LOGINเมื่อทำใจยอมรับที่จะอยู่ในฐานะองค์หญิงหลิงเซียงได้แล้ว สิ่งแรกที่ทำคือตรวจดูทรัพย์สินมีค้าว่าพอที่จะนำไปขายหรือมีเงินอยู่บ้างไหม เพราะเขาจะนำไปซื้อที่ดินเก็บไว้สักหน่อย เนื่องจากตั้งใจจะออกจากวังแล้วต้องมีกิจการเป็นของตัวเองเพื่อเลี้ยงชีพสักหน่อย ไหนจะผู้ติดตามอีกหลายคน ตั้งใจแล้วว่าจะเปิดเหลาอาหาร เพราะอาชีพเดิมที่บ้านแซ่ลิ้มในโลกเดิมนั้น พ่อแม่เขาเปิดร้านอาหารและขายดีมากจนขยายสาขาไปถึงห้าสาขาแล้ว เมนูส่วนใหญ่จะเป็นสูตรอาหารไทยจากคุณยายที่เคยทำงานในวังมาก่อน และยังมีสูตรอาหารจีนจากบ้านคุณพ่ออีกด้วย ซึ่งเขาเองก็เคยช่วยงานในครัวเป็นประจำจนจำสูตรได้ทั้งหมด ขนมไทยก็ยังทำได้จนเพื่อนหลายคนในสาขาประวัติศาสตร์ไทยและสากลเคยถามว่า ทำอาหารอร่อยขนาดนี้ทำไมไม่เรียนคหกรรม แต่เขาชอบประวัติศาสตร์และสาขาที่เรียนยังได้เรียนประวัติศาสตร์ของจีนอีกด้วย
แสงจันทร์รินผ่านช่องหน้าต่างไม้ลายฉลุ ส่องต้องฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งในอากาศ ภายในห้องลับของตำหนักไฉ่หงเงียบงันราวกับเวลาหยุดหมุน เสียงฝีเท้าเบา ๆ สามคู่ก้าวเข้ามาทีละก้าว องค์หญิงหลิงเซียงถือโคมไฟกระจกทรงกลมไว้ในมือ แสงส้มอ่อนสะท้อนเงาเรียวยาวบนพื้นหินเย็น
"ที่นี่... ข้าจำได้ว่าเป็นห้องนี่เป็นห้องที่เสด็จแม่แอบสร้างไว้ให้ข้า" หลิงเซียง
พระสุรเสียงแผ่วเบาแต่แฝงด้วยความสั่นไหว ไป๋กงกงโค้งคำนับ
"พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง เมื่อครั้งนั้นอดีตฮองเฮาหลินเจินทรงโปรดให้สร้างห้องลับไว้ใต้ตำหนักไฉ่หง เพื่อเก็บของสำคัญและทรัพย์สินที่ทรงสะสมไว้เพคะ" ไป๋กงกง
หม่ากูกูซึ่งถือเทียนเล่มเล็กเดินนำไปตรงกลางห้อง ก่อนใช้ปลายเทียนเคาะที่พื้นไม้สามครั้ง เสียง "กึก" เบา ๆ ดังขึ้น แล้วพื้นตรงหน้าก็แยกออกเผยบันไดหินแคบ ๆ ที่ทอดลงไปสู่ใต้ดิน กลิ่นไม้เก่าผสมกลิ่นกำยานจาง ๆ ลอยคลุ้งเมื่อทั้งสามก้าวลงไปข้างล่าง ภายในห้องลับมีโคมไฟหยกติดผนัง ด้านในเรียงรายไปด้วยหีบไม้หอมประดับทองหลากขนาด ผ้าไหมบางผืนยังห่อด้วยริบบิ้นแดงเก่า บางหีบประทับตราประจำพระองค์ของอดีตฮองเฮาหลินเจิน ผู้เป็นมารดาของหลิงเซียง
ไป๋กงกงเปิดหีบใบหนึ่งเผยให้เห็นถุงผ้าไหมบรรจุทองแท่งและหยกเนื้อใสหลายสิบชิ้น ส่วนหม่ากูกูเปิดอีกหีบหนึ่ง ภายในเต็มไปด้วยอัญมณีและแผ่นหยกที่จารึกอักษรโบราณ องค์หญิงหลิงเซียงมองสิ่งเหล่านั้นอย่างนิ่งงัน
