LOGINจื่อเหยาและมารดานางรวมทั้งซูเจียวขึ้นมาทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกันกับลี่หยางและจางหลง โดยแน่นอนว่าลี่หยางเป็นเจ้ามือทั้งหมด สั่งให้นำรายการอาหารชั้นเลิศเป็นที่นิยมมาให้พวกนางสองแม่ลูกโดยเฉพาะ
“เจ้าชอบขาหมูตุ๋นกับพวกสามชั้นสินะ ข้าสั่งมาให้เป็นพิเศษแล้วลองชิมดูสิ” ลี่หยางเอ่ยกับจื่อเหยาที่มีท่าทีนิ่งเฉยไม่พูดไม่จามากนัก ที่สำคัญยังไม่ใส่ใจจะมองหน้าเขาด้วยซ้ำ ผิดกับก่อนหน้านี้ที่นางคอยตามตอแยเซ้าซี้เขา ออดอ้อนให้พูดคุยใส่ใจนางมาโดยตลอด
“ความจริงข้าหาได้ชอบอาหารมันๆเลี่ยนๆเป็นพิเศษไม่ แต่เป็นเพราะทางห้องครัวในเรือนสกุลจางทำตามคำสั่งของฮูหยินรองและบุตรสาว ตั้งใจทำอาหารพวกนี้มาให้ข้าเป็นพิเศษ เพราะหวังดีประสงค์ร้ายนั่นแหละเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยคิดและรู้ตัวมาก่อนแต่บัดนี้รู้แล้ว สมควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกนี้เสียหน่อยจะดีกว่า” จื่อเหยาซึ่งไม่ชอบทานอาหารมันเลี่ยนผิดกับเจ้าของร่างเดิมตอบลี่หยางกลับไป
“อ้องั้นเหรอ แต่เจ้าวางใจได้อาหารที่ภัตตาคารเยียนโจวนี้แม้นจะทำจากหมูสามชั้นหรือขาหมูแต่ก็ได้ทำการรีดมันออกไปส่วนหนึ่งแล้ว ไม่มันเลี่ยนรสชาติกำลังดีเลยล่ะเจ้ากินได้ตามสบาย” ลี่หยางตอบกลับไป จื่อเหยาค้อนใส่เขานิดหนึ่งก่อนจะหันไปคีบอาหารจานปลาเข้าปากแทน แต่อีกใจก็อยากชิมขาหมูกับหมูสามชั้นตุ๋นที่ลี่หยางนำเสนอเช่นกัน
‘รอสักพักค่อยชิมดูดีกว่า’ จื่อเหยาคิดในใจแต่ไม่ทันไร ลี่หยางก็เป็นฝ่ายคีบเนื้อขาหมูตุ๋นและสามชั้นนึ่งซีอิ๊วมาใส่ชามให้จื่อเหยาอย่างรู้ใจ
“ขอบใจเจ้าค่ะ” จื่อเหยาเอ่ยขอบคุณอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะคีบพวกมันขึ้นมาลิ้มรส
“อืม ไม่มันเลี่ยนอย่างที่คิดแต่ยังคงความหยุ่นนุ่มลิ้ม น้ำซอสซึมเข้าเนื้อ รสชาติดีจริงๆ สมแล้วกับที่เป็นอาหารของภัตตาคารเยียนโจวที่ขึ้นชื่อ” จื่อเหยาเอ่ยชื่นชม ในโลกก่อนหน้านี้นางเองก็ได้ดูแลกิจการร้านอาหารรวมทั้งภัตตาคารของครอบครัวมาก่อนเช่นกัน ทั้งยังได้เข้าคอร์สเรียนทำอาหารทั้งแบบจีนดั้งเดิม ผสมผสานและนานาชาติเยอะแยะหลากหลายรายการเลยทีเดียว ที่สำคัญยังเคยเข้าไปฝึกงานเป็นลูกมือในห้องครัวของกิจการครอบครัวตัวเองด้วย
