LOGIN“ดะ เดี๋ยวก่อนสิน้องเล็ก...”
มู่เหยาเอ่ยเรียกน้องสาวของตนเองตามหลังของอีกฝ่ายไป แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันเสียแล้ว เพราะในเวลานี้แผ่นหลังของผู้เป็นน้องสาวนั้นได้หายไปท่ามกลางเหล่าชาวเมืองเสียแล้ว
“หลันเอ๋อร์นางเป็นอะไรไปหรือ?”
เป็นโจวจื่อหยวนที่เอ่ยถามถึงท่าทีที่แปลกไปของหญิงสาวกับหญิงอันเป็นที่รักด้วยสีหน้างุนงง
“หลันเอ๋อร์นางไม่ค่อยสบายเจ้าค่ะ อย่างไรเสียข้าต้องขออภัยพวกท่านแทนนางด้วยนะเจ้าคะ”
มู่เหยาเอ่ยบอกกับบุรุษทั้งสองเพื่อให้พวกเขาไม่ถือสาน้องสาวของตนเอง แต่กลับถูกขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามของเซี่ยจูเหยียนแทน
“หึ ข้าว่าน้องสาวของเจ้านั้นไม่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูให้ดีเช่นเจ้ามากกว่ากระมัง”
“!!!”
คำพูดของเซี่ยจูเหยียนนั้นทำให้มู่เหยาถึงกับหันขวับกลับไม่มองที่อีกฝ่ายด้วยสายตาโกรธเคืองในทันที
“ข้าว่าน้องสาวของข้านั้นก็เป็นสตรีที่ดี ไม่เคยเที่ยวพูดจาถากถางผู้อื่น และยังเป็นเด็กดีของทุกคนในบ้าน”
“เกรงว่าคำพูดของเจ้าเมื่อสักครู่นี้ข้าคงจะไม่ขอรับเอาไว้ก็แล้วกัน”
มู่เหยาเอ่ยขึ้นกับเซี่ยจูเหยียน แต่ดูเหมือนคำพูดของหญิงสาวจะสร้างความไม่พอใจให้กับเซี่ยจูเหยียนเช่นเดียวกัน
“นี่เจ้า!พวกท่านทั้งสองก็ดูเอาเองเถิดว่าสิ่งที่ข้าพูดไปเมื่อสักครู่นี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่”
เซี่ยจูเหยียนที่รู้สึกไม่พอใจแต่ต้องเก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้ เพราะอยู่ต่อหน้าบุรุษที่ตนเองรัก ดังนั้นหญิงสาวจึงต้องงัดวิธีของสตรีผู้อ่อนแอขึ้นมาใช้แทน
“เสแสร้งยิ่งนัก ข้าไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเจ้าถึงเป็นที่ไม่ชื่นชอบของเหล่าสตรีคนอื่น ๆ ไม่ใช่ว่าพวกนางอิจฉาหน้าตา ชาติตระกูลของเจ้าหรอกนะ แต่เป็นเพราะนิสัยมารยาของเจ้าต่างหากเล่าที่น่ารังเกียจ”
“!!!”
คำพูดของมู่หลันที่เอ่ยตอบกลับเซี่ยจูเหยียนทำให้คนทั้งสี่ต่างก็มองไปยังหญิงสาวที่เพิ่งจะเดินหายไป แต่กลับมาอีกครั้งด้วยใบหน้างุนงง
มีเพียงเซี่ยจูเหยียนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้สึกโมโหขึ้นมา เพราะคำพูดของมู่หลันนั้นช่างตรงกับเรื่องจริงในตอนนี้
“หลันเอ๋อร์เจ้ากลับมาหาพี่ใช่หรือไม่?”
