Masuk“หึ ที่แท้ก็ทำเพราะเหตุผลนี้สินะ”
มู่หลันเอ่ยขึ้นอย่างดูแคลนในการกระทำของนางร้ายตรงหน้า ที่คิดจะใช้แผนการอันตื้นเขินเช่นนี้จัดการนางกับนางเอกของเรื่อง
“หลันเอ๋อร์เจ้าว่าอะไรนะ?”
มู่เหยาเอ่ยถามน้องสาวของตนเอง หลังจากที่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายแต่กลับไม่เข้าใจในความหมายที่น้องสาวต้องการจะสื่อถึง
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าเมื่อครู่นี้ที่คุณหนูเซี่ยเอ่ยมานั้นหมายความว่าอะไรเช่นนั้นหรือเจ้าคะ?”
มู่หลันเอ่ยตอบคำถามของพี่สาวจบ ก็หันไปเอ่ยถามคำถามกับสตรีตรงหน้าที่กำลังยืนจ้องมองมาที่พวกนางสองพี่น้องในทันที
“มีเรื่องอะไรกันหรือเหยาเอ๋อร์ หลันเอ๋อร์”
แต่ยังไม่ทันที่เซี่ยจูเหยียนจะได้เอ่ยตอบคำถามของมู่หลัน เสียงของ โจวจื่อหยวน พระเอกนิยายของเรื่องก็ดังขึ้นมาขัดเสียก่อน
“ผู้บัญชาการโจว”
“พี่จื่อหยวน”
“คุณชายโจว”
ทั้งสาวสาวเอ่ยเรียกชายหนุ่มที่เข้ามาใหม่ด้วยคำเรียกที่แตกต่างกันไป แต่ที่ทำให้คิ้วเข้มของโจวจื่อหยวนต้องขมวดเข้าหากันด้วยความงุนงงก็เห็นจะเป็นคำเรียกจากมู่หลัน
เพราะปกติหญิงสาวจะเรียกเขาว่าพี่จื่อหยวนเหมือนกันกับพี่สาวของตนเอง แต่เหตุใดวันนี้อีกฝ่ายถึงได้เรียกเขาด้วยคำเรียกที่ดูห่างเหินเช่นนั้นกัน
โจวจื่อหยวน หรือผู้บัญชาการโจวนั้น เป็นบุรุษที่เหล่าสตรีทั่วทั้งเมืองหลวงหมายปอง เพราะทั้งรูปร่างหน้าตา ที่ดูหล่อเหลาราวกับเทพบุตร ไหนจะตำแหน่งหน้าที่การงานที่กำลังรุ่งเรือง
อีกทั้งนิสัยของเขายังอบอุ่น ใส่ใจและอ่อนโยนกับผู้อื่น นั่นจึงเป็นเหตุสตรีทั่วทั้งเมืองหลวงต่างก็ตกหลุมรักปักใจต่ออีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย
แต่มีเพียงแค่เจ้าตัวกับมู่หลันเท่านั้นที่รู้ว่าภายในใจของชายหนุ่มนั้นได้มีสตรีเพียงคนเดียวยืดครองหัวใจไปจนหมดแล้ว
และสตรีนางนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพี่สาวของนางหรือนางเอกของนิยายเรื่องนี้นั่นเอง
“หลันเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงได้เรียกพี่ห่างเหินเช่นนั้นกันเล่า?”
