LOGINเมื่อ หยางเฟย กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในชุดเครื่องแบบองครักษ์เต็มยศ ความหล่อเหลาก็ยิ่งทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว!
ชุดเกราะหนังสีดำขลิบเงินขับเน้นช่วงไหล่ที่กว้างผ่าเผย เอวสอบรับกับเข็มขัดเส้นหนาที่คาดดาบประจำกายเอาไว้ ท่วงท่าการเดินที่มั่นคงและแววตาที่มุ่งมั่นทำเอา เยว่ซิน แทบจะละสายตาไม่ได้
(อื้มหืม... งานดีพรีเมียม! ถึงสามีจะเย็นชาเป็นก้อนน้ำแข็ง แต่อย่างน้อยสวรรค์ก็ยังเมตตา ส่งอาหารตาชั้นเลิศมาให้เชยชมอยู่ใกล้ๆ แค่เห็นหน้าหล่อๆ ของหยางเฟยวันละนิด จิตใจที่ห่อเหี่ยวก็กระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที!)
ภายในรถม้าคันหรูที่ประทับตราจวนอ๋อง เยว่ซินละสายตาจากองครักษ์หนุ่มที่ขี่ม้าขนาบข้างรถม้า หันมาถามสาวใช้คนสนิท
"ชิงเหอ ข้าอยากได้เสื้อผ้าใหม่ ชุดในตู้มัน... เอิ่ม... ลิเก... เอ้ย! มันฉูดฉาดไปหน่อย ข้าอยากได้ที่มันเรียบหรูดูแพง เจ้ามีร้านแนะนำไหม?"
ชิงเหอนั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง สีหน้าดูลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด
ในใจของนางคิดถึงร้านผ้าที่ขึ้นชื่อที่สุดในเมืองหลวงตอนนี้ "หออาภรณ์สกุลหลิน" ของ หลินเวย... อดีตพี่สะใภ้ของพระชายานั่นเอง
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองนั้น... ยิ่งกว่าไฟกับน้ำมัน!
ในอดีต พระชายาเยว่ซินเป็นคนบีบบังคับยุแยงให้พี่ชายใหญ่ของตนหย่าขาดกับหลินเวย เพียงเพราะไม่ชอบหน้าและเห็นว่าตระกูลหลินตกต่ำลง การพานางไปที่นั่นอาจเหมือนพาเสือไปบุกถ้ำสิงโต
(แต่พระชายาเปลี่ยนไปแล้ว แถมยังดูเป็นผู้ใหญ่และใจดีขึ้นมาก บางที... อาจจะไม่เกิดเรื่องก็ได้)
"เอ่อ... ถ้าเป็นร้านที่มีชื่อเสียงที่สุดตอนนี้ ก็ต้องเป็น 'หออาภรณ์สกุลหลิน' เพคะ" ชิงเหอตัดสินใจบอก "ผ้าที่นั่นงดงามและทันสมัยที่สุดในเมืองหลวงแล้วเพคะ"
"สกุลหลินเหรอ? ดี! งั้นไปร้านนั้นแหละ!" เยว่ซินตอบรับอย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง
รถม้าแล่นมาจอดที่หน้าร้านขายผ้าขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างหรูหราและมีสไตล์ ผู้คนเดินเข้าออกขวักไขว่ ทันทีที่เยว่ซินก้าวเท้าลงจากรถม้าและเดินเข้าไปในร้าน บรรยากาศภายในร้านก็เงียบกริบลงไปชั่วขณะ ลูกค้าหลายคนจำนางได้และรีบหลบตา แต่เยว่ซินไม่สนใจ เธอเดินตรงเข้าไปสัมผัสเนื้อผ้าไหมที่วางโชว์อยู่
ลวดลายการปักที่แปลกตา การจับคู่สีที่ดูโมเดิร์นผิดยุคสมัย และคัตติ้งที่ดูทะมัดทะแมง
"ว้าว..."
เยว่ซินลูบไล้ผืนผ้าสีพาสเทลอย่างทึ่งๆ เผลอหลุดปากอุทานออกมาด้วยความชื่นชมในภาษาที่คุ้นเคย
"Beautiful..."
