Mag-log inติดตัวมาอีก เอาเถอะ! ในเมื่อสวรรค์ส่งนางมาอยู่ในร่างนี้แล้ว นางก็จะใช้สิ่งที่มี พลิกชะตากรรมครั้งนี้ให้ดีที่สุด
สายลมยามพลบค่ำพัดหอบไอร้อนและฝุ่นทรายเข้าปะทะใบหน้า ขบวนเกวียนเนรเทศค่อย ๆ หยุดลงเบื้องหน้าทางเข้า "หมู่บ้านหินเดี่ยว"
ป้ายไม้เก่าผุพังเอียงกะเท่เร่จนแทบหลุดจากเสา ตัวอักษรบนป้ายเลือนรางตามกาลเวลา รอบด้านมีเพียงผืนดินแตกระแหง ซากบ้านดินพังทลาย และความเงียบงันชวนวังเวง มองไปทางใดก็แทบไม่เห็นร่องรอยของพื้นที่เพาะปลูกหรือแหล่งน้ำ
ทหารคุมขบวนไม่กล้าแม้แต่จะสบตากู้หลันซี หลังเหตุการณ์ระหว่างทาง พวกเขารีบช่วยกันยกสัมภาระของตระกูลกู้ลงจากเกวียนอย่างลุกลี้ลุกลน
"ของพวกเจ้าอยู่ครบแล้ว พวกข้ามีหน้าที่ส่งถึงหมู่บ้านเท่านั้น จากนี้ก็เอาตัวรอดกันเอาเอง"
พูดจบก็แทบไม่รอคำตอบ รีบหันหัวเกวียนแล้วเร่งจากไปทันที ราวกับกลัวว่าหากชักช้าอีกเพียงครู่เดียว สตรีผู้นั้นอาจเปลี่ยนใจหยิบ 'ยาพิษสลายกระดูก' ออกมาจัดการพวกเขาจริง ๆ
"พี่ใหญ่ ที่นี่น่ากลัวจังขอรับ"
กู้หมิงกอดแขนเสื้อของหลันซีแน่น ดวงตากลมโตมองซากปรักหักพังรอบตัวด้วยความหวาดหวั่น
"ไม่ต้องกลัว มีพี่ใหญ่อยู่"
หลันซีลูบศีรษะน้องชายเบา ๆ ก่อนประคองท่านยายที่เหนื่อยล้าจนแทบหมดแรงไปนั่งพักบนขอนไม้ใต้เพิงเก่า ซึ่งอย่างน้อยก็ยังพอมีหลังคาเหลืออยู่ครึ่งหนึ่งสำหรับกันลม
นางกวาดสายตามองรอบหมู่บ้านอย่างพิจารณา
บ้านเรือนพังเสียกว่าครึ่ง ถนนไม่มี ผืนดินแห้งจนแตกระแหง ผู้คนก็แทบไม่เห็นแม้แต่เงา หากเป็นผู้อื่นคงคิดว่านี่คือนรกบนดินที่ถูกสวรรค์ทอดทิ้ง แต่สำหรับกู้หลันซี ที่นี่กลับเป็นกระดาษเปล่าผืนใหญ่
ในเมื่อไม่มีอะไรเหลืออยู่ นางก็จะสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ด้วยมือของตนเอง
โครก... เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
กู้หมิงรีบใช้สองมือกุมท้อง ใบหน้าเล็กแดงขึ้นด้วยความอับอาย ก่อนเงยหน้ามองพี่สาวอย่างเกรงใจ
"หิวมากแล้วใช่หรือไม่" หลันซียิ้มอ่อนโยน ย่อตัวลงลูบศีรษะน้องชาย
"หิวขอรับ แต่หมิงเอ๋อร์ทนได้ พี่ใหญ่เองก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว"
"เด็กโง่ หิวก็บอกว่าหิว จะฝืนไปทำไม"
หลันซีบีบแก้มตอบของน้องชายเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมไปด้านหลังกำแพงดินที่พังทลายเพื่อหลบสายตาท่านยายกับกู้หมิง
ทันทีที่แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดมองเห็น นางก็เรียกใช้ระบบในใจ
ระบบร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงเปิดใช้งาน
แต้มคงเหลือปัจจุบัน 200 แต้ม
หมวดหมู่ที่เปิดใช้งาน อาหารกึ่งสำเร็จรูป
รายการสินค้าปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทันที
บะหมี่ถ้วยกึ่งสำเร็จรูปรสหมูสับต้มยำน้ำข้น 15 แต้ม
กระติกเก็บความร้อนพร้อมน้ำร้อน 10 แต้ม
ไส้กรอกรมควันหนังกรอบ 10 แต้ม
น้ำดื่มสะอาด 5 แต้ม
หลันซีกวาดตามองรายการเพียงครู่เดียว ก่อนตัดสินใจ
"แลกทั้งหมด"
ยืนยันการแลกเปลี่ยน
หักแต้มรวม 40 แต้ม
แต้มคงเหลือ 160 แต้ม
ส่งมอบสินค้าเรียบร้อย
เพียงพริบตา สิ่งของทั้งหมดก็ปรากฏขึ้นในมือของนาง
หลันซีไม่เสียเวลา นางแกะฝาถ้วยบะหมี่ ฉีกซองเครื่องปรุงเทลงไป จากนั้นจึงรินน้ำร้อนลงจนถึงขีดแล้วปิดฝาไว้
ไม่นานนัก กลิ่นหอมเข้มข้นของน้ำซุปหมูสับต้มยำก็ลอยออกมาจากถ้วย ทั้งกลิ่นพริกเผา เครื่องเทศ และรสเปรี้ยวหอมอันเป็นเอกลักษณ์ผสมผสานกันจนชวนให้น้ำลายสอ ก่อนถูกสายลมพัดกระจายไปทั่วบริเวณ
กลิ่นอาหารซึ่งไม่เคยปรากฏในโลกยุคนี้ลอยไปถึงเพิงพัก กู้หมิงสูดจมูกฟุดฟิดทันที
"หอมเหลือเกินพี่ใหญ่ นั่นกลิ่นอันใดหรือขอรับ" เด็กน้อยชะเง้อคอมองตามกลิ่นจนแทบตกจากขอนไม้
"นั่งดี ๆ ก่อน เดี๋ยวก็ได้กินแล้ว"
หลันซีเดินกลับออกมาพร้อมถ้วยบะหมี่ร้อนและไส้กรอกรมควัน ก่อนแบ่งอาหารให้ท่านยายกับน้องชาย
"กินเถิดเจ้าค่ะท่านยาย นี่เป็นบะหมี่น้ำซุปสมุนไพร กินร้อน ๆ จะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและมีเรี่ยวแรง"
กู้หมิงรับตะเกียบจากพี่สาวอย่างตื่นเต้น คีบเส้นบะหมี่สีเหลืองทองขึ้นมาเป่าเสียหลายครั้ง ก่อนรีบส่งเข้าปาก
ทันทีที่เส้นเหนียวนุ่มกับน้ำซุปรสเข้มข้นสัมผัสลิ้น ดวงตากลมโตก็เบิกกว้าง
"อร่อย อร่อยมากเลยขอรับพี่ใหญ่ เส้นทั้งนุ่มทั้งเหนียว น้ำซุปก็เปรี้ยวเผ็ดกลมกล่อม ข้าไม่เคยกินอะไรอร่อยเช่นนี้มาก่อนเลย" พูดจบก็รีบคีบอีกคำเข้าปาก แล้วก้มหน้าซดน้ำซุปอย่างเอร็ดอร่อยจนหลันซีอดหัวเราะไม่ได้
"ค่อย ๆ กิน ไม่มีใครแย่งเจ้า"
"ก็ข้าหิวนี่ขอรับ" เด็กน้อยตอบทั้งที่แก้มยังตุ่ย ทำเอาท่านยายหลุดยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ออกจากเมืองหลวง
หญิงชราลองจิบน้ำซุปร้อนเข้าไปสองสามคำ สีหน้าที่เหนื่อยล้าค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ก่อนมองถ้วยแปลกประหลาดในมือด้วยความสงสัย
"หลันซี ของประหลาดเช่นนี้ เจ้าได้มาจากที่ใดกัน"
หลันซีรู้ดีว่าคำถามนี้ต้องมาถึง นางจึงตอบอย่างใจเย็น
"สหายลับของหลานมอบให้มาเจ้าค่ะ เขาเคยเดินทางไปค้าขายยังดินแดนห่างไกลและมีของแปลกอยู่ไม่น้อย ท่านยายไม่ต้องกังวล ของเหล่านี้กินได้อย่างปลอดภัย ท่านกินให้อิ่มก่อนเถิด"
ท่านยายมองหลานสาวอยู่ครู่หนึ่ง แม้จะยังสงสัย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซักถามต่อ
"ได้ ยายเชื่อเจ้า"
ทว่าอาหารมื้อนี้ไม่ได้ดึงดูดเพียงคนในตระกูลกู้
สวบ... สวบ...