คำถามจากชายหนุ่มทำให้มู่หลันรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เพราะนางคิดว่าคำเรียกของตนเองคงไม่ใช่เรื่องสำคัญถึงขนาดทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสงสัยและใส่ใจได้เช่นนี้
“ข้าเพียงแค่คิดว่าเรียกแบบนี้ดูจะเหมาะสมกว่าเจ้าค่ะ ไม่ได้มีอะไร”
มู่หลันเอ่ยตอบชายหนุ่มไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย ท่าทางที่อีกฝ่ายมีต่อโจวจื่อหยวนนั้น ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าหญิงสาวตรงหน้ามีบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก
“เอาเถิด แล้วตกลงว่ามีเรื่องอะไรกันหรือเหยาเอ๋อร์”
โจวจื่อหยวนเอ่ยตัดบท ก่อนที่เขาจะหันไปเอ่ยถามกับหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะพี่จื่อหยวน พอดีข้ากับหลันเอ๋อร์บังเอิญพบคุณหนูเซี่ยระหว่างทางพอดี”
มู่เหยาเอ่ยบอกกับชายหนุ่มหลังจากที่นางได้รับคำถามจากอีกฝ่ายมา แต่คำตอบของหญิงสาวนั้นดูไม่ค่อยจะเข้าหูของสตรีอีกนางที่ตั้งใจเดินเข้ามาหาเรื่องสักเท่าไหร่
“มู่เหยาเหตุใดเจ้าจะต้องพูดจาโกหกผู้บัญชาการโจวด้วยเล่า? ทั้งที่ก็เห็นกันอยู่ว่าพวกเจ้าสองพี่น้องกำลังกลั่นแกล้งข้าอยู่”
เซี่ยจูเหยียนเอ่ยค้านคำพูดของมู่เหยา เพื่อต้องการทำให้ตัวเองดูน่าสงสารและดูเหมือนว่านางคือฝ่ายที่ถูกรังแก
“ข้าคิดว่าพี่หญิงกับข้าไม่มีความจำเป็นจะต้องไปรังแกเจ้ากระมัง หรือเจ้ามีเหตุผลอื่นมารองรับกัน?”
มู่หลันเอ่ยสวนกลับเซี่ยจูเหยียนด้วยน้ำเสียงยียวนเล็กน้อย เพื่อให้นางร้ายเผยธาตุแท้ของตนเองออกมา
“ย่อมต้องมีเหตุผลอยู่แล้ว นั่นก็เพราะเมื่อวันก่อนพวกเจ้าเห็นข้าอยู่กับผู้บัญชาการโจวที่ตลาดอย่างไรเล่า”
“แต่ว่ามันไม่มีอะไรจริง ๆ นะ ข้ากับผู้บัญชาการเพียงทักทายพูดคุยกันเล็กน้อยเท่านั้น”
เซี่ยจูเหยียนตั้งใจเอ่ยถึงเรื่องที่เป็นข่าวลือที่ตลาดเมื่อสองวันก่อน ที่เป็นข่าวลือเพราะหว่างตนเองกับชายหนุ่มตรงหน้า
เพราะคิดว่าสองพี่น้องตระกูลมู่ย่อมเกิดความไม่พอใจขึ้นมาจนเผลอตัวหลุดความร้ายกาจออกมาอย่างแน่นอนเช่นดียวกัน
“เหยาเอ๋อร์มันไม่ชะ...”
“ข่าวลือยังไงก็คือเรื่องที่เขานำมาพูดกันไปเรื่อย ไม่รู้ว่ามีความจริงอยู่กี่ส่วนกัน พี่หญิงของข้าย่อมไม่ใส่ใจเรื่องไร้สาระเช่นนั้นหรอก”
มู่หลันเอ่ยแทรกคำพูดของชายหนุ่มที่กำลังคิดจะเอ่ยอธิบายความจริงให้กับสตรีในดวงใจได้รับรู้
แต่ที่มู่หลันเอ่ยเช่นนั้นออกไปก็เพราะว่านางนั้นเห็นว่าสีหน้าของพี่สาวตนเองเริ่มที่จะซีดเซียวลงไปและดวงตาเองก็เริ่มจะหมองหม่นลง
ดังนั้นเพื่อช่วยคลายปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น หญิงสาวจึงจำเป็นจะต้องยื่นมือเข้าช่วยสักครั้ง
“ข้าเห็นด้วยกับคำพูดของคุณหนูมู่หลันเช่นเดียวกัน”
เสียงติดเย็นชาที่เป็นเอกลักษณ์ของพระรองในนิยายดังขึ้นอีกด้านของพวกเขา เพียงแค่ได้ยินเสียงยังไม่ได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย
ภายในใจของมู่หลันก้เต้นโครมครามขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เพราะตัวละครที่นางชื่นชอบที่สุดในนิยายเรื่องนี้ก็คือพ่อพระรองที่แสนดีนั่นเอง
“คารวะท่านแม่ทัพหมิง”
ทุกคนที่เห็นว่าผู้ที่มาใหม่คือ หมิงเว่ยหยาง แม่ทัพใหญ่ของแคว้น และยังมีฐานะเป็นถึงหลานชายของฮ่องเต้ที่ทรงรักและเอ็นดูเป็นอย่างมาก
ต่างก็รีบทำความเคารพอีกฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่ผู้คนและชาวเมืองที่อยู่บริเวณโดยรอบ
เสียงฝีเท้าที่หนักแน่น มั่นคงนั้นยังคงก้าวเข้ามาใกล้มู่หลันมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับที่หัวใจของหญิงสาวเองก็เต้นเร็วขึ้นราวกับกลองศึก จนในที่สุดเงาร่างของหมิงเว่ยหยางก็มาหยุดลงที่ด้านข้างของมู่หลัน
แต่ดูเหมือนว่าในตอนนี้มู่หลันนั้นจะรู้สึกว่าที่ตรงนี้มีเพียงแค่นางกับชายหนุ่มเพียงสองคนเท่านั้น
ตั้งแต่วินาทีแรกที่นางได้มองเห็นใบหน้าของพระรองที่ชื่นชอบ สติของนางก็ได้หลุดลอยหายไปเสียแล้ว
ใบหน้าหล่อเหลาราวกับหยกสลัก ที่ดูองอาจ สง่างาม ท่าทางที่ดูสุขุม นิ่งขรึมแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน อบอุ่น และรักมั่นเพียงสตรีนางเดียว
นี่คือจุดเด่นของตัวละครพระรองในนิยายเรื่องนี้ และเป็นสิ่งที่เหล่าแม่ ๆ ต่างก็ตกหลุมรักพระรองที่แสนดีแต่ดูเย็นชานั่นเอง
มู่หลันได้สติคืนกลับมาอีกครั้งก็ในตอนที่พี่สาวของนางได้เอ่ยทักทายบุรุษข้างกายของนางแล้ว
“ท่านแม่ทัพออกมาตรวจตราหรือเจ้าคะ”
น้ำเสียงอ่อนหวานที่เหล่าบุรุษต่างก็ชื่นชอบดังออกมาจากริมฝีปากบางของมู่เหยา พร้อมกับรอยยิ้มสวยที่เป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวนางเอกที่ส่งไปยังคู่สนทนา
“อื้ม คุณหนูมู่เล่ามาเดินเที่ยวเช่นนั้นหรือ? หรือว่ามีใครบังคับให้มาด้วยหรือไม่”
หมิงเว่ยหยางเอ่ยตอบรับคำของหญิงสาวในลำคอ จากนั้นเมื่อสายตาของเขามองไปยังร่างบางข้าง ๆ ตัวจึงได้เอ่ยถามสตรีตรงหน้าคล้ายจะพูดจาพาดพิงถึงใครอีกคน
“เป็นข้าที่ต้องการออกมาเดินเที่ยวเอง แต่พี่หญิงเป็นห่วงจึงได้ออกมาเป็นเพื่อนเจ้าค่ะ”
มู่หลันที่ในตอนแรกยังคงตกตะลึงกับพระรองอยู่นั้น แต่เพียงแค่ได้ยินคำพูดที่อีกฝ่ายเอ่ยกับพี่สาวของตน นางก็เริ่มจะจำขึ้นมาได้แล้วว่าพระรองเรื่องนี้ไม่ชอบหน้าน้องสาวของนางเอกอย่างแรง
ดังนั้นคำพูดจากชายหนุ่มจึงดูเหมือนเอ่ยถึงนางที่เป็นคนบังคับพี่สาวของตนเองให้ออกมาด้วยอย่างไรอย่างนั้น
“อ้อ เช่นนั้นรึ?”
