Masuk"พี่หลิน..." เยว่ซินเรียกสรรพนามแบบคนกันเอง "คือฉันถามจริงๆ นะ เพราะดูเหมือนพี่จะรู้จักเจ้าของร่างนี้ดี ยัย 'เยว่ซิน' คนเดิมเนี่ย... ร้ายกาจมากไหม?"
หลินเวยเลิกคิ้ว "ถามว่าร้ายไหมเหรอ? หึ..." นางหัวเราะในลำคอ "เรียกว่า นรกส่งมาเกิด ยังน้อยไป วีรกรรมนางยาวเป็นหางว่าว แต่ที่แสบที่สุดคือเรื่องที่ทำกับฉันนี่แหละ นางวางแผนใส่ร้ายว่าฉันคบชู้ แล้วจัดฉากให้พี่ชายของนางมาเจอ ฉันเกือบโดนสั่งตายเพราะแผนนางนะยะ!"
เยว่ซินหน้าถอดสี รีบยกมือไหว้ปลกๆ ด้วยความรู้สึกผิดแทนเจ้าของร่าง
"เฮ้ย! จริงดิ! พี่... ฉันขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ ถึงฉันจะไม่ใช่คนทำ แต่ตอนนี้ฉันอยู่ในร่างนี้ ฉันรู้สึกผิดชะมัดเลย... นี่ฉันเป็นศัตรูของเพื่อนร่วมชะตากรรมเหรอเนี่ย"
หลินเวยเห็นท่าทางสำนึกผิดจนตัวลีบของเยว่ซินแล้วก็อดขำไม่ได้ นางโบกมือปัดๆ
"โอ๊ย ช่างมันเถอะ! ไม่ต้องขอโทษหรอก เธอไม่ใช่ยัยนั่นสักหน่อย อีกอย่างนะ..."
หลินเวยยักไหล่ ทำหน้าเอือมระอา
"ถึงไม่มีแผนการของยัยเยว่ซิน ยังไงฉันกับอีตาแม่ทัพบ้านั่นก็ไปกันไม่รอดอยู่ดี"
"อ้าว ทำไมล่ะ? พี่ชายเจ้าของร่างนี้... แม่ทัพเยว่เฉิน เขาไม่ดีเหรอ?"
"ดีไหมน่ะเหรอ..." หลินเวยแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่สวยหม่นแสงลงวูบหนึ่ง ราวกับภาพจำอันเลวร้ายในวันวานฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง
"เขาก็ดี... ในแบบของขุนนางโบราณที่เคร่งครัดนั่นแหละ รับผิดชอบหน้าที่ ไม่เจ้าชู้... แต่ข้อเสียเดียวที่ฉันรับไม่ได้ที่สุดคือ ความหูเบา และ ความไม่เชื่อใจ"
นางวางถ้วยชาลงกระแทกโต๊ะดัง 'กึก' เพื่อระบายอารมณ์
"วันที่เกิดเรื่อง... จัดฉากใส่ร้ายว่าฉันคบชู้สู่ชาย หลักฐานเท็จพวกนั้นมันมัดตัวก็จริง แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่คำด่าทอของคนอื่นนะพิมพ์..."
หลินเวยหันมาสบตาเยว่ซินด้วยแววตาที่เจือความเจ็บปวดลึกๆ
"แต่คือท่าทีของเขา... แม่ทัพเยว่เฉิน สามีที่นอนร่วมเตียงกันทุกคืน เขาไม่เลือกที่จะเชื่อฉัน... เขาไม่แม้แต่จะเอ่ยปากถามหาความจริง หรือปกป้องศักดิ์ศรีของเมียตัวเองเลยสักนิด"
นางสูดหายใจลึก พยายามข่มความโกรธที่ปะทุขึ้นมา
"วินาทีนั้น... เขาตวัดพู่กันเขียนหนังสือหย่าอย่างเลือดเย็น แล้วก็ ปาใส่หน้า ฉัน ต่อหน้าบ่าวไพร่ทุกคน... เขาไล่ฉันเหมือนหมูเหมือนหมา"
หลินเวยยักไหล่ พยายามทำท่าทีเหมือนไม่ยี่หระ แต่เยว่ซินดูออกว่ามันคือบาดแผลในใจ
"นาทีนั้นฉันคิดเลยว่า... ผู้ชายเฮงซวย! ต่อให้หล่อลากไส้แค่ไหน แต่ถ้าไร้สมองแถมไม่ให้เกียรติกันแบบนี้ ก็เลิกกันไปน่ะดีแล้ว! ฉันเลยคว้าใบหย่าแล้วเดินเชิดออกมา!"
