로그인
เงินประกันของคนตาย
เสียงฝนกระหน่ำกระจกหน้าต่างห้องทำงานของบริษัทประกันภัยดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หลินเวยเงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์ ดวงตาคมกริบที่ขึ้นชื่อเรื่องการสังเกตรายละเอียดกวาดมองตัวเลขบนหน้าจออีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
เธออายุยี่สิบแปดปี จบปริญญาโทด้านการเงิน เป็นนักวิเคราะห์ความเสี่ยงที่บริษัทระดับประเทศ เพื่อนร่วมงานต่างยอมรับว่าเธอมีไอคิวสูง จำตัวเลขได้แม่นยำ วิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วจนน่าตกใจ
แต่ในเรื่องความรัก...เธอกลับเชื่อคนง่ายกว่าที่ควร เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือ "ภาคิน" หรืออี้เฉิน เขาเป็นลูกครึ่งไทยจีน ฝรั่งเศส หน้าตาหล่อเหลาระดับนายแบบ หลินเวยกดรับพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
"เลิกงานหรือยัง"
ปลายสายตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง
"ใกล้แล้ว วันนี้ประชุมยาวหน่อย"
"งั้นเดี๋ยวฉันทำอาหารรอ"
"ไม่ต้องหรอก ผมมีนัดกับลูกค้าต่อ คงกลับดึก"
"อีกแล้วเหรอ"
"งานช่วงนี้เยอะ"
หลินเวยหัวเราะเบา ๆ "โอเค ขับรถดี ๆ นะ"
"ครับ"
สายถูกตัดลง หญิงสาววางโทรศัพท์บนโต๊ะ ก่อนหันกลับมาทำงานต่อ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ความรู้สึกแปลกประหลาดกลับก่อตัวขึ้นในใจ
ช่วงสามเดือนที่ผ่านมา...ภาคินกลับบ้านดึกแทบทุกคืน วันหยุดก็บอกว่าต้องพบลูกค้า ข้อความตอบช้าลง โทรศัพท์มักปิดเสียงเสมอ เมื่อก่อนเธอไม่เคยคิดมาก เพราะเชื่อใจเขาเต็มหัวใจ
แต่วันนี้...ไม่รู้ทำไม ความรู้สึกนั้นกลับไม่เหมือนเดิม หลินเวยเก็บเอกสารลงแฟ้ม ก่อนเดินออกจากบริษัท ฝนยังตกหนัก เธอขับรถกลับคอนโดด้วยความเหนื่อยล้า เมื่อเปิดประตูเข้าไป ห้องกลับมืดสนิท ภาคินยังไม่กลับ หญิงสาวเดินเข้าไปในครัว เปิดตู้เย็น หยิบน้ำออกมาดื่ม ก่อนสายตาจะเหลือบเห็นแฟ้มเอกสารสีฟ้าวางอยู่บนโต๊ะอาหาร เธอขมวดคิ้ว แฟ้มนี้ไม่ใช่ของเธอ หลินเวยหยิบขึ้นมาเปิดดู ภายในเป็นเอกสารกรมธรรม์ประกันชีวิต
ชื่อผู้เอาประกันคือ...ภาคิน ส่วนผู้รับผลประโยชน์...เดิมทีควรเป็นเธอ แต่กลับถูกเปลี่ยนเป็น "หลินรั่ว" หลินเวยนิ่งไป หลินรั่ว...น้องสาวต่างพ่อของเธอ ทั้งสองไม่ได้สนิทกันนัก เพราะหลังจากแม่ของเธอเสียชีวิต พ่อก็แต่งงานใหม่ หลินรั่วจึงเติบโตมาในบ้านเดียวกัน แต่ไม่เคยเรียกเธอว่าพี่ด้วยความเต็มใจ
หญิงสาวพลิกดูเอกสารต่อ ลายเซ็นผู้เอาประกันเป็นของภาคินจริง วันที่แก้ไข...เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสอง สัปดาห์ก่อน หลินเวยยืนนิ่ง หัวใจเริ่มเต้นแรง ทำไมผู้รับผลประโยชน์ถึงไม่ใช่คู่หมั้นอย่างเธอ แต่กลับเป็นหลินรั่ว เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาภาคินทันที
เสียงเรียกดังอยู่นาน ก่อนที่ปลายสายจะตัดสายทิ้ง หลินเวยมองหน้าจออย่างเงียบงัน อีกไม่กี่วินาที ข้อความเด้งขึ้นมา
"ประชุมอยู่ เดี๋ยวโทรกลับ"
หญิงสาวไม่ได้ตอบ เธอวางโทรศัพท์ลง ก่อนมองแฟ้มประกันอีกครั้ง จากประสบการณ์ทำงานด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงมาหลายปี เธอรู้ดีว่า...การเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การเปลี่ยนจากคู่หมั้นมาเป็นน้องสาวต่างพ่อกลับผิดปกติเกินไป
หลินเวยเปิดโน้ตบุ๊กส่วนตัว เธอเริ่มตรวจสอบข้อมูลที่หาได้จากแหล่งสาธารณะ ไม่นานก็พบว่าหลินรั่วเพิ่งลาออกจากงานเมื่อเดือนก่อน ทั้งที่เคยบ่นว่าไม่มีเงินแต่กลับซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมใบละหลายหมื่น เที่ยวต่างประเทศ กินร้านหรูทุกสัปดาห์
ทั้งหมดถูกโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย หลินเวยขมวดคิ้ว เงินมาจากไหน เธอเลื่อนดูรูปต่อ จนสะดุดกับภาพหนึ่ง เป็นภาพอาหารค่ำในร้านอาหารฝรั่งเศส ตรงมุมกระจกสะท้อนชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แม้จะเห็นเพียงครึ่งหน้าแต่หลินเวยจำนาฬิกาเรือนนั้นได้ นาฬิกาที่เธอซื้อให้ภาคินในวันเกิดเมื่อปีที่แล้ว มือของหญิงสาวเย็นเฉียบ เธอขยายภาพ
ผู้ชายคนนั้น... คือภาคินจริง ๆ หลินเวยหลับตาลงช้า ๆ ความรู้สึกเจ็บแล่นผ่านหัวใจ แต่เพียงครู่เดียว ความเจ็บก็ถูกแทนที่ด้วยสติ ร้องไห้ไม่มีประโยชน์ สิ่งที่ต้องทำคือหาความจริง เธอหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเขียนทุกสิ่งที่พบเป็นลำดับเวลา เอกสารถูกเปลี่ยน ภาคินกลับบ้านดึก หลินรั่วมีเงินผิดปกติ รูปถ่ายในร้านอาหาร
ทั้งหมดเชื่อมโยงกันได้อย่างน่ากลัว หลินเวยมองนาฬิกา สี่ทุ่มครึ่ง เธอเปิดแอปติดตามตำแหน่งรถที่ภาคินเคยอนุญาตให้ใช้เมื่อนานมาแล้ว สัญญาณยังเปิดอยู่ จุดสีฟ้าหยุดอยู่หน้าโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ไม่ใช่อาคารสำนักงาน หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ อย่างเย็นชา
"ลูกค้าสินะ"
เธอคว้ากุญแจรถทันที สามสิบนาทีต่อมา รถของหลินเวยจอดอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงแรม เธอไม่ลงจากรถ เพียงนั่งเงียบ ๆ มองประตูทางเข้า เกือบหนึ่งชั่วโมงผ่านไป ชายหญิงคู่หนึ่งเดินออกมาพร้อมเสียงหัวเราะ ภาคินโอบเอวหญิงสาวอย่างสนิทสนม หลินรั่วซบไหล่เขาอย่างมีความสุข ทั้งคู่หยุดยืนหน้าโรงแรม ก่อนภาคินจะโน้มตัวลงจูบเธออย่างอ่อนโยน
หลินเวยลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง นางมองพระตำหนักของฮ่องเต้ซึ่งอยู่ไกลออกไป หากเหม่ยเหรินพูดความจริง...อันตรายกำลังอยู่ใกล้กว่าที่คิด แต่หลินเวยยังไม่ด่วนสรุป นางหันกลับมาถามอย่างสุขุม“เจ้ามีหลักฐานหรือพยานที่ยืนยันได้หรือไม่ว่าแผนนี้มีอยู่จริง”เหม่ยเหรินก้มหน้า “ข้าได้ยินด้วยตนเอง แต่ไม่มีลายลักษณ์อักษร อย่างไรก็ตาม...”นางเงยหน้าขึ้น “หากพบกล่องหยกที่ข้าพูดถึง อาจพบสิ่งที่เชื่อมโยงกับแผนทั้งหมด”หลินเวยพยักหน้า “เช่นนั้น เราจะเริ่มจากการหากล่องหยก”เฉินอวี้ประสานมือ “กระหม่อมจะจัดกำลังคนลับ”“แต่ต้องระวัง” หลินเวยกล่าว “หากไทเฮารู้ว่าเหม่ยเหรินเปิดปาก นางย่อมรีบทำลายทุกสิ่ง”ชิงหลัวถามเบา ๆ “แล้วฝ่าบาทล่ะเพคะ”หลินเวยมองไปยังพระตำหนักของฮ่องเต้อีกครั้ง“จนกว่าจะรู้ความจริงทั้งหมด เราต้องเพิ่มการระวังพระกระยาหารและโอสถของฝ่าบาท แต่ยังไม่กล่าวหาใครโดยไม่มีหลักฐาน”นางหยิบหมากสีดำที่สลักคำว่า ไทเฮา
เย็นวันเดียวกัน เฉินอวี้นำข่าวมารายงานหลินเวย“ฮองเฮา...ไทเฮาตัดขาดจากเหม่ยเหรินแล้ว”ชิงหลัวยิ้มอย่างสะใจ “สมกับเป็นไทเฮา ใช้คนเสร็จก็โยนทิ้ง”หลินเวยกลับส่ายหน้า “อย่าเพิ่งดีใจ”ทุกคนหันมอง“คนที่ถูกหักหลัง...อันตรายที่สุด”คืนนั้นเอง มีนางกำนัลผู้หนึ่งแอบเข้ามาทางประตูลับของตำหนักคุนหนิง นางคุกเข่าลงทันที“ฮองเฮา...เหม่ยเหรินขอพบพระองค์เพคะ”เฉินอวี้รีบก้าวมาขวาง “อาจเป็นกับดัก”หลินเวยนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “พาเข้ามา”ไม่นาน เหม่ยเหรินก็เดินเข้ามาในสภาพที่แทบไม่มีเค้าของหญิงงามแห่งวังหลัง ใบหน้าซูบตอบ ดวงตาบวมแดง เสื้อผ้าเรียบง่ายไร้เครื่องประดับ ทันทีที่เห็นหลินเวย นางก็คุกเข่าลง ชิงหลัวถึงกับตกตะลึง“พระนาง...”เหม่ยเหรินหัวเราะเบา ๆ “ไม่ต้องเรียกข้าว่าพระนางแล้ว อีกไม่นาน...ข้าก็คงไม่เหลืออะไร”หลินเวยมองนางนิ่ง “เจ้ามาหาข้าทำไม”เหม่ยเหรินเงยหน้าขึ้น
หลินเวยไม่ถามต่อ นางเพียงพยักหน้าให้ชิงหลัว ชิงหลัวเดินนำหีบไม้อีกใบเข้ามาวาง เมื่อเปิดออก หมอหลวงสวี่ถึงกับหน้าซีด ภายในเป็นสมุดบันทึกเก่าเล่มหนึ่ง หลินเวยเปิดไปยังหน้าที่มีรอยพับ“เมื่อเจ็ดปีก่อน มีเหตุการณ์ยาผิดตำรับที่ตำหนักซูเหอ”หมอหลวงสวี่เริ่มมีเหงื่อผุดขึ้น หลินเวยอ่านต่อ“คนไข้เสียชีวิต แต่รายงานกลับระบุว่าป่วยหนักอยู่แล้ว”นางปิดสมุดดังแผ่วเบา “ลายมือผู้ลงชื่อ...คือเจ้า”หมอหลวงรีบก้มหน้า“เรื่องนั้น...กระหม่อมถูกบังคับ”หลินเวยทอดสายตามองเขา “ผู้ใดบังคับ”หมอหลวงเม้มริมฝีปากแน่น ไม่มีคำตอบ หลินเวยกล่าวอย่างสงบ“ข้าจะเล่าแทน ผู้ที่ตายในครั้งนั้น คือสนมที่กำลังตั้งครรภ์ ยาที่ใช้รักษาถูกสับเปลี่ยน และเจ้าลงชื่อรับรองว่าเป็นอาการป่วยธรรมดา”หมอหลวงตัวสั่น “กระหม่อม...”“หากเรื่องนี้ถึงกรมอาลา” หลินเวยกล่าวต่อ “เจ้าไม่เพียงถูกปลดจากตำแหน่ง แต่จะถูกตัดสินฐานร่วมปกปิดคดีหลวง”บรรยากาศในห้อ
