LOGIN
‘โมซีย์ เมอร์เลอร์’
บนถนนสายด่วนในลอสแอนเจลิส MCLAREN - 720S สีดำล้วนสุดดุดันวิ่งเเล่นอยู่บนถนนอย่างเร่งรีบหลบหลีกจนน่าเวียนหัว สร้างความปั่นป่วนในเเกผู้สัญจรบนถนน กลัวจะเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน เเต่ใครเล่าจะรู้ว่าคนหลังพวงมาลัยชำนาญเเค่ไหน เเม้เธอจะเป็นผู้หญิงที่สวยมาก ผู้ชายได้เห็นเป็นต้องเอี้ยวคอมองจนเข็ด
การเร่งรีบนั่นเป็นเพราะงานประมูลในใจกลางลอสเเอนเจลิสใกล้เริ่มเเล้ว เธอไม่ได้มีหมายเหตุจะไปประมูล เเต่มีเหตุผลที่มากกว่าการประมูล…นั่นคือเก็บรองประธานาธิบดี เป็นคำสั่งจากเบื้องบนให้เก็บเขาในทันทีที่พบเห็นไม่ว่าจะเป็นที่ไหน
เธอมีหน้าที่เเค่ทำตามคำสั่ง ภารกิจจบรับเงินก็เเยกย้ายเเละงานนี้คงเป็นงานสุดท้าย เพราะเธอจะวางมือจากวงการนักฆ่าไปใช้ชีวิตเงียบสงบในเมืองอันเเสนไกลจากที่นี่
รถหรูสีดำชะลอความเร็วลงเมื่อใกล้ถึงหมาย เธอจอดรถเคียงกับรถที่จอดก่อนหน้า ร่างระหงใต้ชุดเดรสเนื้อซาตินสีเเดงเลือดหมู ประจักษ์ต่อสายตา ใบหน้าดุจนางฟ้าปั้นขึ้นมาสะกดสายตาเหล่ามหาเศรษฐีทั้งหลายให้มองจนตาเยิ้ม เธอส่งการ์ดเข้างานให้คนหน้าเคาท์เตอร์ ก่อนจะเข้าไปชมบรรยากาศในงาน
สายตาอันเฉียบคมกวาดมองหาเป้าหมาย เรดาสายตาจับเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังยืนพูดคุยกับใครบางคน คงเป็นเศรษฐีจากดูไบดูจากการเเต่งกาย หญิงสาวเดินไปหยิบเเก้วเเชมเปญ ยกขึ้นจิบนิดหน่อยเเละตรงดิ่งไปหาเป้าหมาย เเสร้งทำเป็นชนจนนํ้าเเชมเปญเลอะเสื้อสูทตัวน้อง
“โอ๊ะ! ตายเเล้ว ฉันนี่ซุ่มซ่ามจริง ๆ ขอโทษนะคะ” เธอรีบล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าขึ้นซับ เเม้รู้ว่ามันจะไม่เป็นผล “เเชมเปญคงซึมเข้าไปเเล้วค่ะ ถ้าไม่ว่าอะไรให้ฉันชดใช้ค่าเสื้อให้ไหมค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ เเค่นี้สบายมาก” เขาตอบกลบด้วยรอยยิ้ม ทว่าสายตานั้นกับจดจ้องเธออย่างหื่นกระหาย “ไม่ทราบคุณชื่ออะไรเหรอครับ”
“มิเชลล์ โบกี้ค่ะ”
“คุณมิเชลล์ชื่อสวยดี ผมเดวิดครับ คุณคงน่าจะรู้จักผมนะ ออกทีวีอยู่บ่อย ๆ”
“ค่ะ คุณรองประธานาธิบดี พี่ชายคุณสบายดีไหมค่ะ”
“สบายดีครับ วุ่น ๆ อยู่ในสภา จะว่าไปผมเองก็ไม่เคยเห็นหน้าคุณเลย เพิ่งเคยมาที่นี่เหรอครับ”
เธอพนักหน้าอย่างตรงไปตรงมา “ใช่เเล้วค่ะ เห็นพ่อกับพี่ชายชอบมางานประมูลบ่อย ๆ ฉันเลยอยากลองมาบ้าง”
“อ่อ เเล้วพ่อมิเชลล์ชื่ออะไรเหรอครับ เผื่อผมเจอจะได้ไปทักทาย”
“เมสัน โบกี้ค่ะ หาเจอในงานเเบบนี้คงยากค่ะ เพราะพ่อของฉันชอบประมูลรถมากกว่า คุณเดวิดชอบรถไหมค่ะ”
“ชอบครับ ผมไม่ชอบขับนะ เเต่ชอบสะสมเหมือนของเล่นเอาไว้ดู จริง ๆ วันนี้ก็มีงานประมูลอีกที่หนึ่งนะ ผมอยากไปที่โน้นมากกว่าที่นี่ซะอีก ถ้าไม่ติดตรงที่ว่าพ่อผมอยากได้เพรชสีนํ้าเงิน ผมคงไปเเล้วฮะ ๆ” เขาพูดติดตลก
“งานใกล้เริ่มขอตัวก่อนนะคะ” เธอโค้งศรีษะให้เขาเล็กน้อย กำลังจะเดินจากไปเขาก็คว้าข้อมือเธอไว้ ทำให้เธอกลับหน้าไปมองเขา “หืม?”
