Masuk"ท่านพี่ ทำไมถึงตื่นมาแต่เช้าจังเจ้าคะ" หนิงเอ๋อถามขณะที่เธอก็ยังกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะเข้าใกล้สามี เพราะไม่รู้ว่าเขาจะอารมณ์ดีหรืออารมณ์ร้าย
"ข้าเห็นว่าเจ้าเหนื่อยมาทุกวัน วันนี้ข้าจะทำอาหารให้เจ้าและลูก ๆ กินเอง เสร็จแล้วข้าจะออกไปข้างนอกเสียหน่อย เจ้าอยู่ดูแลบ้านให้ดีนะ ตอนเย็นข้าจะกลับมา" จางเสี่ยวหนิงพูด
"เจ้าค่ะท่านพี่" หนิงเอ๋อทำตามคำสั่งของจางเสี่ยวหนิงทุกคำ เธอไม่เคยคิดจะขัดคำสั่งเลยแม้แต่น้อย แต่ในใจกลับรู้สึกว่าจางเสี่ยวหนิงเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
"โอ้โห...! ปลาทอดฝีมือท่านพ่ออร่อยที่สุดเลย" ลูกสาวคนรองอุทานออกมาพร้อมกับเบิกตาโต ขณะที่จางเสี่ยวหนิงตักปลาใส่จานให้กับลูกสาวและลูกชาย
"จริงหรือน้องรอง" ลูกชายหันมาถามก่อนจะรีบคีบปลาเข้าปากอีกคน "อร่อยจริง ๆ ด้วย ท่านพ่อของข้าทำกับข้าวอร่อยที่สุด"
ลูกชายคนโตเอ่ยชื่นชมผู้เป็นพ่อเป็นครั้งแรก ตั้งแต่เขาอายุได้สิบสองปีมาก็แทบจะไม่มีความทรงจำดี ๆ ระหว่างพ่อลูกเลยสินะ เสี่ยวอ้าวคิดในใจ
"หากเจ้าชอบก็กินเยอะ ๆ จะได้โตไว ๆ มาช่วยงานแม่เจ้าได้" จางเสี่ยวหนิงกล่าวกับลูกชายของเจ้าของร่างเดิม
"ข้าจะโตมาดูแลท่านแม่ ท่านพ่อ น้องรอง และท่านตาเป็นอย่างดีขอรับ" ลูกชายคนโตกล่าวด้วยเสียงหัวเราะคึกคัก บรรยากาศยามเช้าที่แสนสดใสทำให้ป้าฉิงอี้ คนสอดรู้สอดเห็นประจำหมู่บ้านที่แอบฟังอยู่เกิดความสงสัยและอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที
นางจึงเดินไปหาเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ และเริ่มนินทาตระกูลจาง "นี่พวกเจ้าได้ยินเสียงหัวเราะคึกคักของตระกูลจางดังออกมาหรือไม่" ป้าฉิงอี้ถามชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่เป็นเหล่าแม่บ้านซึ่งกำลังนั่งเด็ดผักเหี่ยว ๆ กันอยู่
"ข้าได้ยินตั้งแต่เช้าแล้วล่ะ ไม่รู้จะมีความสุขอะไรนักหนา กับแค่ปลาสิบตัว ไก่สองตัว" ชาวบ้านอีกคนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
"เป็นข้า ข้าก็หัวเราะมีความสุขนะ ที่สามีข้าสามารถหาเนื้อให้กินได้ ดีกว่าต้องมานั่งกินผักเหี่ยว ๆ หรือซุปผักทุกมื้อ" ชาวบ้านอีกคนพูดเสริม
"แต่พวกเจ้าคิดดูสิ! คนไร้ค่าอย่างจางเสี่ยวหนิงจะเอาปัญญาที่ไหนไปหาเนื้อหาปลามาได้ นอกจากจะไปลักขโมยเขามา" ป้าฉิงอี้พูดจาใส่ร้ายจางเสี่ยวหนิงเป็นฟืนเป็นไฟ
"ก็จริงอย่างที่ป้าฉิงอี้บอกนะ คนไร้ค่าที่ติดการพนัน ดื่มแต่สุราไปวัน ๆ อย่างจางเสี่ยวหนิงเนี่ยนะจะกลับตัว... เป็นไปไม่ได้!" ชาวบ้านพากันนินทาสนุกปาก
หลังจากมื้อเช้าผ่านไป จางเสี่ยวหนิงสะพายตะกร้าไว้บนหลัง เพื่อออกเดินทางไปจับปลาที่แม่น้ำซึ่งห่างจากหมู่บ้านห้ากิโลเมตรอีกครั้ง และเขาต้องการตรวจสอบ "ระบบ" ด้วยว่าตอนนี้ผลผลิตด้านในเป็นอย่างไรบ้าง
