูต่อบิดามารดาและพี่ชายทุกคนทว่ายามนี้ข้านี่หาไร้ที่พึ่งพิงและไร้ผู้ใดจะพิงพาอีกแล้ว นอกจากพวกท่าน...”

!!!

ไป๋อวี่เซวียนไม่อาจทนมองได้ ก่อนจะรีบปรี่เข้าไปประคองอีกฝ่ายไว้ก่อนที่นางจะทิ้งตัวลงกับพื้น “เพ่ย! เจ้าท้องอยู่ไม่ใช่หรือหากเกิดพลาดล้มขึ้นมาจะทำอย่างไร”

ไป๋จิ่นอวี่เพียงแค่เหลือบสายตามองดู ก่อนจะหันไปกล่าวกับไป๋เหวินห่าวเสียงเรียบ “ดูแล้ว...นางคนไร้ที่ไปจริงๆ เห็นแก่ท่านแม่หน่อยเถอะ เหวินห่าว”

ไป๋เหวินห่าวขมวดคิ้วมุ่น ขมับกระตุกเล็กน้อย พอได้ยินคำของไป๋จิ่นอวี่ ก่อนจะปรายมอง เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง

“เพียงแค่นี้กิจการของจวนสกุลไป๋ก็ล้นมือมากพออยู่แล้ว ข้าหาได้มีเวลามาดูแลหรือสนใจผู้ใด หากไร้ที่ไปก็ไปพักที่โรงเตี๊ยมสกุลไป๋ก่อน หากยังคิดเรื่องมาก ไม่พอใจก็ไปที่อื่นอย่าได้โยนภาระไว้กับข้า”

ไป๋ซูหนิงเพียงกระพริบตาปริบๆ ใบคนหน้างดงามคล้ายจะหม่นหมองลงเล็กน้อย ทว่าหาได้เอ่ยอันใดออกมาไป

ในเมื่อคำกล่าวเมื่อครู่ก็นับว่าเขายอมเห็นใจและมีเมตตาให้ก็มากพอแล้ว สำหรับผูที่ไร้ที่พึ่งพิงเช่นนาง ขอเพียงมีสถานที่ให้ซุกหัวนอน หาทางตั้งหลักต่อไปได้ก็ถือว่ามากนักแล้ว

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๒๗ คืนใจ

    หลายเดือนผ่านไปจวนสกุลไป๋เผชิญเรื่องราวมากมายจนหาความสงบไม่ได้ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างเริ่มราบรื่น ไม่มีอุปสรรคใดกีดขวางและแม้กิจการของสกุลไป๋จะมีเศรษฐีมู่คอยจัดการให้ ทุกอย่างราบรื่นจนแทบไม่น่าเชื่อ ยิ่งกว่านั้น ครรภ์ของคุณหนูก็ล่วงเลยมาถึงเดือนสุดท้ายก่อนคลอด สุขภาพทั้งมารดาและบุตรก็แข็งแรงสมบูรณ์หากเอ่ยถึงเรื่องนี้แล้ว ไม่มีผู้ใดไม่ตื่นเต้นรอคอยวันที่จะได้พบเด็กน้อยผู้นั้น คุณชายไป๋ทั้งสามต่างก็หลงหลานกันไม่ต่างกัน และนายท่านมู่ก็ไม่แพ้กัน ถึงขั้นอยากย้ายข้าวของเข้ามาอยู่ในจวนสกุลไป๋เพื่อดูแลคุณหนูอย่างใกล้ชิด แต่ถูกคุณชายทั้งสามห้ามไว้เสียก่อนแม้คุณหนูไป๋กับเศรษฐีมู่จะยังไม่ได้แต่งงานร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกันแต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เป็นที่รู้กันในชิงโจวว่างานมงคลครั้งใหญ่กำลังจะมาถึงในไม่ช้าแน่!ไป๋ซูหนิงนอนเอนกายริมสระบัว สายลมพัดผ่านทำให้รู้สึกเย็นสบาย เคลิบเคลิ้มเกือบจะหลับไปหลายครั้งนัยน์ตาคู่สวยหนักอึ้ง ปรือขึ้นอย่างยากลำบาก จริงๆ แล้ว นางก็ไม่ได้ทำอะไรทั้งวัน นอกจากนอนและกินเกือบทั้งวัน“อาเหยียน…” เสี

