LOGINนางยิ้มบาง ๆ “จึงไม่คิดจะรักผู้ใดอีก”
เยี่ยนจิ่งเฉินเงียบ ฟังทุกถ้อยคำอย่างตั้
นางยิ้มบาง ๆ “จึงไม่คิดจะรักผู้ใดอีก”เยี่ยนจิ่งเฉินเงียบ ฟังทุกถ้อยคำอย่างตั้งใจ หลินเวยกล่าวต่อ“แต่ตอนนี้...” นางยกมือขึ้นแตะหน้าอกตนเองเบา ๆ “ทุกครั้งที่ฝ่าบาทบาดเจ็บ หม่อมฉันเป็นห่วง ทุกครั้งที่ฝ่าบาททรงยิ้ม หม่อมฉันก็ยิ้มตาม ทุกครั้งที่ฝ่าบาทเข้าใจหม่อมฉัน หัวใจของหม่อมฉัน...”นางหยุดเล็กน้อย ก่อนยอมรับอย่างเขินอาย “หวั่นไหวเพคะ”เยี่ยนจิ่งเฉินมองนางนิ่ง ราวกับไม่แน่ใจว่าตนเองได้ยินถูกต้องหรือไม่“เจ้าพูดจริงหรือ”หลินเวยพยักหน้าเบา ๆ แก้มของนางขึ้นสีแดงอ่อน“เพคะ...แต่หม่อมฉันยังไม่รู้...ว่านั่นเรียกว่าความรักหรือไม่”เยี่ยนจิ่งเฉินหัวเราะออกมาอย่างโล่งใจ เสียงหัวเราะนั้นอบอุ่นจนหลินเวยยิ้มตาม พระองค์เอื้อมพระหัตถ์มากุมมือของนางอย่างอ่อนโยน“ไม่เป็นไร...เราไม่รีบ ตราบใดที่เจ้าหันมามองเรา เราก็พร้อมรอ”หลินเวยมองมือที่ถูกกุมไว้ ครั้งนี้...นางไม่ได้ดึงกลับ แต่ปล่อยให้มือของทั้งสองประสานกันอยู่ท่ามกลางสายลมอ่อนของฤดูใบไม้ผลิ แล
หยดน้ำตาค่อย ๆ ไหลลงบนแก้มของหลินเวย แต่ครั้งนี้...ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเจ็บปวด หากเป็นน้ำตาแห่งการอำลา นางยกมือแตะกระจกเบา ๆ“ขอบคุณ...ที่ทำให้ความจริงปรากฏ และขอบคุณตัวข้าในอดีต... ที่ไม่ยอมแพ้จนทิ้งหลักฐานไว้”ทันทีที่สิ้นคำ กระจกส่องวิญญาณก็เปล่งแสงสีทองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเกิดรอยร้าวเล็ก ๆ ตรงกึ่งกลาง รอยร้าวค่อย ๆ แผ่ขยาย ไม่นาน กระจกทั้งบานก็แตกออกเป็นผงแสงละเอียด ลอยขึ้นสู่อากาศแล้วสลายหายไปต่อหน้าทุกคน ฟูไห่ตกตะลึง“กระจก...หายไปแล้ว”หลินเวยมองแสงสีทองที่ค่อย ๆ จางหาย นางกลับไม่รู้สึกเสียดาย เพราะกระจกได้ทำหน้าที่ของมันจนสมบูรณ์แล้ว เมื่อกลับถึงตำหนักคุนหนิง เยี่ยนจิ่งเฉินเห็นดวงตาของนางแดงเล็กน้อย จึงเดินเข้ามาจับมือไว้“ครั้งนี้... เจ้าร้องไห้เพราะอะไร”หลินเวยเงยหน้ามองบุรุษผู้ยืนอยู่เคียงข้าง ก่อนยิ้มอย่างอ่อนโยนที่สุดนับตั้งแต่พบกัน“เพราะหม่อมฉัน...ได้บอกลาอดีตของตัวเองแล้วเพคะ”นางจับพระหัตถ์ของพระองค์แน่น“จากวันนี้ไป ไม่มีหลินเวยคนเดิมที่เต็มไปด้วยคว
“ฮองเฮา...กระจก...” ชิงหลัวเองก็เบิกตากว้าง “มันมีแสงจริง ๆ”หลินเวยยังไม่ทันตอบ แสงจากกระจกก็สว่างขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้น...ผิวกระจกที่เคยสะท้อนใบหน้าของนาง กลับกลายเป็นระลอกคลื่น ภาพอีกโลกหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตึกสูง รถยนต์ เสียงไซเรน ผู้คนในชุดสมัยใหม่ หัวใจของหลินเวยเต้นแรง โลกเดิม...นางเห็นอาคารสำนักงานตำรวจแห่งหนึ่ง ภายในห้องประชุม เจ้าหน้าที่หลายคนกำลังเปิดแฟ้มคดี บนแฟ้มมีรูปถ่ายของหญิงสาวคนหนึ่ง คือ...หลินเวยในชาติเดิม ชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าหน่วยสืบสวนกล่าวขึ้น“คดีนี้เคยปิดไปแล้ว แต่มีหลักฐานใหม่”ตำรวจหญิงคนหนึ่งวางแฟ้มอีกชุดลงบนโต๊ะ“ทีมรื้อคฤหาสน์เก่าของผู้ตาย พบกล่องเหล็กซ่อนอยู่หลังผนังห้องทำงาน”หลินเวยตัวแข็งทื่อ กล่องเหล็ก... นางจำได้ทันที เมื่อครั้งยังมีชีวิต นางเคยซ่อนกล่องใบนั้นไว้ เพราะสงสัยว่าหลินรั่วกับคู่หมั้นกำลังยักยอกเงินบริษัท แต่ยังไม่ทันเปิดโปง...นางก็ถูกฆ่าเสียก่อน ตำรวจหญิงเปิดกล่อง ภายในมีแฟลชไดรฟ์ สมุดบันทึก และเอกสารหลายชุด“ผลตรวจยืนยันแล้ว ไม่ม