เสียงฝีเท้าหนักหลายคู่ดังขึ้นจากหลังซากบ้าน
หลันซีชะงักมือเล็กน้อย
ไม่ช้า ชายฉกรรจ์ร่างผอมโซเกือบสิบคนก็ทยอยออกมาจากเงามืด บ้างถือมีดพร้า บ้างถือท่อนไม้ เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง แต่แววตากลับดุดัน พวกเขากระจายตัวล้อมเพิงพักของตระกูลกู้ไว้อย่างรวดเร็ว
ชายร่างสูงใหญ่ผิวคล้ำ หนวดเครารุงรังเดินนำออกมา สายตาจับจ้องถ้วยบะหมี่ในมือกู้หมิงแทบไม่กะพริบ
"กลิ่นอาหารอันใดกัน เหตุใดจึงหอมถึงเพียงนี้" ชายหนวดเครากลืนน้ำลาย ก่อนตะคอกถามเสียงดัง
"พวกเจ้ามาจากที่ใด มีเสบียงดีซ่อนอยู่ใช่หรือไม่ ส่งออกมาให้พวกข้าเสียดี ๆ หากไม่อยากกลายเป็นศพเฝ้าหมู่บ้าน"
กู้หมิงสะดุ้งจนถ้วยบะหมี่แทบหลุดจากมือ รีบถอยไปกอดท่านยายแน่น
"พี่ใหญ่..."
"ไม่ต้องกลัว กินต่อเถิด" หลันซีเอ่ยโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
จากนั้นนางจึงยกกระติกขึ้นจิบน้ำช้า ๆ ก่อนเงยหน้าสบตาชายตรงหน้า สีหน้าเรียบเฉยจนอีกฝ่ายเป็นฝ่ายรู้สึกผิดสังเกตเสียเอง
"อยากกินหรือ"
ชายคนนั้นขมวดคิ้ว
"รู้แล้วยังจะถามอีก พวกข้าอดอยากมาหลายวัน หากเจ้าส่งอาหารรสเลิศนั่นมาแต่โดยดี พวกข้าอาจไว้ชีวิตยายแก่กับเด็กนั่น"
"ปากบอกว่าอดอยาก แต่ยังมีแรงถืออาวุธมาปล้นคนอื่น ดูท่าพวกเจ้าคงยังไม่หิวเท่าไร" หลันซีแค่นยิ้ม
"เจ้า..." ชายหลายคนเริ่มขยับอาวุธ
หลันซีจึงลุกขึ้นยืนช้า ๆ ท่ามกลางวงล้อม
"อาหารข้ามี และมีมากพอจะทำให้พวกเจ้าทุกคนอิ่มท้อง" ทันทีที่ได้ยินคำว่าอาหาร ดวงตาของชายฉกรรจ์หลายคนก็เปลี่ยนไป
หลันซีเห็นทุกอย่างชัดเจนจึงกล่าวต่อ
"แต่ข้าเป็นคนตระกูลกู้ ตระกูลกู้ไม่เคยทำการค้าที่ขาดทุน หากอยากกินอาหารรสเลิศที่พวกเจ้าอาจไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองอีกทั้งชีวิต ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทน"
"หน็อย นังหนูนี่พูดจาสามหาว" โจรคนหนึ่งตวาดอย่างโมโห พลางยกมีดพร้าขึ้นขู่"พวกข้าเป็นโจร อยากได้ก็แย่งเอา เหตุใดต้องจ่ายค่าตอบแทนให้เจ้า""เช่นนั้นก็ลองก้าวเข้ามา" หลันซีลดสายตาลง มือขวาค่อย ๆ สอดเข้าไปในแขนเสื้อเพียงการเคลื่อนไหวง่าย ๆ กลับทำให้ชายที่ยกมีดพร้าชะงักโดยไม่รู้ตัว"พวกเจ้าคิดว่าคนตระกูลกู้ถูกเนรเทศมาถึงชายแดนโดยไม่มีวิธีป้องกันตัวเลยหรือ ทหารคุมขบวนสามนายเพิ่งคุกเข่าขอชีวิตจากข้าไปเมื่อบ่าย หากพวกเจ้าคิดว่าคอของตนแข็งกว่าคมมีด หรือร่างกายทนต่อยาพิษสลายกระดูกได้ ก็ลองเข้ามาดู" คำพูดของนางไม่ได้ดังทว่าความมั่นใจและไอสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างบางกลับทำให้คนที่คุ้นเคยกับการปล้นชิงถึงกับนิ่งงันหัวหน้าโจรหรี่ตามองหลันซีเขาไม่ได้โง่ สตรีกับคนแก่และเด็กสามคนถูกส่งมายังหมู่บ้านหินเดี่ยว แต่กลับยังมีอาหารร้อนกลิ่นประหลาดกินอย่างสบายใจ ที่สำคัญทหารคุมขบวนซึ่งปกติชอบข่มเหงนักโทษกลับรีบจากไปทันทีที่ส่งพวกนางถึงที่นี่ เรื่องนี้ไม่ปกติแน่"เจ้าต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยน" น้ำเสียงของหัวหน้าโจรอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดหลันซียกมุมปากอย่างพึงพอใจ อย่างน้อยคนผู้นี้ก็ยังรู้จักดูสถานการณ์"ง่ายมา
ติดตัวมาอีก เอาเถอะ! ในเมื่อสวรรค์ส่งนางมาอยู่ในร่างนี้แล้ว นางก็จะใช้สิ่งที่มี พลิกชะตากรรมครั้งนี้ให้ดีที่สุดสายลมยามพลบค่ำพัดหอบไอร้อนและฝุ่นทรายเข้าปะทะใบหน้า ขบวนเกวียนเนรเทศค่อย ๆ หยุดลงเบื้องหน้าทางเข้า "หมู่บ้านหินเดี่ยว"ป้ายไม้เก่าผุพังเอียงกะเท่เร่จนแทบหลุดจากเสา ตัวอักษรบนป้ายเลือนรางตามกาลเวลา รอบด้านมีเพียงผืนดินแตกระแหง ซากบ้านดินพังทลาย และความเงียบงันชวนวังเวง มองไปทางใดก็แทบไม่เห็นร่องรอยของพื้นที่เพาะปลูกหรือแหล่งน้ำทหารคุมขบวนไม่กล้าแม้แต่จะสบตากู้หลันซี หลังเหตุการณ์ระหว่างทาง พวกเขารีบช่วยกันยกสัมภาระของตระกูลกู้ลงจากเกวียนอย่างลุกลี้ลุกลน"ของพวกเจ้าอยู่ครบแล้ว พวกข้ามีหน้าที่ส่งถึงหมู่บ้านเท่านั้น จากนี้ก็เอาตัวรอดกันเอาเอง"พูดจบก็แทบไม่รอคำตอบ รีบหันหัวเกวียนแล้วเร่งจากไปทันที ราวกับกลัวว่าหากชักช้าอีกเพียงครู่เดียว สตรีผู้นั้นอาจเปลี่ยนใจหยิบ 'ยาพิษสลายกระดูก' ออกมาจัดการพวกเขาจริง ๆ"พี่ใหญ่ ที่นี่น่ากลัวจังขอรับ"กู้หมิงกอดแขนเสื้อของหลันซีแน่น ดวงตากลมโตมองซากปรักหักพังรอบตัวด้วยความหวาดหวั่น"ไม่ต้องกลัว มีพี่ใหญ่อยู่"หลันซีลูบศีรษะน้องชายเบา ๆ ก่อนปร