“นึกไม่ถึงว่านอกจากลิ้มรสแล้ว เจ้ายังรู้จักพรรณนารสสัมผัสออกมาได้ลึกซึ้งเช่นนี้” ลี่หยางเอ่ย ดูท่าว่าวันนี้เขาจะพูดคุยกับนางดีมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเสียอีก
‘ฮึ ทำมาเป็นพูดดีคงเพราะนางมาเยือนพร้อมท่านแม่สินะ’ จื่อเหยาคิดในใจและหันไปสนใจอาหารจานอื่นต่อ โดยไม่คิดโต้ตอบกลับลี่หยาง
“ท่านแม่ทานปลานึ่งขิงนี่สิเจ้าคะ เนื้อปลาสดหวาน น้ำปรุงซึมเข้าเนื้อชุ่มฉ่ำลิ้นอร่อยมากเจ้าค่ะ” จื่อเหยาหันไปเอาอกเอาใจมารดาแทน
“ขอบใจมากลูก”
“เจียวเจียว เจ้าเองก็ทานเยอะๆนะ เจ้าของภัตตาคารเป็นเจ้ามือทั้งที อย่าให้เสียความตั้งใจเขาล่ะ” จื่อเหยาเอ่ยเรียกซูเจียวด้วยชื่อเล่นที่นางตั้งให้พร้อมคีบกับข้าวให้นางอีกหลายอย่าง
“ขอบคุณเจ้าค่ะคุณหนู” ซูเจียวกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้ม
‘ก่อนหน้านี้คุณหนูของนางไม่เคยคิดใส่ใจดูแลนางเช่นนี้มาก่อน หลังจากเกิดเหตุร้ายแล้วฟื้นคืนกลับมาได้คุณหนูก็เปลี่ยนไปมากทีเดียว แต่ช่างเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งนัก’ ซูเจียวคิดด้วยความยินดี ส่วนลี่หยางก็สังเกตการกระทำที่ใส่ใจแม้นกระทั่งกับสาวใช้ของจื่อเหยา ภายในใจเขาก็อดนึกชื่นชมนางไม่ได้เช่นกัน
หลังทานอาหารมื้อกลางวันด้วยกันเสร็จ ฮูหยินใหญ่จางก็ได้รับการเชื้อเชิญจากลี่หยางให้นั่งพูดคุยสนทนาจิบน้ำชายามบ่ายด้วยกันต่อ
“ไม่ทราบว่าท่านน้าออกมากับเหยาเอ๋อวันนี้ มีธุระสำคัญอันใดต้องไปทำหรือเปล่าขอรับ” ลี่หยางชวนพูดคุย ในขณะที่จื่อเหยาเป็นฝ่ายนั่งฟังเสียส่วนใหญ่
“น้าก็มีธุระที่ต้องจัดการกับจื่อเหยาจริงๆนั่นแหละ”
“เรื่องอันใดหรือขอรับ มีอะไรที่ข้าพอจะช่วยได้บ้างหรือไม่” ลี่หยางเห็นสีหน้าท่าทางไม่ค่อยสบายใจนักของฮูหยินใหญ่จางแล้วจึงเอ่ยปากอาสาช่วยเหลือพวกนาง ฮูหยินใหญ่จึงพยักพเยิดไปทางบุตรสาวซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้
“ตอนนี้ข้ากับท่านแม่กำลังตรวจสอบกิจการทรัพย์สินของสกุลจางที่ท่านแม่ร่วมกันสร้างขึ้นมากับท่านพ่ออยู่น่ะเจ้าค่ะ พร้อมกับสำรวจกิจการรายได้ของร้านค้าที่เป็นสินเดิมของท่านแม่ด้วย” จื่อเหยาเป็นฝ่ายตอบกลับไป
“มีเรื่องอันใดงั้นหรือ” ลี่หยางถามด้วยความสงสัย จื่อเหยาหันไปมองหน้ามารดาครู่หนึ่งซึ่งนางพยักหน้ากลับมาให้ จื่อเหยาจึงเล่าเรื่องแผนของพวกนางให้ลี่หยางฟัง
