LOGINหมิวที่ตอนนี้เข้ามาอยู่ในร่างขององค์หญิงหลิงเซียงได้สามวันแล้ว ทำให้ได้รู้ว่าองค์หญิงหลิงเซียงเป็นบุตรลำดับที่เก้าของอดีตฮ่องเต้หลงเฉิน และเป็นพระธิดาเพียงพระองค์เดียวของอดีตฮ่องเต้ที่เกิดจากอดีตฮองเฮาหลินเจิน องค์หญิงหลิงเซียงไม่มีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน ด้วยความที่เป็นพระธิดาเพียงพระองค์เดียว จึงไม่ค่อยสนิทกับบรรดาพระเชษฐาเท่าไหร่
แต่ส่วนใหญ่ที่เหล่าลูกชายลูกสาวเหล่าขุนนางตระกูลใหม่มักเข้าหาองค์หญิง ก็เพราะท่านตาขององค์หญิงคือท่านแม่ทัพใหญ่ของกองทัพแคว้นเว่ยและผู้นำตระกูลเกาคนปัจจุบัน ตระกูลถือเป็นตระกูลที่มีอำนาจมากจนใคร ๆ ก็ยำเกรง
ด้วยความที่เป็นธิดาเพียงพระองค์เดียวและยังประสูติจากฮองเฮา จึงทำให้เป็นที่โปรดปรานของอดีตฮ่องเต้หลงเฉิน ฮองเฮาเองก็ทรงรักองค์หญิงมาก จนกลัวในอนาคตหากพระมารดาและพระบิดาไม่อยู่แล้ว จะได้รับอนาคตจากเหล่าผู้คนที่ไม่หวังดี และไม่อยากให้ธิดาเพียงคนเดียวต้องมาต้องในวังวนของความแกร่งแย่งชิงดี จึงทูลขออดีตฮ่องเต้สร้างตำหนักส่วนพระองค์ไว้นอกกำแพงวังหลวง มีเพียงประตูขนาดสองคนเดินได้เป็นทางเชื่อมเท่านั้น
พอเริ่มโตขึ้นจนอายุได้สิบขวบหนาวองค์หญิงก็เริ่มมีพฤติกรรมแปลก ๆ มีความคิดแปลกประหลาดต่างไปจากเด็กวัยเดียวกัน ชอบประดิษฐ์ของเล่นแปลก ชอบพูดคนเดียวเป็นเด็กหน้านิ่ง นิสัยเงียบขรึม ไม่ค่อยชอบเล่นกับใคร
พออายุได้สิบห้าปีองค์หญิงหลิงเซียงเป็นเด็กหญิงผู้มีท่าทีสงบนิ่งและสำรวมอยู่เสมอ เขาไม่ชอบความวุ่นวายหรือเสียงจอแจรอบข้าง มักเลือกที่จะอยู่ในมุมเงียบ ๆ ของวัง มากกว่าจะเข้าร่วมการละเล่นหรือการสนทนาของเหล่าสตรีในตำหนักอื่น ๆ เวลาเรียน องค์หญิงหลิงเซียงก็มักนั่งอยู่ท้ายห้อง เงียบ ฟังอาจารย์อย่างตั้งใจ ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็น และแทบไม่มีเพื่อนสนิทนัก
เพื่อนร่วมชั้นหลายคนมองว่าเธอเย็นชา จึงไม่กล้าเข้าใกล้ แต่แท้จริงแล้วองค์หญิงเซียงเป็นเพียงคนที่ชอบใช้เวลาอยู่กับความคิดของตนเองมากกว่า เธอชอบอ่านหนังสือ ฟังเสียงลม และมองดูสวนดอกไม้มากกว่าการพูดคุยเรื่องไร้สาระในวัง ความเงียบของเธอจึงไม่ใช่เพราะหยิ่งยโส หากแต่เป็นความสุขุมและละเอียดอ่อนที่ซ่อนอยู่ภายใน
องค์หญิงหลิงเซียงเป็นหญิงที่สงบเงียบและโดดเดี่ยวจนแทบไม่มีผู้ใดเข้าใจ นางไม่ชอบความวุ่นวายของวังหลวง ไม่ชอบเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยการเสแสร้ง หรือคำพูดที่มีแต่เล่ห์เหลี่ยมของเหล่าสตรีในตำหนักอื่น ๆ นางเลือกจะอยู่เงียบ ๆ ท่ามกลางสวนดอกเหมยหรือในห้องหนังสือ นั่งอ่านตำราเก่าด้วยแววตาเรียบเฉย