"ข้าจะรีบกลับมาพร้อมกับอาหารมื้อเย็น วันนี้เจ้าดูแลบ้านให้ดีนะหนิงเอ๋อ" จางเสี่ยวหนิงกล่าวกับภรรยา
"เจ้าค่ะท่านพี่ ข้าจะดูแลบ้านเป็นอย่างดี"
"ท่านพ่อ ข้าไปก่อนนะ" จางเสี่ยวหนิงหันไปบอกกับผู้เฒ่าจาง
"ไปเถอะ!" ผู้เฒ่าจางกล่าวเบา ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นลูกชายสะพายตะกร้าออกไปหาผักหาปลาด้วยตัวเอง เขาถึงกับต้องปาดน้ำตาออกมา
"ท่านพ่อ ท่านพี่เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ แม้จะเปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน แต่มันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นนะเจ้าคะ" หนิงเอ๋อเข้ามาปลอบผู้เฒ่าจางที่กำลังซับน้ำตา
"ข้าหวังว่ามันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงใจ ไม่ใช่การเสแสร้งนะหนิงเอ๋อ" พ่อเฒ่าจางยังคงไม่ไว้วางใจลูกชายของตนนัก
"ข้าก็หวังเช่นเดียวกับท่านเจ้าค่ะท่านพ่อ" หนิงเอ๋อหันมาพูดสมทบ
หลังจากก้าวขาออกจากบ้าน จางเสี่ยวหนิงก็เห็นชาวบ้านพยายามเดินตามเขาไปทุกที่เพราะอยากรู้ว่าเขาเอาปลาและอาหารมาจากไหน แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะหวงความลับอะไร
จางเสี่ยวหนิงเดินออกจากหมู่บ้านด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขารู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องและเสียงซุบซิบของชาวบ้านที่คอยเดินตามมาห่าง ๆ แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจนัก
"ก็มาดูกันเสียหน่อย ว่าคนไร้ค่าอย่างข้าจะหาปลาจากที่ไหน" เสี่ยวอ้าวพูดกับดวงวิญญาณเจ้าของร่างเดิม
ป้าฉิงอี้และชาวบ้านกลุ่มหนึ่งยังคงแอบติดตามจางเสี่ยวหนิงไปห่าง ๆ เขาเดินลัดเลาะไปตามทางเดินดินที่คุ้นเคย มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำโดยมีชาวบ้านกลุ่มใหญ่ที่ต้องการสอดแนมตามมา
พวกเขาสวมรอยทำเป็นมาหาของป่าหรือไปทำธุระใกล้ ๆ เพื่อไม่ให้จางเสี่ยวหนิงจับได้ แต่แท้จริงแล้วสายตาทุกคู่กลับจับจ้องไปที่ตะกร้าและท่าทางของเขาอย่างไม่วางตา
เมื่อมาถึงริมแม่น้ำที่เงียบสงบ จางเสี่ยวหนิงวางตะกร้าลงแล้วหันไปมองกลุ่มชาวบ้านที่ยังคงหลบซ่อนอยู่ตามพุ่มไม้ เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ถลกขากางเกงขึ้นเล็กน้อยแล้วเดินลงไปในน้ำที่ตื้นเขิน
ชาวบ้านที่ตามมาต่างพากันสงสัย "ดูสิ เขาทำอะไรของเขาน่ะ?" "จะจับปลาได้จริงหรือ? หรือแค่ออกมาเดินเล่นเฉย ๆ" "คอยดูเถอะ ถ้าเขาขโมยมาจริง พวกเราจะแจ้งทางการ"
จางเสี่ยวหนิงไม่ได้ใช้แหหรือเบ็ดตกปลาแบบที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำ แต่เขาใช้เพียงสุ่มดังปลาทำจากไม้ไผ่ ต้อนปลาเข้ามา และเพียงไม่กี่อึดใจ ก็ได้ปลาขนาดใหญ่ เข้าเริ่มได้ทีละตัวสองตัว ตัวขนาดใหญ่ เล็กคละกัน