"เสด็จแม่คงรู้... ว่าสักวันจะเกิดเรื่องไม่ดีกับ จึงซ่อนทุกสิ่งไว้ในที่ที่ไม่มีใครนึกถึง" หลิงเซียง
ขณะนั้นเองหม่ากูกูพบกล่องไม้ดำขนาดเล็กซ่อนอยู่ใต้หีบ
"องค์หญิงเพคะ กล่องนี้... ไม่มีตราเลยเจ้าค่ะ" หม่ากูกู
องค์หญิงหลิงเซียงรับมา พอเปิดออกเสียง "แกร๊ก" ดังขึ้นภายในมีกล่องหยกสีขาวแกะลายดอกเหมย เมื่อเปิดออกปรากฏพัดทองคำอันหนึ่ง ปักลายมังกรคู่และนกฟีนิกซ์พันกัน พร้อมจดหมายเก่าแผ่นหนึ่งผูกด้วยด้ายแดง เขาค่อย ๆ คลี่ออก ลายอักษรเป็นลายมือของพระมารดา
"หากวันใดเจ้าพบจดหมายนี้ จงทำตามที่แม่เคยสอนให้ออกไปไกลห่างจากวังหลวงนี้แล้วไปเริ่มต้นชีวิต หรือให้ไปหาท่านตาเจ้าที่เมืองหยางโจวอย่าพึ่งกลับตระกูลเกา ยิ่งเจ้าไกลจากวังหลวงเท่าไหร่เจ้ายิ่งปลอดภัย ถ้าให้ดีอย่าได้ห่างจากท่านตาและเหล่าญาติผู้พี่ของเจ้าเด็ดขาด" หลินเจิน
องค์หญิงหลิงเซียงคนใหม่ยิ่งอ่านยิ่งงงกับจดหมายของอดีตฮองเฮามาก แต่ก็ช่างเถอะอย่างไรเขาก็ตั้งใจจะออกจากวังอยู่แล้ว แต่ก่อนออกขออยู่ช่วยคนในวังก่อนแล้วกันช่วยให้สถานการณ์เบาบางลงก็ยังดี ไม่นึกของเลือกทำวิจัยราชวงศ์เว่ยเลย พอรู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไรก็อดช่วยไม่ได้อยู่ดี
"องค์หญิง… นี่หมายความว่า..." ไป๋กงกง
"ใช่ ท่านแม่อยากให้พวกเราออกไปเริ่มต้นใหม่ที่นอกวังกัน" หลิงเซียง
"แล้วเรื่องคนที่ทำร้ายองค์หญิง พระองค์ทรงจะทำเช่นไร เพค่ะ" หม่ากูกู
"ข้ายังไม่ปักใจเชื่อว่าฝ่าบาทจะทรงสั่งลงมือทำร้ายข้าได้ อย่างไรฝ่าบาทก็ทรงยำเกรงท่านตาอยู่มาก ทางฝ่ายรัชทายาทจิ้งไฉก็ไม่น่าจะใช่ เอาไว้ค่อยสืบทีหลังแล้วกัน แต่ตอนนี้ดึกแล้วแยกย้ายกันไม่นอนเถอะ ข้าง่วงมากแล้ว" หลิงเซียง
"เพค่ะ" หม่ากูกู
"พ่ะย่ะค่ะ" ไป๋กงกง
ตำหนักไฉ่หงที่อยู่นอกกำแพงวังมิได้โอ่อ่าฟุ้งเฟ้อดังตำหนักชั้นใน หากงดงามด้วยความเรียบสงบอ่อนโยนดุจลมหายใจของยามรุ่งอรุณ ตัวตำหนักสร้างด้วยไม้หอมเก่าที่สีซีดจางไปตามกาลเวลา แต่กลับเพิ่มเสน่ห์อย่างประหลาด หลังคามุงกระเบื้องเขียวหม่น มีเถาวัลย์ดอกเล็ก ๆ เลื้อยเกาะอยู่ตามชายคา เมื่อลมพัดกลีบดอกจะโปรยลงเบา ๆ เหมือนหิมะกลางฤดูใบไม้ผลิ ลานหน้าตำหนักปูด้วยศิลาเรียบ มีต้นเหมยสองต้นยืนอยู่ข้างประตู ไม่มากเกินไม่ขาดเกิน กลีบดอกสีจางร่วงโรยอยู่บนพื้นหินขาวให้ความรู้สึกสงบงามอย่างเรียบง่าย ริมลานมีสระน้ำตื้นที่เลี้ยงปลาทองไม่กี่ตัว น้ำในสระใสจนเห็นเงาไม้สะท้อนชัด
ภายในตำหนัก ไม่มีเครื่องประดับหรูหรา มีเพียงโต๊ะไม้เรียบหนึ่งตัว แจกันเคลือบสีขาวบรรจุดอกไม้สดไม่กี่กิ่ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยคลอไปกับเสียงลมที่ลอดเข้าทางหน้าต่างไม้ฉลุ เสียงนั้นผสมกับเสียงผ้าแพรบางไหวเบา ๆ กลายเป็นทำนองแห่งความสงบที่ยากจะหาได้ในวังหลวง ยามสายหมอกคลอรอบตำหนัก ไฉ่หงดูประหนึ่งหลบซ่อนอยู่ในฝัน งดงามไม่ด้วยความหรูหรา แต่ด้วยความเรียบและความนิ่ง ที่ทำให้ผู้พบเห็นเผลอลดเสียงฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว
เช้าวันต่อมาองค์หญิงหลิงเซียงตื่นแต่เช้าเข้าครัวเพื่อทำอาหาร ถึงตำหนักไฉ่หงจะอยู่กำแพงวังหลวงแต่ก็มีเหล่าองครักษ์ค่อยดูแลอยู่ไม่ขาด แต่ทำไมถึงโดนจับตัวได้กันนะแถมยังไปตายไกลถึงตำหนักเย็นเลยแปลกมาก แต่ช่างเถอะค่อยสืบหาความจริงอีกที ตอนนี้ทำกับข้าวก่อนแต่จะว่าไปห้องครัวก็ใหญ่เหมือนกันนะเนี่ย แบบนี้ขอแสดงเสน่ห์ปลายจวักให้เหล่าคนในตำหนักชิมก่อนแล้วกัน
วันนี้หลิงเซียงจะทำเมนูที่มีวัตถุดิบที่มีอยู่ในครัวนั้นก็คือโจ๊กหมูสับเห็ดหอม เป็นเมนูที่จะสั่งกินทุกเช้าไม่ก็ทำกินเองในวันหยุดถือเป็นเมนูโปรดเลยก็ว่าได้ ส่วนผสม โจ๊กหมูสับ ข้าวสาร หมูสับ ต้นหอมซอย ขิงซอย ขิงหั่นแว่น เห็ดหอม และไข่ลวก
เริ่มจากนำข้าวสารข้าวเจ้ามาต้มพร้อมน้ำแกงผักให้พอเม็ดข้าวแตกบานออกหน่อย ปิดไฟ แช่ข้าวทิ้งไว้ประมาณหนึ่งถึงสองเค่อ (15-30 นาที) เพื่อให้ข้าวอืดจากการดูดน้ำเข้าไป พอเราเอามาไฟอุ่นอีกรอบก็จะเปื่อยเละเป็นเนื้อโจ๊ก ตั้งหม้อใส่น้ำต้มจืดลงไปอุ่น จากนั้นเติมน้ำเปล่าเพิ่มลงไปใส่หมูสับต้มจนสุก ใส่ขิงหั่นแว่นเพราะจะได้โจ๊กหอมขึ้น จากนั้นก็ตักใส่ชามโรยขิงซอยและต้นหอม ตอกไข่ใส่ลงไป เหยาะซีอิ๊วนิดและพริกไทยป่นหน่อยแค่นี้ก็อร่อยแล้ว
ยามเช้าในเมืองไฮ่หยางเริ่มต้นด้วยเสียงคลื่นกระทบฝั่งและกลิ่นอาหารจากครัวของเหลาอาหารอันผิง แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนเล็กด้านหลังร้าน เผยให้เห็นภาพที่งดงามที่สุดในชีวิตของหลิงเซียงบนที่นอนผืนใหญ่เด็กน้อยสองคนกำลังนอนเคียงกัน เซียงเทียนขยับตัวก่อนเสมอ มือเล็กกำผ้าห่มแน่นราวกับจะลุกไปสำรวจโลก ส่วนเทียนหลิงยังหลับตาพริ้ม แต่เมื่อพี่ชายส่งเสียงอืออา นางก็มักจะยิ้มก่อนลืมตาช้า ๆ หลิงเซียงลุกขึ้นช้า ๆ เดินเข้าไปนั่งข้างลูกทั้งสอง ดวงตาอ่อนโยนเต็มไปด้วยแสงแห่งความรัก“อรุณสวัสดิ์ ลูกแม่” หลิงเซียงเสียงของนางนุ่มนวลราวกับสายลม มู่เทียนหลางที่เพิ่งกลับจากตลาดเช้า วางตะกร้าผักสดลงเบา ๆ แล้วเดินเข้ามามองภาพนั้นอย่างเงียบงัน รอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่บนใบหน้าคมเข้มชีวิตของเขาเคยผ่านสนามรบ เคยเผชิญอันตราย แต่ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างสงบสุขเท่านี้ เหลาอาหารอันผิงยังคงเปิดทุกวัน กลิ่นข้าวผัด ซุปทะเล และหมูย่างลอยหอมไปทั่วตลาด แต่บรรยากาศภายในเปลี่ยนไปเล็กน้อยเสียงหัวเราะของเด็กทารกดังแทรกกับเสียงลูกค้า เสียงอืออาของเซียงเทียนกลายเป็นเสียงประจำร้าน รอยยิ้มของเ
ฤดูฝนมาเยือนเมืองไฮ่หยางพร้อมสายลมชื้นจากทะเล เมฆสีเทาอ่อนลอยต่ำเหนือหลังคากระเบื้องของเหลาอาหารอันผิง คลื่นซัดฝั่งเป็นจังหวะหนักแน่นกว่าทุกวัน ราวกับธรรมชาติกำลังรอคอยบางสิ่ง ในเรือนหลังเล็กด้านหลังร้าน หลิงเซียงนั่งพิงหมอน ผ้าบางคลุมท้องที่อุ้มน้ำหนักชีวิตถึงเก้าเดือนเต็ม ใบหน้าของนางอ่อนล้าแต่เปล่งประกาย ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องหน้าต่างที่เปิดรับลมฝน มู่เทียนหลางนั่งอยู่ข้างกายมือใหญ่ของเขากุมมือนางแน่นโดยไม่รู้ตัว“วันนี้ลมแรงนัก” เทียนหลางหลิงเซียงยิ้มบาง “เด็กน้อยคงอยากออกมาดูโลกแล้ว” หลิงเซียงราวกับคำพูดนั้นเป็นลาง ทันใดนั้นเองความปวดหน่วงลึกในท้องก็แล่นวาบขึ้น หลิงเซียงขมวดคิ้วมือกำผ้าห่มแน่น“ท่านพี่…” หลิงเซียงเสียงเรียกแผ่วแต่สั่น“เริ่มแล้วหรือ” เทียนหลางคำตอบไม่จำเป็นความปวดระลอกที่สองมาเร็วและแรงกว่าเดิม หมอตำแยที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าถูกเรียกเข้ามาอย่างเร่งด่วน เหมยซานและสตรีในตลาดอีกสองคนรีบมาช่วยจัดเตรียมน้ำร้อน ผ้าสะอาด และสมุนไพรหอมเพื่อให้ห้องอบอวลด้วยกลิ่นผ่อนคลายฝนเริ่มตกลงมาเบา ๆ เคาะหลังคาเป็นจังหวะสม่ำเสม ในห้องคลอดแสงตะเกียงส่องสว่างสลัว หมอตำแยจับชีพจร ฟังเส
สามเดือนหลังจากคืนงานเลี้ยงหมูกะทะที่เหลาอาหารอันผิง เมืองไฮ่หยางก็เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว ลมทะเลพัดอ่อนลง กลิ่นเค็มเจือจางด้วยกลิ่นดอกไม้ป่าที่บานตามเนินเขา เช้าตรู่วันหนึ่ง หลิงเซียงตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกแปลกประหลาดในร่างกาย มิใช่ความเจ็บปวด หากเป็นความเวียนศีรษะเบา ๆ คลื่นไส้จาง ๆ จนต้องนั่งนิ่งอยู่ขอบเตียง