Masukเมื่อทำใจยอมรับที่จะอยู่ในฐานะองค์หญิงหลิงเซียงได้แล้ว สิ่งแรกที่ทำคือตรวจดูทรัพย์สินมีค้าว่าพอที่จะนำไปขายหรือมีเงินอยู่บ้างไหม เพราะเขาจะนำไปซื้อที่ดินเก็บไว้สักหน่อย เนื่องจากตั้งใจจะออกจากวังแล้วต้องมีกิจการเป็นของตัวเองเพื่อเลี้ยงชีพสักหน่อย ไหนจะผู้ติดตามอีกหลายคน ตั้งใจแล้วว่าจะเปิดเหลาอาหาร เพราะอาชีพเดิมที่บ้านแซ่ลิ้มในโลกเดิมนั้น พ่อแม่เขาเปิดร้านอาหารและขายดีมากจนขยายสาขาไปถึงห้าสาขาแล้ว เมนูส่วนใหญ่จะเป็นสูตรอาหารไทยจากคุณยายที่เคยทำงานในวังมาก่อน และยังมีสูตรอาหารจีนจากบ้านคุณพ่ออีกด้วย ซึ่งเขาเองก็เคยช่วยงานในครัวเป็นประจำจนจำสูตรได้ทั้งหมด ขนมไทยก็ยังทำได้จนเพื่อนหลายคนในสาขาประวัติศาสตร์ไทยและสากลเคยถามว่า ทำอาหารอร่อยขนาดนี้ทำไมไม่เรียนคหกรรม แต่เขาชอบประวัติศาสตร์และสาขาที่เรียนยังได้เรียนประวัติศาสตร์ของจีนอีกด้วย
แสงจันทร์รินผ่านช่องหน้าต่างไม้ลายฉลุ ส่องต้องฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งในอากาศ ภายในห้องลับของตำหนักไฉ่หงเงียบงันราวกับเวลาหยุดหมุน เสียงฝีเท้าเบา ๆ สามคู่ก้าวเข้ามาทีละก้าว องค์หญิงหลิงเซียงถือโคมไฟกระจกทรงกลมไว้ในมือ แสงส้มอ่อนสะท้อนเงาเรียวยาวบนพื้นหินเย็น
"ที่นี่... ข้าจำได้ว่าเป็นห้องนี่เป็นห้องที่เสด็จแม่แอบสร้างไว้ให้ข้า" หลิงเซียง
พระสุรเสียงแผ่วเบาแต่แฝงด้วยความสั่นไหว ไป๋กงกงโค้งคำนับ
"พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง เมื่อครั้งนั้นอดีตฮองเฮาหลินเจินทรงโปรดให้สร้างห้องลับไว้ใต้ตำหนักไฉ่หง เพื่อเก็บของสำคัญและทรัพย์สินที่ทรงสะสมไว้เพคะ" ไป๋กงกง
หม่ากูกูซึ่งถือเทียนเล่มเล็กเดินนำไปตรงกลางห้อง ก่อนใช้ปลายเทียนเคาะที่พื้นไม้สามครั้ง เสียง "กึก" เบา ๆ ดังขึ้น แล้วพื้นตรงหน้าก็แยกออกเผยบันไดหินแคบ ๆ ที่ทอดลงไปสู่ใต้ดิน กลิ่นไม้เก่าผสมกลิ่นกำยานจาง ๆ ลอยคลุ้งเมื่อทั้งสามก้าวลงไปข้างล่าง ภายในห้องลับมีโคมไฟหยกติดผนัง ด้านในเรียงรายไปด้วยหีบไม้หอมประดับทองหลากขนาด ผ้าไหมบางผืนยังห่อด้วยริบบิ้นแดงเก่า บางหีบประทับตราประจำพระองค์ของอดีตฮองเฮาหลินเจิน ผู้เป็นมารดาของหลิงเซียง
ไป๋กงกงเปิดหีบใบหนึ่งเผยให้เห็นถุงผ้าไหมบรรจุทองแท่งและหยกเนื้อใสหลายสิบชิ้น ส่วนหม่ากูกูเปิดอีกหีบหนึ่ง ภายในเต็มไปด้วยอัญมณีและแผ่นหยกที่จารึกอักษรโบราณ องค์หญิงหลิงเซียงมองสิ่งเหล่านั้นอย่างนิ่งงัน
