เข้าสู่ระบบเยว่ซินกลับมาถึงเรือนพักด้วยจิตใจที่เบิกบานและเบาสบายกว่าทุกครั้ง การได้รู้ว่าตนเองไม่ใช่ "คนแปลกหน้า" เพียงลำพังในโลกต่างมิตินี้ ทำให้ความหวาดกลัวและความเหงาลึกๆ ในใจเบาบางลงไปมาก
(ป่านนี้พ่อกับแม่ แล้วก็เฮีย จะเป็นยังไงบ้างนะ...)
ความคิดถึงครอบครัวในโลกปัจจุบันผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง พวกเขาคงกำลังร้องไห้เสียใจ หรือกำลังวุ่นวายกับการจัดการร่างที่ไร้วิญญาณของเธอ... แค่คิดน้ำตาก็พาลจะซึม
แต่แล้วเธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ในโลกนี้เธอก็มีครอบครัวเหมือนกัน
(จะว่าไป... ฉันยังไม่เคยเจอ 'ท่านแม่ทัพเยว่' พ่อของร่างนี้เลยนี่นา)
ในความทรงจำเดิม ท่านแม่ทัพรักและตามใจลูกสาวคนนี้มาก จนเสียผู้เสียคน แต่เยว่ซินคนใหม่กลับรู้สึกว่า เธอควรจะหาเวลาไปเยี่ยมท่านบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และศึกษานิสัยใจคอไว้ เวลาต้องออกงานสังคมหรือเจอกันข้างนอก จะได้ไม่ทำตัวเปิ่นๆ ให้ใครจับได้
"พระชายาเพคะ น้ำอุ่นเตรียมพร้อมแล้วเพคะ ผสมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นกุหลาบอย่างที่ท่านชอบด้วย" ชิงเหอเดินมารายงานเสียงใส
"ขอบใจมาก"
เยว่ซินปลดเปลื้องอาภรณ์รุ่มร่ามออก แล้วก้าวลงไปแช่ในถังไม้ใบใหญ่ที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไออุ่นของน้ำช่วยคลายความเมื่อยล้าจากการเดินเที่ยวทั้งวันได้เป็นอย่างดี มือเรียววักน้ำขึ้นลูบไล้ผิวกาย สายตาของเธอก้มลงสำรวจเรือนร่างนี้อย่างพินิจพิเคราะห์
(อื้อหือ... แม่เจ้าโว้ย หุ่นในฝันชัดๆ!)
เยว่ซินอดไม่ได้ที่จะผิวปากหวือในใจอย่างทึ่งๆ ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดราวกับกระเบื้องเคลือบ หน้าอกหน้าใจที่อวบอิ่มเกินขนาดมาตรฐานสาวเอเชีย เอวคอดกิ่วรับกับสะโพกผายที่กลมกลึง... นี่มันหุ่นนาฬิกาทรายที่สาวๆ ยุคใหม่พากันเข้าฟิตเนสแทบตายกว่าจะได้มา!
(ให้ตายเถอะ... ยัยเยว่ซินคนเก่า ถ้าไม่ติดว่านิสัยร้ายกาจจนคนอี๋นะ ด้วยรูปร่างหน้าตาขนาดนี้ คงเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์จนผู้ชายต้องเข้าแถวต่อคิวแน่ๆ เสียดายของชะมัด!)
เธอยกขาเรียวสวยขึ้นมาขัดถูอย่างอารมณ์ดี อย่างน้อยมาติดอยู่ในร่างนี้ ก็ถือว่าได้กำไรเรื่องรูปร่างหน้าตาล่ะนะ
หลังจากแช่น้ำจนตัวเปื่อย เยว่ซินก็ขึ้นมาแต่งตัวเตรียมเข้านอน เธอสวมเพียงชุดนอนผ้าแพรบางเบาสีขาวสะอาดตา ที่แนบไปกับส่วนเว้าส่วนโค้งทุกสัดส่วนอย่างยั่วยวน (โดยไม่ได้ตั้งใจ)
ขณะที่กำลังจะล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆ...