“ข้ากับท่านแม่ตั้งใจว่าจะแยกตัวออกมาจากสกุลจางเจ้าค่ะ” จื่อเหยาเกริ่น ลี่หยางมีสีหน้าท่าทางประหลาดใจเล็กน้อย เดิมทีเขารู้อยู่แล้วว่าบ้านใหญ่กับบ้านรองสกุลจางไม่ถูกกัน อีกทั้งจื่อเหยาดูท่าว่าจะไม่ชอบรั่วเหรินน้องสาวต่างมารดาเท่าไรนักมักจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ตลอดเวลา แต่นี่ก็เป็นเรื่องคล้ายกับตระกูลผู้มั่งมีหรือแม้นแต่เหล่าบรรดาขุนนางที่มีภรรยาเอก ภรรยารองโดยทั่วไป แต่ไม่คิดว่าจะร้ายแรงถึงขั้นต้องแยกเรือนกันหรือหย่าร้างเช่นนี้
“ท่านน้า นี่ท่าน..” ลี่หยางเอ่ยละเอาไว้
“ใช่..ข้าคิดหย่าร้างออกมาจากสกุลจาง เจ้าเองก็น่าจะพอรู้มาบ้างว่าน้ากับบ้านรองไม่ถูกกัน บ้านรองคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งรังแกใส่ความจื่อเหยามาโดยตลอด ส่วนเจ้าของเรือนผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกอย่างก็ฟังความเพียงข้างเดียว จนกระทั่งเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมา”
“เรื่องอะไรหรือขอรับ”
“เรื่องที่จื่อเหยาถูกรั่วเหรินทำร้ายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด” ฮูหยินใหญ่จางเอ่ยออกมาทำให้ลี่หยางผงะไป เพราะที่เขารับรู้มาโดยตลอดคือจื่อเหยามักรังแกกลั่นแกล้งรั่วเหรินอยู่เสมอ สำหรับเขาและผู้คนทั่วไปในเมืองนี้ล้วนแล้วแต่คิดเช่นเดียวกัน รวมทั้งนึกสงสารเห็นใจรั่วเหรินไม่น้อย
“เกิดอันใดขึ้นงั้นหรือขอรับ”
‘หรือระยะเวลากว่าหนึ่งเดือนที่จื่อเหยาหายหน้าหายตาไปก็เนื่องด้วยเหตุนี้’ ลี่หยางคิดเมื่อนึกได้ว่าช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาจื่อเหยาที่มักมาคอยตามติดตอแยเขาหายหน้าไป แต่ตอนนั้นเขากลับสบายอกสบายใจเสียด้วยซ้ำ
“ตลอดมานี้รั่วเหรินมักจะชอบหยิบจับฉวยเอาข้าวของเครื่องใช้ เครื่องประดับของข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตเสมอ” จื่อเหยาเกริ่น
“เรียกว่าขโมยเจ้าค่ะ” ซูเจียวเสริม ฮูหยินใหญ่จางก็พยักหน้าให้เป็นการสนับสนุนคำพูดพวกนาง
