Masukเสี่ยวอ้าวที่อยู่ในร่างของจางเสี่ยวหนิงได้ยินเสียงลูกสาวร้องไห้จึงรีบเข้ามาดู เหมือนจะโดนผึ้งต๋อยเข้าที่แก้ม “เจ้าเป็นอะไรไปจ่างเพ่ยเพ่ย” (เสี่ยวอ้าว)ในร่างของจางเสี่ยวหนิงวิ่งเข้ามาอย่างไว
“ท่านพ่อ ข้าเจ็บ!” ลูกสาวตัวเล็กของเจ้าของร่างร้องไห้จนตัวโยน
“ท่านพ่อ! ท่านทำอะไรน้องรอง ท่านตีนางหรือ”เมื่อลูกชายคนโตได้ยินเสียงน้องสาวก็รีบวิ่งเข้ามาปกป้องโดยไม่รั้งรอ
“ข้าไม่ได้ทำอะไรนาง...ข้าก็ไม่รู้ว่านางเป็นอะไร” (เสี่ยวอ้าว)ถึงกับปวดหัว เพราะความชั่วของเจ้าของร่างเดิมเคยทำไว้ ทำอะไรก็คงไม่มีใครเชื่อใจแม้กระทั่งลูกแท้ ๆ ของเขาเอง
หนิงเอ๋อ ได้ยินเสียงดังจากในห้อง เธอจึงรีบวิ่งมาดูเหตุการณ์ทั้งหมดและพร้อมกางปีกปกป้องลูกทั้งสองอีกครั้ง ไม่ว่าสามีจะตีนางยังไงนางก็ทน นางด้านชาและตายด้านกับความรู้สึกที่โดนรังแก
"ท่านแม่! ท่านพ่อกำลังจะตีน้องรอง ข้าเข้าไปปกป้องน้องรองมา!" เสียงลูกชายคนโตร้องไห้สะอึกสะอื้นฟ้องผู้เป็นแม่
“ท่านพี่ข้าขอร้อง อย่าตีลูกเลยเขายังเด็ก” นางรีบอุ้มลูกสาวขึ้นมาปลอบ พลันเห็นใบหน้าบวมแดงจนตาปิด
“ข้าไม่ได้ทำอะไรนาง แต่ดูเหมือนนางจะโดนผึ้งต่อยเข้าที่ใบหน้า ต้องรีบเอาเหล็กในออก แล้วหายาสมุนไพรแก้ปวดมาให้นาง” (เสี่ยวอ้าว)รีบจัดการทุกอย่าง แต่เขาไม่รู้จักสมุนไพรจึงคิดจะให้ระบบช่วยจัดยาแก้ปวดจากโลกอนาคตให้ ไม่รู้จะได้หรือไม่
“ใช่เจ้าค่ะท่านพี่...หนิงเอ๋อทำหน้ารู้สึกผิด “ข้าขอโทษที่เข้าใจท่านผิด..ข้าคิดว่าท่าน...”
“เจ้าคิดว่าข้าตีนางซินะ ...”(ข้าไม่แปลกใจหรอกข้าเจ้าเข้าใจยังนั้น..เฮ้อเจ้าของร่างนะเจ้าของร่าง ไม่รู้ไปทำความชั่วอะไรไว้อีกม้างงง...)
