Masuk"หนิงเอ๋อ! ข้ารู้แล้วว่าใครทำ!" จางเสี่ยวหนิงพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นที่เปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น
จางเสี่ยวหนิงรีบออกไปหาหนิงเอ๋อที่รออยู่ด้านนอกแล้วบอกว่า "ข้าไม่ได้แตะต้องเงิน แต่มีคนแอบเข้าบ้านเราในขณะที่เราไม่อยู่"
"ใครกันท่านพี่?" หนิงเอ๋อถามอย่างหวาดระแวง
"เป็นแผนการของป้าฉิงอี้! ข้าแน่ใจว่านางใช้ให้สามีของนางมาขโมยเงินเพื่อใส่ร้ายข้า" จางเสี่ยวหนิงกล่าวอย่างหนักแน่นพร้อมกวาดตามองไปรอบ ๆ
ผู้เฒ่าจางยังคงไม่เชื่อ "เหลวไหล! ป้าฉิงอี้เป็นเพื่อนบ้านกันมานาน นางไม่มีทางทำเรื่องชั่วช้าเช่นนั้น!" เขายังคงยืนกรานเพราะไม่เชื่อใจลูกชายตนเอง และคิดว่าคงกลับตัวไม่ได้ น่าจะเป็นคนขโมยเงินไปซื้อเหล้าและกลับไปเล่นการพนันอีกแน่
"ถ้าเช่นนั้นข้าจะพิสูจน์ให้ท่านเห็น ณ บัดนี้!" จางเสี่ยวหนิงคว้ามีดหั่นปลาที่เพิ่งลับเสร็จขึ้นมา ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
"ข้าจะไปที่บ้านป้าฉิงอี้และบังคับให้สารภาพ! ท่านพ่อ หนิงเอ๋อ พวกท่านจะอยู่ดูความจริงที่นี่ หรือจะไปเป็นพยานกับข้าที่นั่น?!"
ไม่รอคำตอบจากทั้งสอง จางเสี่ยวหนิงก็วิ่งออกจากบ้านไปในความมืด หนิงเอ๋อมองหน้าผู้เฒ่าจางอย่างไม่มั่นใจ แต่ด้วยความรักและความหวังที่มีต่อสามีคนใหม่ เธอจึงตัดสินใจติดตามเขาไป
"ลูกจะตามท่านพี่ไปเจ้าค่ะ! ลูกต้องรู้ความจริง!"
ผู้เฒ่าจางถอนหายใจยาว รู้สึกถึงความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ด้วยความกังวลในตัวลูกชาย เขาจึงตัดสินใจตามไปเช่นกัน
เมื่อไปถึงบ้านของป้าฉิงอี้ จางเสี่ยวหนิงก็พังประตูเข้าไปอย่างแรง ท่ามกลางความตกใจของสองสามีภรรยาที่กำลังนั่งหัวเราะอย่างมีความสุขกับแผนการที่กำลังจะประสบความสำเร็จ
"จางเสี่ยวหนิง! แกเข้ามาทำอะไรในบ้านคนอื่น! บุกรุกยามวิกาลอย่างนี้แกอยากติดคุกหรือไง!" ป้าฉิงอี้ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
จางเสี่ยวหนิงไม่พูดพร่ำทำเพลง เขากวาดสายตามองรอบห้องอย่างรวดเร็ว และสายตาของเขาก็หยุดอยู่ที่กระเป๋าเครื่องมือหาปลาของสามีป้าฉิงอี้ที่วางอยู่มุมห้อง เขาเห็นร่องรอยคราบโคลนที่คล้ายกับบริเวณรอบบ้านของเขา
"ไอ้เฒ่า! แกเป็นคนขโมยเงินของเมียข้าไปใช่หรือไม่?!" จางเสี่ยวหนิงตะคอกเสียงดัง พร้อมยกมีดหั่นปลาชี้ไปทางสามีของป้าฉิงอี้ สามีป้าฉิงอี้หน้าซีดเผือดด้วยความกลัว ป้าฉิงอี้เห็นท่าไม่ดีจึงรีบออกรับแทน
"พูดบ้าอะไรของแก! สามีข้านั่งดื่มชาอยู่กับข้าทั้งคืน! ไม่มีใครขโมยเงินของแกหรอก! แกคงจะเอาไปซื้อเหล้าแล้วลืมไปเองมากกว่า!"