มู่เหยาที่เห็นว่าน้องสาวของตนเองกลับมาก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก นางจึงรีบเดินเข้าไปหาน้องสาวของตนเอง ก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“เฮ้อ...พี่หญิงท่านช่วยทำตัวให้ข้าไม่ต้องเป็นห่วงได้หรือไม่ อะไรที่ควรสู้ก็สู้บ้าง จะยอมให้เขารังแกอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้นะเจ้าคะ”
“ส่วนเจ้า! ข้าขอเตือนเอาไว้เลยนะ อย่าได้คิดจะเล่นสกปรกกับพี่สาวของข้า ไม่อย่างนั้นข้าจะใช้วิธีเดียวกันตอบกลับเจ้าอย่างแน่นอน”
มู่หลันที่ในตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเหล่าตัวละคนหลักแล้ว แต่เมื่อนางคิดถึงใบหน้าของพี่สาวที่เอาแต่ยืนยิ้มอย่างโง่งมให้นางร้ายรังแกก็อดไม่ได้ จนนางต้องกลับมาหาอีกครั้ง
พร้อมกับเอ่ยบอกพี่สาวของตัวเองให้ลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเองเสียบ้าง และยังไม่ลืมที่จะหันไปคาดทานางร้ายที่กำลังคิดว่าแผนจะเล่นงานพี่สาวของตนเองอีกด้วย
“ข้าไปวางแผนการอะไรกัน? เจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้าเช่นนี้นะ”
เซี่ยจูเหยียนที่ได้ยินคำพูดของสตรีรุ่นน้องที่ตนเองไม่ชอบหน้าก็รู้สึกร้อนรนขึ้นมาไม่ได้ เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นมานั้นตรงกับความคิดที่นางกำลังคิดจะทำอยู่พอดี
“หึ ข้าเตือนเอาไว้เพียงเท่านี้ ส่วนพี่หญิงคุณชายโจวคงมีเรื่องอยากจะพูดกับท่านกระมัง”
“เช่นนั้นท่านทั้งสองก็ไปเถิด ส่วนท่านแม่ทัพหมิงรบกวนไปกับข้าหน่อยจะได้หรือไม่ ข้ามีเรื่องจะให้ท่านช่วยเสียหน่อย”
มู่หลันเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวบรัดให้จบโดยเร็ว จากนั้นนางก็ถือโอกาสคว้าข้อมือหนาของหมิงเว่ยหยางแล้วออกแรงดึงอีกฝ่ายให้เดินตามตนเองไปอย่างรวดเร็ว
“!!!”
โดยที่มู่หลันไม่ได้รับรู้เลยว่าทุกคนต่างก็ตื่นตกใจกับการกระทำของนางที่หลงลืมว่าในตอนนี้ตนเองกำลังอยู่ในยุคที่สตรีต้องสงวนตัว
การที่นางจับแขนของบุรุษแล้วลากอีกฝ่ายออกไปนั้นย่อมสร้างความตกใจให้กับผู้คนที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง
แม้แต่หมิงเว่ยหยางเองก็ยังรู้สึกตกใจกับการกระทำที่ดูแปลกไปของหญิงสาวที่กำลังเดินจูงแขนของตนเองไปในตอนนี้เช่นเดียวกัน
ไม่ต้องพูดถึงอิงเถาในตอนนี้นางรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตายลงให้ได้เพราะการกระทำของผู้เป็นเจ้านาย
หลังจากที่มู่หลันกับแม่ทัพหมิงจากไปแล้ว มู่เหยากับโจวจื่อหยวนก็ได้พากันแยกตัวไปเช่นเดียวกัน
ในตอนนี้จึงเหลือเพียงเซี่ยจูเหยียนที่ยืนกำมือของตนเองแน่นด้วยความแค้นที่ถูกสองพี่น้องตระกูลมู่ทำให้ต้องเสียหน้าถึงเพียงนี้
แถมมู่เหยายังชิงตัวบุรุษในดวงใจของนางไปต่อหน้าต่อตาอีกเช่นนี้ ความคิดที่เพิ่งจะล้มเลิกไปเมื่อสักครู่ก็พลันเกิดขึ้นในหัวอีกครั้ง
พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเหยียบที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้างามของเซี่ยจูเหยียนที่กำลังมีแผนการร้ายอยู่ภายในใจ
“แล้วพวกเจ้าจะได้รู้ว่าอย่ามาท้าทายข้า!”