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงเคาะประตูหน้าเรือนดังรัวเร็วและหนักหน่วง ทำเอาเยว่ซินสะดุ้งเฮือก
"พระชายา! พระชายาพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงร้อนรนขององครักษ์หน้าห้องดังเข้ามา ชิงเหอรีบวิ่งไปเปิดประตู ก็พบกับ หัวหน้าองครักษ์เงา ของท่านอ๋อง ยืนหน้าเครียดเหงื่อท่วมตัว
"เกิดอะไรขึ้น ดึกดื่นป่านนี้" เยว่ซินตะโกนถามจากในห้องนอน
"ทูลพระชายา! ท่านอ๋องมีรับสั่งให้เชิญเสด็จด่วนพ่ะย่ะค่ะ!"
"หา? ไปตอนนี้เนี่ยนะ?" เยว่ซินขมวดคิ้ว "ทำไมข้าต้องไป? คนจะหลับจะนอน บอกเขาว่ามีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้!"
"ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์เงาสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
"ท่านอ๋อง... ท่านอ๋องทรงได้รับพิษพ่ะย่ะค่ะ!"
"ห๊ะ! โดนพิษ?" เยว่ซินลุกพรวดขึ้นจากเตียง
"พ่ะย่ะค่ะ... และหมอหลวงบอกว่า... มีเพียงพระชายาเท่านั้นที่ช่วยได้!"
เยว่ซินกรอกตามองบนจนแทบจะเห็นเพดาน
(โอ๊ย... พ่อพระเอกนิยายเอ๊ย! วันดีคืนดีก็โดนพิษ แล้วทำไมต้องเป็นฉันที่ช่วยได้ยะ? ฉันไม่ใช่ยาถอนพิษเดินได้นะ!)
ถึงปากจะบ่นอุบอิบ แต่สัญชาตญาณความเป็นหมอยาก็ทำงานทันที... หรือว่าพิษที่เขาโดน จะเป็นพิษที่ต้องใช้ความรู้เรื่องสมุนไพรของเธอ? หรือว่าเธอพอจะดูอาการออก? ยังไงก็ปล่อยให้ตายไม่ได้... เดี๋ยวขาดคนคุ้มกะลาหัว (ในทางนิตินัย)
"ชิงเหอ! เอาผ้าคลุมมา!" เยว่ซินสั่ง
"ตะ... แต่พระชายาเพคะ! ชุดนี้!" ชิงเหอหน้าตื่น เมื่อเห็นนายหญิงยืนอยู่ในชุดนอนผ้าแพรบางจ๋อย ที่แทบจะมองทะลุเห็นเนื้อหนังมังสา "ท่านจะเสด็จไปทั้งชุดนอนไม่ได้นะเพคะ มันไม่งาม! ต้องเปลี่ยนชุดก่อน..."
"ไม่มีเวลาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์เงาตะโกนขัดขึ้นมา "อาการท่านอ๋องวิกฤตมาก ต้องรีบเสด็จเดี๋ยวนี้!"
เยว่ซินถอนหายใจเฮือกใหญ่ คว้าผ้าคลุมไหล่ผืนหนาที่ชิงเหอยื่นให้มาคลุมทับอย่างลวกๆ แล้วเดินดุ่มๆ ออกไปทั้งเท้าเปล่า
"ไปก็ไป! ตายขึ้นมาจริงๆ จะสมน้ำหน้าให้!"
สุดท้าย... พระชายาโฉมงามในชุดนอนวูบวาบภายใต้ผ้าคลุมหมิ่นเหม่ ก็ต้องรีบวิ่งตามองครักษ์ไปช่วยสามีที่ เกลียดขี้หน้าเธอเข้าไส้กลางดึกสงัด!
ทันทีที่เท้าของเยว่ซินก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาในห้องบรรทมอันกว้างใหญ่ของท่านอ๋อง
ปัง!