"เสด็จแม่คงรู้... ว่าสักวันจะเกิดเรื่องไม่ดีกับ จึงซ่อนทุกสิ่งไว้ในที่ที่ไม่มีใครนึกถึง" หลิงเซียง
ขณะนั้นเองหม่ากูกูพบกล่องไม้ดำขนาดเล็กซ่อนอยู่ใต้หีบ
"องค์หญิงเพคะ กล่องนี้... ไม่มีตราเลยเจ้าค่ะ" หม่ากูกู
องค์หญิงหลิงเซียงรับมา พอเปิดออกเสียง "แกร๊ก" ดังขึ้นภายในมีกล่องหยกสีขาวแกะลายดอกเหมย เมื่อเปิดออกปรากฏพัดทองคำอันหนึ่ง ปักลายมังกรคู่และนกฟีนิกซ์พันกัน พร้อมจดหมายเก่าแผ่นหนึ่งผูกด้วยด้ายแดง เขาค่อย ๆ คลี่ออก ลายอักษรเป็นลายมือของพระมารดา
"หากวันใดเจ้าพบจดหมายนี้ จงทำตามที่แม่เคยสอนให้ออกไปไกลห่างจากวังหลวงนี้แล้วไปเริ่มต้นชีวิต หรือให้ไปหาท่านตาเจ้าที่เมืองหยางโจวอย่าพึ่งกลับตระกูลเกา ยิ่งเจ้าไกลจากวังหลวงเท่าไหร่เจ้ายิ่งปลอดภัย ถ้าให้ดีอย่าได้ห่างจากท่านตาและเหล่าญาติผู้พี่ของเจ้าเด็ดขาด" หลินเจิน
องค์หญิงหลิงเซียงคนใหม่ยิ่งอ่านยิ่งงงกับจดหมายของอดีตฮองเฮามาก แต่ก็ช่างเถอะอย่างไรเขาก็ตั้งใจจะออกจากวังอยู่แล้ว แต่ก่อนออกขออยู่ช่วยคนในวังก่อนแล้วกันช่วยให้สถานการณ์เบาบางลงก็ยังดี ไม่นึกของเลือกทำวิจัยราชวงศ์เว่ยเลย พอรู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไรก็อดช่วยไม่ได้อยู่ดี
"องค์หญิง… นี่หมายความว่า..." ไป๋กงกง
"ใช่ ท่านแม่อยากให้พวกเราออกไปเริ่มต้นใหม่ที่นอกวังกัน" หลิงเซียง
"แล้วเรื่องคนที่ทำร้ายองค์หญิง พระองค์ทรงจะทำเช่นไร เพค่ะ" หม่ากูกู
"ข้ายังไม่ปักใจเชื่อว่าฝ่าบาทจะทรงสั่งลงมือทำร้ายข้าได้ อย่างไรฝ่าบาทก็ทรงยำเกรงท่านตาอยู่มาก ทางฝ่ายรัชทายาทจิ้งไฉก็ไม่น่าจะใช่ เอาไว้ค่อยสืบทีหลังแล้วกัน แต่ตอนนี้ดึกแล้วแยกย้ายกันไม่นอนเถอะ ข้าง่วงมากแล้ว" หลิงเซียง
"เพค่ะ" หม่ากูกู
"พ่ะย่ะค่ะ" ไป๋กงกง
ตำหนักไฉ่หงที่อยู่นอกกำแพงวังมิได้โอ่อ่าฟุ้งเฟ้อดังตำหนักชั้นใน หากงดงามด้วยความเรียบสงบอ่อนโยนดุจลมหายใจของยามรุ่งอรุณ ตัวตำหนักสร้างด้วยไม้หอมเก่าที่สีซีดจางไปตามกาลเวลา แต่กลับเพิ่มเสน่ห์อย่างประหลาด หลังคามุงกระเบื้องเขียวหม่น มีเถาวัลย์ดอกเล็ก ๆ เลื้อยเกาะอยู่ตามชายคา เมื่อลมพัดกลีบดอกจะโปรยลงเบา ๆ เหมือนหิมะกลางฤดูใบไม้ผลิ ลานหน้าตำหนักปูด้วยศิลาเรียบ มีต้นเหมยสองต้นยืนอยู่ข้างประตู ไม่มากเกินไม่ขาดเกิน กลีบดอกสีจางร่วงโรยอยู่บนพื้นหินขาวให้ความรู้สึกสงบงามอย่างเรียบง่าย ริมลานมีสระน้ำตื้นที่เลี้ยงปลาทองไม่กี่ตัว น้ำในสระใสจนเห็นเงาไม้สะท้อนชัด
