เข้าสู่ระบบ"พี่หลิน..." เยว่ซินเรียกสรรพนามแบบคนกันเอง "คือฉันถามจริงๆ นะ เพราะดูเหมือนพี่จะรู้จักเจ้าของร่างนี้ดี ยัย 'เยว่ซิน' คนเดิมเนี่ย... ร้ายกาจมากไหม?"
หลินเวยเลิกคิ้ว "ถามว่าร้ายไหมเหรอ? หึ..." นางหัวเราะในลำคอ "เรียกว่า นรกส่งมาเกิด ยังน้อยไป วีรกรรมนางยาวเป็นหางว่าว แต่ที่แสบที่สุดคือเรื่องที่ทำกับฉันนี่แหละ นางวางแผนใส่ร้ายว่าฉันคบชู้ แล้วจัดฉากให้พี่ชายของนางมาเจอ ฉันเกือบโดนสั่งตายเพราะแผนนางนะยะ!"
เยว่ซินหน้าถอดสี รีบยกมือไหว้ปลกๆ ด้วยความรู้สึกผิดแทนเจ้าของร่าง
"เฮ้ย! จริงดิ! พี่... ฉันขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ ถึงฉันจะไม่ใช่คนทำ แต่ตอนนี้ฉันอยู่ในร่างนี้ ฉันรู้สึกผิดชะมัดเลย... นี่ฉันเป็นศัตรูของเพื่อนร่วมชะตากรรมเหรอเนี่ย"
หลินเวยเห็นท่าทางสำนึกผิดจนตัวลีบของเยว่ซินแล้วก็อดขำไม่ได้ นางโบกมือปัดๆ
"โอ๊ย ช่างมันเถอะ! ไม่ต้องขอโทษหรอก เธอไม่ใช่ยัยนั่นสักหน่อย อีกอย่างนะ..."
หลินเวยยักไหล่ ทำหน้าเอือมระอา
"ถึงไม่มีแผนการของยัยเยว่ซิน ยังไงฉันกับอีตาแม่ทัพบ้านั่นก็ไปกันไม่รอดอยู่ดี"
"อ้าว ทำไมล่ะ? พี่ชายเจ้าของร่างนี้... แม่ทัพเยว่เฉิน เขาไม่ดีเหรอ?"
"ดีไหมน่ะเหรอ..." หลินเวยแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่สวยหม่นแสงลงวูบหนึ่ง ราวกับภาพจำอันเลวร้ายในวันวานฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง
"เขาก็ดี... ในแบบของขุนนางโบราณที่เคร่งครัดนั่นแหละ รับผิดชอบหน้าที่ ไม่เจ้าชู้... แต่ข้อเสียเดียวที่ฉันรับไม่ได้ที่สุดคือ ความหูเบา และ ความไม่เชื่อใจ"
นางวางถ้วยชาลงกระแทกโต๊ะดัง 'กึก' เพื่อระบายอารมณ์
"วันที่เกิดเรื่อง... จัดฉากใส่ร้ายว่าฉันคบชู้สู่ชาย หลักฐานเท็จพวกนั้นมันมัดตัวก็จริง แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่คำด่าทอของคนอื่นนะพิมพ์..."
หลินเวยหันมาสบตาเยว่ซินด้วยแววตาที่เจือความเจ็บปวดลึกๆ
"แต่คือท่าทีของเขา... แม่ทัพเยว่เฉิน สามีที่นอนร่วมเตียงกันทุกคืน เขาไม่เลือกที่จะเชื่อฉัน... เขาไม่แม้แต่จะเอ่ยปากถามหาความจริง หรือปกป้องศักดิ์ศรีของเมียตัวเองเลยสักนิด"
นางสูดหายใจลึก พยายามข่มความโกรธที่ปะทุขึ้นมา
"วินาทีนั้น... เขาตวัดพู่กันเขียนหนังสือหย่าอย่างเลือดเย็น แล้วก็ ปาใส่หน้า ฉัน ต่อหน้าบ่าวไพร่ทุกคน... เขาไล่ฉันเหมือนหมูเหมือนหมา"
หลินเวยยักไหล่ พยายามทำท่าทีเหมือนไม่ยี่หระ แต่เยว่ซินดูออกว่ามันคือบาดแผลในใจ
"นาทีนั้นฉันคิดเลยว่า... ผู้ชายเฮงซวย! ต่อให้หล่อลากไส้แค่ไหน แต่ถ้าไร้สมองแถมไม่ให้เกียรติกันแบบนี้ ก็เลิกกันไปน่ะดีแล้ว! ฉันเลยคว้าใบหย่าแล้วเดินเชิดออกมา!"