"โอ้โห! มันเป็นไปได้ยังไง?" เสียงป้าฉิงอี้อุทานออกมาอย่างตกใจเมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า
จางเสี่ยวหนิงโยนปลาสองตัวนั้นใส่ตะกร้า จากนั้นเขาก็ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่เขามุดลงไปในน้ำ เขาจะกลับขึ้นมาพร้อมกับปลาในมือ ราวกับว่าพวกมันยินดีว่ายเข้ามาให้เขาจับเองง่าย ๆ
ชาวบ้านที่ตามมาต่างพากันอึ้ง พวกเขาไม่เคยเห็นใครจับปลาได้ง่ายดายขนาดนี้มาก่อน ยิ่งเป็นจางเสี่ยวหนิงคนที่พวกเขาตราหน้าว่าเป็นคนไร้ค่ายิ่งไม่น่าเชื่อ
เมื่อได้ปลามามากพอสมควร จางเสี่ยวหนิงก็แสร้งนั่งพักอยู่ริมฝั่งเพื่อหลบสายตาชาวบ้านที่ยังคงจับจ้องอยู่ แล้วจึงใช้ความคิดเพื่อเข้าสู่ "ระบบ" ของเขา
ภาพพื้นที่เพาะปลูกขนาดเล็กที่มีพืชผักและสมุนไพรเจริญเติบโตงอกงามในมิติส่วนตัวปรากฏขึ้นในใจของเขา
เมื่อได้ปลามามากพอสมควร จางเสี่ยวหนิงก็แสร้งทำเป็นว่านั่งพักอยู่ริมฝั่งเพื่อหลบสายตาชาวบ้านที่ยังคงจับจ้องอยู่ แล้วจึงใช้ความคิดเพื่อเข้าสู่ "ระบบ" ของเขา ภาพพื้นที่เพาะปลูกขนาดเล็กที่มีพืชผักและสมุนไพรเจริญเติบโตงอกงามในพื้นที่มิติส่วนตัวปรากฏขึ้นในใจของเขา
สถานะผลผลิต:
ปลา 10 ตัว (ขนาดกลาง) - พร้อมเก็บเกี่ยว
ผักกาดขาว: 5 หัว - พร้อมเก็บเกี่ยว
แครอท: 10 หัว - พร้อมเก็บเกี่ยว
สมุนไพรฟื้นฟู (ระดับ 1): เจริญเติบโตดี
จางเสี่ยวหนิงเก็บปลาและผักบางส่วนจากในระบบใส่ไว้ในตะกร้า ทำให้ตะกร้าของเขาดูแน่นและมีปลาหลากหลายชนิดมากขึ้น (ปลาในตะกร้า: มีปลาจากแม่น้ำจริงและปลาจากในระบบที่มีขนาดและชนิดต่างกัน เพิ่มผักกาดขาวหนึ่งหัวและแครอทสองหัว)
เขายิ้มอย่างพอใจ เมื่อมีแหล่งอาหารที่หลากหลายและไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการจับปลาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย จางเสี่ยวหนิงก็หันไปมองชาวบ้านที่ยังคงยืนมองด้วยความสงสัย
"วันนี้ข้าได้ปลามากพอแล้ว ขอตัวก่อนนะพวกท่าน" จางเสี่ยวหนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ แล้วสะพายตะกร้าที่เต็มไปด้วยปลาและผัก เดินกลับหมู่บ้านไปอย่างมั่นใจ
โดยมีชาวบ้านตามมาอย่างเงียบ ๆ ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งอิจฉา สงสัย และเริ่มยอมรับในความสามารถที่เพิ่งปรากฏให้เห็น
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นทันทีที่จางเสี่ยวหนิงเดินลับสายตาไป
"ไม่น่าเชื่อเลย! เขาจับปลาได้มากมายขนาดนั้นจริง ๆ!" ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว
ป้าฉิงอี้ที่ใบหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อยด้วยความอับอายและไม่พอใจยังคงไม่ยอมแพ้
"ถึงแม้จะจับปลาได้จริง แต่อาจจะเป็นเพราะปลาแถวนั้นมันโง่! คอยดูเถอะ เขาคงทำได้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว!"