เสียงประตูไม้สักบานหนาหนักถูกปิดกระแทกจากด้านนอกดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงลงกลอนแม่กุญแจ "กริ๊ก!" ที่ชัดเจนบาดหู
เยว่ซินสะดุ้งโหยง หันขวับกลับไปที่ประตูทันที เธอพยายามเขย่าประตูอย่างแรง
"เฮ้ย! เดี๋ยวสิ! ปิดทำไม! ไหนบอกให้มาดูคนป่วย!"
เงียบกริบ... ไม่มีเสียงตอบรับจากองครักษ์หรือบ่าวไพร่ด้านนอกแม้แต่คนเดียว
"อึก... ร้อน..."
เสียงครางต่ำในลำคอที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความทรมานดังแว่วมาจากเตียงนอนขนาดใหญ่ใจกลางห้อง เยว่ซินชะงักมือที่ทุบประตู ค่อยๆ หันกลับไปมองด้วยความกล้าๆ กลัวๆ
(เสียงเหมือนคนกำลังจะตายเลยแฮะ... หรือว่าพิษกำเริบหนัก?)
สัญชาตญาณความเป็นหมอสั่งให้เธอต้องเข้าไปดู "ตายจริงไหมเนี่ย... แล้วหมอหลวงไปอยู่ที่ไหนกันหมด?"
เธอเดินย่องเข้าไปใกล้เตียงที่มีม่านโปร่งแสงกั้นอยู่ ภายในแสงสลัวจากเปลวเทียน เธอเห็นร่างสูงใหญ่ของ จวิ้นอวี้ นอนบิดเร่าอยู่บนฟูก ผ้าห่มถูกถีบกระจุยกระจาย เสื้อตัวในสีขาวของเขาถูกกระชากออกจนเผยให้เห็นแผงอกแกร่งที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อพราว ผิวกายของเขาแดงก่ำราวกับกุ้งต้ม
"ท่านอ๋อง..." เยว่ซินเรียกเบาๆ พลางเอื้อมมือไปหมายจะจับชีพจรที่ข้อมือเขาเพื่อตรวจอาการ "ไหนดูซิ อาการเป็นยั..."
หมับ!
ทันทีที่ปลายนิ้วแตะโดนผิวร้อนจัดของเขา มือหนาที่เหมือนคีมเหล็กก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือเธอ แล้วกระชากอย่างแรงเพียงครั้งเดียว!
"ว้าย!"
เยว่ซินเสียหลักล้มลงไปนอนทับบนอกแกร่งของเขาเต็มแรง ผ้าคลุมไหล่ผืนหนาที่ห่อหุ้มร่างกายหลุดลุ่ยออก เผยให้เห็นชุดนอนผ้าแพรบางเบาที่แนบไปกับสัดส่วนโค้งเว้า
"ปล่อยนะ! ท่านเป็นบ้าอะไรเนี่ย!"