แต่ด้วยความที่นางเงียบเกินไป และมักพูดคุยกับตัวเองเบา ๆ ยามอยู่ลำพัง บางครั้งราวกับกำลังสนทนากับใครที่ไม่มีตัวตน ผู้คนในวังเริ่มซุบซิบว่า องค์หญิงหลิงเซียงทรงวิปลาส บ้างก็กล่าวว่านางโดนวิญญาณร้ายสิงสู่ บ้างว่าถูกสาปให้จิตหลงลืมโลกมนุษย์
แต่แท้จริงแล้ว ในความเงียบและรอยยิ้มบางเบาของนางนั้น กลับซ่อนความเศร้าลึกและความคิดมากมายที่เกินกว่าผู้ใดจะเข้าถึง เสียงที่นางพูดกับตัวเองอาจเป็นเพียงการปลอบโยนหัวใจ หรือบางทีอาจเป็นการพูดกับใครบางคนที่จากไปนานแล้ว
เมื่อองค์หญิงหลิงเซียงมีพระชันษาเพียงสิบหกปี โลกอันเงียบสงบของนางก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง พระมารดา ผู้เป็นอดีตฮองเฮาผู้ทรงกล้าหาญ ต้องสิ้นพระชนม์ในสนามรบ
พระมารดาของนางมิใช่สตรีอ่อนโยนเช่นสตรีในวังทั่วไป แต่เป็นผู้ที่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่กับฮ่องเต้ในยามศึก เพื่อช่วยพระบิดาของตน ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ในการรบใหญ่ครั้งสุดท้ายของราชวงศ์ ทว่าในศึกนั้น พระนางกลับพลีชีพกลางสมรภูมิ ท่ามกลางไฟสงครามครั้งนั้น
ข่าวการสิ้นพระชนม์ของอดีตฮองเฮาได้ถูกส่งถึงวังในยามราตรี ฝนโปรยบาง ๆ และเสียงสายฟ้าดังก้อง พระพักตร์ขององค์หญิงหลิงเซียงในวันนั้นเรียบนิ่งจนคนรับสั่งยังไม่กล้าเอ่ยปลอบ เพียงเห็นนางยืนอยู่หน้าต่าง มองออกไปยังท้องฟ้ามืดมิด พลางกระซิบกับตนเองว่า
"พระมารดา… หม่อมฉันบอกแล้วว่าอย่าไป…" หลิงเซียง
นับแต่นั้นมาองค์หญิงยิ่งเงียบงันกว่าเดิม มักพูดกับอากาศราวกับยังมีผู้ฟังอยู่ข้าง ๆ หลายครั้งที่ขันทีหรือนางกำนัลเห็นนางยืนอยู่ในสวน ทรงพูดเสียงแผ่วราวกับตอบโต้ใครบางคน บ้างว่าองค์หญิงหลิงเซียงคลุ้มคลั่งเพราะเสียพระมารดา บ้างว่าพระวิญญาณอดีตฮองเฮายังมิได้จากไป
แท้จริงแล้วอาจไม่มีผู้ใดรู้ว่าองค์หญิงหลิงเซียงยังคงเห็น พระมารดาอยู่ในห้วงความทรงจำ และในความเงียบนั้นเสียงของมารดายังดังก้องอยู่ในใจของนางเสมอ
เมื่อย่างเข้าสู่ปีที่สิบแปดของชีวิต องค์หญิงหลิงเซียงต้องเผชิญกับความสูญเสียอีกครั้ง คราวนี้คือบุคคลผู้เป็นเสาหลักสุดท้ายของนางในโลกนี้
อดีตฮ่องเต้หลงเจิน พระบิดาผู้ทรงเปี่ยมด้วยเมตตาและปัญญา อันเคยเป็นทั้งที่พึ่งและที่ปลอบโยนในยามนางอ่อนแอ หลังการสิ้นพระชนม์ของพระมารดา พระองค์ทรงพระประชวรด้วยโรคร้ายเรื้อรังมาหลายปี แม้จะพยายามเข้มแข็งเพื่อพระธิดาเพียงองค์เดียว แต่ในที่สุด โรคร้ายก็พรากพระองค์ไปอย่างสงบในคืนเดือนดับ