"แต่ป้าฉิงอี้... ปลามันก็ไม่ใช่ว่าจะว่ายเข้ามาให้จับง่าย ๆ นะ" เพื่อนบ้านที่เคยร่วมวงนินทาเสริมขึ้นมาอย่างลังเล
"ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตระกูลจางคงจะมีกินไปอีกหลายวันแล้วสินะ" ป้าฉิงอี้แสดงออกถึงความอิจฉาตาร้อน เธออิจฉาตระกูลจางที่จู่ ๆ ลูกชายก็กลับตัวกลับใจ ทำให้ครอบครัวที่เคยยากจนกำลังจะไม่ต้องอดอยากเหมือนกับเธออีกต่อไป
ยามเช้าที่สดใสของเมืองจินหยาง แสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดส่องผ่านยอดไม้ไผ่เหล็กกล้าเข้ามาในโถงกลางจวนสกุลจาง กลิ่นหอมของน้ำส้มป่อยและธูปหอมกระจายไปทั่วบริเวณวันนี้เป็นวันที่จางเสี่ยวหนิงตั้งใจจะทำสิ่งที่ค้างคาใจมานาน เพื่อความมั่นคงของหัวใจผู้เป็นบิดาบนตั่งไม้แกะสลัก พ่อเฒ่าจาง นั่งตัวตรงแต่มีแววตาประหม่าเล็กน้อย ข้างกายของท่านคือ ป้าว่านชิง หญิงหม้ายวัย 50 ปี ผู้มีกิริยาเรียบร้อย และมีรอยยิ้มที่อบอุ่นนางคอยดูแลสำรับอาหารและหยูกยาให้พ่อเฒ่าจางมาโดยตลอดนับตั้งแต่จางเสี่ยวหนิงรับนางเข้ามาอยู่ในเรือนด้วยความสงสารในคราวที่นางไร้ที่พึ่งจางเสี่ยวหนิงเดินเข้ามาในโถงพร้อมกับ หนิงเอ๋อ ที่อุ้ม จางเพ่ยเพ่ย และมี จางหนี่ เดินเคียงข้าง ทุกคนแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีมงคลดูสง่างาม"ท่านพ่อ... ท่านป้าว่านชิง" เสี่ยวหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวานพลางทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าคนทั้งสอง"เสี่ยวหนิง... เจ้ามีธุระอันใดหรือลูก ถึงได้เรียกพวกเรามาพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้" พ่อเฒ่าจาง
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องก้องกังวานของเหล่าทหารที่ได้รับชัยชนะ จางเสี่ยวหนิงไม่ได้รอช้าเพื่อรับคำสรรเสริญ เขาควบม้าฝ่ากระแสลมมุ่งหน้ากลับสู่จวนสกุลจางด้วยหัวใจที่เต้นระรัวยิ่งกว่ากลองศึกในคราแรก เพราะสำหรับเขาแล้ว ชัยชนะเหนือข้าศึกนับหมื่นยังไม่สำคัญเท่าความปลอดภัยของดวงใจทั้งสามดวงที่รออยู่ในบ้านเมื่อมาถึงหน้าจวน เขาไม่ทันได้รอให้ม้าหยุดนิ่งสนิทดีก็กระโดดลงจากอาน ร่างสูงโปร่งก้าวพรวดเข้าไปในห้องโถงที่บัดนี้ปราศจากเสียงระเบิด แต่ยังคงอบอวลไปด้วยความตึงเครียด"ท่านพ่อ! หนิงเอ๋อ! ข้ากลับมาแล้ว!"ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างเล็กของ จางเพ่ยเพ่ย ในวัย 7 ขวบ ก็พุ่งออกมาจากมุมหนึ่งแล้วกอดขาเขาไว้แน่น ตามมาด้วย จางหนี่ พี่ชายวัย 12 ปี ที่แม้จะพยายามทำตัวสุขุมเป็นผู้ใหญ่ตามแบบบิดา แต่ดวงตาก็รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความดีใจ"ท่านพ่อ! ท่านปลอดภัย! มังกรดำพวกนั้นพ่ายแพ้ต่อหน้าไม้ของท่านแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?" เพ่ยเพ่ยเงยหน้าขึ้นถามเสียงใสเสี่ยวหนิงย่อตัวลงกอดลูกทั้งสองไว้แน่น "ใช่
เสียงกลองศึกดังกึกก้องประดุจฟ้าถล่มดินทลาย กองทัพมังกรดำจำนวนห้าหมื่นนาย เคลื่อนพลประชิดกำแพงเมืองจินหยาง ราวกับคลื่นยักษ์ ที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง เบื้องหน้าคือแม่ทัพฮวาเจี้ยน ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดและประสบการณ์ในสนามรบที่โชกโชน"ไอ้พวกกบฏจินหยาง! ลงมายอมจำนนซะดี ๆ ไม่เช่นนั้นเมืองนี้จะกลายเป็นสุสานของพวกเจ้า!" แม่ทัพฮวาเจี้ยนคำรามลั่น เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วทุ่งรบบนกำแพงเมือง จางเสี่ยวหนิงยืนเคียงข้างแม่ทัพเทียนอี้ หนิงเอ๋อ และนายอำเภอกู้ ใบหน้าของทุกคนนิ่งสงบผิดกับสถานการณ์เบื้องหน้า"ท่านพี่เทียนอี้... ถึงเวลาแสดงให้พวกเขาเห็นแล้วว่า 'ความเท่าเทียม' มีพลังมากแค่ไหน" จางเสี่ยวหนิงพูดเบา ๆ แต่มั่นคงเทียนอี้ยิ้มมุมปาก "ข้าเชื่อมั่นในท่านมาตลอดน้องชาย" เขาหันไปออกคำสั่งเสียงกึกก้อง "หน่วยอาสาพิทักษ์จินหยาง! เตรียมหน้าไม้!"กองทัพมังกรดำเริ่มเคลื่อนพลเข้าใกล้ ขุนพลฮวาเจี้ยนสั่งให้หน่วยพลธนูระดมยิงเปิดทางเพื่อลดขวัญกำลังใจ แต่ลูกธนูเหล่านั้นกลับไปไม่ถึงกำแพงเมือง
ย้อนกลับไปในช่วงก่อนศึกใหญ่... ในคืนที่พระจันทร์ถูกเมฆหนาทึบบดบังจนมืดมิด ณ กระท่อมกลางป่าไผ่ที่เป็นจุดนัดพบลับระหว่าง จางเสี่ยวหนิง และ แม่ทัพเทียนอี้ขณะที่เทียนอี้กำลังถ่ายทอดสถานการณ์ในราชสำนักให้เสี่ยวหนิงฟัง พลันสัญชาตญาณนักรบของเขาก็กระตุกวูบ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะขยับตัว"ระวัง!" เสี่ยวหนิงตะโกนลั่น พร้อมกับพุ่งตัวเข้าผลักเทียนอี้จนล้มลงไปกับพื้นฉึก! ฉึก! ฉึก!เข็มพิษสีดำสนิทสามเล่มปักเข้าที่พนักเก้าอี้ไม้ที่เทียนอี้นั่งอยู่เมื่อครู่ หากช้าไปเพียงเสี้ยววินาที เข็มเหล่านั้นคงเจาะทะลุลำคอของยอดแม่ทัพไปแล้วเงาดำสิบสองร่างปรากฏตัวขึ้นจากความมืดล้อมรอบกระท่อม พวกมันคือกลุ่มนักฆ่าที่แข็งแกร่งที่สุดของราชครูหวัง ที่ถูกส่งมาเพื่อเก็บกวาด "เสี้ยนหนาม" ทั้งสองคนพร้อมกัน"แม่ทัพเทียนอี้... วันนี้หัวของท่านต้องกลับไปพร้อมกับพวกเรา" หัวหน้านักฆ่าคำราม พลางวาดดาบสั้นที่อาบไปด้วยมนตราสีม่วงคล้ำเทียนอี้พยายามจะชักดาบใหญ่คู่กาย แต่เขากลับทรุดฮวบลง "พิ