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๒๖ ขาดสะบั้นไม่เหลือเยื่อใย

    น้ำเสียงหวานแฝงความน้อยเนื้อต่ำใจ หากแต่เจือไปด้วยความโกรธลึกอย่างถึงที่สุด ภายในใจของนางก็เดือดดาลไม่แพ้กัน มือทั้งสองข้างกำจนข้อนิ้วขาวซีด ลมหายใจหอบถี่ เนื้อตัวสั่นทึ่มนัยน์ตาเมล็ดซิ่งสบเข้ากับดวงตาคมกริบของบุรุษตรงหน้า หาได้กระพริบตาหรือหลบสายตาเลยแม้แต่น้อยมู่เหยียนเจ๋อรู้สึกปวดใจจริงๆ ไหนเลยยามนี้นางจะยังท้องอยู่อีก เขาเดินเข้าไปใกล้ก่อนเอ่ยแผ่วเบาเจือด้วยความอ่อนโยน“หากยุ่งยากนักก็ปล่อยให้ข้าปล่อยให้พี่ชายของเจ้าและข้าจัดการเรื่องนี้เถอะ” เขาไม่อยากเห็นนางโกรธ หรือต้องเจ็บช้ำน้ำใจ ไม่ว่าผู้ใดก็อย่าได้บังอาจทำให้อารมณ์ของนางต้องขุ่นเคืองและมัวหมองเด็ดขาด!“อือ! พวกเจ้าพานางเข้าไปในจวนเถอะ” ไป๋อวี่เซวียนเห็นด้วย เขาออกคำสั่งกับสาวใช้ที่ยืนมองอยู่ อย่างรวบรัด หาได้ให้อีกฝ่ายเอ่ยปฏิเสธจัดการเอง มองดูแล้วคนสกุลเซี่ยผู้นี้ไม่มีทางยอมจากไปโดยง่ายแน่!เกรงว่าคงจะได้โดนเขาตีก่อนจริงๆ ถึงจะหลาบจำมู่เหยียนเจ๋อว่ามือลงบนหน้าท้องของนางอย่างแผ่วเบาสัมผัสแรกพลันทำให้หัวใจแกร่งกระตุกวูบ แผ่ซ่านไปด้วยความรู้สึกอยากจะกางแขนใช้ทั้งชีวิตปกป้อง สายตาคมกริบช้อนสบกับสตรีตรงหน้า “ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๒๕ ไกลเกินเอื้อม

    นึกไม่ถึงเลยว่านางจะปล่อยให้แมวกินปลาย่างได้!เหม่ยจินฮวาหาได้คุ้นเคยกับสถานที่และผู้คนที่นี่ ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางใด ล้วนเจอสายตาแปลกประหลาดจับจ้อง นางเดินออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็เปลี่ยนใจหันหลังกลับเข้าโรงเตี๊ยมทันทีทว่าเมื่อก้าวเข้าห้อง สิ่งที่เห็นกลับทำให้นางชะงัก เมื่อสามีที่สมควรจะนอนแผ่อยู่บนเตียงกลับหายตัวไปเหลือเพียงไออุ่นจางๆ บนฟูกเป็นหลักฐานว่ามีเคยคนอยู่ตรงนี้เมื่อไม่นานก่อนเพียงชั่วขณะนั้น ความอดทนที่อดกลั้นมาหลายวันพลันพลุ่งพล่านแตกกระจาย ราวกับหม้อต้มเดือดจัดจนฝาปิดกระเด็น เสียงกรีดร้องโกรธเกรี้ยวหลุดจากปาก ดวงตาคู่งามแดงก่ำ เส้นเอ็นบนขมับเต้นตุบๆ อย่างเด่นชัด มือกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดเสียงแหลมปรี๊ดของนางดังลั่น ข้าวของบางชิ้นแตกกระจาย บางชิ้นหล่นกระแทกพื้นดังสนั่น ความโกรธเกรี้ยวของเหม่ยจินฮวาทำเอาห้องข้างเคียง ห้องตรงข้ามรวมถึงชั้นบนชั้นล่าง ต่างพากันได้ยินและรีบแห่มาดูอย่างตื่นตระหนก ทว่านางหาได้สนใจไม่แต่กลับตะโกนเรียกหาเจ้าของโรงเตี๊ยมแทน โดยไม่สนใจเสียงด่าทอหรือสายตาสาปส่งของผู้คนแม้แต่น้อยเหม่ยจินฮวาถามกับผู้ดูแลโรงเตี๊ยมอยู่สองสามประโยคก็ได้ความว่า ตอนนี้เขา