เสียงพึมพำนั้นแผ่วเบา แต่กลับลอยไปเข้าหูของสตรีร่างระหงผู้หนึ่งที่กำลังเดินตรงเข้ามา
หลินเวย เจ้าของร้านสาวสวยที่เตรียมใจมารับมือกับ "อดีตน้องสะใภ้ตัวแสบ" ที่คงจะมาหาเรื่องพังร้านเหมือนเคย นางสูดหายใจลึก เตรียมจะเอ่ยปากไล่ แต่ทว่า... หูของนางกลับจับใจความคำประหลาดเมื่อครู่ได้ชัดเจน
เท้าของหลินเวยชะงักกึก นางจ้องมองแผ่นหลังของเยว่ซินด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเอ่ยถามออกไปเสียงสั่น
"เมื่อกี้... ท่านพูดว่าอะไรนะเพคะ? ...บิว-ตี้-ฟูล?"
นางออกเสียงคำนั้นอย่างชัดเจน "อย่างนั้นหรือ... ที่แปลว่า สวย?"
เยว่ซินหันขวับกลับมาทันทีจนคอแทบเคล็ด!
ดวงตาของทั้งสองสบกัน
"คุณ... รู้จักคำนี้ด้วยเหรอ?" เยว่ซินถามออกไป เป็นประโยคภาษาจีนสำเนียงปัจจุบันที่ไม่ได้ดัดจริตเป็นชาววัง
หลินเวยเบิกตากว้าง มือไม้เริ่มสั่น นางมองซ้ายมองขวา ก่อนจะมองหน้าเยว่ซินอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา เยว่ซินเห็นอาการอึ้งกิมกี่นั้น สัญชาตญาณบางอย่างมันบอก... ต้องทดสอบ!
เธอสูดหายใจลึก แล้วโพล่งคำรหัสลับระดับชาติของคนยุค 2025 ออกไป
"ไอโฟน!"
หลินเวยสะดุ้งเฮือก ก่อนจะตอบกลับมาโดยอัตโนมัติราวกับถูกตั้งโปรแกรมไว้
"ซัมซุง!"
ความเงียบเข้าปกคลุมคนทั้งคู่ไปชั่วขณะ วินาทีต่อมา ดวงตาของทั้งสองก็เบิกโพลงแทบถลน
"โอ้ว... มาย... ก็อต!!"
ทั้งคู่ตะโกนออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ท่ามกลางความงุนงงของชิงเหอ องครักษ์หยางเฟย และลูกค้าทั้งร้านที่มองดูพระชายากับเจ้าของร้านยืนจ้องตากันราวกับเห็นผี!
หลินเวยไม่รอช้า นางรีบคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเยว่ซินอย่างถือวิสาสะ แววตาตื่นเต้นจนปิดไม่มิด
"เชิญพระชายาทางนี้เพคะ! หม่อมฉันมี... เอ้อ... 'ผ้าลายลิมิเต็ด' ที่ห้องรับรองพิเศษต้องให้ท่านดูเดี๋ยวนี้!"
"ดะ... เดี๋ยวเพคะคุณหนูหลิน!" ชิงเหอร้องเสียงหลง รีบก้าวเท้าจะตามเข้าไปด้วยความเป็นห่วง "บ่าวขอเข้าไปด้วย..."
ในใจของสาวใช้และเหล่าผู้ติดตามต่างคิดไปในทางเดียวกันว่า 'แย่แล้ว! ต้องเกิดศึกตบตีแน่ๆ อดีตพี่สะใภ้ลากพระชายาไปเชือดนิ่มๆ ในห้องปิดตายรึเปล่า!'
เยว่ซินหันกลับมามองหน้าบ่าวคนสนิทที่หน้าซีดเผือด แล้วส่งยิ้มกว้างที่ดู 'มีเลศนัย' ไปให้
"ไม่ต้องตามมา ห้ามใครเข้ามาทั้งนั้น!" เยว่ซินสั่งเสียงเด็ดขาด "ข้ากับคุณหนูหลินมีเรื่องต้องคุยกัน เฝ้าหน้าประตูไว้!"
ปัง!