เยว่ซินพยายามจะยันตัวลุกหนี แต่จวิ้นอวี้กลับพลิกตัวขึ้นมาคร่อมทับร่างของเธอเอาไว้อย่างรวดเร็ว ลมหายใจร้อนระอุของเขารินรดลงบนใบหน้าของเธอ กลิ่นกายบุรุษเพศผสมกับกลิ่นเหงื่อและกลิ่นยาบางอย่างคละคลุ้ง
บทที่ 8: ค่ำคืนแห่งพันธนาการดวงตาหงส์ที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับโลหิต ฉายแววความปรารถนาอันดิบเถื่อนที่กำลังปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่ง สติสัมปชัญญะของบุรุษตรงหน้าดูเหมือนจะขาดผึงลงไปทุกขณะลมหายใจของเขาหอบกระชั้น ไอร้อนระอุแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่จนเยว่ซินสัมผัสได้ถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามา(ชิบหายแล้ว... อาการตาขวาง หายใจแรง ตัวร้อนเป็นไฟแบบนี้...)เยว่ซินกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว(มันไม่ใช่พิษธรรมดาแน่ๆ แต่นี่มัน... ยาปลุกกำหนัด! แถมยังแรงชนิดช้างสารยังล้ม!)"เยว่... ซิน..."สุรเสียงทุ้มต่ำครางเรียกนามของนางอย่างยากลำบาก ทว่าแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ ร่างสูงโถมกายลงมา ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดใบหน้า ก่อนที่เขาจะโน้มลงมาหมายจะครอบครองริมฝีปากอิ่ม"อย่านะ!"เยว่ซินเบี่ยงหน้าหลบด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด ทำให้ริมฝีปากที่ร้อนดั่งถ่านไฟของเขาพลาดเป้า เฉียดผ่านพวงแก้มเนียนไปประทับลงที่ซอกคอขาวผ่องแทน สัมผัสเปียกชื้นและรุนแรงทำให้ขนกายของนางลุกชันนางพยายามดิ้นรนสุดชีวิต สองมือทั้งทุบทั้งผลักแผงอกกว้างที่แข็งแกร่งปานกำแพงเหล็ก"ตั้
ตอนที่ 7 : แผนร้ายหรือกับดักรักเยว่ซินกลับมาถึงเรือนพักด้วยจิตใจที่เบิกบานและเบาสบายกว่าทุกครั้ง การได้รู้ว่าตนเองไม่ใช่ "คนแปลกหน้า" เพียงลำพังในโลกต่างมิตินี้ ทำให้ความหวาดกลัวและความเหงาลึกๆ ในใจเบาบางลงไปมาก(ป่านนี้พ่อกับแม่ แล้วก็เฮีย จะเป็นยังไงบ้างนะ...)ความคิดถึงครอบครัวในโลกปัจจุบันผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง พวกเขาคงกำลังร้องไห้เสียใจ หรือกำลังวุ่นวายกับการจัดการร่างที่ไร้วิญญาณของเธอ... แค่คิดน้ำตาก็พาลจะซึมแต่แล้วเธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ในโลกนี้เธอก็มีครอบครัวเหมือนกัน(จะว่าไป... ฉันยังไม่เคยเจอ 'ท่านแม่ทัพเยว่' พ่อของร่างนี้เลยนี่นา)ในความทรงจำเดิม ท่านแม่ทัพรักและตามใจลูกสาวคนนี้มาก จนเสียผู้เสียคน แต่เยว่ซินคนใหม่กลับรู้สึกว่า เธอควรจะหาเวลาไปเยี่ยมท่านบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และศึกษานิสัยใจคอไว้ เวลาต้องออกงานสังคมหรือเจอกันข้างนอก จะได้ไม่ทำตัวเปิ่นๆ ให้ใครจับได้"พระชายาเพคะ น้ำอุ่นเตรียมพร้อมแล้วเพคะ ผสมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นกุหลาบอย่างที่ท่านชอบด้วย" ชิงเหอเดินมารายงานเสียงใส"ขอบใจมาก"เยว่ซินปลดเปลื้องอาภรณ์รุ่มร่ามออก แล้วก้าวลงไปแช่ในถังไม้ใบใหญ่ที่