"เจ้าทั้งสองรีบขอโทษท่านพ่อของเจ้า แล้วเจ้ารีบพานางไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวแม่จะหาสมุนไพรแก้ปวดมาให้" หนิงเอ๋อปลอบประโลมลูกทั้งสองด้วยความอ่อนโยน แม้ว่าจางเสี่ยวหนิงเจ้าของร่างเดิมจะทำร้ายตบตีเธอมากแค่ไหน แต่ด้วยหัวใจที่ใสซื่อบริสุทธิ์และรักเพียงจางเสี่ยวหนิงผู้เป็นสามี เธอจึงไม่เคยคิดที่จะทอดทิ้งเขาไปไหนเลย หวังเพียงว่าความรักของเธอจะเปลี่ยนเขาได้เข้าสักวัน
"ขอรับท่านแม่" ลูกชายคนโตสำนึกผิดที่เข้าใจบิดาผิดก็ก้มหน้า “ข้าขอโทษขอรับ ท่านพ่อ” ลูกชายคนโตจูงมือน้องรองคนเล็กไปนอนพักผ่อน จางเสี่ยวหนิงก็พยักหน้าแล้วเดินออกจากห้องไป
เวลาผ่านไปพักใหญ่ หนิงเอ๋อเห็นสามีหายไปนานสองนาน นางจึงรีบออกมาดูว่าจางเสี่ยวหนิงกำลังทำอะไรอยู่ในครัว
แต่เมื่อเธอเดินออกมา กระสอบถ่านสิบกระสอบที่เคยตั้งเด่นตระหง่านอยู่กลับหายไปอย่างสิ้นเชิง มันเป็นกระสอบถ่านที่พ่อเฒ่าจางเก็บสะสมไว้เพื่อจะเอาไว้ขายส่วนหนึ่ง และเก็บไว้ใช้เป็นเชื้อเพลิงในช่วงฤดูหนาวที่ใกล้จะมาถึงในอีกสองเดือนข้างหน้า
หนิงเอ๋อตกใจมากที่เห็นว่าทุกอย่างหายไปอย่างไร้ร่องรอย เธอรีบวิ่งไปหาผู้เป็นสามี จางเสี่ยวหนิงที่กำลังทำอะไรบางอย่างในครัวอย่างขะมักเขม้น ภาพที่หนิงเอ๋อเห็นคือตัวของจางเสี่ยวหนิงผู้เป็นสามีเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดเต็มไปหมด
"ท่านพี่ ท่านทำอะไรอยู่?" หนิงเอ๋อตกใจจนหน้าถอดสี เมื่อเห็นสภาพเลือดท่วมตัวของสามีที่เดินออกมาจากครัว
"หนิงเอ๋อ มานี่สิ" จางเสี่ยวหนิงเรียกภรรยาของเจ้าของร่างให้เดินเข้ามาหา
"ไม่! ท่านพี่จะโหดร้ายถึงขนาดฆ่าแกงกันได้ลงคอเลยหรือ?"
หนิงเอ๋อกลัวจนถอยหลังหนี เพราะภาพความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตที่เธอถูกทั้งบีบคอและตบตีทรมานสารพัดวิธี ทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่าสามีจะใจร้ายถึงขนาดฆ่าเธอได้ลงคอ
"ข้าฆ่าอะไรกันเล่า ข้าจะให้เจ้าไปดูไก่ในครัว ว่ายังเหลืออีกตัวหนึ่ง จะสามารถทำอย่างอื่นได้หรือไม่" จางเสี่ยวหนิงรีบเอามือที่เปื้อนเลือดเช็ดไปที่เสื้อ แล้วชี้ไปที่ไก่อีกตัวหนึ่งที่ยังไม่ได้เชือด
"ไก่หรือเจ้าคะ? ท่านพี่ไปเอาไก่มาจากไหน ในหมู่บ้านนี้แทบจะไม่เหลืออาหารแล้วนะเจ้าคะ ทุกคนไม่ได้กินเนื้อกันมาเป็นแรมปีแล้ว" หนิงเอ๋อกล่าว
"เจ้าไม่ต้องรู้หรอกว่าข้าเอามาจากไหน แต่ข้าให้เจ้าเข้าไปทำอาหารที่เหลือให้ท่านพ่อและเด็ก ๆ กินในมื้อนี้ ก่อนที่จะอดตายกันหมด" จางเสี่ยวหนิงรีบพูดเสียงเข้ม
"เจ้าค่ะ ข้าจะทำเดี๋ยวนี้ ท่านพี่ไม่ต้องเป็นกังวล" หนิงเอ๋อรีบเข้าครัวอย่างกระวนกระวาย ทั้งกลัวทั้งระแวง