คืนนั้นวังเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหวิวผ่านระเบียงยาว องค์หญิงหลิงเซียงยืนอยู่ข้างพระแท่นบรรทม จับพระหัตถ์ที่เริ่มเย็นเฉียบด้วยน้ำตาที่ไม่ยอมร่วง นางเพียงจ้องมองพระพักตร์อันสงบของพระบิดาผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยยิ้มให้นางเสมอ
"เสด็จพ่อ อย่าทิ้งหม่อมฉันไว้เพียงลำพังอีกเลย…" หลิงเซียง
เสียงกระซิบของนางสั่นแผ่วจนแทบไม่เป็นคำ
หลังจากวันนั้น องค์หญิงหลิงเซียงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เงียบกว่าที่เคย เศร้าลึกกว่าเดิม และแทบไม่ออกจากตำหนักของตนอีกเลย ผู้คนในวังต่างพูดกันว่า นาง อยู่กับความตายมากเกินไป จนจิตใจมิอาจกลับมาเป็นเช่นเดิม
แต่ในยามค่ำคืนหากผู้ใดเดินผ่านตำหนักเยียบเย็นขององค์หญิง จะได้ยินเสียงนางพูดเบา ๆ ราวกับกำลังสนทนากับใครบางคน บางคืนเป็นเสียงอ่อนโยนราวกับพูดกับพระมารดา บางคืนกลับเป็นเสียงสะอื้น เรียกหาพระบิดาอย่างโหยหา…
แต่ยังดีที่มีคนสนิทผู้ซื่อสัตย์และเข้าใจองค์หญิงอย่าง ไป๋กงกง หม่ากูกู นางกำนัลอาวุโสที่เคยรับใช้อดีตฮองเฮา ยังมีขันทีหนุ่มอีกสอง เสี่ยวถังจือกับเสี่ยวผิงจื่อ นางกำนัลรุ่นเยาว์ ซินเหมยกับจูซิง พร้อมองครักษ์เงาประจำพระองค์ ห่าวเฉิงกับเฟิงหวง ทุกคนล้วนแล้วแต่จงรักภักดีกับองค์หญิงทุกคน
พอได้รู้รับเรื่องขององค์หญิงหลิงเซียง และรู้ถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า ด้วยที่ว่าเขาทำเรื่องวิจัยเกี่ยวกับราชวงศ์เว่ยย่อมรู้ดีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญมากในราชวงศ์ มีทั้งการทรยศหักหลังที่แสนจะวุ่นวาย และการชิงอำนาจของบรรดาเหล่าพี่ชายต่างมารดา นางตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมให้มันเกิดเหตุการณ์รุนแรงจะพยายามช่วยให้มันเบาบางลง แต่ก็จะไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเด็ดขาด ถ้าทำสำเร็จจะขอเร้นกายออกจากวังไปเปิดร้านอาหารนอกวังใช้ชีวิตแบบสามัญชน
หมิวพอรู้เรื่องราวต่าง ๆ ขององค์หญิงหลิงเซียง ยอมรับว่าสงสารมาก เขาสัญญาว่าจะดูแลร่างขององค์หญิงให้ดี จะใช้ชีวิตแทนองค์หญิงให้คุ้มค่า
"คอยดูนะข้าจะออกจากวังหลวงนี้ให้ได้" หลิงเซียง