ประตูห้องรับรองพิเศษถูกปิดลงและลงกลอนทันที
ทันทีที่เสียงกลอนประตูดัง 'กริ๊ก' บรรยากาศความเป็นเจ้าขุนมูลนายก็มลายหายไปสิ้น
"เธอมาที่นี่ได้ยังไง!" / "คุณมาที่นี่ได้ยังไง!"
ทั้งสองคนตะโกนถามออกมาพร้อมกัน แล้วก็ชี้หน้ากันเองก่อนจะหลุดขำออกมา
"โอเคๆ ใจเย็นๆ นะ"
หลินเวย ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางทิ้งตัวลงนั่งแหมะบนเก้าอี้ไม้ตัวงามอย่างหมดมาดกุลสตรีผู้เพียบพร้อม ขาข้างหนึ่งเกือบจะยกขึ้นมาไขว่ห้างด้วยความเคยชิน
"เมื่อกี้ตื่นเต้นไปหน่อย... ว่าแต่..." หลินเวยจ้องหน้าคู่สนทนาด้วยแววตาเป็นประกายแบบคนเจอพวกเดียวกัน
"...เธอชื่ออะไร? หมายถึงชื่อจริงๆ ในโลกนู้นน่ะ?"
เยว่ซิน ยิ้มกว้าง เดินมานั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ถือตัวเช่นกัน
"ฉันชื่อ 'พิมพ์'" เยว่ซินแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงฉะฉานที่ไม่ได้ดัดจริต "เป็นนักศึกษาปริญญาโท คณะแพทย์แผนจีน... แล้วพี่สาวล่ะ?"
"'แพรว' จ้ะ" หลินเวยตอบกลับทันควัน ยักคิ้วให้อย่างเท่ๆ "อาชีพหลักคือ แฟชั่นดีไซเนอร์ เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า"
"โห! ดีไซเนอร์!" เยว่ซินตาโต "มิน่าล่ะ ชุดร้านพี่ถึงได้สวยและคัตติ้งเนี๊ยบขนาดนี้... ที่แท้ก็มืออาชีพมาเอง!"
"แล้วเธอมาที่นี่ได้ยังไง?"
"ฉัน... แค่นอนหลับ คือฉันเรียนหนักมาก ทำวิทยานิพนธ์เรื่องสมุนไพร แล้วก็เผลอหลับไปบนเตียงที่หอพัก พอตื่นขึ้นมา... ก็มาโผล่บนเตียงของยัยพระชายานี่แหละ แล้วคุณล่ะพี่สาว?"
หลินเวยทำหน้าเซ็งสุดขีด "ของเธอยังดี ของฉันนี่สิซวยซ้ำซ้อน ฉันไปว่ายน้ำที่ฟิตเนส กำลังกระโดดพุ่งลงสระสวยๆ เลยนะ กะว่าจะว่ายคลายเครียด... ตูมเดียว! โผล่ขึ้นมาอีกที สำลักน้ำแทบตาย ดันมาโผล่กลางสระบัวในจวนแม่ทัพเฉยเลย!"
"โห..." เยว่ซินอ้าปากค้าง "วาร์ปมาทางน้ำเหรอเนี่ย"
"แล้วเราจะทำยังไงกันดี" เยว่ซินถามด้วยน้ำเสียงกังวล เริ่มมีความหวังริบหรี่
"ดูเหมือนเจ๊... เอ้ย พี่สาว น่าจะอายุมากกว่าฉัน แล้วก็น่าจะอยู่ที่นี่มาก่อน พี่พอจะรู้วิธีกลับบ้านไหม?"