เธอเห็นไก่ทอดตัวใหญ่วางอยู่บนโต๊ะส่งกลิ่นหอมหวล เสียงท้องของเธอร้องจ๊อก ๆ นี่เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เธอไม่ได้สัมผัสเนื้อสัตว์ นอกจากผักป่าหรือหัวมันซึ่งก็นาน ๆ ทีจะได้กิน
หนิงเอ๋อประกอบอาหารเย็นขึ้นมา มีเมนูไก่ตุ๋นน้ำแกง และไก่ทอดตัวใหญ่ที่จางเสี่ยวหนิงทอดเอาไว้ เมื่อถึงเวลามื้อเย็น หนิงเอ๋อจึงเรียกเด็ก ๆ และไปพยุงพ่อเฒ่าจางผู้เป็นบิดาของสามีออกมาจากห้อง
"ทุกคนออกมากินอาหารเย็นกันเร็ว" หนิงเอ๋อเรียกทุกคนออกมา ทว่าเมื่อมาถึงโต๊ะกลับไม่มีใครกล้าแตะต้องไก่เลยสักคน
"ท่านแม่ ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม น่องไก่!" เสียงของน้องรอง เด็กหญิงตัวเล็กถามขึ้น
"เจ้าไม่ได้ฝันไปหรอก ท่านพ่อของเจ้าเป็นคนนำไก่ทั้งสองตัวนี้กลับมา" หนิงเอ๋อบอกกับลูกทั้งสอง
"จางเสี่ยวหนิง ลูกชายที่ไม่ได้เรื่องของข้าน่ะหรือ เป็นคนนำไก่สองตัวนี้กลับมา?" พ่อเฒ่าจางเองก็ไม่เชื่อหู
"ข้าพูดจริงท่านพ่อ ท่านพี่เป็นคนนำไก่สองตัวนี้กลับมา ท่านบอกว่าให้ข้าทำอาหารรอแล้วท่านจะรีบกลับ นี่ก็นานแล้วท่านพี่ยังไม่กลับมาเลย หรือว่าท่านพี่จะกลับไปที่โรงพนันอีกแล้ว?" หนิงเอ๋อพูดพลางน้ำตาไหลนอง
กลิ่นหอมเย้ายวนของไก่ทอดและซุปไก่ที่ชาวบ้านไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนานลอยไปตามลม ทุกคนที่ได้กลิ่นต่างเดินตามกลิ่นนั้นมาจนมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของจางเสี่ยวหนิง
"นี่บ้านยากจนของจางเสี่ยวหนิงทำอะไรกินกัน ถึงได้หอมฟุ้งไปทั้งหมู่บ้านแบบนี้?"
ป้าฉิงอี้ที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านเดินตามกลิ่นมา พร้อมกับชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่เป็นหญิงสาวก็ตามมาด้วยเช่นกัน
"นั่นสิ ข้าก็ได้กลิ่นหอมเหมือนเนื้อเลย" ชาวบ้านหยุดยืนดู หนิงเอ๋อที่เห็นคนมามุงจึงรีบออกมาถาม "พวกป้ามาทำอะไรกันที่หน้าบ้านของข้า?" หนิงเอ๋อสงสัย
"วันนี้บ้านของพ่อเฒ่าจางทำอะไรกิน ส่งกลิ่นหอมไปทั้งหมู่บ้านเชียว" หนิงเอ๋อหน้าซีดลงเล็กน้อย เธอกลัวเหลือเกินว่าชาวบ้านจะเข้ามาแย่งอาหารของครอบครัวไป
"คือว่า... เรื่องของครอบครัวข้าไม่เกี่ยวกับพวกท่าน พวกท่านกลับไปเถอะ" หนิงเอ๋อออกปากไล่ป้าฉิงอี้และชาวบ้านคนอื่น ๆ ให้พ้นจากหน้าบ้าน
"ทำไม? มีของดีกินแล้วไม่คิดจะแบ่งพวกเราบ้างหรือ? มีของดี ๆ กินกันตั้งแต่เมื่อไหร่? สามีของเจ้าก็แค่คนขี้ขโมยไม่ได้เรื่อง จะเอาอะไรมากินดีอยู่ดีได้" ป้าฉิงอี้พูดขึ้น
"ใช่ ๆ สามีของนางเป็นผีพนัน ทั้งไม่เอาไหนและขี้ขโมย หากพวกเจ้ามีไก่มีเนื้อกิน ก็ต้องเอามาแบ่งพวกข้า เพราะสามีของเจ้ามักจะมาขโมยของบ้านข้าเป็นประจำ" ป้าฉิงอี้สำทับอีกครั้ง