แผนการสร้างเมืองที่ผาสุกของจางเสี่ยวหนิงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นระบบ ชาวบ้านหนึ่งพันคนที่ได้รับการสมัครมาใหม่ถูกคัดกรองอย่างเข้มงวดคนที่มีจิตใจซื่อสัตย์จะถูกส่งไปทำนาขั้นบันไดตามที่ประกาศไว้ ส่วนคนที่มีแววกล้าหาญและไร้ภาระผูกพันจะถูกแยกออกมาเพื่อเข้าสู่กระบวนการฝึกฝนเป็น"หน่วยอาสาพิทักษ์จินหยาง"จางเสี่ยวหนิงยืนอยู่บนยอดเขาเหลียนซาน มองลงมายังเมืองจินหยางที่บัดนี้ดูเหมือนป้อมปราการสีเขียวซึ่งค่อย ๆ ขยายตัวที่ดินเชิงเขาเหลียนซานไม่ใช่แค่ที่ทำนา แต่มันคือที่ตั้งของ "โรงเรือนเพาะชำมหาอำนาจ" ที่จางเสี่ยวหนิงใช้แต้มระบบอัปเกรดจนถึงขั้นสูงสุดแจ้งเตือนระบบ: เริ่มการผลิตหน้าไม้เหล็กกล้าไม้ไผ่คุณสมบัติ ตัวเรือนทำจากไม้ไผ่สีทองพันปีเสริมด้วยเหล็กกล้าจากมิติ มีน้ำหนักเบาแต่ยิงได้แรงกว่าหน้าไม้ทั่วไป 5 เท่ากระสุน: ลูกธนูอาบพิษสกัดจาก "หยดน้ำตาไม้ไผ่" (พิษแทรกซึมเข้าระบบประ
ในมุมมืดของป้อมสังเกตการณ์ จางเสี่ยวหนิงยืนดูความวินาศสันตะโรผ่านหน้าจอระบบอย่างใจเย็น ข้างกายเขาคือชายฉกรรจ์ 10 คนแรกที่ได้รับดื่ม "น้ำสกัดรากไม้ไผ่สีทอง" พวกเขาอยู่ในชุดรัดกุมสีดำ แววตาเป็นประกายวาววับดุจสัตว์ป่า"พวกเจ้า... เห็นหรือไม่? นี่คือผลของพวกที่คิดจะมาทำลายบ้านของเรา" จางเสี่ยวหนิงเอ่ยเสียงเรียบ "พวกโจรที่หลุดรอดจากกับดักเข้าไปในป่าได้ ข้าอนุญาตให้พวกเจ้าจัดการ... อย่าให้เหลือซาก""รับคำสั่งนายท่าน!"หน่วยอารักขาเงาพุ่งตัวออกไปจากป้อมด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ พละกำลังที่ได้จากน้ำยาเสริมกำลังทำให้พวกเขากระโดดข้ามกอไม้ไผ่ได้อย่างคล่องแคล่วพวกเขาเข้าประจัญบานกับโจรที่หลงเหลือด้วยความเงียบเชียบและรวดเร็ว เพียงการออกหมัดเดียวก็สามารถทำลายเกราะไม้ของโจรจนแตกละเอียดเวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ (15 นาที) ความวุ่นวายภายนอกก็สงบลง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณกำแพงไม้ไผ่ แต่ที่น่าสยดสยองกว่านั้นคือ รากของไม้ไผ่สีทองเริ่มเลื้อยขึ้นมาพันรอบร่างที่ไร้วิญญาณของพวกโจร แล้วค่อย ๆ







