LOGINเช้าวันนั้นในตำหนักไฉ่หง อากาศสดชื่นหลังสายหมอกจาง ๆ ลอยเหนือสระน้ำ เสียงนกเล็กเจื้อยแจ้วบนต้นเหมยกลายเป็นบทดนตรีอ่อนโยนของยามเช้า องค์หญิงหลิงเซียงเสด็จออกมาจากครัวเล็กด้านหลังตำหนักด้วยถ้วยโจ๊กร้อน ๆ ในมือ กลิ่นหอมของหมูสับและเห็ดหอมลอยอบอวลจนทุกคนที่อยู่ในลานต้องหันมามอง
ไป๋กงกงกับหม่ากูกู ผู้เคยรับใช้อดีตฮองเฮานั่งอยู่ใต้ศาลาไม้ รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าของทั้งคู่บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจและความคิดถึงในวันเก่า ๆ ที่ยังเคยอยู่ในวัง เสี่ยวถังจื่อกับเสี่ยวผิงจื่อ ขันทีหนุ่มทั้งสองช่วยกันจัดชามและตะเกียบอย่างคล่องแคล่ว ส่วนซินเหมยกับจูซิงนางกำนัลรุ่นเยาว์ ก็ตักโจ๊กร้อน ๆ แจกจ่ายด้วยใบหน้ายิ้มละไม เมื่อทุกคนได้ชิมต่างก็ส่งเสียงชมไม่ขาดปาก "โอ้...กลิ่นหอมชวนกินแท้ ๆ เพค่ะ" หม่ากูกู "เนื้อหมูนุ่มละลายในปาก เห็ดหอมก็หั่นบางได้พอดีคำ ฝีมือองค์หญิงยอดเยี่ยมจริง ๆ พะย่ะค่ะ" ไป๋กงกง หม่ากูกูพูดพลางยิ้มตาหยี ส่วนไป๋กงกงเอ่ยพร้อมพยักหน้าอย่างชื่นชม ขันทีหนุ่มทั้งสองก้มหน้าซดโจ๊กร้อน ๆ ด้วยความพึงพอใจ ส่วนซินเหมยกับจูซิงหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นเฟิงหวงองครักษ์เงาผู้เย็นชา ยกช้อนขึ้นอย่างลังเลแต่สุดท้ายเมื่อได้ชิม เขาก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสียงเรียบว่า "อร่อย...มาก" เฟิงหวง คำพูดสั้น ๆ นั้นทำให้ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ กันทั้งโต๊ะ ห่าวเฉิงที่ยืนเฝ้าอยู่มุมศาลาก็แอบยิ้มบาง ๆ เช่นกัน เช้านั้นตำหนักไฉ่หงไม่ได้อบอวลเพียงกลิ่นโจ๊กร้อน แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน ความรู้สึกของบ้าน ที่ห่างหายไปนานภายในกำแพงแห่งอำนาจ หลังอาหารเช้าอบอุ่นในตำหนักไฉ่หง ผ่านไปไม่นานนัก ความเงียบก็กลับมาอีกครั้งเงียบจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดใบเหมยกระทบกันเบา ๆ ภายในศาลาไม้หลังเดิม เฟิงหวงกับห่าวเฉิงคุกเข่าอยู่ตรงหน้าองค์หญิงหลิงเซียง ทั้งสองสวมชุดองครักษ์สีดำที่เต็มไปด้วยรอยขาดและคราบเลือดเก่าซึ่งยังซึมอยู่ตามชายแขนเสื้อ แววตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความสำนึกผิด องค์หญิงมองทั้งสองอยู่นานก่อนจะถอนหายใจแผ่ว นางสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีขาวเรียบ ผมดำยาวถูกรวบขึ้นอย่างง่าย ๆ แต่กลับทำให้ดูสง่างามเหนือใคร เฟิงหวงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน เสียงทุ้มของเขาสั่นเครือแม้พยายามควบคุม "กระหม่อม…ไร้ความสามารถ ปกป้องพระองค์ไม่ได้ ปล่อยให้พวกมันจับพระองค์ไป" เฟิงหวง "พอแล้ว" หลิงเซียง องค์หญิงเอ่ยเสียงนุ่มแต่เด็ดขาด ดวงตาสงบคู่นั้นสะท้อนแสงเช้าจาง ๆ "ข้ากลับมามีชีวิตอีกครั้งแล้วไง ไม่ต้องคิดมาก ข้ารู้ว่าพวกพี่ทำเต็มที่กันที่สุดแล้ว เอาเวลาที่โทษตัวเองไปตจามสืบหาคนร้ายดีกว่า" หลิงเซียง ห่าวเฉิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยดวงตาแดงเรื่อ "แต่หม่อมฉัน…ยังจำได้ทุกวินาทีที่เห็นร่างพระองค์นอนแน่นิ่งไป ข้าไม่อาจลืมภาพนั้นได้เลย" ห่าวเฉิง เฟิงหวงกำมือแน่น เสียงพูดต่ำลงแทบเป็นเสียงพึมพำ "ถ้าในตอนนั้นข้าพลาดหลงกลพวกมัน…" เฟิงหวง องค์หญิงหลิงเซียงยื่นมือออกมาเบา ๆ วางบนไหล่ของทั้งสอง "ความผิดนั้นมิได้อยู่ที่พวกพี่ แต่ที่โชคชะตา ข้าไม่อยากให้พวกพี่จมอยู่ในความโทษตัวเองอีกต่อไป จากนี้เรามีเพียงทางเดียวคือใช้ชีวิตที่เหลือ เพื่อทวงคืนความจริงและศักดิ์ศรีที่ถูกพรากไป" หลิงเซียง เสียงลมพัดผ่านศาลาอีกครั้ง กลีบดอกเหมยปลิวร่วงตกบนพื้นใกล้เท้าองครักษ์ทั้งสอง พวกเขาก้มศีรษะพร้อมกัน ดวงตาเปี่ยมด้วยคำมั่นที่ไม่มีวันเปลี่ยน เฟิงหวงกับห่าวเฉิงกล่าวเสียงหนักแน่น "ไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใด กระหม่อมจะไม่ยอมให้ใครแตะต้องพระองค์อีก" เฟิงหวง "ชีวิตของกระหม่อม มีไว้เพื่อปกป้องพระองค์เท่านั้น" ห่าวเฉิง องค์หญิงหลิงเซียงมองทั้งคู่ด้วยแววตาอ่อนโยนปนเศร้า "ข้ารู้… และข้าจะไม่ยอมให้พวกพี่หรือใครในตำหนักไฉ่หงต้องสูญเสียเพราะข้าอีกเช่นกัน" หลิงเซียง เงียบงันนั้นงดงามและหนักแน่น เหมือนคำสัญญาที่ผูกพันด้วยเลือดและความภักดีในสายลมฤดูใบไม้ผลิ รุ่งเช้าวันถัดมาหมอกบางยังคลอรอบตำหนักไฉ่หงไม่ทันจางดี ขันทีจากวังหลวงก็มาถึงพร้อมตราประทับทองคำของราชสำนัก เสียงเรียกนั้นดังก้องในลานเงียบราวกับเสียงระฆังปลุกใจ "มีรับสั่ง ฮ่องเต้จิ้งอู่โปรดเกล้าให้ องค์หญิงหลิงเซียงเข้าเฝ้า เป็นการส่วนตัวที่ตำหนักเฉียนชิงกงในยามเซินนี้!" เหล่านางกำนัลและขันทีในตำหนักไฉ่หงต่างชะงัก มือที่ถือถาดชาและผ้าเช็ดหน้าสั่นระริกไปชั่วครู่ ความเงียบเข้าปกคลุมราวกับแม้แต่เสียงลมหายใจก็หนักเกินไป องค์หญิงหลิงเซียงนั่งอยู่ใต้ชายคาไม้ นางวางถ้วยชาลงอย่างช้า ๆ สายตาสงบนิ่ง แต่ในความนิ่งนั้นแฝงประกายที่ใครก็มองออกความเยือกเย็นและระแวดระวัง "องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ… นี่มิใช่เรื่องเล็ก ฮ่องเต้ทรงเรียกหาโดยกะทันหัน เหตุใดถึงต้องเป็นตอนนี้..." ไป๋กงกง "หรือว่าพวกเขาเริ่มสงสัยเรื่องในตำหนักเย็น..." หม่ากูกู องค์หญิงยกมือขึ้นให้ทั้งคู่เงียบนางยืนขึ้นช้า ๆ ชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนปลิวเบาในสายลม แสงแดดยามเช้าสาดต้องดวงหน้าที่งามสงบเย็นจนยากจะอ่านความคิดได้ "อย่ากังวล ข้าอยู่ในเงามืดมานาน ถึงเวลาต้องออกมาพบแสงบ้างแล้ว" หลิงเซียง เฟิงหวงกับห่าวเฉิงคุกเข่าข้างหน้า ดวงตาทั้งคู่ส่องประกายแข็งกร้าว "กระหม่อมจะติดตามไปด้วยพะย่ะค่ะ/พะย่ะค่ะ" "ไม่ต้อง...ตำหนักหลวงมีสายตานับร้อย ข้าไปเพียงลำพังย่อมปลอดภัยกว่า พวกเจ้าจงคอยที่นี่ หากข้าไม่กลับภายในยามอิ่ว จงเตรียมทำตามแผนที่ข้าเคยสั่งไว้ ออกไปให้ไกลจากวังหลวงซะ" หลิงเซียง คำพูดนั้นทำให้ลานทั้งลานนิ่งงัน ความเงียบของเฟิงหวงและห่าวเฉิงมีเพียงเสียงกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดเป็นคำตอบ แต่ในใจหลิงเซียงนั้นกลับตื่นเต้นที่จะได้เจอบุคคลที่เคยเจอเพียงแค่ในหนังสือหรือบทความเท่านั้น วันนี้จะได้เจอตัวจริงสักทีรู้สึกตื่นเต้นมากเลย องค์หญิงหลิงเซียงหันกลับไปมองตำหนักไฉ่หงเพียงครู่ แววตาอ่อนโยนฉายขึ้นเพียงวูบเดียว ก่อนที่นางจะก้าวขึ้นเกี้ยวเรียบที่ขันทีนำมารอไว้ อยากรู้จริง ๆ ว่าฮ่องเต้ตัวจริงจะหล่อเหมือนในละครที่เคยดูไหมนะยามเช้าในเมืองไฮ่หยางเริ่มต้นด้วยเสียงคลื่นกระทบฝั่งและกลิ่นอาหารจากครัวของเหลาอาหารอันผิง แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนเล็กด้านหลังร้าน เผยให้เห็นภาพที่งดงามที่สุดในชีวิตของหลิงเซียงบนที่นอนผืนใหญ่เด็กน้อยสองคนกำลังนอนเคียงกัน เซียงเทียนขยับตัวก่อนเสมอ มือเล็กกำผ้าห่มแน่นราวกับจะลุกไปสำรวจโลก ส่วนเทียนหลิงยังหลับตาพริ้ม แต่เมื่อพี่ชายส่งเสียงอืออา นางก็มักจะยิ้มก่อนลืมตาช้า ๆ หลิงเซียงลุกขึ้นช้า ๆ เดินเข้าไปนั่งข้างลูกทั้งสอง ดวงตาอ่อนโยนเต็มไปด้วยแสงแห่งความรัก“อรุณสวัสดิ์ ลูกแม่” หลิงเซียงเสียงของนางนุ่มนวลราวกับสายลม