เป็นคำพูดทิ้งท้ายของเซี่ยจูเหยียนก่อนที่นางจะหมุนตัวเดินออกไปจากจุดที่เกิดเรื่องขึ้นเมื่อสักครู่นี้
ทางด้านมู่หลันที่เผลอตัวลากหมิงเว่ยหยางติดมือมาด้วยก็เดินมาหยุดลงตรงริมแม่น้ำที่ไหลตัดผ่านเมืองหลวงที่เป็นตลาดทั้งสองฝั่ง
มือบางที่จับข้อมือหนาก็ปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ พร้อมกับที่นางได้หันกลับมาเอ่ยกับชายหนุ่มอีกครั้งราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ท่านไปได้แล้วเจ้าค่ะ ข้าเพิ่งคิดได้ว่าไม่มีอะไรให้ท่านช่วยแล้ว อิงเถาข้าหิวน้ำเจ้าช่วยไปซื้อน้ำให้ข้าหน่อยสิ”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
จบคำของคุณหนูอิงเถาก็รีบเอ่ยตอบรับคำแล้วรีบไปหาซื้อน้ำตามที่ผู้เป็นนายสั่งในทันที
ในตอนนี้จึงเหลือเพียงมู่หลันกับหมิงเว่ยหยางเพียงสองคนเท่านั้นที่ยังคงยืนจ้องหน้ากันอยู่
“เจ้าคิดจะทำสิ่งใดอีก?”
หมิงเว่ยหยางเอ่ยถามหญิงสาวขึ้นมาด้วยใบหน้าเย็นชาอย่างถึงที่สุด
“ข้าไม่ได้คิดจะทำสิ่งใด ข้าก็แค่ต้องการให้คู่รักเขาได้มีเวลาร่วมกันก็แค่นั้น ส่วนท่านข้าก็แค่ดึงติดมือออกมาด้วยเท่านั้นเอง”
มู่หลันเองในตอนนี้นางก็รู้สึกไม่ชอบท่าทางของคนตรงหน้าเช่นเดียวกัน เพื่อที่จะเอาคืนอีกฝ่ายนางจึงได้แสร้งพูดเหมือนกับว่าเผลอตัวหยิบเขาติดมือมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
เพราะต้องการให้คนตรงหน้ารู้สึกเสียหน้าเช่นเดียวกันบ้าง แต่นางคงจะลืมไปแล้วว่านิสัยอีกด้านของพระรองในนิยายนั้นเป็นคนเช่นไร
หมับ!
“ว้าย!”
มู่หลันถึงกับหลุดเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ เพราะทันทีที่หญิงสาวพูดจบ หมิงเว่ยหยางก็รวบร่างของนางเข้าไปแนบชิดกับตนเองอย่างรวดเร็ว
ทำให้มู่หลันที่ไม่ทันตั้งตัวนั้นเสียการทรงตัว ร่างของนางจึงปลิวติดมือของอีกฝ่ายไปอย่างง่ายดาย ก่อนที่ใบหน้างามจะชนเข้ากับแผงอกของชายหนุ่มเข้าอย่างจัง
ทางด้านหมิงเว่ยหยางเอง เมื่อเห็นว่าร่างบางของหญิงสาวลอยตามมือของตนเองก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย เพราะเขานั้นไม่คิดว่าแรงดึงของตัวเองจะทำให้หญิงสาวเสียการทรงตัวได้ถึงขนาดนี้
“อ่ะ เจ็บจัง ท่านทำบ้าอะไรกัน!”