หมิงเว่ยหยางหันกลับมาเอ่ยกับมู่หลันด้วยใบหน้าไม่ค่อยจะเชื่อถือในคำพูดของอีกฝ่าย
“เจ้าค่ะ เอาเป็นว่าข้าขอตัวก่อนก็แล้วกัน พี่หญิงท่านก็อยู่พูดคุยเป็นเพื่อนพวกเขาด้วยนะเจ้าคะ ข้าอยากไปเดินเล่นเงียบ ๆ เพียงลำพัง อิงเถาพวกเราไปกันเถิดที่นี่ค่อนข้างวุ่นวายข้าไม่ชอบ”
มู่หลันในตอนนี้รู้สึกว่าฉากตรงหน้าที่เป็นอยู่นั้นน่าเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก ยิ่งต้องมาทนรับสายตาดูแคลนจากตัวละครที่เคยชื่นชอบแล้ว ก็ยิ่งทำให้นางอยากหนีไปจากตรงนี้เสีย
=================================
พ่อพระเอกถูกเมินซะแล้ว ปากหมาอีกต่างหาก😅“ข้าจะไปแต่งกับสตรีอื่นได้อย่างไร ในเมื่อฮูหยินกับบุตรของข้าหนีมาเช่นนี้”“อะไรนะ!”มู่หลันถึงกับร้องถามขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อนางได้ยินคำว่าบุตรจากปากของร่างสูงที่กำลังกอดรัดนางเอาไว้อย่างแน่นหนา“เจ้าได้ยินไม่ผิดหรอก ท่านหมอบอกว่าเจ้ากำลังตั้งครรภ์อ่อน ๆ อยู่ แล้วเหตุใดเจ้าจึงได้หนีข้ามาเช่นนี้กัน?”หมิงเว่ยหยางปล่อยให้อีกฝ่ายได้เป็นอิสระอีกครั้ง จากนั้นเขาจึงได้เอ่ยถามถึงเหตุผลที่หญิงสาวตรงหน้าต้องหนีเขามาไกลถึงต่างเมืองเช่นนี้แถมนางยังพาลูกของเขามาลำบากโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย ช่างน่าจับกลับไปฟาดให้ก้นลายยิ่งนัก“ใครหนีท่านกัน! ข้าก็เพียงแค่อยากมาพักผ่อนเพียงเท่านั้น อีกอย่างข้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะท้องเช่นนี้เหมือนกันนั่นแหละ”“ถ้าข้ารู้ตั้งแต่แรกละก็ ข้าจะ...”“ไม่ได้! เจ้าจะทำร้ายเด็กที่บริสุทธิ์คนหนึ่งเพียงแค่ต้องการตัดปัญหาทิ้ง หรือว่าเกลียดบิดาของเขาไม่ได้”ยังไม่ทันที่มู่หลันจะเอ่ยจบ หมิงเว่ยหยางก็พูดขัดขึ้นมาเสียงดังอย่างไม่พอใจ เพราะเขาคิดว่าหญิงสาวคิดที่จะกำจัดลูกในท้องของนางทิ้งไปเสียเพื่อเป็นการจบปัญหา“แล้วท่านมายุ่งอะไรกับเรื่องของข้ากัน! ข้าจะเก็บเด็กคนนี้ไว้หรือไม่มันก็เร
หลังจากที่มู่หลันหมดสติไปแล้วก็ไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นได้อีกย้อนกลับไปสามวันก่อนหมิงเว่ยหยางกับโจวจื่อหยวนได้ทำตามแผนการจนสำเร็จ และสามารถหาหลักฐานในความผิดของเซี่ยจูเหยียนที่จ้างวานคนร้ายให้ลอบไปฉุดมู่หลันกับพี่สาวได้สำเร็จเรียบร้อยจากนั้นชายหนุ่มทั้งสองจึงคิดที่จะกลับมาพูดคุยอธิบายเกี่ยวกับเรื่องแผนการที่ทั้งสองได้วางกันเอาไว้ล่วงหน้าให้กับพวกนางสองพี่น้องได้รับฟังในเรื่องนี้ทางด้านโจวจื่อหยวนนั้นผ่านไปได้อย่างราบรื่นเพราะมู่เหยานั้นเป็นสตรีที่ใจดี