ภายในตำหนัก ไม่มีเครื่องประดับหรูหรา มีเพียงโต๊ะไม้เรียบหนึ่งตัว แจกันเคลือบสีขาวบรรจุดอกไม้สดไม่กี่กิ่ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยคลอไปกับเสียงลมที่ลอดเข้าทางหน้าต่างไม้ฉลุ เสียงนั้นผสมกับเสียงผ้าแพรบางไหวเบา ๆ กลายเป็นทำนองแห่งความสงบที่ยากจะหาได้ในวังหลวง ยามสายหมอกคลอรอบตำหนัก ไฉ่หงดูประหนึ่งหลบซ่อนอยู่ในฝัน งดงามไม่ด้วยความหรูหรา แต่ด้วยความเรียบและความนิ่ง ที่ทำให้ผู้พบเห็นเผลอลดเสียงฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว
เช้าวันต่อมาองค์หญิงหลิงเซียงตื่นแต่เช้าเข้าครัวเพื่อทำอาหาร ถึงตำหนักไฉ่หงจะอยู่กำแพงวังหลวงแต่ก็มีเหล่าองครักษ์ค่อยดูแลอยู่ไม่ขาด แต่ทำไมถึงโดนจับตัวได้กันนะแถมยังไปตายไกลถึงตำหนักเย็นเลยแปลกมาก แต่ช่างเถอะค่อยสืบหาความจริงอีกที ตอนนี้ทำกับข้าวก่อนแต่จะว่าไปห้องครัวก็ใหญ่เหมือนกันนะเนี่ย แบบนี้ขอแสดงเสน่ห์ปลายจวักให้เหล่าคนในตำหนักชิมก่อนแล้วกัน
วันนี้หลิงเซียงจะทำเมนูที่มีวัตถุดิบที่มีอยู่ในครัวนั้นก็คือโจ๊กหมูสับเห็ดหอม เป็นเมนูที่จะสั่งกินทุกเช้าไม่ก็ทำกินเองในวันหยุดถือเป็นเมนูโปรดเลยก็ว่าได้ ส่วนผสม โจ๊กหมูสับ ข้าวสาร หมูสับ ต้นหอมซอย ขิงซอย ขิงหั่นแว่น เห็ดหอม และไข่ลวก
เริ่มจากนำข้าวสารข้าวเจ้ามาต้มพร้อมน้ำแกงผักให้พอเม็ดข้าวแตกบานออกหน่อย ปิดไฟ แช่ข้าวทิ้งไว้ประมาณหนึ่งถึงสองเค่อ (15-30 นาที) เพื่อให้ข้าวอืดจากการดูดน้ำเข้าไป พอเราเอามาไฟอุ่นอีกรอบก็จะเปื่อยเละเป็นเนื้อโจ๊ก ตั้งหม้อใส่น้ำต้มจืดลงไปอุ่น จากนั้นเติมน้ำเปล่าเพิ่มลงไปใส่หมูสับต้มจนสุก ใส่ขิงหั่นแว่นเพราะจะได้โจ๊กหอมขึ้น จากนั้นก็ตักใส่ชามโรยขิงซอยและต้นหอม ตอกไข่ใส่ลงไป เหยาะซีอิ๊วนิดและพริกไทยป่นหน่อยแค่นี้ก็อร่อยแล้ว
ฤดูหนาวอันโหดร้ายผ่านพ้นไปพร้อมหิมะสุดท้ายที่ละลายกลายเป็นสายน้ำเล็ก ๆ ไหลลงสู่คูเมือง แคว้นเว่ยยังคงยืนอยู่ไดไม่ใช่เพราะอำนาจของบัลลังก์เพียงอย่างเดียว หากเพราะการมองไกลของคนไม่กี่คน หลิงเซียงยืนมองท้องฟ้ายามเช้า สีฟ้าใสสะอาดราวกับฟ้าดินเพิ่งถูกชำระล้าง นางควรจะโล่งใจควรจะภูมิใจ แต่หัวใจกลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างประหลาด“ทุกอย่างจบแล้ว…จริงหรือ” หลิงเซียงคำถามนั้นวนเวียนอยู่ในใจตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางเดินอยู่ท่ามกลางเงาอำนาจ เงาความตาย