มู่หลันที่รู้สึกเจ็บบริเวณจมูกของตนเองก็รู้สึกโมโหอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก พร้อมกับที่หญิงสาวรีบแหงนหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อจะต่อว่าอีกฝ่าย
แต่จังหวะที่นางแหงนหน้าขึ้นไปนั้นเป็นจังหวะเดียวกับที่หมิงเว่ยหยางก้มลงมาเพื่อดูนางเช่นเดียวกัน
“!!!”
==========================================================================================
อุบส์! ไรท์ขออนุญาตไปกรี๊ดก่อนนะคะ อะไรมันจะได้จังหวะขนาดนั้น อิอิ
“ข้าจะไปแต่งกับสตรีอื่นได้อย่างไร ในเมื่อฮูหยินกับบุตรของข้าหนีมาเช่นนี้”“อะไรนะ!”มู่หลันถึงกับร้องถามขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อนางได้ยินคำว่าบุตรจากปากของร่างสูงที่กำลังกอดรัดนางเอาไว้อย่างแน่นหนา“เจ้าได้ยินไม่ผิดหรอก ท่านหมอบอกว่าเจ้ากำลังตั้งครรภ์อ่อน ๆ อยู่ แล้วเหตุใดเจ้าจึงได้หนีข้ามาเช่นนี้กัน?”หมิงเว่ยหยางปล่อยให้อีกฝ่ายได้เป็นอิสระอีกครั้ง จากนั้นเขาจึงได้เอ่ยถามถึงเหตุผลที่หญิงสาวตรงหน้าต้องหนีเขามาไกลถึงต่างเมืองเช่นนี้แถมนางยังพาลูกของเขามาลำบากโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย ช่างน่าจับกลับไปฟาดให้ก้นลายยิ่งนัก“ใครหนีท่านกัน! ข้าก็เพียงแค่อยากมาพักผ่อนเพียงเท่านั้น อีกอย่างข้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะท้องเช่นนี้เหมือนกันนั่นแหละ”“ถ้าข้ารู้ตั้งแต่แรกละก็ ข้าจะ...”“ไม่ได้! เจ้าจะทำร้ายเด็กที่บริสุทธิ์คนหนึ่งเพียงแค่ต้องการตัดปัญหาทิ้ง หรือว่าเกลียดบิดาของเขาไม่ได้”ยังไม่ทันที่มู่หลันจะเอ่ยจบ หมิงเว่ยหยางก็พูดขัดขึ้นมาเสียงดังอย่างไม่พอใจ เพราะเขาคิดว่าหญิงสาวคิดที่จะกำจัดลูกในท้องของนางทิ้งไปเสียเพื่อเป็นการจบปัญหา“แล้วท่านมายุ่งอะไรกับเรื่องของข้ากัน! ข้าจะเก็บเด็กคนนี้ไว้หรือไม่มันก็เร
หลังจากที่มู่หลันหมดสติไปแล้วก็ไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นได้อีกย้อนกลับไปสามวันก่อนหมิงเว่ยหยางกับโจวจื่อหยวนได้ทำตามแผนการจนสำเร็จ และสามารถหาหลักฐานในความผิดของเซี่ยจูเหยียนที่จ้างวานคนร้ายให้ลอบไปฉุดมู่หลันกับพี่สาวได้สำเร็จเรียบร้อยจากนั้นชายหนุ่มทั้งสองจึงคิดที่จะกลับมาพูดคุยอธิบายเกี่ยวกับเรื่องแผนการที่ทั้งสองได้วางกันเอาไว้ล่วงหน้าให้กับพวกนางสองพี่น้องได้รับฟังในเรื่องนี้ทางด้านโจวจื่อหยวนนั้นผ่านไปได้อย่างราบรื่นเพราะมู่เหยานั้นเป็นสตรีที่ใจดี ใจอ่อน