หลินเวยส่ายหน้าช้าๆ แววตาหม่นลง "ไม่มีเลย... ฉันอยู่ที่นี่มา 3 ปีแล้ว พยายามหาทางกลับทุกวิธี ทั้งไปไหว้พระ ทั้งลองหาประวัติศาสตร์ หรือลองศึกษาพวกเรื่องเหนือธรรมชาติ... คว้าน้ำเหลว ฉันเลยต้องกัดฟันสร้างตัว เปิดร้านขายผ้านี่ไง"
เยว่ซินไหล่ตก ถอนหายใจยาวเหยียด "3 ปีเลยเหรอ... งั้นแสดงว่าเราคงตายไปแล้วจริงๆ สินะ อาจจะตายแล้วมาเกิดใหม่ในร่างนี้... หรือไม่ก็จักรวาลคู่ขนานอะไรสักอย่าง"
บรรยากาศเริ่มเงียบลงด้วยความหดหู่ แต่แล้วเยว่ซินก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ เธอมองหน้าหลินเวยอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ตอนพิเศษ : วิวาห์รัก... สัญญาใจข้ามภพณ จวนขุนนางกรมพิธีการเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วท้องถนน ขบวนเจ้าสาวที่ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตาเคลื่อนตัวเข้าสู่ประตูวิวาห์ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของชาวเมืองเยว่ซิน ในชุดคลุมท้องอ่อนๆ สีชมพูหวาน ยืนเกาะแขน ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ มองดูภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เป็นประกายระยิบระยับภาพเจ้าบ่าวในชุดสีแดงมงคลจูงมือเจ้าสาวที่คลุมหน้าด้วยผ้าแดงเดินข้ามกระถางไฟ... ภาพการกราบไหว้ฟ้าดิน... และภาพรอยยิ้มแห่งความสุขของคู่บ่าวสาว"เฮ้อ..."เยว่ซินเผลอถอนหายใจออกมาเบาๆ โดยไม่รู้ตัว"เบื่อหรือ?" จวิ้นอวี้ก้มลงถามกระซิบ "ถ้าเจ้าเหนื่อย เรากลับกันเลยไหม? เจ้ากำลังท้องกำลังไส้ ไม่ควรยืนนาน""เปล่าเพคะ ไม่ได้เบื่อ..." เยว่ซินส่ายหน้า นางมองไปที่คู่บ่าวสาวอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม "ข้าแค่... อิจฉานิดหน่อย""อิจฉา?" คิ้วเข้มของท่านอ๋องเลิกขึ้นสูง "เจ้าเป็นถึงพระชายาเอกของข้า มีอำนาจวาสนาเหนือสตรีทั้งแผ่นดิน ยังมีสิ่งใดต้องอิจฉาเมียขุนนางผู้น้อยอีก?"เยว่ซินย่นจมูกใส่เขา "ท่านไม่เข้าใจหัวอกผู้หญิงหรอก... จริงอยู่ที่ข้าแต่งงานกับท่านแล้ว แต่ตอนนั้น... คนที่เข้
บทส่งท้าย : กาลเวลาและพรหมลิขิตนิรันดร์กาลเวลาผันผ่านดั่งสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับ...จากเหมันต์ฤดูอันหนาวเหน็บสู่วสันตฤดูที่มวลบุปผาบานสะพรั่ง เรื่องราวร้ายๆ และมรสุมชีวิตที่เคยถาโถมเข้ามาในจวนอ๋อง บัดนี้ได้จางหายไปกลายเป็นเพียงตะกอนความทรงจำ ทิ้งไว้เพียงความสงบสุขและกลิ่นอายของความรักที่อบอวลไปทั่วทุกตารางนิ้วณ ศาลารับลมกลางสระบัว จวนอ๋องแสงแดดยามบ่ายสาดส่องกระทบผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ เยว่ซิน ในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆา นั่งพิงหมอนอิงใบนุ่ม อ่านตำราแพทย์เล่มหนาด้วยท่าทีผ่อนคลาย บนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้ามีขนมกุ้ยฮวาและชาร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่นวางอยู่ชีวิตของนางในตอนนี้... เรียกได้ว่า "สมบูรณ์แบบ"กิจการร้านค้าของ หลินเวย รุ่งเรืองจนขยายสาขาไปทั่วเมืองหลวง ส่วน มู่หลาน เพื่อนสาวนักฆ่าหน้าตาย ก็ยังคงรับศึกหนักกับ อ๋องจวิ้นเจี๋ย (พี่รอง) ที่ดูเหมือนไม่ยอมให้ห่างกายทุกอย่างลงตัว... จนเยว่ซินแทบจะลืมไปแล้วว่า ตนเองเคยเป็นใคร หรือมาจากที่ไหน"อ่านตำราอีกแล้วหรือ?"เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ จะเดินเข้ามาโอบไหล่นางอย่างเป็นธรรมช
ตอนที่ 45 : บทสรุปแห่งพันธสัญญาณ ห้องรับรองส่วนตัว เรือนพระชายาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ เยว่ซิน ฟื้นคืนชีพ ที่ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ ยอมอนุญาตให้คนนอกเข้ามาเยี่ยมภรรยาถึงในเรือน หลังจากที่เขาหวงแหนนางราวกับจงอางหวงไข่มานานนับเดือนทันทีที่บานประตูเปิดออก หลินเวย และ มู่หลาน ก็พุ่งตัวเข้ามา"เยว่ซิน!!"สามสาวโผเข้ากอดกันกลม น้ำตาแห่งความดีใจไหลพราก โดยเฉพาะหลินเวยที่ร้องไห้จนตัวโยน ส่วนมู่หลานแม้จะพยายามรักษามาดเข้ม แต่ขอบตาก็แดงก่ำด้วยความโล่งใจ"นึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว... นึกว่าเธอทิ้งพวกเราไปแล้วจริงๆ" หลินเวยสะอื้นหลังจากปรับทุกข์และตรวจเช็คสภาพร่างกายกันจนพอใจ เยว่ซินก็สั่งให้บ่าวไพร่ถอยออกไปจนหมด เหลือเพียงพวกนางสามคนในห้องเยว่ซินเริ่มเล่าเรื่องราวตลอด 7 วันที่วิญญาณออกจากร่างให้เพื่อนฟังอย่างละเอียด... เรื่องที่นางกลับไปเห็นงานศพของตัวเอง เห็นพ่อแม่ร้องไห้ และเห็นร่างที่ถูกเผาจนเป็นเถ้าถ่าน"สรุปคือ... ที่โลกนู้น ฉันตายไปแล้วจริงๆ พี่" เยว่ซินสรุปด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็งขึ้น แววตาเด็ดเดี่ยว"ในโลกอนาคตไม่มีที่ให้ฉันกลับไปแล้ว... ที่นี่คือบ้านของฉัน และจวิ้นอวี้คือครอบครัว
ตอนที่ 44 : การเกิดใหม่และความลับที่ซ่อนเร้นณ จวนอ๋อง... วันที่ปาฏิหาริย์บังเกิดข่าวการฟื้นคืนสติของ พระชายาเยว่ซิน แพร่สะพัดไปอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว เฉพาะในหมู่คนสนิทและผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าออกเรือนพักเท่านั้นความตึงเครียดที่ปกคลุมจวนมาตลอดเจ็ดวัน มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความตกตะลึงและความยินดีจนทำอะไรไม่ถูก บ่าวไพร่บางคนถึงกับทรุดลงกราบไหว้ฟ้าดิน เพราะทุกคนต่างรู้ดีอยู่เต็มอกว่า... ร่างที่นอนอยู่บนเตียงนั้นสิ้นลมไปแล้วแต่เพราะ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ ผู้เปรียบเสมือนมัจจุราชที่ยืนขวางประตูยมโลก เขาใช้ดาบพาดคอทุกคนที่กล้าเอ่ยปากเรื่อง "การตายของพระชายา" และสั่งตายทุกคนที่คิดจะแพร่งพรายข่าวการตายออกไป... ความบ้าคลั่งและความเชื่อมั่นอันแรงกล้าของเขา ได้ฉุดรั้งนางกลับมาได้สำเร็จจริงๆ!"พระชายา!! ฮือๆๆๆ!"ชิงเหอ สาวใช้คนสนิท ถลาร่างเข้ามาในห้องเป็นคนแรกเมื่อได้รับการแจ้งข่าว นางลืมกฎเกณฑ์มารยาทไปจนหมดสิ้น ทรุดตัวลงข้างเตียง กุมมือนายหญิงของตนมาแนบหน้าผาก ร้องไห้โฮจนตัวสั่นเทา"บ่าวนึกว่า... บ่าวนึกว่าจะไม่ได้เห็นหน้าพระองค์อีกแล้ว... ฮือ..."แม้แต่ หยางเฟย องครักษ์หนุ่มผู้เคร่งขร