“ถ้าจบจากตรงนี้ คุณมิเชลล์จะไปไหนต่อไหมครับ”
“ทำไมเหรอค่ะ”
“อยากพาไปทัวร์ลอสเเอนเจลิสสองคนน่ะครับ ถ้าไม่รังเกียจนะ”
“ได้เสมอค่ะ เพราะคืนนี้ฉันว่างทั้งคืน”
งานประมูลเครื่องเพรชเริ่มอย่างเป็นทางการ เสียงชิงลงเงินเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการดุเดือดราวกับอยู่กลางสนามรบ เธอในคราบมิเชลล์ โบกี้ได้เเต่นั่งดูเข้าร่วมเป็นครั้งคราว เพราะยังไงซะเธอก็ดูจะไม่ได้อะไรเลย มีเเต่นักใจกล้ามือฉมังทั้งนั้น
จนมาถึงพระเอกของงาน นั่นคือเพรชเม็ดงามที่หายสาบสูญไปในท้องทะเลหลายร้อยปี กระทั่งปลายปีที่เเล้วนักประดาน้ำได้ค้นหาจนเจอ มันถูกนำมาทำเป็นเป็นสร้อยเเละนำมาใช้ในการประมูลให้เเก่เหล่าเศรษฐีทั้งหลาย
ความงามช่างสะกดตายิ่งยามเเสงสาดส่องความนํ้าเงินเปล่งประกายราวกับอยู่ใต้ทะเล นั่นไม่ใช่เป้าหมายของเธอ ส่วนเป้าหมายของเธอนั้นกำลังจับจ้องเธออยู่ หญิงสาวยังคงใจเย็นไม่ตะกุกตะกักใด ๆ ปล่อยให้มันเป็นเช่นนั้นน่ะดีเเล้ว
นาทีสำคัญเคลือบคลานเข้ามาเสียงทั้งห้องดังดุเดือดยิ่งกว่าคราวก่อน ถึงจะเเข่งขันกันไปเเค่ไหน ผลสุดท้ายเพรชเม็ดนั้นก็ตกไปอยู่ในมือของรองประธานาธิบดี สมเกียรติกับที่มาของมัน งานเลิกทุกคนต่างเเยกย้าย เธอกำลังเดินออกจากงาน เเต่เเล้วเขาก็ตามมาทวงคำสัญญาที่พูดไว้ก่อนงานเริ่ม
“คุณจะไปกับผมหรือผมไปกับคุณ”
สองเท้าหยุดชะงักทันที เธอกลับหลังไปมองเขาเเล้วตอบว่า “เเลวเเต่คุณสะดวกค่ะ ฉันอะไรก็ได้”
“งั้นเหรอครับ”
“ท่านครับ มันจะเป็นการดีกว่า หากท่านไม่ไปกับคนเเปลกหน้านะครับ พี่ชายคุณรู้เข้าคงโกรธเเน่ ๆ” บอดี้การ์ดดูเเลความปลอดภัยเอ่ยขึ้น อย่างเป็นกังวลสายตาเขามองเธอเเบบไม่ไว้ใจ
“เอ่อ..ฉันว่าไว้โอกาสหน้าดีกว่านะคะ เอาไว้เราสนิทกันมากกว่านี้ คุณคือคนสำคัญของประเทศ ฉันไม่อยาก-”
“ไม่ ๆ” เขาค้านเเล้วหันไปดุกับลูกน้องตัวเอง “ขอร้องนะ ฉันโตเเล้ว เธอก็เเค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ไปไม่นานหรอก”
“…” บอดี้การ์ดมองหน้าเธอเเล้วถอนหายใจ สุดท้ายก็ต้องยอมให้คนสำคัญไป
เขาไม่ได้ฟังคำเตือนจากบอดี้การ์ดไปกับหญิงสาวเเปลกหน้า เขาพาเธอขับรถเเล่นออกไปจากตัวเมือง ตลอดทางเขาชวนเธอคุยนั่นนี่ เเต่ภายใต้เสียงคุยกันเขาไม่รู้เลยว่าเธอได้เตรียมการพร้อมจะปิดชีพเขาเเล้ว กระทั่งเขาหยุดรถในที่มืด ๆ ไร้คน
นํ้าเสียงของเขาเงียบลง เธอหันไปมองเขาพร้อมกับคำถามว่า..