มู่เทียนหลางที่เพิ่งกลับจากตลาดเช้า วางตะกร้าผักสดลงเบา ๆ แล้วเดินเข้ามามองภาพนั้นอย่างเงียบงัน รอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่บนใบหน้าคมเข้มชีวิตของเขาเคยผ่านสนามรบ เคยเผชิญอันตราย แต่ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างสงบสุขเท่านี้ เหลาอาหารอันผิงยังคงเปิดทุกวัน กลิ่นข้าวผัด ซุปทะเล และหมูย่างลอยหอมไปทั่วตลาด แต่บรรยากาศภายในเปลี่ยนไปเล็กน้อยเสียงหัวเราะของเด็กทารกดังแทรกกับเสียงลูกค้า เสียงอืออาของเซียงเทียนกลายเป็นเสียงประจำร้าน รอยยิ้มของเ
ฤดูฝนมาเยือนเมืองไฮ่หยางพร้อมสายลมชื้นจากทะเล เมฆสีเทาอ่อนลอยต่ำเหนือหลังคากระเบื้องของเหลาอาหารอันผิง คลื่นซัดฝั่งเป็นจังหวะหนักแน่นกว่าทุกวัน ราวกับธรรมชาติกำลังรอคอยบางสิ่ง ในเรือนหลังเล็กด้านหลังร้าน หลิงเซียงนั่งพิงหมอน ผ้าบางคลุมท้องที่อุ้มน้ำหนักชีวิตถึงเก้าเดือนเต็ม ใบหน้าของนางอ่อนล้าแต่เปล่งประกาย ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องหน้าต่างที่เปิดรับลมฝน มู่เทียนหลางนั่งอยู่ข้างกายมือใหญ่ของเขากุมมือนางแน่นโดยไม่รู้ตัว“วันนี้ลมแรงนัก” เทียนหลางหลิงเซียงยิ้มบาง “เด็กน้อยคงอยากออกมาดูโลกแล้ว” หลิงเซียงราวกับคำพูดนั้นเป็นลาง ทันใดนั้นเองความปวดหน่วงลึกในท้องก็แล่นวาบขึ้น หลิงเซียงขมวดคิ้วมือกำผ้าห่มแน่น“ท่านพี่…” หลิงเซียงเสียงเรียกแผ่วแต่สั่น“เริ่มแล้วหรือ” เทียนหลางคำตอบไม่จำเป็นความปวดระลอกที่สองมาเร็วและแรงกว่าเดิม หมอตำแยที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าถูกเรียกเข้ามาอย่างเร่งด่วน เหมยซานและสตรีในตลาดอีกสองคนรีบมาช่วยจัดเตรียมน้ำร้อน ผ้าสะอาด และสมุนไพรหอมเพื่อให้ห้องอบอวลด้วยกลิ่นผ่อนคลายฝนเริ่มตกลงมาเบา ๆ เคาะหลังคาเป็นจังหวะสม่ำเสม ในห้องคลอดแสงตะเกียงส่องสว่างสลัว หมอตำแยจับชีพจร ฟังเส
สามเดือนหลังจากคืนงานเลี้ยงหมูกะทะที่เหลาอาหารอันผิง เมืองไฮ่หยางก็เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว ลมทะเลพัดอ่อนลง กลิ่นเค็มเจือจางด้วยกลิ่นดอกไม้ป่าที่บานตามเนินเขา เช้าตรู่วันหนึ่ง หลิงเซียงตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกแปลกประหลาดในร่างกาย มิใช่ความเจ็บปวด หากเป็นความเวียนศีรษะเบา ๆ คลื่นไส้จาง ๆ จนต้องนั่งนิ่งอยู่ขอบเตียง มู่เทียนหลางที่กำลังแต่งตัวเตรียมออกไปตลาด