เยว่ซินฟังแล้วก็ได้แต่อ้าปากค้าง พูดไม่ออก...
(โห... พี่ชายฉัน... ทำไมถึงได้โง่บรมขนาดนี้เนี่ย! ทิ้งเพชรเม็ดงามไป แล้วยังทำร้ายจิตใจเขาขนาดนั้น มิน่าล่ะพี่หลินถึงได้เกลียดเข้าไส้!)
หลังจากปรับทุกข์เรื่องผู้ชายกันพอหอมปากหอมคอ เยว่ซินก็ขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้หลินเวยอีกนิด สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น
"พี่หลิน... ในเมื่อพี่อยู่มานานกว่า งั้นพี่พอจะแนะนำฉันหน่อยได้ไหม?" เยว่ซินถามเสียงเครียด
"ว่าจะใช้ชีวิตรอดยังไงในยุคบ้านี่... ฉันไม่มีความทรงจำของตัวเองในยุคนี้เลย มีแต่ของเจ้าของร่างเดิม ซึ่งก็... เละเทะอย่างที่เห็น"
หลินเวยวางถ้วยชาลง นางยกนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว สีหน้าดูซีเรียสขึ้นทันตา
"ง่ายมาก... และเป็นกฎเหล็กข้อเดียวที่เธอต้องจำให้ขึ้นใจ"
หลินเวยจ้องตาเยว่ซินเขม็ง
"อย่าทำตัวเหมือนมาจากที่อื่น"
"หมายความว่าไง?"
"หมายความว่า... อย่าพยายามเป็น คนเก่งจากอนาคตจนเกินงาม" หลินเวยอธิบายเสียงเข้ม
"ไอ้พวกมุกนางเอกนิยายที่ประดิษฐ์สบู่ สร้างระเบิด หรือพูดจาภาษาอังกฤษไฟแลบโชว์พาวน่ะ... เก็บพับใส่กระเป๋าไปก่อนเลย"
"ทำไมล่ะ? ไม่ใช่ว่าถ้าเราเก่ง เราจะได้รับการยอมรับเหรอ?"
"นั่นมันในนิยายย่ะ!" หลินเวยส่ายหน้า "แต่ในความเป็นจริง... คนในยุคนี้เชื่อเรื่อง ภูต ผี ปีศาจ กันแบบเข้าเส้น เชื่อชนิดงมงายเลยล่ะ"
หลินเวยโน้มตัวเข้ามากระซิบ "ถ้าจู่ๆ เธอทำอะไรที่มันผิดแปลกไปจากวิถีเดิมมากๆ หรือพูดจาภาษาต่างด้าวที่ไม่มีใครเข้าใจ... พวกเขาจะไม่มองว่าเธอเป็นอัจฉริยะหรอกนะ"
"แล้วเขาจะมองว่า..."
"เขาจะมองว่าเธอถูก ผีเข้า หรือไม่ก็เป็น ปีศาจสวมหนังมนุษย์ มาสิงร่าง!"
เยว่ซินกลืนน้ำลายเอือก เริ่มรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมา
"และจุดจบของผู้หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นปีศาจในยุคนี้..." หลินเวยทำท่าปาดคอตัวเองประกอบ
"ถ้าโชคดีหน่อยก็แค่โดนหมอผีเอาเลือดหมาดำมาสาดไล่ผี แต่ถ้าโชคร้าย... เธออาจจะถูกจับมัดกับเสาแล้วเผาทั้งเป็นข้อหาเป็นตัวกาลกิณีบ้านเมือง"
"โหดขนาดนั้นเลยเหรอ..."