ตอนที่ 6 : กฎเหล็กของผู้มาเยือน"พี่หลิน..." เยว่ซินเรียกสรรพนามแบบคนกันเอง "คือฉันถามจริงๆ นะ เพราะดูเหมือนพี่จะรู้จักเจ้าของร่างนี้ดี ยัย 'เยว่ซิน' คนเดิมเนี่ย... ร้ายกาจมากไหม?"หลินเวยเลิกคิ้ว "ถามว่าร้ายไหมเหรอ? หึ..." นางหัวเราะในลำคอ "เรียกว่า นรกส่งมาเกิด ยังน้อยไป วีรกรรมนางยาวเป็นหางว่าว แต่ที่แสบที่สุดคือเรื่องที่ทำกับฉันนี่แหละ นางวางแผนใส่ร้ายว่าฉันคบชู้ แล้วจัดฉากให้พี่ชายของนางมาเจอ ฉันเกือบโดนสั่งตายเพราะแผนนางนะยะ!"เยว่ซินหน้าถอดสี รีบยกมือไหว้ปลกๆ ด้วยความรู้สึกผิดแทนเจ้าของร่าง"เฮ้ย! จริงดิ! พี่... ฉันขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ ถึงฉันจะไม่ใช่คนทำ แต่ตอนนี้ฉันอยู่ในร่างนี้ ฉันรู้สึกผิดชะมัดเลย... นี่ฉันเป็นศัตรูของเพื่อนร่วมชะตากรรมเหรอเนี่ย"หลินเวยเห็นท่าทางสำนึกผิดจนตัวลีบของเยว่ซินแล้วก็อดขำไม่ได้ นางโบกมือปัดๆ"โอ๊ย ช่างมันเถอะ! ไม่ต้องขอโทษหรอก เธอไม่ใช่ยัยนั่นสักหน่อย อีกอย่างนะ..."หลินเวยยักไหล่ ทำหน้าเอือมระอา"ถึงไม่มีแผนการของยัยเยว่ซิน ยังไงฉันกับอีตาแม่ทัพบ้านั่นก็ไปกันไม่รอดอยู่ดี""อ้าว ทำไมล่ะ? พี่ชายเจ้าของร่างนี้... แม่ทัพเยว่เฉิน เขาไม่ดีเหรอ?""ดีไหมน่
ตอนที่ 5 : พันธมิตรข้ามมิติเมื่อ หยางเฟย กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในชุดเครื่องแบบองครักษ์เต็มยศ ความหล่อเหลาก็ยิ่งทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว!ชุดเกราะหนังสีดำขลิบเงินขับเน้นช่วงไหล่ที่กว้างผ่าเผย เอวสอบรับกับเข็มขัดเส้นหนาที่คาดดาบประจำกายเอาไว้ ท่วงท่าการเดินที่มั่นคงและแววตาที่มุ่งมั่นทำเอา เยว่ซิน แทบจะละสายตาไม่ได้(อื้มหืม... งานดีพรีเมียม! ถึงสามีจะเย็นชาเป็นก้อนน้ำแข็ง แต่อย่างน้อยสวรรค์ก็ยังเมตตา ส่งอาหารตาชั้นเลิศมาให้เชยชมอยู่ใกล้ๆ แค่เห็นหน้าหล่อๆ ของหยางเฟยวันละนิด จิตใจที่ห่อเหี่ยวก็กระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที!)ภายในรถม้าคันหรูที่ประทับตราจวนอ๋อง เยว่ซินละสายตาจากองครักษ์หนุ่มที่ขี่ม้าขนาบข้างรถม้า หันมาถามสาวใช้คนสนิท"ชิงเหอ ข้าอยากได้เสื้อผ้าใหม่ ชุดในตู้มัน... เอิ่ม... ลิเก... เอ้ย! มันฉูดฉาดไปหน่อย ข้าอยากได้ที่มันเรียบหรูดูแพง เจ้ามีร้านแนะนำไหม?"ชิงเหอนั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง สีหน้าดูลำบากใจอย่างเห็นได้ชัดในใจของนางคิดถึงร้านผ้าที่ขึ้นชื่อที่สุดในเมืองหลวงตอนนี้ "หออาภรณ์สกุลหลิน" ของ หลินเวย... อดีตพี่สะใภ้ของพระชายานั่นเองแต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองนั้น... ยิ่งกว่าไฟกับน้
