Masukเสนาธิการหลี่ก้าวเข้าไปถวายจดหมายด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าลู่เสี่ยวหลันกลับสังเกตเห็นว่าปลายนิ้วที่ประคองกระดาษนั้นเกร็งขึ้นเล็กน้อย เซียวเฟยหลงรับจดหมายมาโดยไม่รีบร้อน พระองค์ไม่ได้เปิดอ่านในทันที หากทอดพระเนตรตราประทับบนซองจดหมายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าบอกว่าสารฉบับนี้ถูกส่งไปยังคณะทูตเป่ยเยี่ยน แล้วเหตุใดจึงมาอยู่ในมือเจ้า?” เสนาธิการหลี่ก้มศีรษะ “ทูลท่านอ๋อง เมื่อคืนนี้มีคนลอบนำสารฉบับนี้มาวางไว้หน้าจวนกระหม่อม คนเฝ้าประตูพบเข้า จึงนำมาส่งให้กระหม่อมตรวจสอบพ่ะย่ะค่ะ” “แล้วเจ้าตรวจสอบอย่างไร?” “กระหม่อมเห็นตราประทับของจวนท่านอ๋อง จึงคิดว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของแคว้น ไม่กล้าปล่อยผ่านพ่ะย่ะค่ะ” เซียวเฟยหลงทอดพระเนตรเขานิ่ง “เจ้าจึงนำมันมาถวายต่อหน้าคณะทูต?” “กระหม่อมเพียงเห็นแก่บ้านเมืองพ่ะย่ะค่ะ” คำตอบนั้นฟังดูสมเหตุสมผล ทว่าลู่เสี่ยวหลันกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เสนาธิการหลี่เป็นขุนนางผู้มีประสบการณ์ หากเขาได้รับสารที่กล่าวหาอ๋องเฟยหลงว่าคิดก่อกบฏจริง เหตุใดจึงไม่ถวายรายงานต่อ
ลู่เสี่ยวหลันลุกขึ้นถวายคำนับ .ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้มแต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกกับภาพความทรงจำที่เพิ่งผ่านไป “หม่อมฉันเพียงบรรเลงตามความรู้สึกเพคะ” ทูตเป่ยเยี่ยนพยักหน้าอย่างชื่นชม “บทเพลงนี้มีทั้งความเศร้าและความกล้าหาญ ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก” หลี่เสี่ยวหยินกลับนิ่งเงียบ รอยยิ้มบนใบหน้างดงามเริ่มแข็งค้าง นางมองลู่เสี่ยวหลันราวกับกำลังพยายามค้นหาคำตอบบางอย่าง “พระชายา…” หลี่เสี่ยวหยินเอ่ยเสียงเบา “ท่านเคยเล่นเพลงนี้มาก่อนหรือไม่เจ้าคะ?” ลู่เสี่ยวหลันสบตานาง “ข้าจำไม่ได้แล้ว” “จำไม่ได้?” “บางครั้งข้าก็รู้สึกว่าเพลงนี้คุ้นเคย แต่บางครั้งก็เหมือนไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย” หลี่เสี่ยวหยินนิ่งงัน ลู่เสี่ยวหลันยิ้มบาง “คุณหนูหลี่คิดว่าแปลกหรือ?” อีกฝ่ายรีบส่ายหน้า “ไม่…ไม่แปลกเจ้าค่ะ” แต่ปลายนิ้วของหลี่เสี่ยวหยินกลับกำแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ลู่เสี่ยวหลันเห็นทุกอย่างและนั่นทำให้นางมั่นใจมากขึ้นว่า บทเพลงนี้อาจเกี่ยวข้องกับอดีตของซูมู่เยียนจริงๆ เมื่อนางเดินกลับไปยังที่นั่ง เซียวเฟยหลง
“คุณหนูหลี่กล่าวเกินไปแล้ว ข้าเพียงพอเล่นดนตรีได้บ้างเท่านั้น” “พระชายาถ่อมตนเกินไปแล้วเจ้าค่ะ” หลี่เสี่ยวหยินยิ้มกว้างขึ้น “หรือว่าพระชายายังไม่หายดีจากอาการตกน้ำ?” คำพูดนั้นทำให้ลู่เสี่ยวหลันเลิกคิ้ว นางกำลังจะตอบแต่เซียวเฟยหลงกลับวางตะเกียบลงเสียก่อน เสียงกระทบโต๊ะเบาๆ ดังขึ้น ทว่าในความเงียบของท้องพระโรงกลับชัดเจนอย่างน่าประหลาด “ชายาของข้าเพิ่งฟื้นจากอาการป่วย” พระพักตร์ของเขาเย็นชา พระเนตรคมกริบทอดมองหลี่เสี่ยวหยิน “หากนางไม่ต้องการเล่น ก็ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์บังคับ” หลี่เสี่ยวหยินรีบก้มศีรษะ “ข้าน้อยมิได้มีเจตนาบังคับท่านอ๋อง เพียงคิดว่าพระชายาคงมีความสามารถ…” “ข้าไม่สนใจว่าเจ้าคิดอย่างไร” น้ำเสียงของเฟยหลงเย็นลงอีกระดับ “อย่ารบกวนชายาของข้า” บรรยากาศรอบโต๊ะพลันตึงเครียด ลู่เสี่ยวหลันมองใบหน้าด้านข้างของเขา ก่อนจะรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านขึ้นในอก บุรุษผู้นี้…แม้ต่อหน้าฮ่องเต้และขุนนางทั้งท้องพระโรง ก็ยังไม่คิดปิดบังความหวงแหนนางแม้แต่น้อย นางยื่นมือไปแตะชายแขนเสื้อของเขาเบาๆ “ท่านอ๋องเพ