"ใช่ เพราะฉะนั้น... เนียนเข้าไว้" หลินเวยย้ำ "ใช้ความรู้ที่มีได้ แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าให้ใครจับพิรุธได้ว่า เยว่ซิน คนเดิมหายไปไหน... อย่างน้อยก็จนกว่าเธอจะมีอำนาจมากพอที่จะไม่มีใครกล้าแตะต้อง"
เยว่ซินพยักหน้าหงึกหงัก รับคำสอนนั้นไว้ในใจทันที นึกย้อนไปถึงตอนที่เธอเกือบจะหลุดปากด่าสามีเป็นภาษาไทย หรือตอนที่เผลอพูดภาษาอังกฤษเมื่อครู่... ดีนะที่คนได้ยินคือหลินเวย ถ้าเป็นคนอื่น เธอคงได้ไปนอนคุยกับรากมะม่วงรอบสองแน่ๆ
บานประตูห้องรับรองพิเศษถูกเปิดออกกว้าง
ชิงเหอและหยางเฟยที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูด้วยใจระทึก รีบหันขวับมามองทันที เตรียมใจรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด หากได้ยินเสียงกรีดร้องหรือเห็นสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยจากการตบตี
ทว่าภาพที่ปรากฏกลับทำให้พวกเขาต้องขยี้ตาซ้ำ
เยว่ซินเดินยิ้มแป้นออกมาด้วยใบหน้าสดใส แววตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง ตามหลังมาด้วยหลินเวยที่เดินออกมาส่งด้วยท่าทางนอบน้อม (แต่แอบขยิบตาให้กันเล็กน้อย)
"ผ้าพวกนี้งดงามถูกใจข้ายิ่งนัก" เยว่ซินกล่าวเสียงดังฟังชัด เพื่อให้บ่าวไพร่ได้ยิน
"ชิงเหอ ให้คนมาขนผ้ากลับจวน... สีฟ้าอ่อน สีกลีบบัว แล้วก็สีเขียวหยกนั่น เอาไปให้หมด ข้าจะเอาไปตัดชุดใหม่"
"พะ... เพคะ! พระชายา" ชิงเหอรีบรับคำด้วยความโล่งอกที่นายหญิงของตนไม่ได้อาละวาดพังร้าน แถมยังได้ของติดไม้ติดมือกลับมาอีก
"ขอบพระทัยพระชายาที่เมตตาอุดหนุนเพคะ" หลินเวย ย่อกายลงทำความเคารพอย่างงดงามสมบทบาทเจ้าของร้าน
"หวังว่าพระชายาจะพอพระทัยในสินค้าของสกุลหลิน"
"พอใจสิ... พอใจมากด้วย" เยว่ซินยิ้มกริ่ม สื่อความหมายลึกซึ้งไปถึงข้อมูล ที่เพิ่งแลกเปลี่ยนกัน
"ดังนั้น... พรุ่งนี้ข้าจะมาหาเจ้าใหม่"
"พรุ่งนี้หรือเพคะ?" ชิงเหอท้วงเบาๆ ด้วยความงุนงง ปกติซื้อผ้าครั้งหนึ่งก็ใช้เวลาตัดเย็บเป็นเดือน ไยต้องรีบมาอีก
"ใช่! ข้ายังมีแบบชุดที่... เอ่อ... ต้องปรึกษาคุณหนูหลินอีกเยอะ" เยว่ซินแถไปน้ำขุ่นๆ ก่อนจะหันไปสบตาหลินเวยอย่างรู้กัน
"ตกลงตามนี้นะ"
หลินเวยพยักหน้ารับน้อยๆ แววตามุ่งมั่นไม่แพ้กัน
"เพคะ... ร้านหม่อมฉันยินดีต้อนรับเสมอ"
เยว่ซินเดินกลับไปขึ้นรถม้าด้วยฝีเท้าที่เบาสบายกว่าตอนขามาลิบลับ ในหัวของเธอไม่ได้คิดเรื่องตัดชุดสวยๆ หรือเรื่องสามีจอมเย็นชาอีกต่อไปแล้ว แต่เต็มไปด้วยแผนการที่เธอและหลินเวยเพิ่งตกลงกัน...
'ปฏิบัติการแหกคุกโบราณ กลับบ้านเรายุค 5G'
พวกเธอตกลงกันแล้วว่าจะช่วยกันระดมสมอง ลองผิดลองถูก และทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางกลับไปยังโลกเดิมให้ได้... ไม่ว่าจะต้องดำน้ำ บุกป่า ฝ่าดง หรือต้องรื้อตำราไสยศาสตร์เล่มไหนมาอ่านก็ตาม
เพราะต่อให้เป็นพระชายาผู้ร่ำรวย หรือเจ้าของร้านผู้มั่งคั่ง... แต่มันจะไปมีความหมายอะไร ถ้าไม่มี อินเทอร์เน็ต, เครื่องปรับอากาศ และ ชานมไข่มุก!