และเงาของประวัติศาสตร์ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่นางเคยรู้ โลกใบนี้เปลี่ยนไปแล้วและตัวนางเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ความสงบที่ได้มาในตอนนี้ มิได้ทำให้หลิงเซียงอยากยึดติดกับวังหลวงอีกต่อไป ตรงกันข้ามมันทำให้นางอยากจากไปมู่เทียนหลางกลับจากการตรวจแนวคลังหลวงในยามบ่าย แววตาเขาอ่อนล้ากว่าที่เคย แต่ไร้ความตึงเครียดแบบแม่ทัพในสนามรบ เขาเห็นหลิงเซียงกำลังจัดตำราบนโต๊ะ ไม่ใช่เอกสารราชสำนักหากเป็นหนังสือเกษตร การค้า และแผนที่ชายฝั่ง เขาไม่ถามเพียงยืนมองเงียบ ๆ“ท่านคิดเหมือนข้าหรือไม่” หลิงเซียงหลิงเซียงเอ่ยในที่สุดมู่เทียนหลางพยักหน้า“ตั้งแต่ภัยหนาวผ่านไป ข้าก็รู้ว่าเราคว
หลังการกวาดล้างสำนักโคมดำ แคว้นเว่ยเหมือนผู้ป่วยที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่ บ้านเมืองสงบลงถนนหนทางกลับมามีผู้คน เสียงพ่อค้าเสียงเด็กเล่นดังขึ้นอีกครั้ง ราชสำนักพยายามฟื้นฟูความเชื่อมั่น ฮ่องเต้จิ้งอู่ลดทหารประจำการ เพิ่มการค้าขายและฟื้นการเก็บภาษีอย่างระมัดระวังหนึ่งปีเป็นเวลาสั้นเกินไปสำหรับแผลลึกจากการกบฏและการนองเลือด แต่ก็ยาวพอให้ผู้คนเริ่มหวังว่า ความทุกข์อาจจบลงแล้ว ทว่าฟ้าดินไม่เคยปรานีมนุษย์ ฤดูใบไม้ร่วงปีนั้นลมเหนือมาเร็วผิดปกติ หิมะโปรยปรายตั้งแต่เดือนที่ไม่ควรมี แม่น้ำเริ่มกลายเป็นน้ำแข็ง นกอพยพบินต่ำสัตว์ป่าเคลื่อนลงจากภูเขาชาวบ้านเริ่มกระซิบกันคำว่าภัยหนาว เริ่มดังขึ้นอีกครั้งคำที่ปรากฏในบันทึกโบราณเพียงไม่กี่หน้า แต่ทุกครั้งที่ปรากฏ มันหมายถึงความอดอยากและความตายหลิงเซียงยืนอยู่ในสวนจวน ลมหอบไอเย็นพัดผ่านผิว นางก้มมองใบไม้ที่ยังไม่ร่วงดี แต่ปลายใบกลับไหม้จากความหนาว ภาพนี้ไม่ใช่ภาพของปีปกติ ในความทรงจำจากประวัติศาสตร์เดิม ภัยหนาวครั้งใหญ่ควรจะมาอีกหลายปีให้หลัง ไม่ใช่ตอนนี้แต่โลกใบนี้โลกที่ประวัติศาสตร์เริ่มเบี่ยงเบน ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าบันทึกไม่ใช่คำพยากรณ์“หากเรารอใ
รุ่งอรุณของวันนั้น เมืองหลวงแคว้นเว่ยปกคลุมด้วยหมอกหนา ไม่ใช่หมอกธรรมชาติแต่เป็นหมอกแห่งความหวาดกลัว เสียงกลองราชสำนักดังขึ้นสามครั้งอย่างหนักแน่น แต่ก้องสะท้อนราวประกาศจุดจบของยุคสมัยหนึ่ง ฮ่องเต้จิ้งอู่ประทับเหนือบัลลังก์มังกร พระพักตร์ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความอ่อนโยน