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๒๔ มีวาสนาได้พบพาน

    กว่าจะเดินทางมาถึงชิงโจวก็ใช้เวลาหลายวัน แล้วยิ่งห่างภรรยาเกือบสองเดือน เซี่ยจวิ้นอี้ยิ่งไม่อาจข่มตาหลับได้ทั้งที่ร่างกายจะเหนื่อยล้าเพียงใดก็ตามเซี่ยจวิ้นอี้ออกจากโรงเตี๊ยม สายตาคมกริบกวาดมองถนนยามสายที่หาได้คึกคักเหมือนวันแรกที่มาถึง และยอมรับตามตรงว่า เขาไม่รู้แม้แต่ว่าควรเริ่มตามหาภรรยาจากที่ใดโรงเตี๊ยมที่พักอยู่เป็นกิจการของสกุลไป๋ แซ่เดียวกับภรรยา เมื่อซักถามอยู่พักใหญ่จึงได้ความว่า ในชิงโจวมีเพียงสกุลไป๋ตระกูลเดียว ทว่ามีเพียงบุตรชายสามคน หาได้มีสตรีตามที่เขาตามหาเพียงเท่านี้ก็พอให้เขามั่นใจได้แล้ว เขาจำได้ว่าไป๋ซูหนิงเคยเล่าเรื่องพี่ชายทั้งสามให้ฟัง เพียงแต่ตอนนั้นเขาอาจมัววุ่นอยู่กับงาน จึงไม่ได้ใส่ใจนัก ใครจะคิดเล่าว่าวันหนึ่งนางจะหนีจากจวนไปเช่นนี้ จนต้องการมาตามหาเซี่ยจวิ้นอี้เดินตามทางที่ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมแนะนำ อย่างน้อยก็ยังมีความหวัง สายตาคมสอดส่องไปทั่ว ไม่แน่ว่าจะบังเอิญอาจได้พบนางระหว่างทางก็ได้ทว่ากลับผิดคาด…ด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาคมคาย รูปร่างสูงกำยำ อาภรณ์ที่สวมใส่สะอาดสะอ้านและกลิ่นอายของขุนนาง ทำให้ระหว่างทางไม่ว่าผู้ใดต่างก็อดเหลียวมองไม่ได้ ราวกับถูกสะกดจนยา

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๒๓ เจตนาชัดเจน

    ไป๋ซูหนิงไม่รู้ว่าเมื่อวานพี่ชายทั้งสามของนางพูดอะไรกับนายท่านมู่บ้าง เหตุใดเช้าวันถัดมาจึงส่งรถม้าสกุลมู่มารับนางถึงที่จวนโดยไม่มีผู้ใดเอ่ยปากห้ามหรือแสดงท่าทีขุ่นเคืองไม่พอใจออกมาทางสีหน้า เพียงแค่กล่าวว่า เห็นนางอุดอู้เอาแต่อยู่ในจวนหลายวัน สมควรออกไปเดินเล่นผ่อนคลายบ้างไป๋ซูหนิงเพียงพยักหน้าหงึกๆ ออกมาอย่างว่าง่ายจวนสกุลไป๋อยู่ไม่ห่างจากตลาดนัก ทว่าตลอดทางนางเอาแต่นั่งเงียบ เก็บเงื่อนงำความสงสัยไว้ในใจ ไม่เอ่ยถามสักคำ เพียงทอดสายตามองเขาอย่างไม่วางใจจนกระทั่งเสียงล้อรถม้าหยุดลง“หากคุณหนูไป๋เปลี่ยนใจ ไม่อยากลงเดินแล้ว แต่อยากจะนั่งจ้องข้าเช่นนี้ ก็กลับดีกว่าหรือไม่ ข้าจะนั่งให้มองจนกว่าจะเบื่อ”มู่เหยียนเจ๋อรู้สึกได้ว่านางจ้องเขามาตลอดทาง ทั้งที่สงสัยมากแต่กลับนิ่งเงียบ เขาหันมาสบตากับนัยน์ตาเมล็ดซิ่งพอดีไป๋ซูหนิงชะงัก ก่อนเรียกสติกลับมา นัยน์ตาเมล็ดซิ่งกระพริบปริบๆ อย่างเก้อเขิน ริมฝีปากบางเม้มแน่น “วันนั้น…พี่ชายข้าพูดอะไรกับนายท่านมู่กันแน่”นางถามตรงๆ ไม่อ้อมค้อมมู่เหยียนเจ๋อลงจากรถม้า แล้วยื่นมือประคองนางลงอย่างระมัดระวัง สายตาคมเฝ้ามองทุกฝีเท้าราวกับกลัวว่าจะพลาดแล้วคว้