เยว่ซินฟังแล้วก็ได้แต่อ้าปากค้าง พูดไม่ออก...
(โห... พี่ชายฉัน... ทำไมถึงได้โง่บรมขนาดนี้เนี่ย! ทิ้งเพชรเม็ดงามไป แล้วยังทำร้ายจิตใจเขาขนาดนั้น มิน่าล่ะพี่หลินถึงได้เกลียดเข้าไส้!)
หลังจากปรับทุกข์เรื่องผู้ชายกันพอหอมปากหอมคอ เยว่ซินก็ขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้หลินเวยอีกนิด สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น
"พี่หลิน... ในเมื่อพี่อยู่มานานกว่า งั้นพี่พอจะแนะนำฉันหน่อยได้ไหม?" เยว่ซินถามเสียงเครียด
"ว่าจะใช้ชีวิตรอดยังไงในยุคบ้านี่... ฉันไม่มีความทรงจำของตัวเองในยุคนี้เลย มีแต่ของเจ้าของร่างเดิม ซึ่งก็... เละเทะอย่างที่เห็น"
หลินเวยวางถ้วยชาลง นางยกนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว สีหน้าดูซีเรียสขึ้นทันตา
"ง่ายมาก... และเป็นกฎเหล็กข้อเดียวที่เธอต้องจำให้ขึ้นใจ"
หลินเวยจ้องตาเยว่ซินเขม็ง
"อย่าทำตัวเหมือนมาจากที่อื่น"
"หมายความว่าไง?"
"หมายความว่า... อย่าพยายามเป็น คนเก่งจากอนาคตจนเกินงาม" หลินเวยอธิบายเสียงเข้ม
"ไอ้พวกมุกนางเอกนิยายที่ประดิษฐ์สบู่ สร้างระเบิด หรือพูดจาภาษาอังกฤษไฟแลบโชว์พาวน่ะ... เก็บพับใส่กระเป๋าไปก่อนเลย"
"ทำไมล่ะ? ไม่ใช่ว่าถ้าเราเก่ง เราจะได้รับการยอมรับเหรอ?"
"นั่นมันในนิยายย่ะ!" หลินเวยส่ายหน้า "แต่ในความเป็นจริง... คนในยุคนี้เชื่อเรื่อง ภูต ผี ปีศาจ กันแบบเข้าเส้น เชื่อชนิดงมงายเลยล่ะ"
หลินเวยโน้มตัวเข้ามากระซิบ "ถ้าจู่ๆ เธอทำอะไรที่มันผิดแปลกไปจากวิถีเดิมมากๆ หรือพูดจาภาษาต่างด้าวที่ไม่มีใครเข้าใจ... พวกเขาจะไม่มองว่าเธอเป็นอัจฉริยะหรอกนะ"
"แล้วเขาจะมองว่า..."
"เขาจะมองว่าเธอถูก ผีเข้า หรือไม่ก็เป็น ปีศาจสวมหนังมนุษย์ มาสิงร่าง!"
เยว่ซินกลืนน้ำลายเอือก เริ่มรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมา
"และจุดจบของผู้หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นปีศาจในยุคนี้..." หลินเวยทำท่าปาดคอตัวเองประกอบ
"ถ้าโชคดีหน่อยก็แค่โดนหมอผีเอาเลือดหมาดำมาสาดไล่ผี แต่ถ้าโชคร้าย... เธออาจจะถูกจับมัดกับเสาแล้วเผาทั้งเป็นข้อหาเป็นตัวกาลกิณีบ้านเมือง"
"โหดขนาดนั้นเลยเหรอ..."
