Masuk-เรือนฉางหมิง จวนอ๋องฉิน-
"ท่านอ๋องอย่าลงโทษพระชายาอีกเลยนะเพคะ เป็นหม่อมฉันที่ไม่ระวังเองหากลงโทษนางอีกเกรงว่าร่างกายของพระชายาจะรับไม่ไหว"
"อืม วันนี้เจ้ากลับจวนไปก่อนเถอะ"
"แต่ว่าท่านอ๋อง..."
"เจ้าเองก็หายดีแล้วหากอยู่ที่นี่นานจะมีแต่คำติฉินนินทา วันนี้ข้าต้องเข้าวังเจ้ากลับไปก่อนไว้ข้าจะหารือเรื่องของเรากับฝ่าบาทอีกครั้ง"
"เช่นนั้นก็ได้เพคะหม่อมฉันทูลลา"
แม้นางจะเสียดายไม่น้อยที่ไม่ได้เห็นลู่เหยียนซินถูกลงโทษแต่เพราะต้องรักษามารยาทเอาไว้จึงจำใจต้องกลับจวนของตัวเองไปอย่างช่วยไม่ได้
หลังจากหยางซูฉินออกจากจวนไปแล้วอ๋องฉินก็เข้าไปในห้องตำราก่อนจะนั่งลงพลางครุ่นคิดทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่อีกครั้ง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรือนซินหยางจากที่เขาครุ่นคิดไปหลายครั้งลู่เหยียนซินไม่น่าจะเป็นคนก่อเรื่องขึ้นก่อนอย่างแน่นอนแล้วหยางซูฉินจะใส่ความนางไปทำไมกัน
หากเป็นเมื่อก่อนมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นไม่พ้นที่นางจะโวยวายและเป็นฝ่ายตบตีหยางซูฉินก่อนเป็นแน่ แต่ครั้งนี้กับต่างไป นางนิ่งเงียบแววตาไร้ซึ่งอารมณ์โกรธเคืองมีเพียงแววตาขบขันเหมือนกำลังดูอะไรสนุกๆ อยู่อย่างไรอย่างนั้น
"ท่านอ๋องให้เรียกท่านหมอหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"
"ไม่จำเป็น"
อ๋องฉินที่เดิมนั่งอยู่บนเก้าอี้ก็ผุดลุกขึ้นทันทีคราบเลือดเริ่มแห้งลงบ้างแล้วเขาไม่สนใจบาดแผลนี้เลยสักเพียงนิดก่อนจะหันมองไปยังองค์รักษ์คนสนิทของตัวเอง
"ชิงอี"
"ท่านอ๋องเชิญรับสั่งพ่ะย่ะค่ะ"
"สั่งให้คนไปจับตาดูที่เรือนซินหยางหากว่ามีความเคลื่อนไหวใดรีบมารายงานข้า"
"พ่ะย่ะค่ะ"
ทางด้านเรือนซินหยางหลังจากลู่เหยียนซินอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ลี่ถิงก็ลงมือทายาที่แผ่นหลังของนางอย่างเบามือที่สุดด้วยกลัวว่านายสาวของตนจะเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง
"บาดแผลของท่านยังไม่ดีขึ้นเลยนะเพคะพระชายา"
"ช่างเถอะอดทนกินยาสักสี่ห้าวันก็คงทุเลาลงบ้างแล้ว ตาอ๋องบ้าผู้นี้เหตุใดลู่เหยียนซินถึงได้หน้ามืดตามัวหลงรักลงไปได้กันนะ"
"พระชายาพูดว่าอะไรนะเพคะ"
"ไม่มีอะไรหรอก"