“ครั้งล่าสุดนางถึงกับกล้าขโมยเอากำไลหยกเลือดนกสมบัติตกทอดของสกุลซุนที่ท่านตามอบให้ข้าไปใส่โดยไม่ได้รับอนุญาต คิดวางแผนหลอกล่อซูเจียวออกไปนอกเรือน สุดท้ายพอข้าไปพบเข้าจึงขอกำไลคืนแต่รั่วเหรินไม่ยอม ข้าจึงเข้าไปยื้อแย่งกับนาง สุดท้ายกลับโดนนางผลักจนล้มลงศีรษะกระแทกพื้น จนท่านหมอจิ่นบอกว่าข้าอยู่ในภาวะเป็นตายเกือบไม่รอด” จื่อเหยาเอ่ยออกไป ลี่หยางมีสีหน้าคาดไม่ถึง เพราะภายนอกเห็นว่ารั่วเหรินเป็นสตรีเรียบร้อยมีมารยาทไม่น่าจะทำเรื่องร้ายกาจเช่นนั้นได้ ผิดกับจื่อเหยาที่เขาคิดไปในทางตรงกันข้ามซึ่งน่าจะเป็นฝ่ายทำร้ายรั่วเหรินเสียมากกว่า
“แล้วยังไงต่องั้นหรือ”
“น้าพยายามให้นายท่านจางสืบสาวเรื่องราวเอาผิดรั่วเหรินให้ได้ แต่นายท่านจางกลับเชื่อเพียงคำกล่าวของรั่วเหรินว่าเหยาเอ๋อล้มลงไปเอง พอเหยาเอ๋อฟื้นขึ้นมาบอกกล่าวความจริง นายท่านจางก็ยังคงไม่ยอมเชื่ออยู่ดี ทั้งยังไม่คิดจะสืบสาวเรื่องราวให้รู้แจ้งเลยแม้นแต่น้อย เช่นนี้แล้วน้าจึงทนไม่ได้อีก” ฮูหยินใหญ่จางเอ่ยอย่างเจ็บปวดใจ นางทุกข์ระทมสาหัสก็ไม่เท่ากับที่บุตรสาวถูกกระทำ
“หากเป็นเช่นนั้นจริงข้าก็เข้าใจได้ขอรับว่าเหตุใดท่านน้าจึงตัดสินใจหย่าร้างเช่นนี้” ลี่หยางกล่าวพยักหน้าเข้าอกเข้าใจสองแม่ลูก
“ที่ผ่านมา ข้าอารมณ์ร้อนมักถูกรั่วเหรินและแม่ของนางยั่วยุ ปั่นหัวสร้างเรื่องใส่สีตีไข่ให้คนทั่วไปเข้าใจข้าผิดพลาดไปมากทั้งเรื่องที่ข้าอิจฉารั่วเหรินซึ่งงดงามกว่า ท่านพ่อรักนางมากกว่าข้า จึงคอยรังแกกลั่นแกล้งทำร้ายนาง ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นนางกับแม่ของนางต่างหากเล่าที่มาหาเรื่องข้าก่อนแล้วป่าวประกาศบอกท่านพ่อรวมทั้งคนอื่นๆว่าข้าเป็นคนเริ่ม ทั้งยังใส่ความข้ามากมาย ตัวข้าเองก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยจะคิดชี้แจงอะไรให้ผู้ใดเข้าใจอยู่แล้ว สุดท้ายจึงโดนผู้อื่นเข้าใจผิดมากมาย โดนผู้คนที่หูเบานินทาว่าร้ายสารพัด” จื่อเหยาถือโอกาสล้างมลทินให้เจ้าของร่างเดิม รวมทั้งพูดจาเหน็บแนมลี่หยางไปในคราวเดียวกันทำเอาเขาถึงกับสะอึกไปเลย
“เจ้าหมายความว่าเรื่องเล่าลือถึงความร้ายกาจของเจ้าในเมืองหลวงเป็นเรื่องเท็จงั้นหรือ” ลี่หยางถามย้ำ
“ก็ใช่สิเจ้าคะ และต่อไปนี้ข้าจะไม่ยอมถูกสองแม่ลูกใจร้ายนั่น ปั่นหัวยั่วยุ กลั่นแกล้งรังแกใส่ความข้าอีกต่อไปแล้ว” จื่อเหยาตอบกลับไป น้ำเสียงสีหน้าจริงจัง