"เจอกันพรุ่งนี้ค่ะพี่สาว..."
เยว่ซินพึมพำเบาๆ กับตัวเอง ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้า มุ่งหน้ากลับสู่กรงทอง (จวนอ๋อง) เพื่อเตรียมตัวสำหรับภารกิจใหญ่ในวันพรุ่งนี้
บทที่ 8: ค่ำคืนแห่งพันธนาการดวงตาหงส์ที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับโลหิต ฉายแววความปรารถนาอันดิบเถื่อนที่กำลังปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่ง สติสัมปชัญญะของบุรุษตรงหน้าดูเหมือนจะขาดผึงลงไปทุกขณะลมหายใจของเขาหอบกระชั้น ไอร้อนระอุแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่จนเยว่ซินสัมผัสได้ถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามา(ชิบหายแล้ว... อาการตาขวาง หายใจแรง ตัวร้อนเป็นไฟแบบนี้...)เยว่ซินกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว(มันไม่ใช่พิษธรรมดาแน่ๆ แต่นี่มัน... ยาปลุกกำหนัด! แถมยังแรงชนิดช้างสารยังล้ม!)"เยว่... ซิน..."สุรเสียงทุ้มต่ำครางเรียกนามของนางอย่างยากลำบาก ทว่าแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ ร่างสูงโถมกายลงมา ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดใบหน้า ก่อนที่เขาจะโน้มลงมาหมายจะครอบครองริมฝีปากอิ่ม"อย่านะ!"เยว่ซินเบี่ยงหน้าหลบด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด ทำให้ริมฝีปากที่ร้อนดั่งถ่านไฟของเขาพลาดเป้า เฉียดผ่านพวงแก้มเนียนไปประทับลงที่ซอกคอขาวผ่องแทน สัมผัสเปียกชื้นและรุนแรงทำให้ขนกายของนางลุกชันนางพยายามดิ้นรนสุดชีวิต สองมือทั้งทุบทั้งผลักแผงอกกว้างที่แข็งแกร่งปานกำแพงเหล็ก"ตั้
ตอนที่ 7 : แผนร้ายหรือกับดักรักเยว่ซินกลับมาถึงเรือนพักด้วยจิตใจที่เบิกบานและเบาสบายกว่าทุกครั้ง การได้รู้ว่าตนเองไม่ใช่ "คนแปลกหน้า" เพียงลำพังในโลกต่างมิตินี้ ทำให้ความหวาดกลัวและความเหงาลึกๆ ในใจเบาบางลงไปมาก(ป่านนี้พ่อกับแม่ แล้วก็เฮีย จะเป็นยังไงบ้างนะ...)ความคิดถึงครอบครัวในโลกปัจจุบันผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง พวกเขาคงกำลังร้องไห้เสียใจ หรือกำลังวุ่นวายกับการจัดการร่างที่ไร้วิญญาณของเธอ... แค่คิดน้ำตาก็พาลจะซึมแต่แล้วเธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ในโลกนี้เธอก็มีครอบครัวเหมือนกัน(จะว่าไป... ฉันยังไม่เคยเจอ 'ท่านแม่ทัพเยว่' พ่อของร่างนี้เลยนี่นา)ในความทรงจำเดิม ท่านแม่ทัพรักและตามใจลูกสาวคนนี้มาก จนเสียผู้เสียคน แต่เยว่ซินคนใหม่กลับรู้สึกว่า เธอควรจะหาเวลาไปเยี่ยมท่านบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และศึกษานิสัยใจคอไว้ เวลาต้องออกงานสังคมหรือเจอกันข้างนอก จะได้ไม่ทำตัวเปิ่นๆ ให้ใครจับได้"พระชายาเพคะ น้ำอุ่นเตรียมพร้อมแล้วเพคะ ผสมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นกุหลาบอย่างที่ท่านชอบด้วย" ชิงเหอเดินมารายงานเสียงใส"ขอบใจมาก"เยว่ซินปลดเปลื้องอาภรณ์รุ่มร่ามออก แล้วก้าวลงไปแช่ในถังไม้ใบใหญ่ที่