"นี่เป็นเนื้อที่ท่านพี่ของข้าหามาด้วยความยากลำบาก พวกท่านอยากกินก็ไปหากินกันเองสิ ออกไปให้พ้นจากบ้านข้านะ!" หนิงเอ๋อทำใจดีสู้เสือเพื่อปกป้องคนในครอบครัว
"ได้ยังไงล่ะ เจ้ารู้หรือไม่ว่าผัวเจ้าเคยมาขโมยผักบ้านข้าไปด้วยนะ" ชาวบ้านอีกคนหนึ่งพูดเสริม
"ใช่ อย่าว่าแต่ผักเลย ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ผัวเจ้าก็หยิบฉวยเอาไปหมด หากเจ้ามีแบบนี้เจ้าก็ต้องแบ่งพวกข้า เพราะข้าถือว่าเป็นผู้มีพระคุณของบ้านที่ยากจนอย่างตระกูลจาง ถ้าไม่มีพวกข้า ตระกูลจางอดตายไปนานแล้ว" ป้าฉิงอี้ยังคงพูดด้วยความเห็นแก่ตัว
"ตระกูลจางไปเป็นหนี้บุญคุณป้าฉิงอี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? หากท่านพี่ข้าทำเช่นนั้นจริง ป้าฉิงอี้ก็เอาหลักฐานออกมาสิ!" หนิงเอ๋อยังคงยืนกรานหนักแน่น
"หนอย เด็กคนนี้! ต้องตบสั่งสอนเสียบ้าง!" ป้าฉิงอี้ง้างมือจะตบหนิงเอ๋อ แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีมือหนาคู่หนึ่งผลักนางจนกระเด็นหงายหลัง
"อย่ามาแตะต้องเมียข้านะ!" เสียงนั้นคือจางเสี่ยวหนิง ที่กลับมาพร้อมกับปลาในมืออีกเป็นสิบตัว เขากระโดดขวางและผลักนางฉิงอี้ ป้าข้างบ้านจนหงายหลัง
ยามเช้าที่สดใสของเมืองจินหยาง แสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดส่องผ่านยอดไม้ไผ่เหล็กกล้าเข้ามาในโถงกลางจวนสกุลจาง กลิ่นหอมของน้ำส้มป่อยและธูปหอมกระจายไปทั่วบริเวณวันนี้เป็นวันที่จางเสี่ยวหนิงตั้งใจจะทำสิ่งที่ค้างคาใจมานาน เพื่อความมั่นคงของหัวใจผู้เป็นบิดาบนตั่งไม้แกะสลัก พ่อเฒ่าจาง นั่งตัวตรงแต่มีแววตาประหม่าเล็กน้อย ข้างกายของท่านคือ ป้าว่านชิง หญิงหม้ายวัย 50 ปี ผู้มีกิริยาเรียบร้อย และมีรอยยิ้มที่อบอุ่นนางคอยดูแลสำรับอาหารและหยูกยาให้พ่อเฒ่าจางมาโดยตลอดนับตั้งแต่จางเสี่ยวหนิงรับนางเข้ามาอยู่ในเรือนด้วยความสงสารในคราวที่นางไร้ที่พึ่งจางเสี่ยวหนิงเดินเข้ามาในโถงพร้อมกับ หนิงเอ๋อ ที่อุ้ม จางเพ่ยเพ่ย และมี จางหนี่ เดินเคียงข้าง ทุกคนแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีมงคลดูสง่างาม"ท่านพ่อ... ท่านป้าว่านชิง" เสี่ยวหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวานพลางทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าคนทั้งสอง"เสี่ยวหนิง... เจ้ามีธุระอันใดหรือลูก ถึงได้เรียกพวกเรามาพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้" พ่อเฒ่าจาง