ตอนที่ 4 : ทวงคืนความภักดีหลังจากเดินหนีออกมาจากท่านอ๋องจอมเก๊กได้สักพัก ความหงุดหงิดก็เริ่มคลายลง เยว่ซินสูดหายใจลึกๆ พยายามปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติ เมื่อความเจ็บปวดที่หัวใจสงบลง สมองอันชาญฉลาดแบบนักธุรกิจสาวก็เริ่มทำงานทันที"ชิงเหอ" เยว่ซินหันไปกระซิบถามบ่าวคนสนิทที่เดินตามต้อยๆ "ข้าถามอะไรหน่อยสิ""เพคะพระชายา?""ข้า... เอ้ย 'เรา' น่ะ มีเงินไหม? มีเยอะเท่าไหร่? แล้วสินเดิมที่ข้าแต่งเข้ามาล่ะ อยู่ที่ไหน?"ดวงตาของชิงเหอเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ"โธ่ พระชายา ท่านลืมไปแล้วหรือเพคะ? ท่านเป็นถึงบุตรสาวคนเดียวของท่านแม่ทัพใหญ่ สินเดิมที่ท่านขนมาตอนแต่งงานน่ะ ยาวเหยียดเป็นสิบๆ ลี้! หีบทองคำ หีบผ้าไหม หีบเครื่องประดับ มีเต็มห้องคลังจนแทบจะล้นออกมา ท่านรวยยิ่งกว่าคลังหลวงบางเมืองเสียอีกนะเพคะ!""จริงดิ!"เยว่ซินเผลออุทานออกมาด้วยความดีใจ ดวงตาเป็นประกายวิบวับ รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้า(เยี่ยม! รวย! สวย! แล้วจะไปง้อผู้ชายพรรค์นั้นทำไม! ในเมื่อมีทุนรอนขนาดนี้ ฉันก็สามารถใช้ชีวิตเสวยสุขได้สบายๆ หรือจะเอาไปลงทุนทำธุรกิจต่อยอดก็ยังได้!)"งั้นวันนี้อากาศดี" เยว่ซิน
ตอนที่ 3 : การเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วก็ไม่อาจทราบได้สำหรับ เยว่ซิน ที่เคยชินกับการเหลือบมองนาฬิกาข้อมือหรือหน้าจอมือถือ การใช้ชีวิตในยุคโบราณที่ไร้ซึ่งเครื่องบอกเวลาที่แม่นยำช่างเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดพิลึก ที่นี่ไม่มีเข็มวินาที ไม่มีตัวเลขดิจิทัล มีเพียงการกะเกณฑ์จากแสงอาทิตย์และเสียงบอกเวลาจากหอระฆังไกลลิบ"ชิงเหอ ตอนนี้กี่โมงแล้ว?""ทูลพระชายา ยามซื่อ (09.00-11.00 น.) เจ้าค่ะ""แล้วตอนนี้ล่ะ?""ยามอู่ (11.00-13.00 น.) เจ้าค่ะ"สาวใช้คนสนิทอย่าง ชิงเหอ กลายเป็นนาฬิกาเดินได้ส่วนตัวของเธอไปโดยปริยาย เยว่ซินต้องคอยหันไปถามนางอยู่ตลอดเวลาเพื่อประเมินกิจวัตรประจำวันของตัวเองนับตั้งแต่วันที่ฟื้นขึ้นมา นี่ก็ผ่านไปเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้วหนึ่งอาทิตย์ที่เธอไม่เห็นแม้แต่เงาของสามีผู้สูงศักดิ์ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้หายเงียบไปราวกับตายจากกัน ซึ่งนั่นถือว่าเป็นเรื่องดีที่สุดสำหรับเยว่ซิน"ไม่ต้องมาให้เห็นหน้าแหละดี จะได้ไม่ต้องปวดใจ" เธอบ่นพึมพำขณะเดินทอดน่องออกมาสูดอากาศที่สวนหลังเรือนทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับดูประหลาดพิกลทุกย่างก้าวที่เยว่ซินเยื้องย่างผ่าน เหล่าบ่าวไพร่ ข้