ใจอ่อน นางจึงสามารถรับฟังสาเหตุได้อย่างใจเย็นหลังจากที่โจวจื่อหยวนเอ่ยอธิบายให้ฟังก็ขอหญิงสาวแต่งงาน ซึ่งก็คืองานแต่งในวันนี้คืองานแต่งของทั้งสองคนนั่นเองแต่กลับกันเขากลับต้องติดตามหญิงสาวอีกนางมาไกลถึงสามวันเพื่อต้องการที่จะพูดคุยกับหญิงสาวให้เข้าใจกันเพียงแต่ยังไม่ทันที่เขาจะทันได้ปรากฏตัวต่อหน้าอีกฝ่ายกลับเป็นลมหมดสติไป จนเขาต้องรีบเข้ามารับตัวเอาไว้เกือบไม่ทันเช่นนี้กลับมาที่ปัจจุบัน หลังจากที่หมิงเว่ยหยางรับร่างของมู่หลันได้อย่างทันท่วงทีแล้วนั่น ชายหนุ่มก็รีบอุ้มร่างบางเข้าไปยังรถม้าเช่นเดิมพร้อมกับออกคำส
ไม่รู้ว่ามู่หลันนั้นนอนหลับไปนานเท่าไหร่ จนเมื่อเปลือกตางามที่ปิดสนิทได้เปิดขึ้น และความรู้สึกแรกหลังจากที่หญิงสาวรู้สึกตัวขึ้นมาก็คืออาการปวดแสบตรงบริเวณหว่างขาของตนเองที่ในตอนนี้นางรู้สึกปวดหนึบไปหมดทั่วทั้งช่วงล่าง ทำให้มู่หลันรับรู้ได้ในทันทีว่านางได้เสียความบริสุทธิ์ของตนเองไปเสียแล้วแต่ถ้าแลกกับการที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ถือว่าไม่เป็นไร เพราะมู่หลันนั้นคิดเสียว่าเป็นเพียงขั้นตอนการถอนพิษเสียหลังจากที่คิดได้เช่นนั้นมู่หลันก็พยุงร่างของตนเองให้ลุกขึ้นมานั่งด้วยความยากลำบากเล็กน้อย ยังดีที่มีเพียงอาการเจ็บปวดไม่มากเมื่อหญิงสาวสามารถลุกขึ้นมานั่งเสร็จเรียบร้อยจึงได้กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องเผื่อว่าจะพบเจอร่างของใครบางคนอยู่แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า จู่ ๆ ภายในใจของหญิงสาวก็อดที่จะรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาไม่ได้ดีที่นางสามารถทำใจได้อย่างรวดเร็ว เพราะนางก็คิดเอาไว้แล้วว่าเรื่องมันคงจะเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ดังนั้นมู่หลันจึงได้สลัดความคิดฟุ้งซ่านของตนเองทิ้งโดยเร็วมู่หลันค่อย ๆ พาร่างอันอ่อนแรงของตนเองให้ลุกขึ้นไปแต่งตัวให้เรียบร้อย ก่อนที่นางจะเดินออกจากห้องนอนของใครบางคนเพื่อกลับจวนของตนเองโ
“ข้าอยู่ที่ใดกัน?”หลังจากที่มู่หลันรู้สึกตัวจนสติกลับมาแจ่มชัดแล้วนั้น หญิงสาวจึงได้เอ่ยถามชายหนุ่มด้านข้างว่าตนเองในตอนนี้อยู่ที่ไหนกันแน่“จวนของข้าเอง ว่าแต่อาการของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง?”