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องก้องกังวานของเหล่าทหารที่ได้รับชัยชนะ จางเสี่ยวหนิงไม่ได้รอช้าเพื่อรับคำสรรเสริญ เขาควบม้าฝ่ากระแสลมมุ่งหน้ากลับสู่จวนสกุลจางด้วยหัวใจที่เต้นระรัวยิ่งกว่ากลองศึกในคราแรก เพราะสำหรับเขาแล้ว ชัยชนะเหนือข้าศึกนับหมื่นยังไม่สำคัญเท่าความปลอดภัยของดวงใจทั้งสามดวงที่รออยู่ในบ้านเมื่อมาถึงหน้าจวน เขาไม่ทันได้รอให้ม้าหยุดนิ่งสนิทดีก็กระโดดลงจากอาน ร่างสูงโปร่งก้าวพรวดเข้าไปในห้องโถงที่บัดนี้ปราศจากเสียงระเบิด แต่ยังคงอบอวลไปด้วยความตึงเครียด"ท่านพ่อ! หนิงเอ๋อ! ข้ากลับมาแล้ว!"ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างเล็กของ จางเพ่ยเพ่ย ในวัย 7 ขวบ ก็พุ่งออกมาจากมุมหนึ่งแล้วกอดขาเขาไว้แน่น ตามมาด้วย จางหนี่ พี่ชายวัย 12 ปี ที่แม้จะพยายามทำตัวสุขุมเป็นผู้ใหญ่ตามแบบบิดา แต่ดวงตาก็รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความดีใจ"ท่านพ่อ! ท่านปลอดภัย! มังกรดำพวกนั้นพ่ายแพ้ต่อหน้าไม้ของท่านแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?" เพ่ยเพ่ยเงยหน้าขึ้นถามเสียงใสเสี่ยวหนิงย่อตัวลงกอดลูกทั้งสองไว้แน่น "ใช่
เสียงกลองศึกดังกึกก้องประดุจฟ้าถล่มดินทลาย กองทัพมังกรดำจำนวนห้าหมื่นนาย เคลื่อนพลประชิดกำแพงเมืองจินหยาง ราวกับคลื่นยักษ์ ที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง เบื้องหน้าคือแม่ทัพฮวาเจี้ยน ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดและประสบการณ์ในสนามรบที่โชกโชน"ไอ้พวกกบฏจินหยาง! ลงมายอมจำนนซะดี ๆ ไม่เช่นนั้นเมืองนี้จะกลายเป็นสุสานของพวกเจ้า!" แม่ทัพฮวาเจี้ยนคำรามลั่น เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วทุ่งรบบนกำแพงเมือง จางเสี่ยวหนิงยืนเคียงข้างแม่ทัพเทียนอี้ หนิงเอ๋อ และนายอำเภอกู้ ใบหน้าของทุกคนนิ่งสงบผิดกับสถานการณ์เบื้องหน้า"ท่านพี่เทียนอี้... ถึงเวลาแสดงให้พวกเขาเห็นแล้วว่า 'ความเท่าเทียม' มีพลังมากแค่ไหน" จางเสี่ยวหนิงพูดเบา ๆ แต่มั่นคงเทียนอี้ยิ้มมุมปาก "ข้าเชื่อมั่นในท่านมาตลอดน้องชาย" เขาหันไปออกคำสั่งเสียงกึกก้อง "หน่วยอาสาพิทักษ์จินหยาง! เตรียมหน้าไม้!"กองทัพมังกรดำเริ่มเคลื่อนพลเข้าใกล้ ขุนพลฮวาเจี้ยนสั่งให้หน่วยพลธนูระดมยิงเปิดทางเพื่อลดขวัญกำลังใจ แต่ลูกธนูเหล่านั้นกลับไปไม่ถึงกำแพงเมือง
ย้อนกลับไปในช่วงก่อนศึกใหญ่... ในคืนที่พระจันทร์ถูกเมฆหนาทึบบดบังจนมืดมิด ณ กระท่อมกลางป่าไผ่ที่เป็นจุดนัดพบลับระหว่าง จางเสี่ยวหนิง และ แม่ทัพเทียนอี้ขณะที่เทียนอี้กำลังถ่ายทอดสถานการณ์ในราชสำนักให้เสี่ยวหนิงฟัง พลันสัญชาตญาณนักรบของเขาก็กระตุกวูบ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะขยับตัว"ระวัง!" เสี่ยวหนิงตะโกนลั่น พร้อมกับพุ่งตัวเข้าผลักเทียนอี้จนล้มลงไปกับพื้นฉึก! ฉึก! ฉึก!