จางเสี่ยวหนิงเดินตรงไปที่สามีของป้าฉิงอี้ และดึงกระเป๋าเครื่องมือออกมาอย่างรวดเร็ว
"ถ้าข้าผิดจริง... ก็พิสูจน์ให้พวกเขาทุกคนเห็นว่าแกบริสุทธิ์!" จางเสี่ยวหนิงกระตุ้นพลังแห่งการตรวจสอบขั้นสุดท้าย! เขาตรวจสอบกระเป๋าเครื่องมือ และรอยขาดของกางเกงที่สามีป้าฉิงอี้ใส่อยู่
ระบบแจ้งเตือน: ตรวจสอบเสร็จสิ้น! พบเศษผ้าที่ตรงกับร่องรอยที่สองภายในกระเป๋าเครื่องมือ และพบร่องรอยถุงเงินถูกซ่อนอยู่ในตะกร้าปลาเก่าที่ถูกทิ้งไว้ด้านนอกบ้าน!
จางเสี่ยวหนิงยิ้มเยาะอย่างเหี้ยมเกรียม "พวกแกไม่มีทางปฏิเสธได้แล้ว!"
เขาหันไปทางผู้เฒ่าจางและหนิงเอ๋อที่ยืนตกตะลึงอยู่หน้าประตู "ท่านพ่อ! หนิงเอ๋อ! เงินอยู่ที่นั่น! ในตะกร้าปลาเก่าด้านนอกบ้านพวกมัน!"
หนิงเอ๋อรีบวิ่งออกไปดูอย่างรวดเร็ว ทว่าเมื่อนางจะเข้าใกล้ตะกร้าปลาเก่า กลับถูกป้าฉิงอี้และสามีของนางขวางทางไว้
"นั่นพวกแกจะทำอะไร! ออกไปจากบ้านของข้านะ!" ป้าฉิงอี้และสามียังคงไม่ยอมพยายามขวางหนิงเอ๋อเพื่อไม่ให้เข้าใกล้จุดที่พวกเขาเก็บซ่อนเงินเอาไว้
"หากพวกท่านไม่ได้เอาเงินของบ้านข้าไป ก็อย่าขวางทาง ให้ข้าได้พิสูจน์ความจริง ว่าสามีของข้าพูดความจริงทุกประการ" หนิงเอ๋อพยายามวิ่งเข้าไปใกล้ตะกร้าปลาเก่า แต่สามีของป้าฉิงอี้กลับแสดงอาการพิรุธจนเห็นได้ชัด...
ยามเช้าที่สดใสของเมืองจินหยาง แสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดส่องผ่านยอดไม้ไผ่เหล็กกล้าเข้ามาในโถงกลางจวนสกุลจาง กลิ่นหอมของน้ำส้มป่อยและธูปหอมกระจายไปทั่วบริเวณวันนี้เป็นวันที่จางเสี่ยวหนิงตั้งใจจะทำสิ่งที่ค้างคาใจมานาน เพื่อความมั่นคงของหัวใจผู้เป็นบิดาบนตั่งไม้แกะสลัก พ่อเฒ่าจาง นั่งตัวตรงแต่มีแววตาประหม่าเล็กน้อย ข้างกายของท่านคือ ป้าว่านชิง หญิงหม้ายวัย 50 ปี ผู้มีกิริยาเรียบร้อย และมีรอยยิ้มที่อบอุ่นนางคอยดูแลสำรับอาหารและหยูกยาให้พ่อเฒ่าจางมาโดยตลอดนับตั้งแต่จางเสี่ยวหนิงรับนางเข้ามาอยู่ในเรือนด้วยความสงสารในคราวที่นางไร้ที่พึ่งจางเสี่ยวหนิงเดินเข้ามาในโถงพร้อมกับ หนิงเอ๋อ ที่อุ้ม จางเพ่ยเพ่ย และมี จางหนี่ เดินเคียงข้าง ทุกคนแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีมงคลดูสง่างาม"ท่านพ่อ... ท่านป้าว่านชิง" เสี่ยวหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวานพลางทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าคนทั้งสอง"เสี่ยวหนิง... เจ้ามีธุระอันใดหรือลูก ถึงได้เรียกพวกเรามาพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้" พ่อเฒ่าจาง