‘นี่ที่ผ่านมาเขาเข้าใจจื่อเหยาผิดมาโดยตลอดงั้นหรือ’ ลี่หยางคิด แต่อย่างน้อยท่านน้าซุนมารดานางที่เขารู้จักคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กก็เชื่อถือได้และมีใจเป็นธรรม ดังนั้นสิ่งที่จื่อเหยากล่าวออกมาก็ไม่น่าจะใช่เรื่องโกหก’ ลี่หยางครุ่นคิด นึกเสียใจที่หลงตำหนิจื่อเหยาผิดๆมานาน
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ชาวเมืองที่ตั้งใจจริงพร้อมกับมีเงินลงทุนทรัพย์สินเพียงพอข้าก็จะพิจารณาตามสภาพความเป็นอยู่และที่ดินของพวกเขา จากนั้นก็แบ่งปันต้นกล้า รวมทั้งสัตว์ในฟาร์มของเราให้พวกเขานำไปเลี้ยงดู บางครอบครัวก็ประสบความสำเร็จแม้นจะเลี้ยงได้ไม่มากเหมือนกับเราแต่ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมเยอะทีเดียวเจ้าค่ะ” จื่อเหยาตอบกลับไป “ช่างดียิ่งนัก เสี่ยวหยางเจ้านี่โชคดีมีวาสนาแล้วนะที่ได้เมียอย่างเหยาเอ๋อ ดูแลนางให้ดีๆล่ะ” นายท่านหานหันไปกำชับบุตรชาย “ถึงท่านพ่อไม่บอกข้าก็ดูแลและเอาใจใส่เหยาเหยาเป็นอย่างดีอยู่แล้วขอรับ ข้าก็รักของข้านะ” ลี่หยางไม่พูดเปล่าเอื้อมมือไปคว้าตัวภรรยาเข้ามากอดและหอมแก้มนางต่อหน้าทุกคนเสียอย่างงั้น เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงมีความสุขได้รอบด้านเลยทีเดียว “เหยาเหยา การได้พบเจอเจ้าเป็นวาสนาอันสูงสุดของข้าจริงๆ ขอบใจนะที่เจ้ายอมรับข้า ให้โอกาสข้าได้เป็นคู่หมั้น เป็นคนรัก เป็นสามีและเป็นบิดาของเสี่ยวเยว่กับซินเอ๋อ” ลี่หยางเอ่ยพร้อมโอบกอดฮูหยินรักเอาไว้ในอ้อมแขนอันอบอุ่นมองดูอาณาเขตของสวนพืชผักผลไม้ที่ขยายกว้างออกไป ร
ผ่านไปราวเจ็ดปีหลังแต่งงาน จื่อเหยากับลี่หยางก็มีบุตรชายบุตรสาวอายุ 6 ขวบกับ 5 ขวบไล่เลี่ยกันนามว่าจางผู่เยว่กับจางเข่อซิน นับว่ามีบุตรหัวปีท้ายปีเลยทีเดียว ก่อนที่จื่อเหยาจะขอหยุดควบคุมด้วยยาสมุนไพรพักการมีบุตรเอาไว้ ทางด้านซูเจียวกับจางหลงเองตอนนี้ก็มีบุตรชายนามว่าเยว่ลี่จิ่นอายุได้ 5 ขวบแล้วเช่นกัน ทำให้เมื่อสองบ้านมารวมตัวทั้งครอบครัวซุนและครอบครัวหาน มีเด็กๆสามคนรวมกับเด็กในเรือนบุตรชายบุตรสาวของชาวเมืองในละแวกนั้นที่มาทำงานให้จื่อเหยาในเรือนวิ่งเล่นกันไปมาดูสนุกสนานครึกครื้นเลยทีเดียว “เห็นหลานชายหลานสาวเติบโตแข็งแรงมีความสุขเช่นนี้ ข้าก็ดีใจจริงๆ” หานฮูหยินเอ่ยกับนายหญิงซุนสหายรัก “นั่นสิ เห็นแล้วก็อดปลื้มใจไม่ได้ เจ้าตัวป้อมสามคนนั่นทั้งน่ารักน่าเอ็นดู เฉลียวฉลาดยิ่งนัก เข้าไปเรียนที่สถานศึกษาไม่เท่าไหร่ก็เป็นที่รักเอ็นดูของเหล่าบรรดาอาจารย์ ซึ่งต่างชื่นชมให้ข้าฟังทุกครั้งที่ได้เจอ” นายหญิงซุนเอ่ยอย่างปลาบปลื้มใจ เพราะนางมีหลานชายหลานสาวถึงสามคนแล้ว “อืม จริงสินะ ว่าแต่เย็นนี้เหยาเอ๋อจะทำอะไรให้พวกเราทานน่ะ” หานฮูหยินวกกลับเข้าเร
หลังจากจื่อเหยาแต่งงานกับลี่หยางได้ไม่นานหานฮูหยินก็ยกภัตตาคารเยียนโจวที่มีชื่อเสียงให้จื่อเหยาบริหารจัดการ เพราะเชื่อว่านางต้องทำให้ภัตตาคารแห่งนี้เติบโตก้าวหน้าเป็นอย่างดีแน่ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆเมื่อจื่อเหยานำกลยุทธ์มากมายทางการค้า การบริการ ฝึกอบรมพนักงานอย่างที่นางใช้กับเหลาสุราเจียงหลินและโรงเตี๊ยมซ่างเสินรวมทั้งกิจการร้านค้าอื่นๆมาใช้ที่นี่ จื่อเหยาจัดรายการอาหารตามฤดูกาล มีการจัดลดราคาพิเศษตามเทศกาลสำคัญอย่างเทศกาลโคมไฟ, เทศกาลชีซี(เทศกาลแห่งความรัก), เทศกาลลี่เซี่ย(วันย่างเข้าสู่ฤดูร้อน) หรือไม่ก็จัดส่วนลดค่าอาหารให้ลูกค้า เช่น หากใช้จ่ายในภัตตาคารมากกว่า 10 ตำลึงเงิน จะได้ลดราคาค่าอาหารสามส่วนหรือเลือกที่จะใช้ส่วนลดในครั้งต่อไปโดยมีแผ่นป้ายลดราคาให้โดยเฉพาะอีกทั้งจื่อเหยายังปรับเปลี่ยนภัตตาคารเยียนโจวให้กลายเป็นหอสำราญที่มีการร่ายรำหลากหลายรูปแบบมาแสดงให้แขกผู้มาเยือนได้ชื่นชมไปพร้อมกับการลิ้มรสอาหารชั้นเลิศด้วย ไม่ก็จัดให้มีการแสดงบรรเลงดนตรี เครื่องสายชนิดอื่นๆผลัดเปลี่ยนหม
หลังจากนั้นไม่นานนักจื่อเหยากับนายหญิงซุนก็ได้ข่าวมาว่านายท่านจางยอมขายเรือนสกุลจางรวมทั้งทรัพย์สินกิจการที่ดินทั้งหมดในเมืองเสียนโจวเพื่อชดใช้หนี้สิน ไม่ให้ตนเองต้องติดคุกโดนลงโทษเนื่องจากมีผู้เสียหายยื่นฟ้องร้องเอาผิดเขามากมายจากนั้นนายท่านจางก็ตัดสินใจเดินทางออกจากเมืองเสียนโจวไปพร้อมกับเงินที่เหลืออยู่ในมืออีกจำนวนหนึ่งซึ่งจื่อเหยาคิดว่าคงมากพอให้เขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายหากไม่ทำตัวฟุ้งเฟ้อใช้เงินมือเติบเหมือนแต่ก่อน“ในที่สุดนายท่านจางก็ตัดสินใจทำอะไรที่ถูกต้องเหมาะสมสักครั้งสินะ”จื่อเหยาเอ่ยกับลี่หยางขณะนั่งสนทนากันในเรือนหอ ซึ่งลี่หยางสร้างขึ้นไม่ห่างออกไปจากเรือนบ้านสวนของนางนักเพื่อจื่อเหยากับท่านแม่ของนางโดยเฉพาะ โดยได้รับความเห็นชอบจากนายท่านและหานฮูหยินเช่นกัน“อืม ก็คงงั้นล่ะ อีกอย่างเขาคงทนอยู่ที่เมืองเสียนโจวไม่ได้อีกต่อไปเพราะคำครหานินทา เล่าลือกันทั้งเรื่องของสองแม่ลูกตัวร้ายรวมทั้งความอ่อนแอไร้ความสามารถของเขาที่ทำความเสียหายเดือดร้อนให้ผู้อื่นมากมาย รวมทั้งเรื่องที่พวกเขาสามคนพ่อแม่ลูกรวมหัวกันทำร้ายรังแกเจ้ากับท่า
หลังจากจบเรื่องกับเรือนสกุลจางนายหญิงซุนกับจื่อเหยาก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบตามปกติต่อไป โดยยามนี้จื่อเหยาเองก็ได้ฤกษ์แต่งงานกับลี่หยางแล้วในอีกสองเดือนข้างหน้าซึ่งเป็นช่วงต้นปี เข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิอันงดงาม ดอกเหมยบานสะพรั่ง วันนี้จื่อเหยาอยู่ที่เรือนบ้านสวนคอยดูแลโรงเพาะชำเห็ดซึ่งจื่อเหยานำออกมาจากมิติพิเศษเป็นพวกหมัวกู(เห็ดแชมปิญอง) , จินเจินกู(เห็ดเข็มทอง) , ผิงกู(เห็ดนางรม) , หงสี่กู(เห็ดโคนญี่ปุ่น) รวมทั้งเห็ดป่าอย่างเช่นเห็ดจีจง, เห็ดซงหยง, เห็ดหูหนูขาวและเห็ดอื่นๆอีกมากมาย โดยมีลี่หยางมาเป็นลูกมือช่วยนางด้วยอีกคน “เห็ดพวกนี้แปลกประหลาดมากทีเดียว นับว่าเป็นของล้ำค่าหายากที่เจ้าเสาะหามาอีกแล้วสินะ” ลี่หยางเอ่ยเมื่อเห็นเห็ดรูปร่างหน้าตาแปลกๆหลายชนิดในโรงเพาะชำซึ่งจื่อเหยาเคยนำมาทำอาหารให้เขาได้ลิ้มลองและมันก็อร่อยมากด้วย “ใช่เจ้าค่ะ แต่เราเพาะเล
หลังจากได้หลักฐานพร้อมพยานรู้เห็นเป็นที่ประจักษ์แจ้งแล้วจื่อเหยาลี่หยางและคนอื่นๆก็บุกเข้าไปในกระท่อมร้างทันที ทำเอาสองแม่ลูกตัวร้ายกับโจรอีกสองคนถึงกับตกใจ ตะลีตะลานทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว “จางฮูหยิน รั่วเหรินไม่คิดเลยนะว่าพวกเจ้าจะทำเรื่องชั่วช้าซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไร้จิตสำนึกเช่นนี้”จื่อเหยากล่าวกับสองแม่ลูกซึ่งถูกควบคุมตัวเอาไว้พร้อมกับโจรอีกสองคน “จื่อเหยา เจ้าพูดอันใดน่ะ ข้าไม่เห็นจะรู้เรื่องด้วยเลย” จางฮูหยินเอ่ยปฏิเสธไม่ยอมรับผิด “นั่นสิ จื่อเหยา เจ้าจะมาหาเรื่องใส่ความอะไรข้ากับท่านแม่อีก พี่ลี่หยางดูสิเจ้าคะ พี่จื่อเหยามาหาเรื่องข้าอีกแล้ว” รั่วเหรินเองก็เสแสร้งทำตัวเป็นเหยื่อ ใส่ร้ายจื่อเหยาทำตัวน่าสงสารอย่างไร้ยางอายเหมือนก่อนหน้านี้ไม่มีผิด&