“หยุดรถทำไมค่ะ”
“เรามาเล่นอะไรสนุก ๆ กันไหม” เขาเอ่ยขึ้นด้วยโทนเสียงที่ต่างออกไปจากเดิม
“ยังไงค่ะ อั่ก!” เเต่ไม่ทันได้คำตอบเขาก็เอามือมาบีบคอเธอทำให้ทางเดินของลมหายใจติดขัด
“เล่นเเบบนี้ไง” นํ้าเสียงเย็นยะเยือกพูดกระซิบขึ้นข้างหู พร้อมกับเพิ่มเเรงบีบที่มือจนหน้าของเธอเริ่มถอดสี
เธอดิ้นไขว้คว้าหาออกซิเจน นอกจากเขาจะบีบคอเธอเเล้วเขายังซุกไซร้ซอกคอขาวอย่างกับโรคจิต เขาใช้มืออีกข้างกระชากชุดเดรสจนฉีกขาดเสื้อชั้นในลายลูกไม้เเละยอดอกนูนกลมกลึงโผล่ให้เห็น เขาโน้มหน้าลงใช้ปลายลิ้นเลียเนินอกขณะที่มือขับรวบรัดที่คอ ร่างระหงสั่นสะท้านเล็กน้อย เธอกัดฟัดใช้มือข้างหนึ่งดึงมีดสั้นออกมาจากขาเเทงมันเข้าที่เเขน
อีกฝ่ายคำรามด้วยความเจ็บปวด มันหน้าเขียวปั้ดโกรธสุดขีดมองเธอ เธอกอดออกซิเจนได้ไม่เยอะ เพราะหน้าที่สำคัญที่สุด เธอรวบมือเข้าที่คอของมันออกเเรงบีบ เดวิดดิ้นทุรนทุรายทั้งเจ็บทั้งหายใจไม่ออก เขาพยายามเเกะมือเธอออกจากคอ เเต่เธอไม่ปล่อยให้เขาได้ทรมานอยู่นาน ดึงปืนติดปลอกเก็บเสียงยิงเข้าที่หัว ภารกิจสุดท้ายของเธอจบลง
‘โมซีย์ เมอร์เลอร์’ นามจริง ๆ ของเธอ เธอพิงหลังกับเบาะหนัง หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบพร้อมกับดึงเเฟ้มประวัติของเดวิด เจนเนอร์ออกมาดู การก่ออาชญากรรมมากมาย เพราะมียศใหญ่ เลยไม่มีใครสามารถทำอะไรเดวิดได้ เธอปิดเเฟ้มโยนมันลงกลับที่เดิมปรายสายตามองไปยังคนกระทำผิด ที่เเม้เเต่กฎหมายก็มิอาจทำอะไรได้ เธอพ่นควันบุหรี่ใส่ซากศพของเดวิดที่เหลือเพียงชื่อ
ไม่ต้องคิดให้ยุ่งยากว่าเขาจะเป็นข่าวเเค่ไหน คนทั้งประเทศคงตกใจจนไม่อยากเชื่อสายตา คนที่จะช็อคมากที่สุดคงเป็น เควิน เจนเนอร์พี่ชายที่ครองตำเเหน่งประธานาธิบดีคนปัจจุบัน
เธอดับบุหรี่ที่สูบกำลังจะจัดการขั้นตอนต่อไป ทว่ามีคาซากิสีดำขับมาจอดเทียบรถของเธอ เธอหันไปมองสบกับมันเเค่วิเดียว เสียงปืนก็ดังเเล่นลูกกระสุนวิ่งผ่านกระบอกปืนทะลุศีรษะ ภาพทุกอย่างดับลงละทิ้งไว้เพียงความปรารถนาก่อนตาย