เหลือบเห็นสีหน้าของนางก็รีบเข้ามาประคอง“ไม่สบายหรือ” เทียนหลางหลิงเซียงส่ายหน้าเบา ๆ แต่ยกมือกุมท้องโดยไม่รู้ตัว“แค่… เหม็นกลิ่นน้ำมันหน่อย ๆ เท่านั้น” หลิงเซียงกลิ่นน้ำมันทั้งที่เมื่อวานยังยืนผัดอาหารหน้าเตาได้ทั้งวัน มู่เทียนหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ความคิดบางอย่างแล่นผ่านแววตาคมเข้มของเขาสองวันต่อมาอาการคลื่นไส้ยังไม่หาย อีกทั้งหลิงเซียงเริ่มง่วงง่าย เหนื่อยเร็วทั้งที่งานในร้านไม่ได้หนักกว่าปกติ เหมยซานที่แวะมาช่วยเตรียมวัตถุดิบ มองนางอย่างจับผิดก่อนหัวเราะเบา ๆ“หรือว่า… จะมีข่าวดี” หลิงเซียงหลิงเซียงชะงักหัวใจเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด มู่เทียนหลางไม่รอช้ารีบเชิญหมอเฒ่าประจำย่านตลาดมาตรวจ หมอเฒ่านั่งลงจับชีพจรอย่างตั้งใจ นิ
ลมทะเลยามค่ำพัดเอื่อยผ่านตรอกหินของเมืองไฮ่หยาง กลิ่นเกลืออ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นถ่านไม้ที่เริ่มติดไฟทีละเตา เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากลานกว้างหลัง เหลาอาหารอันผิง โคมกระดาษสีส้มอุ่นแขวนเรียงเป็นแถว แสงไฟไหวระริกสะท้อนผิวโต๊ะไม้ยาวที่ตั้งเรียงรอแขกเหรื่อคืนนี้ไม่ใช่งานเทศกาลใหญ่โต หากเป็นงานเลี้ยงหมูกะทะที่ทุกคนรอคอย และเป็นเมนูใหม่ของเหลาอาหารอันผิงอีกด้วย ตั้งแต่บ่ายหลิงเซียงกับคนของร้านช่วยกันจัดเตรียมอย่างขะมักเขม้น หมูสามชั้นถูกหั่นบางจนเห็นชั้นเนื้อสลับมันอย่างสวยงาม เนื้อสันคอหมักพริกไทยดำกับกระเทียมจนหอมฟุ้ง หมูหมักซอสหวานเค็มสูตรลับถูกคลุกเคล้าด้วยงาขาวคั่วใหม่ ๆ จัดเรียงใส่ถาดไม้ไผ่เป็นระเบียบผักสดกองโตถูกล้างจนหยดน้ำใสเกาะใบผักกาดขาว คะน้า เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ฟักทอง วุ้นเส้น เต้าหู้ไข่ และข้าวโพดอ่อน ทุกอย่างถูกจัดวางรอบโต๊ะน้ำจิ้มที่ตั้งชามเรียงรายชามน้ำจิ้มสีแดงสดส่งกลิ่นเผ็ดหอมจากพริกขี้หนูตำละเอียด กระเทียมสับ และน้ำมะนาวคั้นสด บางชามเพิ่มเต้าเจี้ยวให้เข้มข้น บางชามเติมงาคั่วหอมกรุ่นเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติเมื่อฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ผู้คนในละแวกตลาดก็ทยอยกันมา เสียงทักทายดัง
ยามอรุณเพิ่งคลี่ม่านหมอกสีเงินเหนือหลังคาวังหลวง แสงแดดอ่อนแรกสาดกระทบกระเบื้องเคลือบสีหยกเป็นประกาย ทว่าภายในตำหนักด้านทิศตะวันตกกลับมีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันท่านอ๋องเจ็ดจิ้งซวนผู้คนในราชสำนักเรียกขานว่า ท่านอ๋องเจ็ดกำลังยืนมองแผนที่บนโต๊ะไม้จันทน์ เส้นทางจากเมืองหลวงไปยังเมืองไฮ่หยางถูกขีดเส้นบาง ๆ ด้วยหมึกสีดำ ไม่มีตราประจำพระองค์ ไม่มีขบวนรถม้าหรูหรา มีเพียงเครื่องหมายเล็ก ๆ ที่เขาวาดเอง การเดินทางครั้งนี้เขาจะไปแบบเงียบ ๆ มิใช่ในฐานะอ๋องผู้สูงศักดิ์ หากแต่เป็นเพียงพ่อค้าเครื่องหอมผู้หนึ่งนับตั้งแต่หลิงเซียง น้องสาวคนเล็กของเขา ตัดสินใจออกจากเมืองหลวงไปใช้ชีวิตที่ไฮ่หยาง เปิดเหลาอาหารเล็ก ๆ ร่วมกับสามีอย่างมู่เทียนหลาง ข่าวคราวของนางก็ลอยมาตามลมบ้างเป็นครั้งคราว บ้างก็จากจดหมายที่เขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิงเซียงเขียนว่า “พี่เจ็ด ข้าสบายดี ที่นี่มีลมทะเล กลิ่นเกลือ และผู้คนเรียบง่าย ข้าทำอาหารเอง ยกถาดเอง หัวเราะเอง… ข้ารู้สึกเหมือนเป็นคนธรรมดาอย่างแท้จริง”จิ้งซวนยามอ่านจดหมายนั้น รอยยิ้มบางเบาเคยผุดขึ้นบนริมฝีปาก แต่ในใจกลับปวดแปลบ น้องสาวที่เคยสวมอาภรณ์แพรไหม นั่งอ่
ข่าวการเดินทางลับของท่านอ๋องห้าไปเมืองไฮ่หยางมิได้แพร่สะพัดในราชสำนักอย่างเป็นทางการ ทว่ากำแพงวังสูงเพียงใดก็ไม่อาจกั้นบทสนทนาระหว่างพี่น้องได้ ค่ำวันหนึ่งในตำหนักด้านตะวันออก ท่านอ๋องหกจิ้งตงกำลังนั่งอ่านรายงานการคลัง เมื่อท่านอ๋องห้าเดินเข้ามาโดยมิได้นัดหมาย สีหน้าเรียบเฉยตามเคยแต่แววตากลับมีประกายแปลกไป “พี่ห้า ดูท่านอารมณ์ดีนัก” จิ้งตง จิ้งตงเงยหน้าขึ้น พลางวางพู่กัน “อารมณ์ดีหรือ” จิ้งตง อ๋องห้ายกถ้วยชา “บางทีอาจเพราะได้กินอาหารดี ๆ” จิ้งเซียน “อาหารดี ๆ” จิ้งตง จิ้งตงเลิกคิ้ว “ในวังยังมีสิ่งใดที่ท่านเห็นว่าดีไม่พอหรือ” จิ้งเซียน อ๋องห้าหัวเราะเบา ๆ แล้วเล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองไฮ่หยางอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การปลอมตัวเป็นสามัญชน การนั่งโต๊ะมุมหน้าต่าง จนถึงรสปลานึ่งซีอิ๊วที่นุ่มละลายและซุปเห็ดหอมที่ลึกซึ้งเกินคาด “เจ้าควรได้ลอง” จิ้งเซียน เขาสรุปสั้น ๆ “อาหารของหลิงเซียง…มิใช่เพียงอร่อย แต่มีหัวใจ” จิ้งเซียน คำว่ามีหัวใจทำให้จิ้งตงนิ่งไป ในสายตาผู้คนเขาเป็นอ๋องผู้สุขุม รอบคอบ และมีความสามารถด้านการบริหาร แต่ลึกลงไป เขามักรู้สึกว่าชีวิตในวังเต็มไปด้ว