ตอนที่ 6 : กฎเหล็กของผู้มาเยือน"พี่หลิน..." เยว่ซินเรียกสรรพนามแบบคนกันเอง "คือฉันถามจริงๆ นะ เพราะดูเหมือนพี่จะรู้จักเจ้าของร่างนี้ดี ยัย 'เยว่ซิน' คนเดิมเนี่ย... ร้ายกาจมากไหม?"หลินเวยเลิกคิ้ว "ถามว่าร้ายไหมเหรอ? หึ..." นางหัวเราะในลำคอ "เรียกว่า นรกส่งมาเกิด ยังน้อยไป วีรกรรมนางยาวเป็นหางว่าว แต่ที่แสบที่สุดคือเรื่องที่ทำกับฉันนี่แหละ นางวางแผนใส่ร้ายว่าฉันคบชู้ แล้วจัดฉากให้พี่ชายของนางมาเจอ ฉันเกือบโดนสั่งตายเพราะแผนนางนะยะ!"เยว่ซินหน้าถอดสี รีบยกมือไหว้ปลกๆ ด้วยความรู้สึกผิดแทนเจ้าของร่าง"เฮ้ย! จริงดิ! พี่... ฉันขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ ถึงฉันจะไม่ใช่คนทำ แต่ตอนนี้ฉันอยู่ในร่างนี้ ฉันรู้สึกผิดชะมัดเลย... นี่ฉันเป็นศัตรูของเพื่อนร่วมชะตากรรมเหรอเนี่ย"หลินเวยเห็นท่าทางสำนึกผิดจนตัวลีบของเยว่ซินแล้วก็อดขำไม่ได้ นางโบกมือปัดๆ"โอ๊ย ช่างมันเถอะ! ไม่ต้องขอโทษหรอก เธอไม่ใช่ยัยนั่นสักหน่อย อีกอย่างนะ..."หลินเวยยักไหล่ ทำหน้าเอือมระอา"ถึงไม่มีแผนการของยัยเยว่ซิน ยังไงฉันกับอีตาแม่ทัพบ้านั่นก็ไปกันไม่รอดอยู่ดี""อ้าว ทำไมล่ะ? พี่ชายเจ้าของร่างนี้... แม่ทัพเยว่เฉิน เขาไม่ดีเหรอ?""ดีไหมน่
ตอนที่ 5 : พันธมิตรข้ามมิติเมื่อ หยางเฟย กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในชุดเครื่องแบบองครักษ์เต็มยศ ความหล่อเหลาก็ยิ่งทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว!ชุดเกราะหนังสีดำขลิบเงินขับเน้นช่วงไหล่ที่กว้างผ่าเผย เอวสอบรับกับเข็มขัดเส้นหนาที่คาดดาบประจำกายเอาไว้ ท่วงท่าการเดินที่มั่นคงและแววตาที่มุ่งมั่นทำเอา เยว่ซิน แทบจะละสายตาไม่ได้(อื้มหืม... งานดีพรีเมียม! ถึงสามีจะเย็นชาเป็นก้อนน้ำแข็ง แต่อย่างน้อยสวรรค์ก็ยังเมตตา ส่งอาหารตาชั้นเลิศมาให้เชยชมอยู่ใกล้ๆ แค่เห็นหน้าหล่อๆ ของหยางเฟยวันละนิด จิตใจที่ห่อเหี่ยวก็กระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที!)ภายในรถม้าคันหรูที่ประทับตราจวนอ๋อง เยว่ซินละสายตาจากองครักษ์หนุ่มที่ขี่ม้าขนาบข้างรถม้า หันมาถามสาวใช้คนสนิท"ชิงเหอ ข้าอยากได้เสื้อผ้าใหม่ ชุดในตู้มัน... เอิ่ม... ลิเก... เอ้ย! มันฉูดฉาดไปหน่อย ข้าอยากได้ที่มันเรียบหรูดูแพง เจ้ามีร้านแนะนำไหม?"ชิงเหอนั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง สีหน้าดูลำบากใจอย่างเห็นได้ชัดในใจของนางคิดถึงร้านผ้าที่ขึ้นชื่อที่สุดในเมืองหลวงตอนนี้ "หออาภรณ์สกุลหลิน" ของ หลินเวย... อดีตพี่สะใภ้ของพระชายานั่นเองแต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองนั้น... ยิ่งกว่าไฟกับน้