ยามเช้าในเมืองไฮ่หยางเริ่มต้นด้วยเสียงคลื่นกระทบฝั่งและกลิ่นอาหารจากครัวของเหลาอาหารอันผิง แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนเล็กด้านหลังร้าน เผยให้เห็นภาพที่งดงามที่สุดในชีวิตของหลิงเซียงบนที่นอนผืนใหญ่เด็กน้อยสองคนกำลังนอนเคียงกัน เซียงเทียนขยับตัวก่อนเสมอ มือเล็กกำผ้าห่มแน่นราวกับจะลุกไปสำรวจโลก ส่วนเทียนหลิงยังหลับตาพริ้ม แต่เมื่อพี่ชายส่งเสียงอืออา นางก็มักจะยิ้มก่อนลืมตาช้า ๆ หลิงเซียงลุกขึ้นช้า ๆ เดินเข้าไปนั่งข้างลูกทั้งสอง ดวงตาอ่อนโยนเต็มไปด้วยแสงแห่งความรัก“อรุณสวัสดิ์ ลูกแม่” หลิงเซียงเสียงของนางนุ่มนวลราวกับสายลม มู่เทียนหลางที่เพิ่งกลับจากตลาดเช้า วางตะกร้าผักสดลงเบา ๆ แล้วเดินเข้ามามองภาพนั้นอย่างเงียบงัน รอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่บนใบหน้าคมเข้มชีวิตของเขาเคยผ่านสนามรบ เคยเผชิญอันตราย แต่ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างสงบสุขเท่านี้ เหลาอาหารอันผิงยังคงเปิดทุกวัน กลิ่นข้าวผัด ซุปทะเล และหมูย่างลอยหอมไปทั่วตลาด แต่บรรยากาศภายในเปลี่ยนไปเล็กน้อยเสียงหัวเราะของเด็กทารกดังแทรกกับเสียงลูกค้า เสียงอืออาของเซียงเทียนกลายเป็นเสียงประจำร้าน รอยยิ้มของเ
ฤดูฝนมาเยือนเมืองไฮ่หยางพร้อมสายลมชื้นจากทะเล เมฆสีเทาอ่อนลอยต่ำเหนือหลังคากระเบื้องของเหลาอาหารอันผิง คลื่นซัดฝั่งเป็นจังหวะหนักแน่นกว่าทุกวัน ราวกับธรรมชาติกำลังรอคอยบางสิ่ง ในเรือนหลังเล็กด้านหลังร้าน หลิงเซียงนั่งพิงหมอน ผ้าบางคลุมท้องที่อุ้มน้ำหนักชีวิตถึงเก้าเดือนเต็ม ใบหน้าของนางอ่อนล้าแต่เปล่งประกาย ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องหน้าต่างที่เปิดรับลมฝน มู่เทียนหลางนั่งอยู่ข้างกายมือใหญ่ของเขากุมมือนางแน่นโดยไม่รู้ตัว“วันนี้ลมแรงนัก” เทียนหลางหลิงเซียงยิ้มบาง “เด็กน้อยคงอยากออกมาดูโลกแล้ว” หลิงเซียงราวกับคำพูดนั้นเป็นลาง ทันใดนั้นเองความปวดหน่วงลึกในท้องก็แล่นวาบขึ้น หลิงเซียงขมวดคิ้วมือกำผ้าห่มแน่น“ท่านพี่…” หลิงเซียงเสียงเรียกแผ่วแต่สั่น“เริ่มแล้วหรือ” เทียนหลางคำตอบไม่จำเป็นความปวดระลอกที่สองมาเร็วและแรงกว่าเดิม หมอตำแยที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าถูกเรียกเข้ามาอย่างเร่งด่วน เหมยซานและสตรีในตลาดอีกสองคนรีบมาช่วยจัดเตรียมน้ำร้อน ผ้าสะอาด และสมุนไพรหอมเพื่อให้ห้องอบอวลด้วยกลิ่นผ่อนคลายฝนเริ่มตกลงมาเบา ๆ เคาะหลังคาเป็นจังหวะสม่ำเสม ในห้องคลอดแสงตะเกียงส่องสว่างสลัว หมอตำแยจับชีพจร ฟังเส