นางจึงสามารถรับฟังสาเหตุได้อย่างใจเย็นหลังจากที่โจวจื่อหยวนเอ่ยอธิบายให้ฟังก็ขอหญิงสาวแต่งงาน ซึ่งก็คืองานแต่งในวันนี้คืองานแต่งของทั้งสองคนนั่นเองแต่กลับกันเขากลับต้องติดตามหญิงสาวอีกนางมาไกลถึงสามวันเพื่อต้องการที่จะพูดคุยกับหญิงสาวให้เข้าใจกันเพียงแต่ยังไม่ทันที่เขาจะทันได้ปรากฏตัวต่อหน้าอีกฝ่ายกลับเป็นลมหมดสติไป จนเขาต้องรีบเข้ามารับตัวเอาไว้เกือบไม่ทันเช่นนี้กลับมาที่ปัจจุบัน หลังจากที่หมิงเว่ยหยางรับร่างของมู่หลันได้อย่างทันท่วงทีแล้วนั่น ชายหนุ่มก็รีบอุ้มร่างบางเข้าไปยังรถม้าเช่นเดิมพร้อมกับออกคำส
ไม่รู้ว่ามู่หลันนั้นนอนหลับไปนานเท่าไหร่ จนเมื่อเปลือกตางามที่ปิดสนิทได้เปิดขึ้น และความรู้สึกแรกหลังจากที่หญิงสาวรู้สึกตัวขึ้นมาก็คืออาการปวดแสบตรงบริเวณหว่างขาของตนเองที่ในตอนนี้นางรู้สึกปวดหนึบไปหมดทั่วทั้งช่วงล่าง ทำให้มู่หลันรับรู้ได้ในทันทีว่านางได้เสียความบริสุทธิ์ของตนเองไปเสียแล้วแต่ถ้าแลกกับการที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ถือว่าไม่เป็นไร เพราะมู่หลันนั้นคิดเสียว่าเป็นเพียงขั้นตอนการถอนพิษเสียหลังจากที่คิดได้เช่นนั้นมู่หลันก็พยุงร่างของตนเองให้ลุกขึ้นมานั่งด้วยความยากลำบากเล็กน้อย ยังดีที่มีเพียงอาการเจ็บปวดไม่มากเมื่อหญิงสาวสามารถลุกขึ้นมานั่งเสร็จเรียบร้อยจึงได้กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องเผื่อว่าจะพบเจอร่างของใครบางคนอยู่แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า จู่ ๆ ภายในใจของหญิงสาวก็อดที่จะรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาไม่ได้ดีที่นางสามารถทำใจได้อย่างรวดเร็ว เพราะนางก็คิดเอาไว้แล้วว่าเรื่องมันคงจะเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ดังนั้นมู่หลันจึงได้สลัดความคิดฟุ้งซ่านของตนเองทิ้งโดยเร็วมู่หลันค่อย ๆ พาร่างอันอ่อนแรงของตนเองให้ลุกขึ้นไปแต่งตัวให้เรียบร้อย ก่อนที่นางจะเดินออกจากห้องนอนของใครบางคนเพื่อกลับจวนของตนเองโ
“ข้าอยู่ที่ใดกัน?”หลังจากที่มู่หลันรู้สึกตัวจนสติกลับมาแจ่มชัดแล้วนั้น หญิงสาวจึงได้เอ่ยถามชายหนุ่มด้านข้างว่าตนเองในตอนนี้อยู่ที่ไหนกันแน่“จวนของข้าเอง ว่าแต่อาการของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง?”