นางหลับตาลงพลางนึกย้อนไปถึงความทรงจำในอดีตของเจ้าของร่างนี้ เนื่องจากลู่เหยียนซินเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวที่เกิดจากฮูหยินเอกและเพราะเป็นบุตรสาวคนเดียวของตระกูลนางจึงถูกตามใจมาตั้งแต่ยังเล็กๆ
มารดาของนางตายจากไปตั้งแต่นางอายุได้เพียงห้าหนาวเท่านั้น จากนั้นไม่นานบิดาของนางก็รับอนุเข้ามาในจวนเพิ่มอีกคนเพื่อคอยดูแลเลี้ยงดูนางนั่นเอง
ในเวลาไม่นานหลังจากนั้นอนุผู้นั้นก็ตั้งครรภ์และคลอดบุตรสาวอีกคนให้กับตระกูลลู่แต่ก็น่าแปลกที่นางไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นฮูหยินเอกเสียที ด้วยความคับแค้นใจทำให้อนุผู้นั้นเกลียดชังลู่เหยียนซินมากยิ่งขึ้น
เมื่ออยู่ต่อหน้าเสนาบดีลู่นั้นนางแสดงออกว่ารักลู่เหยียนซินมากแต่ลับหลังบิดาของนางกลับทำร้ายลู่เหยียนซินมาโดยตลอด เพราะต้องปกป้องตนเองลู่เหยียนซินจึงกลายเป็นคนร้ายกาจทำลายทุกอย่างทำร้ายทุกคนได้หากคนผู้นั้นคิดไม่ดีกับนาง ความร้ายที่ไม่ได้อยากร้ายมาตั้งแต่ต้นแต่ทำไปเพื่อปกป้องตนเองเท่านั้น
ความร้ายกาจของนางฉาวโฉ่ไปทั่วทั้งเมืองหลวงแห่งนี้เริ่มแรกอ๋องฉินก็ไม่ได้สนใจเรื่องราวของนางแต่อย่างใด แต่เมื่อถูกบังคับให้แต่งงานกับนางจึงทำให้เขาเริ่มเกลียดชังนางมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวนางตอนนี้ก็เข้าใจเขาอยู่บ้างจะมีใครบ้างที่อยากจะได้สตรีร้ายกาจเช่นนั้นมาเป็นคู่ครองกัน
ลู่เหยียนซินถอนหายใจออกมาเบาๆ นึกไม่ถึงว่าโชคชะตาจะเล่นตลกกับนางเช่นนี้
‘จะส่งนางข้ามมิติมาทั้งทีก็ควรให้อยู่ในร่างของคนที่ไม่มีชนักติดหลังเช่นเจ้าของร่างนี้ไม่ได้หรืออย่างไรกันนะ’
เมื่อลี่ถิงทายาให้นางเสร็จเรียบร้อยลู่เหยียนซินก็สั่งให้นางไปพักผ่อน ขณะที่กำลังพลิกกายหันไปทางประตูห้องนอนนางก็เหลือบไปเห็นสร้อยเส้นหนึ่งที่ต้องแสงแวววับอยู่ตรงโต๊ะข้างเตียงสร้อยเส้นนี้ดูคุ้นตาเป็นอย่างมาก
หญิงสาวค่อยๆ พยุงร่างกายที่ยังคงเจ็บปวดจากบาดแผลนั้นแล้วลุกขึ้นช้าๆ ก้มลงไปเก็บสร้อยเส้นนั้นขึ้นมา ตัวสร้อยขาดไปแล้วแต่แหวนที่คล้องอยู่ในสายสร้อยนั้นยังคงมีสภาพสมบูรณ์อยู่ นางเพ่งมองดูอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งแต่แล้วก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติ
มันเป็นสร้อยของนาง! สร้อยที่มารดาของนางมอบไว้ให้ก่อนที่ท่านจะสิ้นใจไปแล้วมันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน!