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องก้องกังวานของเหล่าทหารที่ได้รับชัยชนะ จางเสี่ยวหนิงไม่ได้รอช้าเพื่อรับคำสรรเสริญ เขาควบม้าฝ่ากระแสลมมุ่งหน้ากลับสู่จวนสกุลจางด้วยหัวใจที่เต้นระรัวยิ่งกว่ากลองศึกในคราแรก เพราะสำหรับเขาแล้ว ชัยชนะเหนือข้าศึกนับหมื่นยังไม่สำคัญเท่าความปลอดภัยของดวงใจทั้งสามดวงที่รออยู่ในบ้านเมื่อมาถึงหน้าจวน เขาไม่ทันได้รอให้ม้าหยุดนิ่งสนิทดีก็กระโดดลงจากอาน ร่างสูงโปร่งก้าวพรวดเข้าไปในห้องโถงที่บัดนี้ปราศจากเสียงระเบิด แต่ยังคงอบอวลไปด้วยความตึงเครียด"ท่านพ่อ! หนิงเอ๋อ! ข้ากลับมาแล้ว!"ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างเล็กของ จางเพ่ยเพ่ย ในวัย 7 ขวบ ก็พุ่งออกมาจากมุมหนึ่งแล้วกอดขาเขาไว้แน่น ตามมาด้วย จางหนี่ พี่ชายวัย 12 ปี ที่แม้จะพยายามทำตัวสุขุมเป็นผู้ใหญ่ตามแบบบิดา แต่ดวงตาก็รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความดีใจ"ท่านพ่อ! ท่านปลอดภัย! มังกรดำพวกนั้นพ่ายแพ้ต่อหน้าไม้ของท่านแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?" เพ่ยเพ่ยเงยหน้าขึ้นถามเสียงใสเสี่ยวหนิงย่อตัวลงกอดลูกทั้งสองไว้แน่น "ใช่
เสียงกลองศึกดังกึกก้องประดุจฟ้าถล่มดินทลาย กองทัพมังกรดำจำนวนห้าหมื่นนาย เคลื่อนพลประชิดกำแพงเมืองจินหยาง ราวกับคลื่นยักษ์ ที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง เบื้องหน้าคือแม่ทัพฮวาเจี้ยน ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดและประสบการณ์ในสนามรบที่โชกโชน"ไอ้พวกกบฏจินหยาง! ลงมายอมจำนนซะดี ๆ ไม่เช่นนั้นเมืองนี้จะกลายเป็นสุสานของพวกเจ้า!" แม่ทัพฮวาเจี้ยนคำรามลั่น เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วทุ่งรบบนกำแพงเมือง จางเสี่ยวหนิงยืนเคียงข้างแม่ทัพเทียนอี้ หนิงเอ๋อ และนายอำเภอกู้ ใบหน้าของทุกคนนิ่งสงบผิดกับสถานการณ์เบื้องหน้า"ท่านพี่เทียนอี้... ถึงเวลาแสดงให้พวกเขาเห็นแล้วว่า 'ความเท่าเทียม' มีพลังมากแค่ไหน" จางเสี่ยวหนิงพูดเบา ๆ แต่มั่นคงเทียนอี้ยิ้มมุมปาก "ข้าเชื่อมั่นในท่านมาตลอดน้องชาย" เขาหันไปออกคำสั่งเสียงกึกก้อง "หน่วยอาสาพิทักษ์จินหยาง! เตรียมหน้าไม้!"กองทัพมังกรดำเริ่มเคลื่อนพลเข้าใกล้ ขุนพลฮวาเจี้ยนสั่งให้หน่วยพลธนูระดมยิงเปิดทางเพื่อลดขวัญกำลังใจ แต่ลูกธนูเหล่านั้นกลับไปไม่ถึงกำแพงเมือง
ย้อนกลับไปในช่วงก่อนศึกใหญ่... ในคืนที่พระจันทร์ถูกเมฆหนาทึบบดบังจนมืดมิด ณ กระท่อมกลางป่าไผ่ที่เป็นจุดนัดพบลับระหว่าง จางเสี่ยวหนิง และ แม่ทัพเทียนอี้ขณะที่เทียนอี้กำลังถ่ายทอดสถานการณ์ในราชสำนักให้เสี่ยวหนิงฟัง พลันสัญชาตญาณนักรบของเขาก็กระตุกวูบ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะขยับตัว"ระวัง!" เสี่ยวหนิงตะโกนลั่น พร้อมกับพุ่งตัวเข้าผลักเทียนอี้จนล้มลงไปกับพื้นฉึก! ฉึก! ฉึก!