สามเดือนหลังจากคืนงานเลี้ยงหมูกะทะที่เหลาอาหารอันผิง เมืองไฮ่หยางก็เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว ลมทะเลพัดอ่อนลง กลิ่นเค็มเจือจางด้วยกลิ่นดอกไม้ป่าที่บานตามเนินเขา เช้าตรู่วันหนึ่ง หลิงเซียงตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกแปลกประหลาดในร่างกาย มิใช่ความเจ็บปวด หากเป็นความเวียนศีรษะเบา ๆ คลื่นไส้จาง ๆ จนต้องนั่งนิ่งอยู่ขอบเตียง มู่เทียนหลางที่กำลังแต่งตัวเตรียมออกไปตลาด เหลือบเห็นสีหน้าของนางก็รีบเข้ามาประคอง“ไม่สบายหรือ” เทียนหลางหลิงเซียงส่ายหน้าเบา ๆ แต่ยกมือกุมท้องโดยไม่รู้ตัว“แค่… เหม็นกลิ่นน้ำมันหน่อย ๆ เท่านั้น” หลิงเซียงกลิ่นน้ำมันทั้งที่เมื่อวานยังยืนผัดอาหารหน้าเตาได้ทั้งวัน มู่เทียนหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ความคิดบางอย่างแล่นผ่านแววตาคมเข้มของเขาสองวันต่อมาอาการคลื่นไส้ยังไม่หาย อีกทั้งหลิงเซียงเริ่มง่วงง่าย เหนื่อยเร็วทั้งที่งานในร้านไม่ได้หนักกว่าปกติ เหมยซานที่แวะมาช่วยเตรียมวัตถุดิบ มองนางอย่างจับผิดก่อนหัวเราะเบา ๆ“หรือว่า… จะมีข่าวดี” หลิงเซียงหลิงเซียงชะงักหัวใจเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด มู่เทียนหลางไม่รอช้ารีบเชิญหมอเฒ่าประจำย่านตลาดมาตรวจ หมอเฒ่านั่งลงจับชีพจรอย่างตั้งใจ นิ
ลมทะเลยามค่ำพัดเอื่อยผ่านตรอกหินของเมืองไฮ่หยาง กลิ่นเกลืออ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นถ่านไม้ที่เริ่มติดไฟทีละเตา เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากลานกว้างหลัง เหลาอาหารอันผิง โคมกระดาษสีส้มอุ่นแขวนเรียงเป็นแถว แสงไฟไหวระริกสะท้อนผิวโต๊ะไม้ยาวที่ตั้งเรียงรอแขกเหรื่อคืนนี้ไม่ใช่งานเทศกาลใหญ่โต หากเป็นงานเลี้ยงหมูกะทะที่ทุกคนรอคอย และเป็นเมนูใหม่ของเหลาอาหารอันผิงอีกด้วย ตั้งแต่บ่ายหลิงเซียงกับคนของร้านช่วยกันจัดเตรียมอย่างขะมักเขม้น หมูสามชั้นถูกหั่นบางจนเห็นชั้นเนื้อสลับมันอย่างสวยงาม เนื้อสันคอหมักพริกไทยดำกับกระเทียมจนหอมฟุ้ง หมูหมักซอสหวานเค็มสูตรลับถูกคลุกเคล้าด้วยงาขาวคั่วใหม่ ๆ จัดเรียงใส่ถาดไม้ไผ่เป็นระเบียบผักสดกองโตถูกล้างจนหยดน้ำใสเกาะใบผักกาดขาว คะน้า เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ฟักทอง วุ้นเส้น เต้าหู้ไข่ และข้าวโพดอ่อน ทุกอย่างถูกจัดวางรอบโต๊ะน้ำจิ้มที่ตั้งชามเรียงรายชามน้ำจิ้มสีแดงสดส่งกลิ่นเผ็ดหอมจากพริกขี้หนูตำละเอียด กระเทียมสับ และน้ำมะนาวคั้นสด บางชามเพิ่มเต้าเจี้ยวให้เข้มข้น บางชามเติมงาคั่วหอมกรุ่นเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติเมื่อฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ผู้คนในละแวกตลาดก็ทยอยกันมา เสียงทักทายดัง