ลู่เหยียนซินดีใจเป็นอย่างมากแม้จะข้ามมิติมาแล้วไม่รู้จักใครเลยสักคนแต่อย่างน้อยมีสร้อยเส้นนี้อยู่ในมือก็ทำให้นางรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว
นางถอดเอาแหวนมาสวมใส่ที่นิ้วชี้และเก็บสร้อยเอาไว้ใต้หมอนรอเวลาซ่อมแซมมัน ก่อนจะลูบไล้แหวนเบาๆ ตรงหัวแหวนเป็นปุ่มที่สามารถกดได้ลู่เหยียนซินรู้ดีว่ามันไม่ได้มีกลไกใดๆ เพราะครั้งที่นางอยู่ในยุคที่จากมาก็กดเล่นไปหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
แต่ครั้งนี้กับต่างออกไปเมื่อนางกดปุ่มลงไปทันใดนั้นก็พลันเกิดแสงสีทองขึ้นเมื่อแสงนั้นจางหายก็ปรากฏให้เห็นเป็นประตูบานหนึ่งที่ไม่รู้ว่ามันมาอยู่ตรงหน้าของนางได้อย่างไร
“อะ อะไรกันเนี่ย”
เรือนไม้เชิงเขาชายแดนเหนือ (ห่างออกไปราวสองลี้[1])ภายในเรือนไม้หลังน้อยที่โอบล้อมไปด้วยต้นเหมยแดง กลิ่นหอมฟุ้งของยาสมุนไพรผสานกลิ่นดอกไม้ป่ากรุ่นอบอวลไปทั่วห้องร่างของสตรีในชุดชาวบ้านธรรมดาเนื้อนุ่มกำลังขยับแพขนตาขึ้นช้า ๆ แววตาที่เคยฉายประกายความเจ็บปวดและตรอมใจ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความงุนงง ดวงตาคู่สวยมองลอดหน้าต่างออกไปเห็นทิวทัศน์หิมะอันกว้างใหญ่ ไร้ซึ่งกำแพงสีชาดและหลังคากระเบื้องเคลือบของวังหลวงที่เคยจองจำนางไว้"ฟื้นแล้วหรือเพคะ..."น้ำเสียงสดใสและนุ่มนวลดังขึ้นจากมุมห้อง เด็กสาวแปลกหน้าทว่ากลับแจ่มชัดในความทรงจำ... เด็กสาวที่เคยรับใช้นางในตำหนักบูรพา ผู้ที่นางเคยช่วยชีวิตไว้จากโรงซักล้าง เวลานี้นางมาทำหน้าที่รับใช้อยู่เบื้องหน้าอีกครั้ง"เจ้า..."เด็กสาวเปรยยิ้มบาง ๆ น้ำตาที่อดกลั้นไว้พรั่งพรูออกมาอย่างไม่อาจหยุดได้ นางก้าวเข้ามาหาพร้อมถ้วยชาโสมร้อนในมือ"พระชายา ในที่สุดท่านก็ฟื้นเสียที... ไม่สิ ยามนี้ต้องเรียกว่าคุณหนูซ่งแทนแล้วกระมังเพคะ"อดีตพระชายารัชทายาทขมวดคิ้วเบา ๆ พลางยกมือขึ้นกุมอก"ข้า...ข้ายังไม่ตายหรือ? แล้วยาพิษนั่น...""ท่านสิ้นใจไปแล้วในสายตาของคนทั้งแผ่นดิน
- ห้าปีผ่านไป -สายลมทะเลพัดผ่านผืนผ้าใบหนาหนักของเรือสำเภาลำเขื่อง ธงผืนใหญ่สะบัดพลิ้วตามแรงลมผสานเสียงคลื่นกระทบกราบเรือเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เรือสินค้าขนาดใหญ่ของตระกูลฮั่วกำลังมุ่งหน้าสู่แคว้นทางใต้ การเดินทางรอนแรมบนผืนน้ำสีครามเข้มดำเนินมาจนเข้าสู่วันที่สิบห้าที่ดาดฟ้าเรือชั้นบน ฉินอ๋องยืนเอามือไพล่หลังสายตาทอดมองเส้นขอบฟ้าที่พร่าเลือนไปด้วยไอแดด เสื้อคลุมสีเข้มปลิวไสวใบหน้าที่มักจะเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจดูผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสถึงกลิ่นอายอันกว้างใหญ่ของท้องทะเล"ป่านนี้ไม่รู้ว่าเสด็จพ่อจะทรงเลิกบ่นท่านหรือยัง ทอดทิ้งงานราชกิจที่แน่นขนัดมาเช่นนี้"น้ำเสียงหวานใสที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง ลู่เหยียนซินก้าวเดินอย่างระมัดระวังบนพื้นไม้กระดานที่โคลงเคลงเล็กน้อยในมือประคองถ้วยชาอุ่นร้อนเอาไว้ฉินอ๋องหันกลับมาทันที เขาสาวเท้าเข้าไปหาพร้อมยื่นมือหนาประคองเอวบางของนางไว้หลวม ๆ กันพลาดพลั้ง"เจ้าจะไปห่วงตาแก่ที่วัน ๆ เอาแต่จมอยู่กับกองฎีกาคนนั้นทำไมกัน ห้าปีมานี้ข้าช่วยเคี่ยวกรำทำงานในฐานะผู้สำเร็จราชการให้จนแทบไม่ได้พัก คราวนี้พาครอบครัวออกมาพักผ่อนทั้งที เลิกพูดถึงพระองค์ได้แล้วน่า…”