ตอนที่ 4 : ทวงคืนความภักดีหลังจากเดินหนีออกมาจากท่านอ๋องจอมเก๊กได้สักพัก ความหงุดหงิดก็เริ่มคลายลง เยว่ซินสูดหายใจลึกๆ พยายามปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติ เมื่อความเจ็บปวดที่หัวใจสงบลง สมองอันชาญฉลาดแบบนักธุรกิจสาวก็เริ่มทำงานทันที"ชิงเหอ" เยว่ซินหันไปกระซิบถามบ่าวคนสนิทที่เดินตามต้อยๆ "ข้าถามอะไรหน่อยสิ""เพคะพระชายา?""ข้า... เอ้ย 'เรา' น่ะ มีเงินไหม? มีเยอะเท่าไหร่? แล้วสินเดิมที่ข้าแต่งเข้ามาล่ะ อยู่ที่ไหน?"ดวงตาของชิงเหอเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ"โธ่ พระชายา ท่านลืมไปแล้วหรือเพคะ? ท่านเป็นถึงบุตรสาวคนเดียวของท่านแม่ทัพใหญ่ สินเดิมที่ท่านขนมาตอนแต่งงานน่ะ ยาวเหยียดเป็นสิบๆ ลี้! หีบทองคำ หีบผ้าไหม หีบเครื่องประดับ มีเต็มห้องคลังจนแทบจะล้นออกมา ท่านรวยยิ่งกว่าคลังหลวงบางเมืองเสียอีกนะเพคะ!""จริงดิ!"เยว่ซินเผลออุทานออกมาด้วยความดีใจ ดวงตาเป็นประกายวิบวับ รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้า(เยี่ยม! รวย! สวย! แล้วจะไปง้อผู้ชายพรรค์นั้นทำไม! ในเมื่อมีทุนรอนขนาดนี้ ฉันก็สามารถใช้ชีวิตเสวยสุขได้สบายๆ หรือจะเอาไปลงทุนทำธุรกิจต่อยอดก็ยังได้!)"งั้นวันนี้อากาศดี" เยว่ซิน
ตอนที่ 3 : การเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วก็ไม่อาจทราบได้สำหรับ เยว่ซิน ที่เคยชินกับการเหลือบมองนาฬิกาข้อมือหรือหน้าจอมือถือ การใช้ชีวิตในยุคโบราณที่ไร้ซึ่งเครื่องบอกเวลาที่แม่นยำช่างเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดพิลึก ที่นี่ไม่มีเข็มวินาที ไม่มีตัวเลขดิจิทัล มีเพียงการกะเกณฑ์จากแสงอาทิตย์และเสียงบอกเวลาจากหอระฆังไกลลิบ"ชิงเหอ ตอนนี้กี่โมงแล้ว?""ทูลพระชายา ยามซื่อ (09.00-11.00 น.) เจ้าค่ะ""แล้วตอนนี้ล่ะ?""ยามอู่ (11.00-13.00 น.) เจ้าค่ะ"สาวใช้คนสนิทอย่าง ชิงเหอ กลายเป็นนาฬิกาเดินได้ส่วนตัวของเธอไปโดยปริยาย เยว่ซินต้องคอยหันไปถามนางอยู่ตลอดเวลาเพื่อประเมินกิจวัตรประจำวันของตัวเองนับตั้งแต่วันที่ฟื้นขึ้นมา นี่ก็ผ่านไปเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้วหนึ่งอาทิตย์ที่เธอไม่เห็นแม้แต่เงาของสามีผู้สูงศักดิ์ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้หายเงียบไปราวกับตายจากกัน ซึ่งนั่นถือว่าเป็นเรื่องดีที่สุดสำหรับเยว่ซิน"ไม่ต้องมาให้เห็นหน้าแหละดี จะได้ไม่ต้องปวดใจ" เธอบ่นพึมพำขณะเดินทอดน่องออกมาสูดอากาศที่สวนหลังเรือนทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับดูประหลาดพิกลทุกย่างก้าวที่เยว่ซินเยื้องย่างผ่าน เหล่าบ่าวไพร่ ข้