ยามอรุณเพิ่งคลี่ม่านหมอกสีเงินเหนือหลังคาวังหลวง แสงแดดอ่อนแรกสาดกระทบกระเบื้องเคลือบสีหยกเป็นประกาย ทว่าภายในตำหนักด้านทิศตะวันตกกลับมีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันท่านอ๋องเจ็ดจิ้งซวนผู้คนในราชสำนักเรียกขานว่า ท่านอ๋องเจ็ดกำลังยืนมองแผนที่บนโต๊ะไม้จันทน์ เส้นทางจากเมืองหลวงไปยังเมืองไฮ่หยางถูกขีดเส้นบาง ๆ ด้วยหมึกสีดำ ไม่มีตราประจำพระองค์ ไม่มีขบวนรถม้าหรูหรา มีเพียงเครื่องหมายเล็ก ๆ ที่เขาวาดเอง การเดินทางครั้งนี้เขาจะไปแบบเงียบ ๆ มิใช่ในฐานะอ๋องผู้สูงศักดิ์ หากแต่เป็นเพียงพ่อค้าเครื่องหอมผู้หนึ่งนับตั้งแต่หลิงเซียง น้องสาวคนเล็กของเขา ตัดสินใจออกจากเมืองหลวงไปใช้ชีวิตที่ไฮ่หยาง เปิดเหลาอาหารเล็ก ๆ ร่วมกับสามีอย่างมู่เทียนหลาง ข่าวคราวของนางก็ลอยมาตามลมบ้างเป็นครั้งคราว บ้างก็จากจดหมายที่เขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิงเซียงเขียนว่า “พี่เจ็ด ข้าสบายดี ที่นี่มีลมทะเล กลิ่นเกลือ และผู้คนเรียบง่าย ข้าทำอาหารเอง ยกถาดเอง หัวเราะเอง… ข้ารู้สึกเหมือนเป็นคนธรรมดาอย่างแท้จริง”จิ้งซวนยามอ่านจดหมายนั้น รอยยิ้มบางเบาเคยผุดขึ้นบนริมฝีปาก แต่ในใจกลับปวดแปลบ น้องสาวที่เคยสวมอาภรณ์แพรไหม นั่งอ่
ข่าวการเดินทางลับของท่านอ๋องห้าไปเมืองไฮ่หยางมิได้แพร่สะพัดในราชสำนักอย่างเป็นทางการ ทว่ากำแพงวังสูงเพียงใดก็ไม่อาจกั้นบทสนทนาระหว่างพี่น้องได้ ค่ำวันหนึ่งในตำหนักด้านตะวันออก ท่านอ๋องหกจิ้งตงกำลังนั่งอ่านรายงานการคลัง เมื่อท่านอ๋องห้าเดินเข้ามาโดยมิได้นัดหมาย สีหน้าเรียบเฉยตามเคยแต่แววตากลับมีประกายแปลกไป “พี่ห้า ดูท่านอารมณ์ดีนัก” จิ้งตง จิ้งตงเงยหน้าขึ้น พลางวางพู่กัน “อารมณ์ดีหรือ” จิ้งตง อ๋องห้ายกถ้วยชา “บางทีอาจเพราะได้กินอาหารดี ๆ” จิ้งเซียน “อาหารดี ๆ” จิ้งตง จิ้งตงเลิกคิ้ว “ในวังยังมีสิ่งใดที่ท่านเห็นว่าดีไม่พอหรือ” จิ้งเซียน อ๋องห้าหัวเราะเบา ๆ แล้วเล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองไฮ่หยางอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การปลอมตัวเป็นสามัญชน การนั่งโต๊ะมุมหน้าต่าง จนถึงรสปลานึ่งซีอิ๊วที่นุ่มละลายและซุปเห็ดหอมที่ลึกซึ้งเกินคาด “เจ้าควรได้ลอง” จิ้งเซียน เขาสรุปสั้น ๆ “อาหารของหลิงเซียง…มิใช่เพียงอร่อย แต่มีหัวใจ” จิ้งเซียน คำว่ามีหัวใจทำให้จิ้งตงนิ่งไป ในสายตาผู้คนเขาเป็นอ๋องผู้สุขุม รอบคอบ และมีความสามารถด้านการบริหาร แต่ลึกลงไป เขามักรู้สึกว่าชีวิตในวังเต็มไปด้ว