มู่เทียนหลางที่กำลังแต่งตัวเตรียมออกไปตลาด เหลือบเห็นสีหน้าของนางก็รีบเข้ามาประคอง“ไม่สบายหรือ” เทียนหลางหลิงเซียงส่ายหน้าเบา ๆ แต่ยกมือกุมท้องโดยไม่รู้ตัว“แค่… เหม็นกลิ่นน้ำมันหน่อย ๆ เท่านั้น” หลิงเซียงกลิ่นน้ำมันทั้งที่เมื่อวานยังยืนผัดอาหารหน้าเตาได้ทั้งวัน มู่เทียนหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ความคิดบางอย่างแล่นผ่านแววตาคมเข้มของเขาสองวันต่อมาอาการคลื่นไส้ยังไม่หาย อีกทั้งหลิงเซียงเริ่มง่วงง่าย เหนื่อยเร็วทั้งที่งานในร้านไม่ได้หนักกว่าปกติ เหมยซานที่แวะมาช่วยเตรียมวัตถุดิบ มองนางอย่างจับผิดก่อนหัวเราะเบา ๆ“หรือว่า… จะมีข่าวดี” หลิงเซียงหลิงเซียงชะงักหัวใจเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด มู่เทียนหลางไม่รอช้ารีบเชิญหมอเฒ่าประจำย่านตลาดมาตรวจ หมอเฒ่านั่งลงจับชีพจรอย่างตั้งใจ นิ
ลมทะเลยามค่ำพัดเอื่อยผ่านตรอกหินของเมืองไฮ่หยาง กลิ่นเกลืออ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นถ่านไม้ที่เริ่มติดไฟทีละเตา เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากลานกว้างหลัง เหลาอาหารอันผิง โคมกระดาษสีส้มอุ่นแขวนเรียงเป็นแถว แสงไฟไหวระริกสะท้อนผิวโต๊ะไม้ยาวที่ตั้งเรียงรอแขกเหรื่อคืนนี้ไม่ใช่งานเทศกาลใหญ่โต หากเป็นงานเลี้ยงหมูกะทะที่ทุกคนรอคอย และเป็นเมนูใหม่ของเหลาอาหารอันผิงอีกด้วย ตั้งแต่บ่ายหลิงเซียงกับคนของร้านช่วยกันจัดเตรียมอย่างขะมักเขม้น หมูสามชั้นถูกหั่นบางจนเห็นชั้นเนื้อสลับมันอย่างสวยงาม เนื้อสันคอหมักพริกไทยดำกับกระเทียมจนหอมฟุ้ง หมูหมักซอสหวานเค็มสูตรลับถูกคลุกเคล้าด้วยงาขาวคั่วใหม่ ๆ จัดเรียงใส่ถาดไม้ไผ่เป็นระเบียบผักสดกองโตถูกล้างจนหยดน้ำใสเกาะใบผักกาดขาว คะน้า เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ฟักทอง วุ้นเส้น เต้าหู้ไข่ และข้าวโพดอ่อน ทุกอย่างถูกจัดวางรอบโต๊ะน้ำจิ้มที่ตั้งชามเรียงรายชามน้ำจิ้มสีแดงสดส่งกลิ่นเผ็ดหอมจากพริกขี้หนูตำละเอียด กระเทียมสับ และน้ำมะนาวคั้นสด บางชามเพิ่มเต้าเจี้ยวให้เข้มข้น บางชามเติมงาคั่วหอมกรุ่นเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติเมื่อฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ผู้คนในละแวกตลาดก็ทยอยกันมา เสียงทักทายดัง