ตอนที่ 65‘บทสรุป’“ดูเเลฉันจากระยะไกลก็พอ” พูดจบเอินใช้ความมืดกำบังตนเดินหายเข้าไปยังอีกห้องหนึ่งตามคำบอกของไป๋ฮุ่ง เธอเดินไปตามคำบอกของคนในสายสื่อสารเรื่อย ๆ กระทั่งถึงจุดหนึ่ง หญิงสาวชะลอความเร็วของฝีเท้าลง เสียงพูดคุยอู้อี้ดังลอดผ่านรอยเเยกของประตู เธอขยับเข้าไปใกล้จ้องมองลอดเข้าไปจนถึงด้านใน เห็นเร็กซี่นั่งพิงกำเเพง โดยสองเเม่ลูกยืนเฝ้าไม่ห่าง ทว่าความมืดกำบังเธอไม่มิด ทำให้สัตว์เห็นตัวเข้า สัมผัสของปลายกระบอกปืนเเนบวางลงที่ศรีษะ เอินรีบยกมือขึ้นช้า ๆ “ดีมากสาวน้อย ร้ายนักนะ ลุกขึ้น” ผิงผิงสั่งเสียงเหี้ยมเอินไม่มีทางเลือกยอมทำตามเเต่โดยดี เธอถูกพาตัวเข้าไปในห้องที่มีสองเเม่ลูกอยู่ด้วย ผิงผิงทำการล็อคประตู หนทางเดียวที่จะรอดถูกปิดระงับ“ไหนลองพูดมาสิ ว่าพากันมากี่คน” ผิงผิงถามพร้อมจ่อปืนใส่เอิน กะว่าอีกฝ่ายคิดโกหกเธอจะลั่นไกใส่ทันที“ฉันมาคนเดียว” เอินยืนกรานหนักเเน่น“ยิงมันเลยผิงผิง ยิงมันตอนที่ยังมีโอกาส” หนิงเหมยยั่วยุ“หุบปากสักทีเถอะ! ฉันรำคาญเธอจะเเย่อยู่เเล้ว” ผิงผิงหันไปตะคอกเสียงดังใส่ ทำให้หนิงเหมยหน้าเสีย“นี่เธอว่าฉันเหรอ” “ใช่! ทุก ๆ อย่างที่มันพังก็เพราะเเกนั่น
ตอนที่ 64‘งานเลี้ยงที่มีเเค่เรา’วันที่นัดหมายเดินทางมาถึง เอินเเต่งองค์ทรงเครื่องด้วยสุดเดรสสีไข่มุขสวย ผมยาวปะบ่าถูกมัดรวบเป็นช่อบัว ใบหน้าเเต้มเเต่งเครื่องประทิน พรมกายดวยนํ้าหอมใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมงในที่สุดเธอก็เข้าที่ก่อนจะขึ้นรถซีฮันได้มอบเครื่องสื่อสารให้เธอ เอินติดเครื่องสื่อสารไว้ที่หูในทันที ด้วยความที่เจ้าเครื่องนี้มันเล็กมากหากไม่สังเกตดี ๆ คงไม่เห็น เขากวาดสายตามองเธอตั้งเเต่หัวจรดเท้าเเล้วพูดขึ้นว่า..“เธอสวยมาก”“ค่ะ” เอินตอบยิ้ม ๆ เเล้วมุดตัวขึ้นรถโดยมีไป๋ฮุ่งเป็นคนขับ“ระวังตัวด้วยนะ สักพักพวกฉันจะตามไป”“…” เอินพยักหน้ารับ ๆ รถหรูได้เคลื่อนตัวออกจากเขตบ้านเฉิน ขึ้นถนนสายหลักเดินทางไปตามจีพีเอส ระหว่างที่รออยู่นั้นผิงผิงได้ใช้ไอดีของเร็กซี่ทักหาเธอตลอดทาง เอินพิมพ์ตอบไปเเค่ไม่กี่คำก่อนจะปิดมือถือเเละเก็บมันลง เธอตั้งข้อศอกกับขอบกระจกรถเกยคางบนหลังมือมองลอดผ่านกระจกไปยังข้างนอก นัยน์ตาสะท้อนภาพท้องฟ้าอันกว้างใหญ่อมสีม่วง ดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวลับลงภูเขาลูกใหญ่ เเสงของดวงดาวค่อย ๆ ปรากฏ เวลาเดินไวกว่าที่เธอคิด เพียงเเค่ไม่นานก็จะคํ่าเเล้ว เธอถอนหายใจเเผ่วเบา เเละในที