-เช้าวันถัดไป-ภายในอุทยานหลวง ไท่ซ่างหวงประทับยืนเอามือไพล่หลังทอดพระเนตรมองฉินอ๋องที่ก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้ามาหาพระองค์ก่อนจะตรัสขึ้นมาว่า“ข้าประกาศราชโองการแต่งตั้งเหลนชายคนนี้เป็นหวงไท่ซุนไปแล้ว ทว่าพวกขุนนางเฒ่ากลับเริ่มถวายฎีกา คัดค้านอ้างธรรมเนียมเดิมว่ารัชทายาทน้อยต้องย้ายเข้าตำหนักบูรพาเพื่อศึกษาร่ำเรียน... ช่างน่าแปลกเสียนี่กระไร” ไท่ซ่างหวงตรัสเสียงเรียบ ทว่าสายพระเนตรกลับแฝงรอยขำขันอยู่ประปราย“แปลกอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”ไท่ซ่างหวงหันมามองหลานชายก่อนจะประทับลงบนเก้าอี้หิน แล้วตรัสต่อว่า“อันที่จริงฎีกาเหล่านั้นควรจะคัดค้านเรื่องแต่งตั้งทารกเป็นรัชทายาทมิใช่หรือ เหตุใดจึงกลายเป็นพร้อมใจกันสนับสนุน แล้วเร่งรัดให้พวกเจ้าย้ายเข้าตำหนักบูรพาไปเสียได้... แล้วเจ้าเล่า คิดจะย้ายจวนตามความเห็นของขุนนางเหล่านั้นหรือไม่”ฉินอ๋องเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรด้วยสายตามุ่งมั่น“เสด็จปู่เวลานี้ตำหนักบูรพาเพิ่งจะแปดเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและกิเลสอันโสมม หลานไม่ต้องการให้ลูกชายเติบโตขึ้นมาท่ามกลางคำประจบสอพลอของเหล่าขันที หรือวังวนเล่ห์เหลี่ยมของขุนนางเฒ่าพวกนั้นจนต้องกลายเป็นคนขลาดเขลาและโหดเหี้ยมเหม
“และเสด็จปู่ทรงมีราชโองการแต่งตั้งรัชทายาทคนใหม่แล้ว”“อย่างนั้นหรือเพคะ แล้วท่านต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่ตำหนักบูรพาหรือไม่” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ซึ่งความตื่นตระหนกหรือกังวลใจแม้แต่น้อยชายหนุ่มพลิกกายของนางให้หันกลับมาสบตากัน แววตาของเขาในยามนี้ไม่มีความเย็นชาเหลืออยู่ มีเพียงความอบอุ่นและรักมั่นเพียงผู้เดียวที่มอบให้นาง มือหนาเอื้อมไปลูบแก้มเนียนเบาๆ“ข้าปฏิเสธตำแหน่งนั้นไปแล้ว...ข้าบอกเสด็จปู่ว่าข้าต้องการเพียงจวนหลังเล็กๆ ที่มีเจ้า มีลูก และข้าจะไม่มีวันรับสตรีใดเข้ามาให้เจ้าต้องเป็นทุกข์เด็ดขาด”คำสารภาพอันหนักแน่นทำให้ลู่เหยียนซินแย้มยิ้มหวาน แววตาสั่นคลอนด้วยความตื้นตันในความรักของเขา ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับแฝงความนัยบางอย่างที่ทำให้ฉินอ๋องต้องเลิกคิ้วขึ้นชายหนุ่มลอบยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงละมุนแกมเอ็นดูหมายจะเห็นสีหน้าประหลาดใจของนาง“แต่ข้าถูกเสด็จปู่ดัดหลัง...พระองค์ไม่บังคับข้า ไม่ส่งสตรีนางใดมาให้เรายุ่งเหยิงทว่าพระองค์ทรงแต่งตั้งเยว่เหวินหลงลูกชายของเราขึ้นเป็นหวงไท่ซุนโดยตรง ส่วนข้าต้องดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน คอยแบกฎีกากองโตและปกป้องบัลลังก์ใ