"ใช่ เพราะฉะนั้น... เนียนเข้าไว้" หลินเวยย้ำ "ใช้ความรู้ที่มีได้ แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าให้ใครจับพิรุธได้ว่า เยว่ซิน คนเดิมหายไปไหน... อย่างน้อยก็จนกว่าเธอจะมีอำนาจมากพอที่จะไม่มีใครกล้าแตะต้อง"
เยว่ซินพยักหน้าหงึกหงัก รับคำสอนนั้นไว้ในใจทันที นึกย้อนไปถึงตอนที่เธอเกือบจะหลุดปากด่าสามีเป็นภาษาไทย หรือตอนที่เผลอพูดภาษาอังกฤษเมื่อครู่... ดีนะที่คนได้ยินคือหลินเวย ถ้าเป็นคนอื่น เธอคงได้ไปนอนคุยกับรากมะม่วงรอบสองแน่ๆ
บานประตูห้องรับรองพิเศษถูกเปิดออกกว้าง
ชิงเหอและหยางเฟยที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูด้วยใจระทึก รีบหันขวับมามองทันที เตรียมใจรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด หากได้ยินเสียงกรีดร้องหรือเห็นสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยจากการตบตี
ทว่าภาพที่ปรากฏกลับทำให้พวกเขาต้องขยี้ตาซ้ำ
เยว่ซินเดินยิ้มแป้นออกมาด้วยใบหน้าสดใส แววตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง ตามหลังมาด้วยหลินเวยที่เดินออกมาส่งด้วยท่าทางนอบน้อม (แต่แอบขยิบตาให้กันเล็กน้อย)
"ผ้าพวกนี้งดงามถูกใจข้ายิ่งนัก" เยว่ซินกล่าวเสียงดังฟังชัด เพื่อให้บ่าวไพร่ได้ยิน
"ชิงเหอ ให้คนมาขนผ้ากลับจวน... สีฟ้าอ่อน สีกลีบบัว แล้วก็สีเขียวหยกนั่น เอาไปให้หมด ข้าจะเอาไปตัดชุดใหม่"
"พะ... เพคะ! พระชายา" ชิงเหอรีบรับคำด้วยความโล่งอกที่นายหญิงของตนไม่ได้อาละวาดพังร้าน แถมยังได้ของติดไม้ติดมือกลับมาอีก
"ขอบพระทัยพระชายาที่เมตตาอุดหนุนเพคะ" หลินเวย ย่อกายลงทำความเคารพอย่างงดงามสมบทบาทเจ้าของร้าน
"หวังว่าพระชายาจะพอพระทัยในสินค้าของสกุลหลิน"
"พอใจสิ... พอใจมากด้วย" เยว่ซินยิ้มกริ่ม สื่อความหมายลึกซึ้งไปถึงข้อมูล ที่เพิ่งแลกเปลี่ยนกัน
"ดังนั้น... พรุ่งนี้ข้าจะมาหาเจ้าใหม่"
"พรุ่งนี้หรือเพคะ?" ชิงเหอท้วงเบาๆ ด้วยความงุนงง ปกติซื้อผ้าครั้งหนึ่งก็ใช้เวลาตัดเย็บเป็นเดือน ไยต้องรีบมาอีก
"ใช่! ข้ายังมีแบบชุดที่... เอ่อ... ต้องปรึกษาคุณหนูหลินอีกเยอะ" เยว่ซินแถไปน้ำขุ่นๆ ก่อนจะหันไปสบตาหลินเวยอย่างรู้กัน
"ตกลงตามนี้นะ"
หลินเวยพยักหน้ารับน้อยๆ แววตามุ่งมั่นไม่แพ้กัน
"เพคะ... ร้านหม่อมฉันยินดีต้อนรับเสมอ"
เยว่ซินเดินกลับไปขึ้นรถม้าด้วยฝีเท้าที่เบาสบายกว่าตอนขามาลิบลับ ในหัวของเธอไม่ได้คิดเรื่องตัดชุดสวยๆ หรือเรื่องสามีจอมเย็นชาอีกต่อไปแล้ว แต่เต็มไปด้วยแผนการที่เธอและหลินเวยเพิ่งตกลงกัน...