มีเพียงความเด็ดขาดของผู้ปกครองที่ผ่านการสูญเสียมามากเกินพอ“สำนักโคมดำ” จิ้งอู่พระสุรเสียงดังขึ้นชัดเจนเย็นเยียบ“เป็นกลุ่มกรกบฏที่แฝงตัวอยู่ในแคว้นเว่ยมาหลายสิบปี บ่อนทำลายราชสำนัก ฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์ และสมคบกับศัตรูภายนอก” จิ้งอู่เหล่าขุนนางคุกเข่าพร้อมกันไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง“วันนี้ข้ามีพระราชโองการ” จิ้งอู่ตรามังกรถูกยกขึ้นและคำตัดสินที่รอคอยก็ดังก้อง“ให้กวาดล้างสำนักโคมดำทั่วทั้งแคว้น ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลวง หัวเมือง หรือชายแดน ผู้เกี่ยวข้องให้ประหาร ผู้ให้ที่พักพิงให้ประหารผู้รู้เห็นแต่ปิดบังให้เนรเทศหรือประหารตามโทษ” จิ้งอู่เสียงอักษรถูกขีดลงบนราชโองการราวกับขีดเส้นใต้คำว่าสิ้นสุดคำสั่งถูกส่งออกไปภายในครึ่งวัน ท่านอ๋องสามจิ้งหาว ท่านอ๋องห้าจิ้งเซียน มู่เทียนหลาง และกองทัพหลวง ออกเคลื่อนไหวพร
สายฝนโปรยปรายเหนือชายแดนแคว้นเว่ย ราวกับฟ้าดินกำลังไว้ทุกข์ให้กับความผิดบาปที่กำลังจะถูกชำระ ซูหนิงซานยืนอยู่ใต้ชายคาจวนร้างกลางหุบเขา มือเรียวสั่นเทาเมื่อกำสายประคำเก่าที่ติดตัวมาตั้งแต่ยังเป็นกุ้ยเฟยในวังหลวง นางเคยเป็นสตรีที่งดงามสูงศักดิ์ เป็นที่โปรดปราน เป็นมารดาของรัชทายาท เป็นผู้ที่คนทั้งวังต้องก้มศีรษะให้แต่วันนี้นางเป็นเพียงหญิงต้องโทษที่หนีออกจากวังเป็นอดีตพระสนมที่มีบาปติดตัว และเป็นมารดาของทั้งจิ้งไฉและเฟิงไป๋จิน เป็นสตรีชั่วที่คนทั่วทั้งแผ่นดินสาปแช่ง บาปที่นางทำนั้นไม่มีวันล้างออกได้“ท่านแม่…” ไป๋จินเสียงเรียกเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลังเฟิงไป๋จินยืนอยู่ไม่ไกล ร่างสูงในชุดสีดำของสำนักโคมดำ ดวงตาเย็นชาเช่นเดียวกับบิดาเฟิงซือฉิน แต่ในแววตานั้นยังมีรอยแตกร้าวที่เขาไม่อาจซ่อน ซูหนิงซานไม่กล้าหันไปมอง นางรู้ดีว่าตนเองคือจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมดความรักต้องห้ามและเมล็ดพันธุ์แห่งหายนะที่นางก่อขึ้นนั้น ต้องย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ซูหนิงซานยังเป็นสาวน้อยจากตระกูลขุนนาง ได้รับคัดเลือกเข้าวังเพราะความงามและปัญญา เฟิงซือฉินในเวลานั้น ยังไม่ใช่หัวหน้าสำนักโคมดำ เขาเป็นเพียงบุรุษลึกล