“หม่อมฉันจะทำอย่างไรหรือเพคะ?” ลู่เสี่ยวหลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับอย่างคนที่กำลังคิดแผนบางอย่างอยู่ในใจ “หากนางอยากทดสอบหม่อมฉัน หม่อมฉันก็จะปล่อยให้นางทดสอบไปเพคะ” เซียวเฟยหลงเลิกพระขนงเล็กน้อย “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?” “หม่อมฉันยังไม่ได้คิดเพคะ” ลู่เสี่ยวหลันเห็นพระพักตร์ของเขาแล้วก็อดยิ้มแหยไม่ได้ “แต่หม่อมฉันจะคิดให้ได้ก่อนที่นางจะลงมืออีกครั้งแน่นอนเพคะ” เซียวเฟยหลงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนพระทัยอย่างจนพระทัย “อย่าก่อเรื่องอีก” “หม่อมฉันรับรองว่าจะไม่ก่อเรื่องเพคะ” “ข้าไม่ได้เชื่อคำรับรองของเจ้า” “ท่านอ๋อง!” เสียงกระซิบประท้วงของนางทำให้มุมพระโอษฐ์ของชายหนุ่มขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย ทว่าก่อนที่ลู่เสี่ยวหลันจะทันเอ่ยอะไรต่อ เสียงประกาศจากหน้าท้องพระโรงก็ดังขึ้น “ฝ่าบาทเสด็จ!” เสียงดนตรีที่บรรเลงคลออยู่พลันหยุดลง เหล่าขุนนางและคณะทูตต่างลุกขึ้นถวายคำนับพร้อมกัน ฮ่องเต้เซียวจิ่งเหวินเสด็จเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยฉลองพระองค์สีเหลืองทอง ปักลายมังกรห้าเล็บ พระพักตร์เปี่ยมด้วยรอ
เสียงฆ้องกังวานดังขึ้นจากหน้าตำหนักใหญ่ ก่อนที่ขันทีจะเปล่งประกาศเสียงดัง “คณะทูตแคว้นเป่ยเยี่ยนเสด็จมาถึงแล้ว!” ลู่เสี่ยวหลันก้าวตามเซียวเฟยหลงเข้าสู่ท้องพระโรงจัดเลี้ยงอย่างระมัดระวัง แม้ร่างกายจะฟื้นตัวจากการตกน้ำแล้ว ทว่าความเย็นที่แทรกซึมเข้าไปถึงกระดูกในวันนั้นยังทำให้นางรู้สึกอ่อนแรงอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ทำให้ลู่เสี่ยวหลันระวังตัวมากกว่าความเจ็บป่วย กลับเป็นสายตาของผู้คนที่จับจ้องมายังนาง บางคนมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น บางคนมองด้วยความสงสัย และบางคนก็ไม่คิดปิดบังความเย้ยหยัน ข่าวพระชายาของอ๋องเฟยหลงตกน้ำในสวนหลวงแพร่กระจายไปทั่ววังหลวงเร็วกว่าที่นางคาดคิด “เดินช้าๆ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างหู ลู่เสี่ยวหลันหันไปมองชายหนุ่มที่เดินอยู่ข้างกาย เขายังคงสวมฉลองพระองค์สีดำปักลายมังกรทอง พระพักตร์เย็นชาไร้อารมณ์ รัศมีอำนาจแผ่กระจายจนเหล่าขุนนางที่เดินสวนมาต่างก้มศีรษะหลบสายตา ทว่าเมื่อหันมาหานาง พระเนตรคมกลับอ่อนลงเล็กน้อย “หากรู้สึกไม่สบาย ให้บอกข้า” “หม่อมฉันไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้นนะเพคะ” “ข้าสั
“หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจตกลงไปเสียหน่อย!” “เช่นนั้นเจ้าก็ตั้งใจจะทำให้ข้าตกใจจนหัวใจหยุดเต้นหรือ?” ลู่เสี่ยวหลันพูดไม่ออก เมื่อเห็นนางเงียบลง เฟยหลงจึงถอนหายใจเบาๆ ความโกรธบนพระพักตร์คลายลงเล็กน้อย แต่แววตายังคงเต็มไปด้วยความกังวล “เยี่ยนเอ๋อ” นี่เป็นครั้งแรกที่พระองค์เรียกนางด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเช่นนี้ “คราวหน้า หากจะไปที่ใด ให้บอกข้าก่อน” นางเงยหน้าขึ้นมองเขา “เพียงเท่านี้หรือเพคะ?” “แล้วเจ้าคิดว่าข้าควรทำอย่างไร?” “หม่อมฉันนึกว่าพระองค์จะสั่งห้ามหม่อมฉันออกจากตำหนักเสียอีก” เฟยหลงหรี่พระเนตร “เจ้ากำลังเตือนให้ข้าทำเช่นนั้นหรือ?” “ไม่ใช่เพคะ!” นางรีบส่ายหน้าจนชายหนุ่มหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดเรื่องแต่เสียงหัวเราะนั้นอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะยกมือแตะหน้าผากนางอย่างแผ่วเบา “พักเสีย ข้าจะอยู่ที่นี่จนกว่าหมอหลวงจะมาถึง” ลู่เสี่ยวหลันมองเขาอย่างเงียบงัน นางไม่เคยคิดว่าบุรุษที่ผู้คนเรียกว่าทรราชย์จะมีสีหน้าเช่นนี้ สีหน้าของคนที่หวาดกลัวว่าจะสูญเสียใครบางคนและ