หมิงเว่ยหยางเอ่ยตอบคำถามของหญิงสาว ก่อนที่เขาจะวกกลับไปถามย้ำถึงอาการของอีกฝ่ายอีกครั้ง“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ขอบคุณที่ช่วยข้านะเจ้าคะ ท่านช่วยส่งข้ากลับจวนได้หรือไม่ ข้าเป็นห่วงอิงเถากลัวว่านางจะถูกลงโทษที่ข้าถูกจับตัวไป”มู่หลันเอ่ยตอบชายหนุ่มออกไป พร้อมกับลุกขึ้นนั่ง เพียงแต่ในใจของนางในตอนนี้กลับรู้สึกเป็นห่วงสาวใช้ข้างกายมากกว่าอาการของตนเองเสียอีกเมื่อหมิงเว่ยหยางได้ยินสิ่งที่หญิงสาวเอ่ยขอร้องแก่เขา ก็ทำให้ชายอดที่จะมองร่างบางตรงหน้าด้วยสายตาคาดไม่ถึงเพราะอีกฝ่ายดูจะไม่ค่อยเหมือนกับหญิงสาวคนเดิมที่เขาเคยรู้จักเมื่อครั้งอดีต ด้วยว่าในอดีตนั้นหญิงสาวตรงหน้าหาได้มีความเป็นห่วงเป็นใยผู้ใดไม่แต่กลับนางที่อยู่ตรงหน้าของเขาในตอนนี้กลับดูแตกต่างไปจากเดิมจนเขาเองก็อดที่จะประหลาดใจไม่ได้“ย่อมได้ เพียงแต่ข้าจำเป็นจะต้องบอกเจ้าเสียก่อนว่าในตอนนี้เจ้านั้นถูกพิษเจ็ดบุปผาเข้าไปเสียแล้ว”“และพิษตัวนี้ไม่มี
มู่หลันที่ในตอนนี้เริ่มมีอาการตาพล่ามัว หายใจหอบถี่ขึ้นทั้งที่นางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไรแต่มู่หลันก็ยังคงตั้งสติเพื่อจะเพ่งมองดูใบหน้าของคนที่มาช่วยตนเองเอาไว้ แต่เพราะรอบตัวนั้นมืดจนเกินไปนางจึงไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจนจนวงแขนแกร่งของอีกฝ่ายนั้นโอบรอบเอวของนางเพื่อช่วยประคองร่างบางที่ในตอนนี้ไม่สามารถทรงตัวได้อย่างคงที่ได้อีกต่อไปแล้ว“อ๊ะ! ปล่อยข้านะ...”มู่หลันสะดุ้งตัวจากสัมผัสที่ได้รับมาจากคนตรงหน้า และถึงแม้ว่าสติของนางจะเริ่มเลือนรางลงไปมากแล้ว แต่หญิงสาวก็ยังคงระแวงคนรที่ยื่นมือเข้ามาช่วยอยู่ไม่น้อย แต่ในที่สุดสติอันแสนเลือนรางของมู่หลันก็ดับวูบลงไป“คุณหนูมู่! มู่หลัน! เจ้าเป็นอะไรไป”หมิงเว่ยหยางเอ่ยถามร่างบางที่หมดสติอยู่ในอ้อมแขนด้วยสีหน้าวิตกกังวลเป็นอย่างมาก โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าในตอนนี้ตนเองนั้นได้แสดงท่าทางแตกต่างออกไปจากปกติที่มีต่อร่างบางในอ้อมกอดจนเหล่าองครักษ์ที่ติดตามมานั้นถึงกับงุนงงว่าสตรีในอ้อมกอดของเจ้านายของพวกเขานั้นเป็นคนสำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ“จับพวกมันกลับไปสอบสวนที่คุกใต้จวนเสีย เค้นเอาความจริงมาให้ได้