'ปฏิบัติการแหกคุกโบราณ กลับบ้านเรายุค 5G'
พวกเธอตกลงกันแล้วว่าจะช่วยกันระดมสมอง ลองผิดลองถูก และทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางกลับไปยังโลกเดิมให้ได้... ไม่ว่าจะต้องดำน้ำ บุกป่า ฝ่าดง หรือต้องรื้อตำราไสยศาสตร์เล่มไหนมาอ่านก็ตาม
เพราะต่อให้เป็นพระชายาผู้ร่ำรวย หรือเจ้าของร้านผู้มั่งคั่ง... แต่มันจะไปมีความหมายอะไร ถ้าไม่มี อินเทอร์เน็ต, เครื่องปรับอากาศ และ ชานมไข่มุก!
"เจอกันพรุ่งนี้ค่ะพี่สาว..."
เยว่ซินพึมพำเบาๆ กับตัวเอง ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้า มุ่งหน้ากลับสู่กรงทอง (จวนอ๋อง) เพื่อเตรียมตัวสำหรับภารกิจใหญ่ในวันพรุ่งนี้
ตอนพิเศษ : วิวาห์รัก... สัญญาใจข้ามภพณ จวนขุนนางกรมพิธีการเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วท้องถนน ขบวนเจ้าสาวที่ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตาเคลื่อนตัวเข้าสู่ประตูวิวาห์ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของชาวเมืองเยว่ซิน ในชุดคลุมท้องอ่อนๆ สีชมพูหวาน ยืนเกาะแขน ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ มองดูภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เป็นประกายระยิบระยับภาพเจ้าบ่าวในชุดสีแดงมงคลจูงมือเจ้าสาวที่คลุมหน้าด้วยผ้าแดงเดินข้ามกระถางไฟ... ภาพการกราบไหว้ฟ้าดิน... และภาพรอยยิ้มแห่งความสุขของคู่บ่าวสาว"เฮ้อ..."เยว่ซินเผลอถอนหายใจออกมาเบาๆ โดยไม่รู้ตัว"เบื่อหรือ?" จวิ้นอวี้ก้มลงถามกระซิบ "ถ้าเจ้าเหนื่อย เรากลับกันเลยไหม? เจ้ากำลังท้องกำลังไส้ ไม่ควรยืนนาน""เปล่าเพคะ ไม่ได้เบื่อ..." เยว่ซินส่ายหน้า นางมองไปที่คู่บ่าวสาวอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม "ข้าแค่... อิจฉานิดหน่อย""อิจฉา?" คิ้วเข้มของท่านอ๋องเลิกขึ้นสูง "เจ้าเป็นถึงพระชายาเอกของข้า มีอำนาจวาสนาเหนือสตรีทั้งแผ่นดิน ยังมีสิ่งใดต้องอิจฉาเมียขุนนางผู้น้อยอีก?"เยว่ซินย่นจมูกใส่เขา "ท่านไม่เข้าใจหัวอกผู้หญิงหรอก... จริงอยู่ที่ข้าแต่งงานกับท่านแล้ว แต่ตอนนั้น... คนที่เข้
บทส่งท้าย : กาลเวลาและพรหมลิขิตนิรันดร์กาลเวลาผันผ่านดั่งสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับ...จากเหมันต์ฤดูอันหนาวเหน็บสู่วสันตฤดูที่มวลบุปผาบานสะพรั่ง เรื่องราวร้ายๆ และมรสุมชีวิตที่เคยถาโถมเข้ามาในจวนอ๋อง บัดนี้ได้จางหายไปกลายเป็นเพียงตะกอนความทรงจำ ทิ้งไว้เพียงความสงบสุขและกลิ่นอายของความรักที่อบอวลไปทั่วทุกตารางนิ้วณ ศาลารับลมกลางสระบัว จวนอ๋องแสงแดดยามบ่ายสาดส่องกระทบผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ เยว่ซิน ในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆา นั่งพิงหมอนอิงใบนุ่ม อ่านตำราแพทย์เล่มหนาด้วยท่าทีผ่อนคลาย บนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้ามีขนมกุ้ยฮวาและชาร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่นวางอยู่ชีวิตของนางในตอนนี้... เรียกได้ว่า "สมบูรณ์แบบ"กิจการร้านค้าของ หลินเวย รุ่งเรืองจนขยายสาขาไปทั่วเมืองหลวง ส่วน มู่หลาน เพื่อนสาวนักฆ่าหน้าตาย ก็ยังคงรับศึกหนักกับ อ๋องจวิ้นเจี๋ย (พี่รอง) ที่ดูเหมือนไม่ยอมให้ห่างกายทุกอย่างลงตัว... จนเยว่ซินแทบจะลืมไปแล้วว่า ตนเองเคยเป็นใคร หรือมาจากที่ไหน"อ่านตำราอีกแล้วหรือ?"เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ จะเดินเข้ามาโอบไหล่นางอย่างเป็นธรรมช
ตอนที่ 45 : บทสรุปแห่งพันธสัญญาณ ห้องรับรองส่วนตัว เรือนพระชายาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ เยว่ซิน ฟื้นคืนชีพ ที่ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ ยอมอนุญาตให้คนนอกเข้ามาเยี่ยมภรรยาถึงในเรือน หลังจากที่เขาหวงแหนนางราวกับจงอางหวงไข่มานานนับเดือนทันทีที่บานประตูเปิดออก หลินเวย และ มู่หลาน ก็พุ่งตัวเข้ามา"เยว่ซิน!!"สามสาวโผเข้ากอดกันกลม น้ำตาแห่งความดีใจไหลพราก โดยเฉพาะหลินเวยที่ร้องไห้จนตัวโยน ส่วนมู่หลานแม้จะพยายามรักษามาดเข้ม แต่ขอบตาก็แดงก่ำด้วยความโล่งใจ"นึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว... นึกว่าเธอทิ้งพวกเราไปแล้วจริงๆ" หลินเวยสะอื้นหลังจากปรับทุกข์และตรวจเช็คสภาพร่างกายกันจนพอใจ เยว่ซินก็สั่งให้บ่าวไพร่ถอยออกไปจนหมด เหลือเพียงพวกนางสามคนในห้องเยว่ซินเริ่มเล่าเรื่องราวตลอด 7 วันที่วิญญาณออกจากร่างให้เพื่อนฟังอย่างละเอียด... เรื่องที่นางกลับไปเห็นงานศพของตัวเอง เห็นพ่อแม่ร้องไห้ และเห็นร่างที่ถูกเผาจนเป็นเถ้าถ่าน"สรุปคือ... ที่โลกนู้น ฉันตายไปแล้วจริงๆ พี่" เยว่ซินสรุปด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็งขึ้น แววตาเด็ดเดี่ยว"ในโลกอนาคตไม่มีที่ให้ฉันกลับไปแล้ว... ที่นี่คือบ้านของฉัน และจวิ้นอวี้คือครอบครัว
ตอนที่ 44 : การเกิดใหม่และความลับที่ซ่อนเร้นณ จวนอ๋อง... วันที่ปาฏิหาริย์บังเกิดข่าวการฟื้นคืนสติของ พระชายาเยว่ซิน แพร่สะพัดไปอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว เฉพาะในหมู่คนสนิทและผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าออกเรือนพักเท่านั้นความตึงเครียดที่ปกคลุมจวนมาตลอดเจ็ดวัน มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความตกตะลึงและความยินดีจนทำอะไรไม่ถูก บ่าวไพร่บางคนถึงกับทรุดลงกราบไหว้ฟ้าดิน เพราะทุกคนต่างรู้ดีอยู่เต็มอกว่า... ร่างที่นอนอยู่บนเตียงนั้นสิ้นลมไปแล้วแต่เพราะ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ ผู้เปรียบเสมือนมัจจุราชที่ยืนขวางประตูยมโลก เขาใช้ดาบพาดคอทุกคนที่กล้าเอ่ยปากเรื่อง "การตายของพระชายา" และสั่งตายทุกคนที่คิดจะแพร่งพรายข่าวการตายออกไป... ความบ้าคลั่งและความเชื่อมั่นอันแรงกล้าของเขา ได้ฉุดรั้งนางกลับมาได้สำเร็จจริงๆ!"พระชายา!! ฮือๆๆๆ!"ชิงเหอ สาวใช้คนสนิท ถลาร่างเข้ามาในห้องเป็นคนแรกเมื่อได้รับการแจ้งข่าว นางลืมกฎเกณฑ์มารยาทไปจนหมดสิ้น ทรุดตัวลงข้างเตียง กุมมือนายหญิงของตนมาแนบหน้าผาก ร้องไห้โฮจนตัวสั่นเทา"บ่าวนึกว่า... บ่าวนึกว่าจะไม่ได้เห็นหน้าพระองค์อีกแล้ว... ฮือ..."แม้แต่ หยางเฟย องครักษ์หนุ่มผู้เคร่งขร