ตอนที่ 63‘คำร้องขอ’เอินขับรถออกจากบ้านสวี เเล่นไปตามท้องถนนที่เต็มไปด้วยรถยนต์ รถประจำ เเละรถจักรยาน ท้องฟ้าค่อย ๆ มืดลงตามเวลา เธอขับรถด้วยความเร็วเอื่อย ๆ พลางสอดสายตามองไปยังนอกรถ ในหัวโล่งโจ่งไม่มีอะไรเลยเสมือนเท้าเธอที่เหยียบรถให้ไปข้างหน้าอย่างไม่มีจุดหมาย สุดท้ายเธอก็มาหยุดรถอยู่ที่หน้าซอกตึก สถานที่ที่เธอไม่ควรมา เอินลงจากรถปิดประตูอย่างเบามือ เธอก้าวเท้าเดินไปด้านหน้าภาพของจินกงถูกมัดเเละตัดอวัยวะชัดฉายเหมือนภาพช็อต เสียงโหยหวนดังอื้อในโสตประสาทการได้ยิน ทุกอณูคำชัดก้อง เธอหยุดสองเท้าหน้าประตูบ้านของคน ๆ หนึ่ง บ้านที่เธอไม่ควรมาอย่างยิ่งหญิงสาวยืนกํ่ากึ่งหน้าประตู เธอจ้องมันอยู่พักหนึ่งเเล้วเอื้อมมือไปจับลูกบิล กลไกลความปลอดภัยถูกทำลายทิ้งจนหมดคราบ เเค่บิดเบา ๆ ประตูก็เปิดออกเเล้ว เธออ้าบานประตูจนสุดเเสงไฟกิ่งดวงน้อยสาดกระทบเเผ่นหลังสะท้อนเงาฉายบนพื้นบ้าน เงาดำขยับพร้อมร่างต้นกลืนเข้าไปในความมืดเอินต้องล้วงเอามือถือเปิดโหมดไฟฉาย เธอกวาดไฟฉายไปรอบ ๆ รอยเลือดบาง ๆ ฝั่งลึกบนพื้น เอินไม่พูดอะไรเเค่มองดูคราบเลือดก่อนจะละสายตา เเละหมุนตัวจะเดินออกไป ทว่าไม่ท้นพ้นขอบประตูโทรศัพ
ตอนที่ 62‘ความจริงจากปากป๊า’ห่างหายไปนานพอกลับมาสิ่งเเรกที่เอินทำ คือเดินทางกลับไปยังบ้านของตน ในขณะเดียวกันเอินก็ได้ทราบข่าวจากปากคนใช้ในบ้านสวีอีกว่าคุณนายสวีได้ย้ายออกไปกับลูกชาย…ไปที่ไหนสักที่หนึ่งในเซี่ยงไฮ้ ละทิ้งลูกชายกับสามีไว้ เอินยืนอยู่กลางบ้านหลังใหญ่ตกเเต่งจีนล้วน ทว่ามันกลับเงียบสงัด เอินพอจะเดาได้ว่าคุณนายสวีไปที่ไหน เเต่ตอนนี้เรื่องนั้นยังไม่ใช่ เธอต้องการคุยกับป๊ามากกว่า เอินเดินขึ้นบรรไดตรงดิ่งไปยังห้องทำงาน เธอถามคนใช้ที่กวาดถูเเถวนั้นจึงรู้ว่าพ่อของเธออยู่ที่ไหนในเวลานี้ เอินเคาะประตูสามครั้งจึงจะเปิดเข้าไป พ่อของเขาครั้งล่าสุดที่เจอกันคือชายที่ล้มป่วยติดเตียงด้วยโรคประจำตัว ทว่าตอนนี้พ่อของเธอกลับดูดีขึ้น ร่างกายกลับมาดีอย่างน่าอัศจรรย์ สวีหยางอันวางปากกาหลังเห็นลูกชายของภรรยาคนรอง เขาลุกขึ้นเเล้วเดินมาหาเธอ เขาฉีกยิ้มดวงตากวาดมองลูกสาว ก่อนดึงร่างระหงเข้าสวมกอดด้วยความคิดถึงมหาศาลผละออก สวีหยางอันปัดเส้นผมบนหน้าลูกสาวพลางถามว่า..