มู่หลันที่เร่งฝีเท้าวิ่งไปขนาบข้างของผู้เป็นพี่สาวได้ทัน พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ตัวเพื่อมองหาจุดที่พอจะสามารถให้พี่สาวของตนนั้นซ้อนตัวอยู่ได้ จนในที่สุดนางก็มองเห็นพุ่มไม้ที่อยู่หลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งก่อนที่มู่หลันจะเอ่ยบอกกับพี่สาวที่ในตอนนี้วิ่งมาจนเริ่มที่จะหายใจหนักด้วยความเหนื่อยล้าแล้วพี่หญิงท่านรีบวิ่งไปหลบตรงพุ่มไม้ด้านโน้นก่อนเถิดเจ้าค่ะ แล้วอย่าออกมาเป็นอันขาดให้รอจนกว่าคนร้ายมันตามหลังข้าไปแล้วท่านค่อยวิ่งกลับไปทางเดิมเพื่อขอความช่วยเหลือนะเจ้าคะ”“เหลวไหล! พี่จะทิ้งเจ้าได้อย่างไรกัน ถ้าจะไปพวกเราก็ต้องไปด้วยกันสิหลันเอ๋อร์”แต่มู่เหยากลับไม่เห็นด้วยในความคิดของน้องสาว และเอ่ยปฏิเสธกลับมาในทันทีอย่างไม่เห็นด้วย“ที่ข้าให้ท่านซ่อนตัวก็เพื่อให้ท่านรอดไปตามคนมาช่วย ถ้าขืนพวกเรายังไปด้วยกันเช่นนี้ไม่แคล้วต้องถูกพวกมันจับได้ทั้งสอง”“แล้วโอกาสรอดของพวกเราก็จะไม่มีแล้วนะเจ้าคะ อีกอย่างพี่หญิงนั้นร่างกายไม่แข็งแรงมากพอที่จะวิ่งเป็นเวลานานได้ ดังนั้นทำตามที่ข้าบอกเถิดเจ้าค่ะ”“ข้ารับปากว่าจะเอาตัวรอดจนกว่าพี่หญิงจะพาคนมาช่วยให้ได้อย่างแน่นอน”มู่หลันที่วิ่งไปด้วยและต้องเริ่
“อ๊ะ! ขอบคุณท่านแม่ทัพมากเจ้าค่ะ”มู่หลันที่กลับมามีสติได้ในตอนที่ร่างของตัวเองหล่นลงมาจากหลังม้าแล้ว เอ่ยขึ้นกับบุรุษที่กำลังอุ้มตัวเองอยู่ในตอนนี้อย่างจริงใจตุบ!“โอ๊ย! ท่านจะปล่อยข้าทำไมไม่บอกกันดี ๆ เล่า ไอ้คนนิสัยไม่ดี”เพียงแค่จบประโยคที่มู่หลันเอ่ยขอบคุณชายหนุ่ม หมิงเว่ยหยางก็ปล่อยร่างของนา
ก่อนที่หญิงสาวจะรีบเอ่ยถามอาการของน้องสาว แต่ในตอนนี้มู่หลันได้หมดสติไปแล้ว เพราะเสียพลังไปมากผนวกกับความเย็นของน้ำที่ทำให้หญิงสาวหมดสติไปในที่สุด“นางเพียงแค่หมดสติไป รีบพานางกลับจวนก่อนเถิด”โจวจื่อหยวนที่เดินตามหลังของมู่เหยามาเอ่ยขึ้นเมื่อดูอาการของหญิงสาวแล้ว“ได้เจ้าค่ะ จิวจิวรีบไปตามท่านหมอ
สองสายตาสอดประสานกันอย่างชิดใกล้ ด้วยระยะห่างที่ใบหน้าของคนทั้งสองนั้นอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือกั้นกลาง ระยะห่างระหว่างพวกเขาทั้งสองเองก็ดูจะไม่เหลือช่องว่างแล้วเช่นกันระยะห่างในตอนนี้คือมู่หลันนั้นสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อน ๆ ของร่างสูงที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างชัดเจน นั่นเป็นเพราะว่าในตอนนี้พวกเขาทั
“ดะ เดี๋ยวก่อนสิน้องเล็ก...”มู่เหยาเอ่ยเรียกน้องสาวของตนเองตามหลังของอีกฝ่ายไป แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันเสียแล้ว เพราะในเวลานี้แผ่นหลังของผู้เป็นน้องสาวนั้นได้หายไปท่ามกลางเหล่าชาวเมืองเสียแล้ว“หลันเอ๋อร์นางเป็นอะไรไปหรือ?”เป็นโจวจื่อหยวนที่เอ่ยถามถึงท่าทีที่แปลกไปของหญิงสาวกับหญิงอันเป็นที่รักด้วย