ยามอรุณเพิ่งคลี่ม่านหมอกสีเงินเหนือหลังคาวังหลวง แสงแดดอ่อนแรกสาดกระทบกระเบื้องเคลือบสีหยกเป็นประกาย ทว่าภายในตำหนักด้านทิศตะวันตกกลับมีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันท่านอ๋องเจ็ดจิ้งซวนผู้คนในราชสำนักเรียกขานว่า ท่านอ๋องเจ็ดกำลังยืนมองแผนที่บนโต๊ะไม้จันทน์ เส้นทางจากเมืองหลวงไปยังเมืองไฮ่หยางถูกขีดเส้นบาง ๆ ด้วยหมึกสีดำ ไม่มีตราประจำพระองค์ ไม่มีขบวนรถม้าหรูหรา มีเพียงเครื่องหมายเล็ก ๆ ที่เขาวาดเอง การเดินทางครั้งนี้เขาจะไปแบบเงียบ ๆ มิใช่ในฐานะอ๋องผู้สูงศักดิ์ หากแต่เป็นเพียงพ่อค้าเครื่องหอมผู้หนึ่งนับตั้งแต่หลิงเซียง น้องสาวคนเล็กของเขา ตัดสินใจออกจากเมืองหลวงไปใช้ชีวิตที่ไฮ่หยาง เปิดเหลาอาหารเล็ก ๆ ร่วมกับสามีอย่างมู่เทียนหลาง ข่าวคราวของนางก็ลอยมาตามลมบ้างเป็นครั้งคราว บ้างก็จากจดหมายที่เขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิงเซียงเขียนว่า “พี่เจ็ด ข้าสบายดี ที่นี่มีลมทะเล กลิ่นเกลือ และผู้คนเรียบง่าย ข้าทำอาหารเอง ยกถาดเอง หัวเราะเอง… ข้ารู้สึกเหมือนเป็นคนธรรมดาอย่างแท้จริง”จิ้งซวนยามอ่านจดหมายนั้น รอยยิ้มบางเบาเคยผุดขึ้นบนริมฝีปาก แต่ในใจกลับปวดแปลบ น้องสาวที่เคยสวมอาภรณ์แพรไหม นั่งอ่
ข่าวการเดินทางลับของท่านอ๋องห้าไปเมืองไฮ่หยางมิได้แพร่สะพัดในราชสำนักอย่างเป็นทางการ ทว่ากำแพงวังสูงเพียงใดก็ไม่อาจกั้นบทสนทนาระหว่างพี่น้องได้ ค่ำวันหนึ่งในตำหนักด้านตะวันออก ท่านอ๋องหกจิ้งตงกำลังนั่งอ่านรายงานการคลัง เมื่อท่านอ๋องห้าเดินเข้ามาโดยมิได้นัดหมาย สีหน้าเรียบเฉยตามเคยแต่แววตากลับมีประกายแปลกไป “พี่ห้า ดูท่านอารมณ์ดีนัก” จิ้งตง จิ้งตงเงยหน้าขึ้น พลางวางพู่กัน “อารมณ์ดีหรือ” จิ้งตง อ๋องห้ายกถ้วยชา “บางทีอาจเพราะได้กินอาหารดี ๆ” จิ้งเซียน “อาหารดี ๆ” จิ้งตง จิ้งตงเลิกคิ้ว “ในวังยังมีสิ่งใดที่ท่านเห็นว่าดีไม่พอหรือ” จิ้งเซียน อ๋องห้าหัวเราะเบา ๆ แล้วเล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองไฮ่หยางอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การปลอมตัวเป็นสามัญชน การนั่งโต๊ะมุมหน้าต่าง จนถึงรสปลานึ่งซีอิ๊วที่นุ่มละลายและซุปเห็ดหอมที่ลึกซึ้งเกินคาด “เจ้าควรได้ลอง” จิ้งเซียน เขาสรุปสั้น ๆ “อาหารของหลิงเซียง…มิใช่เพียงอร่อย แต่มีหัวใจ” จิ้งเซียน คำว่ามีหัวใจทำให้จิ้งตงนิ่งไป ในสายตาผู้คนเขาเป็นอ๋องผู้สุขุม รอบคอบ และมีความสามารถด้านการบริหาร แต่ลึกลงไป เขามักรู้สึกว่าชีวิตในวังเต็มไปด้ว