นายทหารคนนั้นหัวเราะหยัน"น้ำมันหอมรึ ไหน เอามาสิ"มันก้มหน้าเข้ามาอย่างไม่ระวังตัว"อ๊ากกกกกกก!"เสียงร้องดังสนั่นไปทั่วขบวนเกวียน ละอองสเปรย์พริกไทยสูตรเข้มข้นพุ่งเข้าดวงตาและจมูกของนายทหารเต็ม ๆเพียงชั่วพริบตา ดวงตาทั้งสองข้างของมันก็แสบร้อนราวถูกไฟเผา น้ำตาไหลพราก หายใจติดขัดจนแทบขาดใจ"ตาข้า ตาข้า แสบ แสบจะตายแล้ว!" ชายร่างใหญ่ล้มกลิ้งลงกับพื้น กุมใบหน้าเอาไว้แน่น ร้องโหยหวนพลางดิ้นทุรนทุรายไม่ต่างจากสัตว์ที่กำลังถูกเชือด"หัวหน้า" ทหารอีกสองนายตกใจจนหน้าถอดสี รีบชักดาบออกจากฝักทันที"นังเด็กนี่ทำอะไรหัวหน้า!" แต่ยังไม่ทันที่พวกมันจะได้ขยับตัว หลันซีก็ก้าวข้ามร่างของนายทหารแผลเป็นอย่างรวดเร็วฟึ่บ!ร่างบางพุ่งเข้าไปประชิดทหารคนที่สองด้วยความเร็วเหนือความคาดหมายคมมีดเซรามิคสีขาวบริสุทธิ์ไร้ประกายสะท้อนแสง แตะลงบนหลอดลมของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำเพียงสัมผัสเบา ๆ ก็ทำให้ชายผู้นั้นตัวแข็งทื่อ ลมหายใจของเขาชะงักทันที"อย่าขยับ..." หลันซีกระซิบเสียงแผ่วข้างใบหูของอีกฝ่าย หากน้ำเสียงนั้นกลับเย็นเยียบยิ่งกว่าธารน้ำแข็ง"มีดเล่มนี้ทำจากหินเกล็ดหิมะหมื่นปี ไร้เงา ไร้สนิม คมกริบจนตัดเส้นเลือดใ
สายลมคิมหันต์อันร้อนระอุพัดหอบฝุ่นแดงฟุ้งกระจายปกคลุมทั่วเส้นทางเกวียนอันคดเคี้ยว เสียงล้อไม้ครูดบดก้อนหินดัง กุก...กัก...กุก...กัก สลับกับเสียงไอแห้งและเสียงถอนหายใจอันอ่อนล้าของผู้คนบนขบวนเนรเทศ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสิ้นหวังราวกับไม่มีวันได้เห็นแสงแห่งวันพรุ่งนี้ท้ายเกวียนเก่าโยกคลอนไปตามหลุมบ่อ กู้หลันซีในชุดผ้าป่านสีหม่นเนื้อหยาบนั่งตากแดดที่แผดเผาอย่างเงียบงัน มือเรียวที่แม้จะสั่นเพราะความเหนื่อยล้าแต่ยังคงอบอุ่น กอบกุมมือเหี่ยวย่นของหญิงชราผู้เป็นยายเอาไว้แน่น ราวกับหวังส่งผ่านกำลังใจให้อีกฝ่ายข้างกายนางคือกู้หมิง เด็กน้อยวัยเพียงห้าขวบขดตัวซุกอยู่มุมเกวียน ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้ ริมฝีปากแห้งแตกเพราะทั้งหิว ทั้งกระหาย แม้แต่เสียงสะอื้นยังเบาราวกับไม่มีเรี่ยวแรงเหลือ"พี่ใหญ่ ข้าหิวจังเลยขอรับ" เสียงเล็กแผ่วเบาจนแทบปลิวหายไปกับสายลม ทำให้หัวใจของหลันซีบีบรัดอย่างรุนแรงนางยกมือลูบศีรษะน้องชายอย่างอ่อนโยน ปลายนิ้วไล้ผ่านเส้นผมที่เต็มไปด้วยฝุ่นแดง ก่อนฝืนยิ้มบาง ๆ ให้เด็กน้อย แม้ภายในใจจะหนักอึ้งราวถูกหินพันชั่งกดทับครั้งหนึ่ง ตระกูลกู้เคยเป็นตระกูลกุนซือผู้ทรงเกียรติ เคียงข้