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๒๒ หมากในกระดาน

    ครั้งนี้ แม้จะไม่ได้พูดคุยกันสองคน ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่จับจ้องอยู่คุณชายไป๋ทั้งสามไม่เปิดโอกาสให้เศรษฐีมู่ผู้นี้ได้พูดคุยกับคุณหนูอย่างสงบแต่กลับชักชวนอีกฝ่ายมาดวลหมากด้วยกันเสียอย่างนั้น ทั้งที่ตอนแรกตั้งใจจะให้ดื่มน้ำชาเพียงจอกเดียว แล้วไล่ออกไปจากจวนทันที ทว่าด้วยความตั้งแง่ จึงอยากข่มขู่หยั่งเชิงเพียงชั่วพริบตา บรรยากาศในจวนกลับคุกรุ่น เต็มไปด้วยกลิ่นอายกดดันปกคลุมทั่วบริเวณสาวใช้ที่อยู่แถวนั้นพลันรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก ราวนั่งอยู่ตรงหน้ากระดานหมากเสียเอง ไม่ว่าจะสายตาจริงจัง สีหน้าเคร่งขรึมของคุณชายทั้งสามที่จ้องเขม็งนายท่านมู่ พลางทำให้พวกนางรู้สึกแทบกระอักกระอ่วนแทนไป๋ซูหนิงนอนเอนกายทอดสายตามองลานประลองหมากตรงหน้า รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าอย่างเบิกบาน“เสี่ยวเถา…เจ้าว่า พี่ชายของข้าจะแพ้หรือไม่”เสี่ยวเถาจ้องหมากกระดานอย่างตั้งใจ ก่อนจะปรายตามองคนถาม “คุณหนูว่าอย่างไรเจ้าคะ”“พี่ชายของข้าชอบดวลหมากมาก เกรงว่าคงฝีมือดีแต่กับนายท่านมู่ที่วันๆ คงดีดลูกคิดนับแต่เงิน” ไป๋ซูหนิงกล่าวตามที่เห็น แม้พี่ชายทั้งสามนั้นต่างมีนิสัยและความชอบต่างกัน ทว่าหากเมื่อใดว่าก็ชักชวนกันดวลมาก

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๖ หนทางรอดที่ริบหรี่

    ไป๋ซูหนิงรู้ดีว่าอีกฝ่ายยังคงเก็บความขุ่นเคืองจากเรื่องในอดีตไว้ในอก ทว่าเพียงเท่านี้ นางก็ถือว่ามากพอแล้ว สำหรับคนไร้ที่พึ่งพิงเช่นนาง อย่างน้อยก็มีที่ให้ซุกหัวนอนชั่วคราวโรงเตี๊ยมสกุลไป๋ตั้งอยู่ย่านการค้ากลางเมืองชิงโจว ผู้คนสัญจรขวักไขว่ไม่ขาดสาย แผ่นป้ายสลักอักษรไป๋เด่นเป็นสง่าเหนือ

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๔ ยามที่สิ้นหวัง

    เซี่ยจวิ้นอี้เจอกับไป๋ซูหนิงครั้งแรก เมื่อตอนที่อีกฝ่ายยังอายุเพียงแค่เจ็ดขวบเท่านั้นส่วนเขาเพิ่งมีอายุสิบห้าปีเต็ม ผู้ใดจะคาดคิดว่ามีวาสนาได้พบพานแล้วยังมีวาสนาได้ครองคู่อีก เด็กสาวที่เอ็นดูในวันวานกลับกลายเป็นภรรยาที่ร่วมกราบไหว้ฟ้าดินในวันนี้ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าฐานะพี่ชายหรือสามี…เซี่ยจวิ่น

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๓ หลีกหนีจากอดีต

    หลายปีก่อน ตั้งแต่จำความได้ นางก็เอ่ยปากเรียกบุรุษผู้นั้นว่าท่านพี่มาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งก้าวเข้าสู่จวนสกุลเซี่ยในฐานะภรรยาของเซี่ยจวิ้นอี้ ความคุ้นชินนั้นก็ยังไม่เคยเลือนหายไปความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขาในฐานะสามีภรรยา ไม่เคยมีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้นหรือบางทีอาจเป็นเพียงความเคยชินที่รู้นิสัยใจคอมานาน

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๒ หวนคืนกลับมา

    อากาศช่วงนี้แปรปรวนเสียจริง กลางวันแดดออกแต่พอตกกลางคืนกลับมืดครึ้ม ฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนักจนไม่ทันตั้งตัวเปรี้ยง!เสียงฟ้าคำรามดังก้องฟาดลงกลางลานจวนสกุลเซียวราวกับมีว่าผู้ใดกล้าฝ่าฝืนกฎสวรรค์ไป๋ซูหนิงสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมากลางดึก ลมหายใจหอบถี่จนหน้าอกกระเพื่อมสั่นไหว กรอบใบหน้าคนงามเปียกชุ่มไปด้วยเ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status