เช้าวันนั้นท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงเว่ยไม่มืดแต่ก็ไม่สว่าง เมฆสีเทาเคลื่อนต่ำบดบังแสงอาทิตย์ราวกับฟ้ารู้ดีว่า วันนี้จะมีเลือดหลั่งลงสู่ผืนแผ่นดิน เสียงกลองศึกดังขึ้นจากกำแพงเมืองไม่ใช่กลองเฉลิมฉลอง แต่เป็นกลองเตือนภัย สำนักโคมดำเคลื่อนไหวแล้ว ข่าวจากชายแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือ รายงานตรงกันว่ากองกำลังไม่ทราบฝ่าย ยึดคลังเสบียงเผาด่านตรวจ และสังหารขุนนางท้องถิ่นภายในคืนเดียว ทุกหลักฐานชี้ไปที่ชื่อเดียเฟิงไป๋จินจิ้งไฉยืนอยู่กลางท้องพระโรงรายงานกองทัพถูกวางเรียงตรงหน้า ขุนนางเถียงกันเสียงดังบางคนเสนอให้เจรจา บางคนเสนอให้ประหารทั้งเครือข่ายบางคนยังไม่กล้าเอ่ยชื่อน้องชายต่างสายเลือด จิ้งไฉยกมือขึ้นทั้งท้องพระโรงเงียบลงทันที“นี่ไม่ใช่การก่อจลาจลเล็ก ๆ” จิ้งไฉเขาตรัสเสียงหนักแน่น“นี่คือสงครามและเป็นสงครามที่ข้าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” จิ้งไฉเขาหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวประโยคที่ทำให้หลายคนใจสั่น“ข้าจะนำทัพด้วยตนเอง” จิ้งไฉเสียงฮือฮาดังขึ้นแต่ไม่มีใครคัดค้านอย่างแท้จริง เพราะทุกคนรู้นี่ไม่ใช่เพียงศึกของแผ่นดิน แต่คือศึกของหัวใจฮ่องเต้ในขณะเดียวกันที่ราบหินดำทางเหนือธงสีดำไร้ตราโบกสะบัด กองกำลังของส
คืนที่ลมพัดกลิ่นเลือด ลมค่ำคืนนั้นพัดแรงผิดฤดูกาล ผืนป่าชานเมืองหลวงสั่นไหว ใบไม้เสียดสีกันราวเสียงกระซิบของวิญญาณ ดวงจันทร์ถูกเมฆบดบังครึ่งหนึ่ง เหมือนฟ้าตั้งใจไม่ให้ใครเห็นทุกอย่างชัดเจน จิ้งไฉยืนอยู่กลางลานหินร้าง ด้านหลังคือกองกำลังองครักษ์ ด้านหน้าคือความว่างเปล่า แต่เขารู้อีกฝ่ายอยู่ที่นี่“ไม่ต้องซ่อนตัวแล้ว ออกมาเถอะข้ารอเจอเจ้าอยู่แล้ว” จิ้งไฉเขากล่าวเสียงต่ำมั่นคง“ข้ารู้ว่าเจ้ามาแล้ว…เฟิงไป๋จิน” จิ้งไฉเสียงหัวเราะเบา ๆ ดังจากเงาไม้ราวกับคำเชิญ ร่างหนึ่งก้าวออกมาชุดดำผมยาวมัดหลวม ใบหน้าคมคายดวงตาเย็นเฉียบ“องค์รัชทายาทว่าที่ฮ่องเต้แห่งแคว้นเว่ยคนต่อไป... ท่านพี่” ไป๋จินชายหนุ่มโค้งศีรษะเล็กน้อยท่าทางไม่ใช่การคำนับแต่คือการเยาะ“ในที่สุด…น้องชายของข้าก็ยอมมาพบกัน... เจ้าคงจะคิดถึงข้ามาสินะ” จิ้งไฉจิ้งไฉมองชายตรงหน้าหัวใจแน่นจนแทบหายใจไม่ออก นี่คือเฟิงไป๋จินบุตรชายอีกคนของซูหนิงซานเลือดเดียวกันมารดาเดียวกัน เกิดมาหญิงชั่วชายโฉดที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี แต่กลับต่างกันราวฟ้ากับเหวเขาเติบโตในตำหนัก มีครูคอยสั่งสอน มีขุนนางคอยยำเกรง เป็นความคาดหวังแผ่นดินแต่อีกฝ่ายเติบโตในเ