หมอหลวงหลี่คุกเข่า “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมยังวินิจฉัยไม่ได้ แต่ชีพจรของพระนางผิดปกติอย่างมาก”ฮ่องเต้ขมวดพระขนง “รักษาไม่ได้หรือ”หมอหลวงก้มหน้าลง “กระหม่อม...ไร้ความสามารถ”เหม่ยเหรินค่อย ๆ เอื้อมมือออกมา“ฝ่าบาท...อย่า...ทรงลงโทษหมอหลวง ทุกอย่าง...เป็นเพราะหม่อมฉัน”ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนางเงียบ ๆ “เหตุใดเจ้าจึงพูดเช่นนั้น”เหม่ยเหรินเม้มริมฝีปาก “หม่อมฉัน... คงทำให้ผู้ใดไม่พอใจ จึงถูกกลั่นแกล้ง”แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อผู้ใดแต่ทุกคนในห้องต่างเข้าใจตรงกัน สายตาหลายคู่หันไปมองตำหนักคุนหนิงโดยปริยายไม่ถึงครึ่งวัน ข่าวใหม่ก็แพร่สะพัดไปทั่วพระราชวัง“ฮองเฮาส่งคนกลั่นแกล้งเหม่ยเหริน”“เหม่ยเหรินถูกบีบจนล้มป่วย”“หากนางสิ้นชีวิต...ผู้รับผิดชอบก็คือฮองเฮา”ชิงหลัวรีบวิ่งเข้ามาในตำหนักคุนหนิง“ฮองเฮาเพคะ! ข่าวลือหนักกว่าเดิมแล้ว”เฉินอวี้สีหน้าเคร่งเครียด “ฝ่าบาทเสด็จไปเยี่ยมเ
เหม่ยเหรินเผยคมเขี้ยวหลังการสอบสวนเงินภัยแล้ง ราชสำนักต้าเยี่ยนเข้าสู่ช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด ขุนนางฝ่ายราชครูเกาหลายคนถูกควบคุมตัว บางคนถูกอายัดทรัพย์สิน บางคนปิดประตูจวนไม่ยอมพบผู้ใดผู้คนต่างเชื่อว่าเครือข่ายของไทเฮากำลังจะล่มสลาย แต่หลินเวยกลับไม่เคยวางใจ เพราะบนกระดานหมากของนาง...ยังเหลือหมากสีดำอีกเม็ดหนึ่งเหม่ยเหริน สตรีผู้ไม่เคยแย่งชิงตำแหน่ง ไม่เคยส่งเสียงดัง ไม่เคยเป็นศัตรูกับผู้ใดอย่างเปิดเผย และนั่นเอง...ทำให้นางอันตรายที่สุดเช้าวันหนึ่ง ภายในตำหนักคุนหนิง ชิงหลัวรีบนำข่าวเข้ามารายงาน“ฮองเฮาเพคะ...เหม่ยเหรินป่วยอีกแล้ว”หลินเวยกำลังอ่านบันทึกการสอบสวนของกรมอาลา “ป่วยหรือ”“เพคะ...ครั้งนี้อาการหนัก บอกว่ารับประทานอาหารไม่ได้ ร้องไห้ทั้งคืน”เฉินอวี้กล่าวเสริม “ฝ่าบาทเสด็จไปเยี่ยมตำหนักของนางเมื่อคืนด้วยขอรับ”หลินเวยปิดแฟ้มลงช้า ๆ “เพราะเหตุใด”“หมอหลวงรายงานว่า เหม่ยเหรินมีอาการหวาดผวา นางกล่าวว่าก
ราชครูเกากำหมัดแน่น เขารู้ดีว่า...วันนี้ยังไม่มีหลักฐานมัดตัวถึงขั้นตัดสินโทษ แต่สิ่งที่สูญเสียไปแล้วคือความเชื่อใจของคนรอบตัว เมื่อการประชุมเลิกลง ขุนนางหลายคนที่เคยเดินตามราชครูเกา ต่างแยกย้ายกลับโดยไม่รอเขาเหมือนทุกครั้ง บางคนถึงกับเดินอ้อมเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าอยู่ฝ่ายเดียวกันภายในตำหนักคุนหนิง ชิงหลัวยิ้มอย่างยินดี“ฮองเฮาเพคะ...พวกเขาเริ่มหนีจากราชครูเกาแล้ว”หลินเวยวางหมากสีดำที่สลักคำว่า ราชครูเกา ลงบนกระดาน รอบหมากเม็ดนั้น... หมากสีดำเม็ดเล็กหลายเม็ดถูกหยิบออกไปทีละเม็ด“คนที่รวมตัวกันเพราะผลประโยชน์...” นางกล่าวเบา ๆ “ไม่มีวันยืนเคียงกันเมื่อภัยมาถึง”นางยกหมากสีดำเม็ดเล็กอีกเม็ดออกจากกระดาน “จากนี้...ราชครูเกาไม่ได้ต่อสู้กับข้าเพียงคนเดียว”รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปาก “แต่เขาจะต้องต่อสู้...กับความหวาดกลัวของพรรคพวกตัวเอง”ฮ่องเต้ลงดาบเช้าวันถัดจากการเปิดโปงบัญชีเงินภัยแล้ง ท้องพระโรงต้าเยี่ยนปกคลุมด้วยบรรยากาศอึมครึมยิ่งกว่าทุ