หลินเวยหันมายิ้มบาง ๆ “ไม่มีอะไรเพคะ”ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรนางอยู่ครู่หนึ่ง “หลายวันมานี้ เจ้าเอาแต่ฝืนยิ้ม แต่แววตาของเจ้า...”พระองค์เอื้อมพระหัตถ์แตะหลังมือของนางเบา ๆ “กลับเหมือนยังแบกเรื่องบางอย่างไว้”หลินเวยก้มมองมือของตนเอง“บางครั้ง...ต่อให้ชนะทุกอย่าง ก็ใช่ว่าจะปล่อยวางอดีตได้”เยี่ยนจิ่งเฉินมิได้ซักถามต่อ พระองค์เพียงลูบศีรษะนางเบา ๆ“คืนนี้พักผ่อนเถิด ทุกอย่างผ่านไปแล้ว”หลินเวยพยักหน้าแต่ลึกลงไปในหัวใจ...นางรู้ดีว่ายังมีเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยผ่านไปกลางดึก หลินเวยสะดุ้งเข้าสู่ห้วงความฝัน ภาพตรงหน้ามืดมัว ก่อนค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น นางเห็นอาคารสูงระฟ้า ถนนที่เต็มไปด้วยรถยนต์ แสงไฟนีออนส่องสว่างไปทั่วเมือง โลกยุคปัจจุบัน...โลกที่นางจากมาหลินเวยยืนอยู่ริมถนน มองผู้คนเดินสวนกันไปมา ไม่มีผู้ใดมองเห็นนาง ราวกับนางเป็นเพียงวิญญาณ ทันใดนั้น...รถสปอร์ตสีดำคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดหน้าโรงแรมหรู ประตูรถเปิดออกชายหนุ่มในชุดสูทราคาแพงก้าวลงมา แม้เวลาจะผ่านไปนานเพีย
พระองค์หยุดเล็กน้อย ก่อนมีพระราชโองการ“ถอดถอนจากตำแหน่งราชครู ริบทรัพย์สินทั้งหมดเข้าท้องพระคลัง ยึดจวนและที่ดินทุกแห่ง สอบสวนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด”“รับพระบัญชา!”เสียงองครักษ์หลวงรับพร้อมกันกึกก้อง ราชครูเกาถึงกับหมดเรี่ยวแรง ร่างทั้งร่างทรุดลงกับพื้นหินเย็นเฉียบ เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง“ฮ่า ๆ ๆ...ข้า... แพ้แล้ว”องครักษ์หลวงเข้าควบคุมตัวเขา ก่อนพาตัวออกจากท้องพระโรงต่อหน้าขุนนางทุกคน เมื่อประตูใหญ่ปิดลง เยี่ยนจิ่งเฉินทอดพระเนตรขุนนางทั้งราชสำนัก พระสุรเสียงกังวานและหนักแน่น“ตั้งแต่วันนี้ ผู้ใดคิดใช้ตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์ ผู้ใดคิดขายอำนาจของแผ่นดิน จงมองราชครูเกาเป็นตัวอย่าง”ขุนนางทุกคนคุกเข่าพร้อมกัน “ฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถ!”หลินเวยมองภาพนั้นอย่างสงบนิ่ง ในที่สุด...เสาหลักอีกต้นของเครือข่ายไทเฮาก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง.สนมที่เหลือเลือกทางรอดสามวันหลังราชครูเกาถูกปลดและริบทรัพย์สิน พระราชวังต้าเยี่ยนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ตำห
ไทเฮาแค่นหัวเราะ “เพราะเรายังเป็นมารดาของเจ้า”“ใช่” เยี่ยนจิ่งเฉินหลับพระเนตรชั่วครู่ ก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง“แต่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พระองค์จะไม่มีอำนาจเหนือราชสำนักอีก”พระองค์หันไปสั่งองครักษ์ “มีพระราชโองการ ถอดอำนาจทั้งหมดของไทเฮา ห้ามผู้ใดรับคำสั่งจากตำหนักฉือหนิง กักบริเวณไทเฮาในตำหนักฉือหนิง ห้ามออกนอกตำหนัก ห้ามพบขุนนาง หากไม่มีพระราชานุญาตจากเรา ผู้ใดฝ่าฝืน...”พระสุรเสียงเย็นเฉียบ “ประหาร”“รับพระบัญชา!”องครักษ์หลวงคุกเข่าพร้อมกัน ไทเฮายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง พระนางไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ขอความเมตตา เพียงทอดพระเนตรพระโอรสด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนตรัสเบา ๆ“เจ้าคิดว่ากักเราไว้...ทุกอย่างจะจบหรือ”เยี่ยนจิ่งเฉินตอบอย่างหนักแน่น“อย่างน้อย...แผ่นดินจะไม่ถูกควบคุมด้วยความโลภอีก”ไทเฮาหัวเราะเบา ๆ ก่อนปล่อยให้องครักษ์เชิญเสด็จออกจากท้องพระโรงโดยไม่ขัดขืน เมื่อประตูปิดลงทุกคนต่างรู้ดีว่า...ยุคแห่งอำนาจของไทเฮา ได้สิ้น