“เอินหายไปไหนมา รู้ไหมว่าป๊าเป็นห่วงเรามาก” เอินผลิยิ้มอ่อน “มีเรื่องต้องทำนิดหน่อยค่ะ” “งั้นเหรอ ป๊าเองก็มีเรื่องให้ทำเหมือนกัน
ตอนที่ 61‘การกลับมาของหลี่เอิน’นับเป็นเช้าที่เสียงดังยิ่ง พื้นบ้านสนั่นหวั่นสร้างความสงสัยให้เฉินซีซึ่งนั่งทำงานอยู่ในห้องไม่น้อย เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินออกจากห้อง ถึงได้รู้ว่าเหตุฉะไนพื้นบ้านถึงสนั่นราวกับเเผ่นดินไหว นั่นเป็นเพราะการปรากฏของคนคนหนึ่งน่าอัศจรรย์“เอิน” เขาเบิกตาโตกลมมองร่างระหงที่กำลังใกล้เขามาเรื่อย ๆ ใบหน้าของนิ่งเรียบราวกับนํ้าเย็นเฉียบปลายเท้าหยุดกึกตรงหน้าชายหนุ่ม หัวใจอันเเข็งกร้าวมองเขาอย่างไม่รู้สึกใด ๆ เว้นเเต่เฉินซีฮันที่จู่ ๆ ก็สืบเท้าเข้าคว้าเเขนเธอเข้าไปให้อ้อมอกเเกร่งเเล้วผละออกพร้อมกับถามไถ่เธอว่า..“เอินหายไปไหนมา รู้ไหมว่า-”“ฉันมาเเค่เเป๊บเดียวเดี๋ยวก็ไปเเล้ว” เธอตัดบทเเละไม่ปล่อยโอกาสให้อีกฝ่ายได้เอื้อนเอ่ย เขาพยักหน้าเบา ๆ อย่างเข้าใจ“มีอะไรที่ฉัน-”“ขอตัวก่อนค่ะ” เอินยิ้มอ่อน ๆ ปัดมือเขาลงจากเเขน เเล้วเดินผ่านเขาไปราวกับอากาศ ทันทีที่ปลายพ้นตัวชายหนุ่ม หญิงสาวผมสั้นเท่าติ่งหูก็วิ่งพรวดเข้ามาสวมกอดเธอทั้งนํ้าตา มุดหน้าเข้ากับอ้อมอก เอินผลิยิ้มก่อนยกมือขึ้นลูบไล้กลุ่มผมสีดำของฟางหรง หญิงสาวสะอื้นไห้พร้อมกับช้อนตาขึ้นมองคุณหนูของตน เเละเอ่ยถามด
ตอนที่ 60‘ห้วงฝันที่เเหลกสลาย’คำเตือน - เนื้อหาในตอนนี้มีการกล่าวถึงการตัดอวัยวะเเบบโจ่งเเจ้งการจูบของจินกงส่งผลให้หญิงสาวนอนไม่หลับจนถึงเช้า เธอลงมาจากห้องนอนเเต่เช้าพบว่าเร็กซี่กำลังยืนทำบางสิ่งอยู่ในครัว เอินเลยเดินเข้าไปหาด้วยความสงสัย ถึงได้รู้ว่านั่นชงชาร้อนอยู่ด้วย ด้วยผงที่เธอนำมาสกัดเอง“อรุณสวัสดิ์” เธอเอ่ยทักด้วยประโยคเดิมอีกครั้ง“อื้อ เธอชาอยู่เหรอ”“ใช่เเล้ว นอนไม่หลับใช่ไหม”เอินนั่งลงบนเก้าอี้ไม้หน้าเคาท์เตอร์ครัว “อื้อ นอนไม่ค่อยหลับเลย”“เหมือนกัน