หมิงเว่ยหยางเอ่ยตอบคำถามของหญิงสาว ก่อนที่เขาจะวกกลับไปถามย้ำถึงอาการของอีกฝ่ายอีกครั้ง“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ขอบคุณที่ช่วยข้านะเจ้าคะ ท่านช่วยส่งข้ากลับจวนได้หรือไม่ ข้าเป็นห่วงอิงเถากลัวว่านางจะถูกลงโทษที่ข้าถูกจับตัวไป”มู่หลันเอ่ยตอบชายหนุ่มออกไป พร้อมกับลุกขึ้นนั่ง เพียงแต่ในใจของนางในตอนนี้กลับรู้สึกเป็นห่วงสาวใช้ข้างกายมากกว่าอาการของตนเองเสียอีกเมื่อหมิงเว่ยหยางได้ยินสิ่งที่หญิงสาวเอ่ยขอร้องแก่เขา ก็ทำให้ชายอดที่จะมองร่างบางตรงหน้าด้วยสายตาคาดไม่ถึงเพราะอีกฝ่ายดูจะไม่ค่อยเหมือนกับหญิงสาวคนเดิมที่เขาเคยรู้จักเมื่อครั้งอดีต ด้วยว่าในอดีตนั้นหญิงสาวตรงหน้าหาได้มีความเป็นห่วงเป็นใยผู้ใดไม่แต่กลับนางที่อยู่ตรงหน้าของเขาในตอนนี้กลับดูแตกต่างไปจากเดิมจนเขาเองก็อดที่จะประหลาดใจไม่ได้“ย่อมได้ เพียงแต่ข้าจำเป็นจะต้องบอกเจ้าเสียก่อนว่าในตอนนี้เจ้านั้นถูกพิษเจ็ดบุปผาเข้าไปเสียแล้ว”“และพิษตัวนี้ไม่มี
มู่หลันที่ในตอนนี้เริ่มมีอาการตาพล่ามัว หายใจหอบถี่ขึ้นทั้งที่นางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไรแต่มู่หลันก็ยังคงตั้งสติเพื่อจะเพ่งมองดูใบหน้าของคนที่มาช่วยตนเองเอาไว้ แต่เพราะรอบตัวนั้นมืดจนเกินไปนางจึงไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจนจนวงแขนแกร่งของอีกฝ่ายนั้นโอบรอบเอวของนางเพื่อช่วยประคองร่างบางที่ในตอนนี้ไม่สามารถทรงตัวได้อย่างคงที่ได้อีกต่อไปแล้ว“อ๊ะ! ปล่อยข้านะ...”มู่หลันสะดุ้งตัวจากสัมผัสที่ได้รับมาจากคนตรงหน้า และถึงแม้ว่าสติของนางจะเริ่มเลือนรางลงไปมากแล้ว แต่หญิงสาวก็ยังคงระแวงคนรที่ยื่นมือเข้ามาช่วยอยู่ไม่น้อย แต่ในที่สุดสติอันแสนเลือนรางของมู่หลันก็ดับวูบลงไป“คุณหนูมู่! มู่หลัน! เจ้าเป็นอะไรไป”หมิงเว่ยหยางเอ่ยถามร่างบางที่หมดสติอยู่ในอ้อมแขนด้วยสีหน้าวิตกกังวลเป็นอย่างมาก โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าในตอนนี้ตนเองนั้นได้แสดงท่าทางแตกต่างออกไปจากปกติที่มีต่อร่างบางในอ้อมกอดจนเหล่าองครักษ์ที่ติดตามมานั้นถึงกับงุนงงว่าสตรีในอ้อมกอดของเจ้านายของพวกเขานั้นเป็นคนสำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ“จับพวกมันกลับไปสอบสวนที่คุกใต้จวนเสีย เค้นเอาความจริงมาให้ได้
มู่หลันที่เร่งฝีเท้าวิ่งไปขนาบข้างของผู้เป็นพี่สาวได้ทัน พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ตัวเพื่อมองหาจุดที่พอจะสามารถให้พี่สาวของตนนั้นซ้อนตัวอยู่ได้ จนในที่สุดนางก็มองเห็นพุ่มไม้ที่อยู่หลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งก่อนที่มู่หลันจะเอ่ยบอกกับพี่สาวที่ในตอนนี้วิ่งมาจนเริ่มที่จะหายใจหนักด้วยความเหนื่อยล้าแล้วพี่หญิงท่านรีบวิ่งไปหลบตรงพุ่มไม้ด้านโน้นก่อนเถิดเจ้าค่ะ แล้วอย่าออกมาเป็นอันขาดให้รอจนกว่าคนร้ายมันตามหลังข้าไปแล้วท่านค่อยวิ่งกลับไปทางเดิมเพื่อขอความช่วยเหลือนะเจ้าคะ”“เหลวไหล! พี่จะทิ้งเจ้าได้อย่างไรกัน ถ้าจะไปพวกเราก็ต้องไปด้วยกันสิหลันเอ๋อร์”แต่มู่เหยากลับไม่เห็นด้วยในความคิดของน้องสาว และเอ่ยปฏิเสธกลับมาในทันทีอย่างไม่เห็นด้วย“ที่ข้าให้ท่านซ่อนตัวก็เพื่อให้ท่านรอดไปตามคนมาช่วย ถ้าขืนพวกเรายังไปด้วยกันเช่นนี้ไม่แคล้วต้องถูกพวกมันจับได้ทั้งสอง”“แล้วโอกาสรอดของพวกเราก็จะไม่มีแล้วนะเจ้าคะ อีกอย่างพี่หญิงนั้นร่างกายไม่แข็งแรงมากพอที่จะวิ่งเป็นเวลานานได้ ดังนั้นทำตามที่ข้าบอกเถิดเจ้าค่ะ”“ข้ารับปากว่าจะเอาตัวรอดจนกว่าพี่หญิงจะพาคนมาช่วยให้ได้อย่างแน่นอน”มู่หลันที่วิ่งไปด้วยและต้องเริ่
“หึ ที่แท้ก็ทำเพราะเหตุผลนี้สินะ”มู่หลันเอ่ยขึ้นอย่างดูแคลนในการกระทำของนางร้ายตรงหน้า ที่คิดจะใช้แผนการอันตื้นเขินเช่นนี้จัดการนางกับนางเอกของเรื่อง“หลันเอ๋อร์เจ้าว่าอะไรนะ?”มู่เหยาเอ่ยถามน้องสาวของตนเอง หลังจากที่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายแต่กลับไม่เข้าใจในความหมายที่น้องสาวต้องการจะสื่อถึง“ไม่มีอ
“อ๊ะ! ขอบคุณท่านแม่ทัพมากเจ้าค่ะ”มู่หลันที่กลับมามีสติได้ในตอนที่ร่างของตัวเองหล่นลงมาจากหลังม้าแล้ว เอ่ยขึ้นกับบุรุษที่กำลังอุ้มตัวเองอยู่ในตอนนี้อย่างจริงใจตุบ!“โอ๊ย! ท่านจะปล่อยข้าทำไมไม่บอกกันดี ๆ เล่า ไอ้คนนิสัยไม่ดี”เพียงแค่จบประโยคที่มู่หลันเอ่ยขอบคุณชายหนุ่ม หมิงเว่ยหยางก็ปล่อยร่างของนา
ก่อนที่หญิงสาวจะรีบเอ่ยถามอาการของน้องสาว แต่ในตอนนี้มู่หลันได้หมดสติไปแล้ว เพราะเสียพลังไปมากผนวกกับความเย็นของน้ำที่ทำให้หญิงสาวหมดสติไปในที่สุด“นางเพียงแค่หมดสติไป รีบพานางกลับจวนก่อนเถิด”โจวจื่อหยวนที่เดินตามหลังของมู่เหยามาเอ่ยขึ้นเมื่อดูอาการของหญิงสาวแล้ว“ได้เจ้าค่ะ จิวจิวรีบไปตามท่านหมอ
สองสายตาสอดประสานกันอย่างชิดใกล้ ด้วยระยะห่างที่ใบหน้าของคนทั้งสองนั้นอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือกั้นกลาง ระยะห่างระหว่างพวกเขาทั้งสองเองก็ดูจะไม่เหลือช่องว่างแล้วเช่นกันระยะห่างในตอนนี้คือมู่หลันนั้นสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อน ๆ ของร่างสูงที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างชัดเจน นั่นเป็นเพราะว่าในตอนนี้พวกเขาทั