เข็มพิษสีดำสนิทสามเล่มปักเข้าที่พนักเก้าอี้ไม้ที่เทียนอี้นั่งอยู่เมื่อครู่ หากช้าไปเพียงเสี้ยววินาที เข็มเหล่านั้นคงเจาะทะลุลำคอของยอดแม่ทัพไปแล้วเงาดำสิบสองร่างปรากฏตัวขึ้นจากความมืดล้อมรอบกระท่อม พวกมันคือกลุ่มนักฆ่าที่แข็งแกร่งที่สุดของราชครูหวัง ที่ถูกส่งมาเพื่อเก็บกวาด "เสี้ยนหนาม" ทั้งสองคนพร้อมกัน"แม่ทัพเทียนอี้... วันนี้หัวของท่านต้องกลับไปพร้อมกับพวกเรา" หัวหน้านักฆ่าคำราม พลางวาดดาบสั้นที่อาบไปด้วยมนตราสีม่วงคล้ำเทียนอี้พยายามจะชักดาบใหญ่คู่กาย แต่เขากลับทรุดฮวบลง "พิ
แผนการสร้างเมืองที่ผาสุกของจางเสี่ยวหนิงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นระบบ ชาวบ้านหนึ่งพันคนที่ได้รับการสมัครมาใหม่ถูกคัดกรองอย่างเข้มงวดคนที่มีจิตใจซื่อสัตย์จะถูกส่งไปทำนาขั้นบันไดตามที่ประกาศไว้ ส่วนคนที่มีแววกล้าหาญและไร้ภาระผูกพันจะถูกแยกออกมาเพื่อเข้าสู่กระบวนการฝึกฝนเป็น"หน่วยอาสาพิทักษ์จินหยาง"จางเสี่ยวหนิงยืนอยู่บนยอดเขาเหลียนซาน มองลงมายังเมืองจินหยางที่บัดนี้ดูเหมือนป้อมปราการสีเขียวซึ่งค่อย ๆ ขยายตัวที่ดินเชิงเขาเหลียนซานไม่ใช่แค่ที่ทำนา แต่มันคือที่ตั้งของ "โรงเรือนเพาะชำมหาอำนาจ" ที่จางเสี่ยวหนิงใช้แต้มระบบอัปเกรดจนถึงขั้นสูงสุดแจ้งเตือนระบบ: เริ่มการผลิตหน้าไม้เหล็กกล้าไม้ไผ่คุณสมบัติ ตัวเรือนทำจากไม้ไผ่สีทองพันปีเสริมด้วยเหล็กกล้าจากมิติ มีน้ำหนักเบาแต่ยิงได้แรงกว่าหน้าไม้ทั่วไป 5 เท่ากระสุน: ลูกธนูอาบพิษสกัดจาก "หยดน้ำตาไม้ไผ่" (พิษแทรกซึมเข้าระบบประ
ในมุมมืดของป้อมสังเกตการณ์ จางเสี่ยวหนิงยืนดูความวินาศสันตะโรผ่านหน้าจอระบบอย่างใจเย็น ข้างกายเขาคือชายฉกรรจ์ 10 คนแรกที่ได้รับดื่ม "น้ำสกัดรากไม้ไผ่สีทอง" พวกเขาอยู่ในชุดรัดกุมสีดำ แววตาเป็นประกายวาววับดุจสัตว์ป่า"พวกเจ้า... เห็นหรือไม่? นี่คือผลของพวกที่คิดจะมาทำลายบ้านของเรา" จางเสี่ยวหนิงเอ่ยเสียงเรียบ "พวกโจรที่หลุดรอดจากกับดักเข้าไปในป่าได้ ข้าอนุญาตให้พวกเจ้าจัดการ... อย่าให้เหลือซาก""รับคำสั่งนายท่าน!"หน่วยอารักขาเงาพุ่งตัวออกไปจากป้อมด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ พละกำลังที่ได้จากน้ำยาเสริมกำลังทำให้พวกเขากระโดดข้ามกอไม้ไผ่ได้อย่างคล่องแคล่วพวกเขาเข้าประจัญบานกับโจรที่หลงเหลือด้วยความเงียบเชียบและรวดเร็ว เพียงการออกหมัดเดียวก็สามารถทำลายเกราะไม้ของโจรจนแตกละเอียดเวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ (15 นาที) ความวุ่นวายภายนอกก็สงบลง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณกำแพงไม้ไผ่ แต่ที่น่าสยดสยองกว่านั้นคือ รากของไม้ไผ่สีทองเริ่มเลื้อยขึ้นมาพันรอบร่างที่ไร้วิญญาณของพวกโจร แล้วค่อย ๆ