ตอนที่ 43 : การหลอมรวมดวงจิตความอาลัยอาวรณ์ ความเจ็บปวด และความรักต่อครอบครัวรัดรึงหัวใจจนแน่น... แต่แล้ว... ท่ามกลางความสิ้นหวังนั้น เสียงเรียกที่ทรงพลังยิ่งกว่าความตายก็ดังแหวกมิติเข้ามา"เยว่ซิน... กลับมาหาข้า..."เสียงของ จวิ้นอวี้... ผู้ชายอีกคนหนึ่งที่กำลังจะขาดใจตายหากไม่มีเธอพิมพ์ชะงัก... มองดูพ่อกับแม่เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะตัดสินใจหันหลังให้กับภาพความทรงจำในห้องนอน... เพื่อมุ่งหน้าไปตามเสียงเรียกนั้น(ลาก่อนนะคะ... ชาตินี้หนูทำบุญมาน้อย แต่หนูสัญญา... ว่าหนูจะไปใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในร่างนั้นให้คุ้มค่าที่สุด)แรงดึงดูดมหาศาลกระชากเธอกลับสู่ความมืดมิด...ณ ห้วงมิติสีขาวโพลน... รอยต่อระหว่างภพหลังจากที่วิญญาณของพิมพ์ถูกกระชากกลับมาจากห้องนอนในโลกปัจจุบัน นางไม่ได้ตื่นขึ้นในทันที แต่กลับลอยละล่องมาหยุดอยู่ที่สถานที่แห่งหนึ่ง... ที่ซึ่งไม่มีทิศทาง ไม่มีกาลเวลา มีเพียงพื้นน้ำนิ่งสงบราวกับกระจกเงาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาเบื้องหน้าของนาง... ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งยืนหันหลังให้สตรีในชุดจีนโบราณสีแดงสดปักลายหงส์... ผมยาวสลวยถึงกลางหลัง แผ่นหลังนั้นดูบอบบางและคุ้นตาเหลือเกิน"คุณ..
ตอนที่ 42 : เจ็ดวันแห่งการจากลาณ ห้องบรรทมที่ถูกปิดตาย... วันที่เจ็ดของการจากลาภายในห้องกว้างที่เคยอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น บัดนี้กลับเงียบสงัดวังเวง มีเพียงแสงเทียนวูบไหวที่ส่องกระทบเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งนิ่งงันอยู่ข้างเตียงราวกับรูปสลักหินจวิ้นอวี้ ในสภาพอิดโรย ดวงตาลึกโหลและแดงช้ำจากการไม่ได้นอนมาหลายคืน นั่งกุมมือที่เย็นเฉียบของภรรยาเอาไว้แนบแก้มบนเตียงกว้าง... ร่างไร้วิญญาณของ เยว่ซิน นอนสงบนิ่ง นางสวมชุดผ้าไหมสีกลีบบัวปักลายหงส์คู่มังกรที่งดงามวิจิตรที่สุด ซึ่งเขาเป็นคนบรรจงสวมใส่ให้นางด้วยมือของเขาเอง ใบหน้าของนางถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบา กลบความซีดเผือดจนดูเหมือนคนที่มีเลือดฝาดในสายตาของจวิ้นอวี้... นางยังคงสวยสดใส งดงามราวกับเจ้าหญิงนิทราที่กำลังหลับฝันหวานทว่า... ความเป็นจริงที่โหดร้ายกลับซ่อนอยู่ใน "ขวดแก้วใบเล็ก" ที่วางอยู่บนหัวเตียงหมอหลวงได้มอบ 'โอสถตรึงสังขาร' ซึ่งเป็นยาวิเศษหายากที่ช่วยคงสภาพร่างกายไม่ให้เน่าเปื่อย... แต่มันมีฤทธิ์อยู่ได้เพียง "สองอาทิตย์" เท่านั้นหากครบกำหนดสิบสี่วัน แล้วนางยังไม่ฟื้น... ร่างกายที่งดงามนี้จะเริ่มเน่