บรรยากาศ ณ ห้องรับรองลับโรงน้ำชาชื่อดังในเมืองหลวงกลิ่นหอมของชาชั้นเลิศโชยอบอวลไปทั่วทว่าบรรยากาศภายในห้องกลับตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ทั่วท้องขุนนางใหญ่สามสี่คนในชุดลำลองใบหน้าถอดสี พวกเขานั่งล้อมวงพลางลอบมองซ้ายขวาอย่างหวาดระแวง ราวกับกลัวว่าเงาร่างขององครักษ์ทมิฬจากจวนฉินอ๋องจะโผล่ออกมาจากเงามืด“ปัดโธ่เอ๋ย! ใครจะไปคาดคิดว่าแผนการของไท่ซ่างหวงจะล้ำลึกถึงเพียงนี้!”เสนาบดีกรมพิธีการทุบโต๊ะเบาๆ ด้วยความเจ็บใจ“ก่อนหน้านี้พวกเราอุตส่าห์ส่งคนไปทาบทาม ประจบประแจง หวังจะส่งลูกสาวตระกูลใหญ่เข้าไปเป็นพระชายารองในจวนฉินอ๋อง เพราะมั่นใจว่าหลังจากอดีตรัชทายาทถูกปลดเก้าอี้มังกรย่อมต้องตกเป็นของฉินอ๋องแน่ๆ!”“นั่นน่ะสิ” ใต้เท้าหลี่แห่งกรมมหาดไทยเอ่ยสมทบพลางเอามือลูบอกด้วยความเสียวสันหลัง“ข้าถึงขั้นเตรียมสินเดิมทองคำนับสิบหีบกะจะยกเกื้อหนุนอำนาจให้พระองค์ ที่ไหนได้พอราชโองการประกาศออกมากลับสถาปนาซื่อจื่อตัวน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกขึ้นเป็นหวงไท่ซุนข้ามหัวคนเป็นพ่อไปเสียอย่างนั้น!”“พวกเจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ?” ใต้เท้ากู้เสนาบดีกรมกลาโหมเฒ่าผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานเอ่ยขัดเสียงเข้ม ใบหน้าของเขาเต็มไป
“มาแล้วหรือ...”น้ำเสียงทรงอำนาจแผ่วเบาเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยพระพักตร์“ข้าก็นึกว่าเจ้าจะแกล้งทำเป็นคนตาบอดหูหนวก ยอมอุ้มพระชายากับเหลนน้อยทั้งสองของข้าหนีออกจากเมืองหลวงไปเสียตั้งแต่เมื่อคืน”ฉินอ๋องยิ้มเจื่อนพลางคุกเข่าลงถวายบังคมอย่างนอบน้อม ก่อนจะลุกขึ้นนั่งลงฝั่งตรงข้ามกระดานหมากตามพระราชานุญาต“เสด็จปู่ตรัสล้อข้าเล่นแล้ว... ยามนี้ในวังหลวงยุ่งเหยิงถึงเพียงนี้ ข้าจะกล้าทิ้งเสด็จปู่ไปได้อย่างไร”ฉินอ๋องเอ่ยเสียงเรียบ สายตาจ้องมองเม็ดหมากบนกระดาน“แต่หากเป็นเรื่องตำแหน่งรัชทายาท...หลานขอเรียนตามตรงว่า หลานไร้ซึ่งความทะเยอทะยานในบัลลังก์ทองนั้นจริงๆ พะย่ะค่ะ”ไท่ซ่างหวงทรงวางเม็ดหมากสีดำลงบนกระดานดัง ‘แค้ก’ ก่อนจะยกชาขึ้นจิบด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย“เจ้าไม่อยากได้แต่บิดาของเจ้าก็ไม่มีคนให้เลือกแล้ว เสด็จพี่รองของเจ้าก็ดีแต่เฝ้าเมีย เจ้าสี่ก็วันๆ คิดแต่เรื่องของกิน...หากไม่ยกให้เจ้าจะให้ข้าส่งแผ่นดินนี้ให้ใคร?”“เสด็จพี่รองหรือเจ้าสี่ แม้จะมีข้อเสียอยู่บ้างแต่ก็ใช่ว่าจะอบรมไม่ได้” ฉินอ๋องพยายามปัดภาระ“หรือหากเสด็จปู่และเสด็จพ่อทรงเห็นว่ายามนี้ยังไร้ผู้ที่เหมาะสม...เหตุใดจึงไม่ทอดสายตาทอดมองไป