ฉันเลยหนีลงมาชงชานี่ไง”“เเล้วกินช้าเข้าไป จะช่วยให้หลับได้เหรอ”“จริง ๆ ชาที่ทำมีดอกคาร์โมมายอยู่ด้วยน่ะ มันจะช่วยผ่อนคลายนะ” เอินพนักหน้าเข้าใจนั่งดูเร็กซี่ชงชาไปเพลิน ๆ ทำให้ในที่สุดเธอก็ได้จิบขาของเร็กซี่ มันทั้งหอมรสชาติดีเเละผ่านคลายจากไอหอมของดอกคาร์โมมาย เมื่อจิบเข้าไปจะรู้สึกมันทีที่ว่ามันชวยเเค่ไหนทั้งความอุ่นเเละหอม“จริงสิ ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหม” เร็กซี่หันมาถาม “เอินทะเลาะอะไรกับจินกงเหรอ หมอนั่นเพิ่งออกไปเมื่อกี้เลย”“ไม่ได้ทะเลาะ เเค่มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยน่ะ”“นิดหน่อยจริงเหรอ เเต่สีหน้าหมอนั่นดูไ
‘ข้อสงสัยที่ไม่ได้คำตอบ’ตกลงกับว่าพี่สะใภ้ไว้ ทำให้เเพลนวันนี้มีเรื่องให้ออกมาข้างนอก เเต่ก็ดีเหมือนกันเพราะจะได้พบอะไรใหม่ ๆ บ้าง การที่ชีวิตได้ออกจาพื้นที่เเคบ ๆ ก็ทำให้มีสีสันเล็กน้อย เเละจุดที่เธอเลือกให้เเก่อลิซคือ ถนนหนานจิงหรือนานจิงเป็นย่านช็อปปิ้งเก่าเเก่ เเละใหญ่ที่สุดในเซียงไฮ้ ครอบคลุม
‘เก็บเกี่ยวข้อมูล’เป็นมื้อเช้าที่ทำให้หลี่เอินนึกเเปลกใจ เเต่ก็ไม่คิดอะไรมากเพราะเธอเองไม่มีเวลาต้องคิดเรื่องพวกนี้ ทุกคนล้วนเเต่มีหน้าที่เป็นของตัวเอง เธอในตอนนี้ก็มีหน้าที่ที่ต้องทำให้ลุล่วง หลี่เอินนั่งทานข้าวคนเดียวจนอิ่ม ละทิ้งหน้าที่เก็บกวาดให้คนใช้ เธอทำจนเริ่มชินเเละเดินขึ้นห้อง ขณะที่ปลา
‘เเมวดำ’วันต่อมาผิงผิงได้ส่งพัสดุมาให้เเต่เช้าพร้อมเเนบจดหมาย ‘ขอบคุณที่ช่วยงานหวังว่าขนมนี้จะถูกปากเอินนะ จากผิงผิง:3’ อ่านจบเธอถึงกับหลุดขำเบา ๆ ตัวคุณหนูหลี่รู้ดีว่าในกล่องนี้มีอะไร ขนมหวานเป็นเพียงข้ออ้างส่งของเท่านั้นเธอหอบหิ้วกล่องใบโตด้วยร่างเล็ก ๆ ขึ้นห้องของตัวเอง ลงกลอนประตูให้เรียบร้อย
‘ดอกไม้ของเฉินซีฮัน’คำพูดของหลี่เอินเหมือนรอยสักติดตริงในก้องหู วนเวียนซํ้า ๆ จนน่ารำคาญ ทว่าเขาก็ไม่อาจจะยอมรับคำพูดเเบบนั้นได้ การปฎิเสธของเธอทำให้เขาหงุดหงิดไม่นอน มันช่างตรงไปตรงมาจนหัวเสีย มองหลี่เอินเหมือนเห็นตัวเอง ถัดมาเช้านี้เขาจึงต้องหาอะไรทำตัดความรำคาญใจเฉินซีฮันเดินทางด้วยรถคู่ใจพลาง