ตอนที่ 43 : การหลอมรวมดวงจิตความอาลัยอาวรณ์ ความเจ็บปวด และความรักต่อครอบครัวรัดรึงหัวใจจนแน่น... แต่แล้ว... ท่ามกลางความสิ้นหวังนั้น เสียงเรียกที่ทรงพลังยิ่งกว่าความตายก็ดังแหวกมิติเข้ามา"เยว่ซิน... กลับมาหาข้า..."เสียงของ จวิ้นอวี้... ผู้ชายอีกคนหนึ่งที่กำลังจะขาดใจตายหากไม่มีเธอพิมพ์ชะงัก... มองดูพ่อกับแม่เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะตัดสินใจหันหลังให้กับภาพความทรงจำในห้องนอน... เพื่อมุ่งหน้าไปตามเสียงเรียกนั้น(ลาก่อนนะคะ... ชาตินี้หนูทำบุญมาน้อย แต่หนูสัญญา... ว่าหนูจะไปใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในร่างนั้นให้คุ้มค่าที่สุด)แรงดึงดูดมหาศาลกระชากเธอกลับสู่ความมืดมิด...ณ ห้วงมิติสีขาวโพลน... รอยต่อระหว่างภพหลังจากที่วิญญาณของพิมพ์ถูกกระชากกลับมาจากห้องนอนในโลกปัจจุบัน นางไม่ได้ตื่นขึ้นในทันที แต่กลับลอยละล่องมาหยุดอยู่ที่สถานที่แห่งหนึ่ง... ที่ซึ่งไม่มีทิศทาง ไม่มีกาลเวลา มีเพียงพื้นน้ำนิ่งสงบราวกับกระจกเงาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาเบื้องหน้าของนาง... ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งยืนหันหลังให้สตรีในชุดจีนโบราณสีแดงสดปักลายหงส์... ผมยาวสลวยถึงกลางหลัง แผ่นหลังนั้นดูบอบบางและคุ้นตาเหลือเกิน"คุณ..
ตอนที่ 42 : เจ็ดวันแห่งการจากลาณ ห้องบรรทมที่ถูกปิดตาย... วันที่เจ็ดของการจากลาภายในห้องกว้างที่เคยอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น บัดนี้กลับเงียบสงัดวังเวง มีเพียงแสงเทียนวูบไหวที่ส่องกระทบเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งนิ่งงันอยู่ข้างเตียงราวกับรูปสลักหินจวิ้นอวี้ ในสภาพอิดโรย ดวงตาลึกโหลและแดงช้ำจากการไม่ได้นอนมาหลายคืน นั่งกุมมือที่เย็นเฉียบของภรรยาเอาไว้แนบแก้มบนเตียงกว้าง... ร่างไร้วิญญาณของ เยว่ซิน นอนสงบนิ่ง นางสวมชุดผ้าไหมสีกลีบบัวปักลายหงส์คู่มังกรที่งดงามวิจิตรที่สุด ซึ่งเขาเป็นคนบรรจงสวมใส่ให้นางด้วยมือของเขาเอง ใบหน้าของนางถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบา กลบความซีดเผือดจนดูเหมือนคนที่มีเลือดฝาดในสายตาของจวิ้นอวี้... นางยังคงสวยสดใส งดงามราวกับเจ้าหญิงนิทราที่กำลังหลับฝันหวานทว่า... ความเป็นจริงที่โหดร้ายกลับซ่อนอยู่ใน "ขวดแก้วใบเล็ก" ที่วางอยู่บนหัวเตียงหมอหลวงได้มอบ 'โอสถตรึงสังขาร' ซึ่งเป็นยาวิเศษหายากที่ช่วยคงสภาพร่างกายไม่ให้เน่าเปื่อย... แต่มันมีฤทธิ์อยู่ได้เพียง "สองอาทิตย์" เท่านั้นหากครบกำหนดสิบสี่วัน แล้วนางยังไม่ฟื้น... ร่างกายที่งดงามนี้จะเริ่มเน่