เข็มพิษสีดำสนิทสามเล่มปักเข้าที่พนักเก้าอี้ไม้ที่เทียนอี้นั่งอยู่เมื่อครู่ หากช้าไปเพียงเสี้ยววินาที เข็มเหล่านั้นคงเจาะทะลุลำคอของยอดแม่ทัพไปแล้วเงาดำสิบสองร่างปรากฏตัวขึ้นจากความมืดล้อมรอบกระท่อม พวกมันคือกลุ่มนักฆ่าที่แข็งแกร่งที่สุดของราชครูหวัง ที่ถูกส่งมาเพื่อเก็บกวาด "เสี้ยนหนาม" ทั้งสองคนพร้อมกัน"แม่ทัพเทียนอี้... วันนี้หัวของท่านต้องกลับไปพร้อมกับพวกเรา" หัวหน้านักฆ่าคำราม พลางวาดดาบสั้นที่อาบไปด้วยมนตราสีม่วงคล้ำเทียนอี้พยายามจะชักดาบใหญ่คู่กาย แต่เขากลับทรุดฮวบลง "พิ
แผนการสร้างเมืองที่ผาสุกของจางเสี่ยวหนิงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นระบบ ชาวบ้านหนึ่งพันคนที่ได้รับการสมัครมาใหม่ถูกคัดกรองอย่างเข้มงวดคนที่มีจิตใจซื่อสัตย์จะถูกส่งไปทำนาขั้นบันไดตามที่ประกาศไว้ ส่วนคนที่มีแววกล้าหาญและไร้ภาระผูกพันจะถูกแยกออกมาเพื่อเข้าสู่กระบวนการฝึกฝนเป็น"หน่วยอาสาพิทักษ์จินหยาง"จางเสี่ยวหนิงยืนอยู่บนยอดเขาเหลียนซาน มองลงมายังเมืองจินหยางที่บัดนี้ดูเหมือนป้อมปราการสีเขียวซึ่งค่อย ๆ ขยายตัวที่ดินเชิงเขาเหลียนซานไม่ใช่แค่ที่ทำนา แต่มันคือที่ตั้งของ "โรงเรือนเพาะชำมหาอำนาจ" ที่จางเสี่ยวหนิงใช้แต้มระบบอัปเกรดจนถึงขั้นสูงสุดแจ้งเตือนระบบ: เริ่มการผลิตหน้าไม้เหล็กกล้าไม้ไผ่คุณสมบัติ ตัวเรือนทำจากไม้ไผ่สีทองพันปีเสริมด้วยเหล็กกล้าจากมิติ มีน้ำหนักเบาแต่ยิงได้แรงกว่าหน้าไม้ทั่วไป 5 เท่ากระสุน: ลูกธนูอาบพิษสกัดจาก "หยดน้ำตาไม้ไผ่" (พิษแทรกซึมเข้าระบบประ
ในมุมมืดของป้อมสังเกตการณ์ จางเสี่ยวหนิงยืนดูความวินาศสันตะโรผ่านหน้าจอระบบอย่างใจเย็น ข้างกายเขาคือชายฉกรรจ์ 10 คนแรกที่ได้รับดื่ม "น้ำสกัดรากไม้ไผ่สีทอง" พวกเขาอยู่ในชุดรัดกุมสีดำ แววตาเป็นประกายวาววับดุจสัตว์ป่า"พวกเจ้า... เห็นหรือไม่? นี่คือผลของพวกที่คิดจะมาทำลายบ้านของเรา" จางเสี่ยวหนิงเอ่ยเสียงเรียบ "พวกโจรที่หลุดรอดจากกับดักเข้าไปในป่าได้ ข้าอนุญาตให้พวกเจ้าจัดการ... อย่าให้เหลือซาก""รับคำสั่งนายท่าน!"หน่วยอารักขาเงาพุ่งตัวออกไปจากป้อมด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ พละกำลังที่ได้จากน้ำยาเสริมกำลังทำให้พวกเขากระโดดข้ามกอไม้ไผ่ได้อย่างคล่องแคล่วพวกเขาเข้าประจัญบานกับโจรที่หลงเหลือด้วยความเงียบเชียบและรวดเร็ว เพียงการออกหมัดเดียวก็สามารถทำลายเกราะไม้ของโจรจนแตกละเอียดเวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ (15 นาที) ความวุ่นวายภายนอกก็สงบลง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณกำแพงไม้ไผ่ แต่ที่น่าสยดสยองกว่านั้นคือ รากของไม้ไผ่สีทองเริ่มเลื้อยขึ้นมาพันรอบร่างที่ไร้วิญญาณของพวกโจร แล้วค่อย ๆ







