Masuk-เรือนฉางหมิง จวนอ๋องฉิน-
"ท่านอ๋องอย่าลงโทษพระชายาอีกเลยนะเพคะ เป็นหม่อมฉันที่ไม่ระวังเองหากลงโทษนางอีกเกรงว่าร่างกายของพระชายาจะรับไม่ไหว"
"อืม วันนี้เจ้ากลับจวนไปก่อนเถอะ"
"แต่ว่าท่านอ๋อง..."
"เจ้าเองก็หายดีแล้วหากอยู่ที่นี่นานจะมีแต่คำติฉินนินทา วันนี้ข้าต้องเข้าวังเจ้ากลับไปก่อนไว้ข้าจะหารือเรื่องของเรากับฝ่าบาทอีกครั้ง"
"เช่นนั้นก็ได้เพคะหม่อมฉันทูลลา"
แม้นางจะเสียดายไม่น้อยที่ไม่ได้เห็นลู่เหยียนซินถูกลงโทษแต่เพราะต้องรักษามารยาทเอาไว้จึงจำใจต้องกลับจวนของตัวเองไปอย่างช่วยไม่ได้
หลังจากหยางซูฉินออกจากจวนไปแล้วอ๋องฉินก็เข้าไปในห้องตำราก่อนจะนั่งลงพลางครุ่นคิดทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่อีกครั้ง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรือนซินหยางจากที่เขาครุ่นคิดไปหลายครั้งลู่เหยียนซินไม่น่าจะเป็นคนก่อเรื่องขึ้นก่อนอย่างแน่นอนแล้วหยางซูฉินจะใส่ความนางไปทำไมกัน
หากเป็นเมื่อก่อนมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นไม่พ้นที่นางจะโวยวายและเป็นฝ่ายตบตีหยางซูฉินก่อนเป็นแน่ แต่ครั้งนี้กับต่างไป นางนิ่งเงียบแววตาไร้ซึ่งอารมณ์โกรธเคืองมีเพียงแววตาขบขันเหมือนกำลังดูอะไรสนุกๆ อยู่อย่างไรอย่างนั้น
"ท่านอ๋องให้เรียกท่านหมอหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"
"ไม่จำเป็น"
อ๋องฉินที่เดิมนั่งอยู่บนเก้าอี้ก็ผุดลุกขึ้นทันทีคราบเลือดเริ่มแห้งลงบ้างแล้วเขาไม่สนใจบาดแผลนี้เลยสักเพียงนิดก่อนจะหันมองไปยังองค์รักษ์คนสนิทของตัวเอง
"ชิงอี"
"ท่านอ๋องเชิญรับสั่งพ่ะย่ะค่ะ"
"สั่งให้คนไปจับตาดูที่เรือนซินหยางหากว่ามีความเคลื่อนไหวใดรีบมารายงานข้า"
"พ่ะย่ะค่ะ"
ทางด้านเรือนซินหยางหลังจากลู่เหยียนซินอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ลี่ถิงก็ลงมือทายาที่แผ่นหลังของนางอย่างเบามือที่สุดด้วยกลัวว่านายสาวของตนจะเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง
"บาดแผลของท่านยังไม่ดีขึ้นเลยนะเพคะพระชายา"
"ช่างเถอะอดทนกินยาสักสี่ห้าวันก็คงทุเลาลงบ้างแล้ว ตาอ๋องบ้าผู้นี้เหตุใดลู่เหยียนซินถึงได้หน้ามืดตามัวหลงรักลงไปได้กันนะ"
"พระชายาพูดว่าอะไรนะเพคะ"
"ไม่มีอะไรหรอก"
นางหลับตาลงพลางนึกย้อนไปถึงความทรงจำในอดีตของเจ้าของร่างนี้ เนื่องจากลู่เหยียนซินเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวที่เกิดจากฮูหยินเอกและเพราะเป็นบุตรสาวคนเดียวของตระกูลนางจึงถูกตามใจมาตั้งแต่ยังเล็กๆ
มารดาของนางตายจากไปตั้งแต่นางอายุได้เพียงห้าหนาวเท่านั้น จากนั้นไม่นานบิดาของนางก็รับอนุเข้ามาในจวนเพิ่มอีกคนเพื่อคอยดูแลเลี้ยงดูนางนั่นเอง
ในเวลาไม่นานหลังจากนั้นอนุผู้นั้นก็ตั้งครรภ์และคลอดบุตรสาวอีกคนให้กับตระกูลลู่แต่ก็น่าแปลกที่นางไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นฮูหยินเอกเสียที ด้วยความคับแค้นใจทำให้อนุผู้นั้นเกลียดชังลู่เหยียนซินมากยิ่งขึ้น
เมื่ออยู่ต่อหน้าเสนาบดีลู่นั้นนางแสดงออกว่ารักลู่เหยียนซินมากแต่ลับหลังบิดาของนางกลับทำร้ายลู่เหยียนซินมาโดยตลอด เพราะต้องปกป้องตนเองลู่เหยียนซินจึงกลายเป็นคนร้ายกาจทำลายทุกอย่างทำร้ายทุกคนได้หากคนผู้นั้นคิดไม่ดีกับนาง ความร้ายที่ไม่ได้อยากร้ายมาตั้งแต่ต้นแต่ทำไปเพื่อปกป้องตนเองเท่านั้น
ความร้ายกาจของนางฉาวโฉ่ไปทั่วทั้งเมืองหลวงแห่งนี้เริ่มแรกอ๋องฉินก็ไม่ได้สนใจเรื่องราวของนางแต่อย่างใด แต่เมื่อถูกบังคับให้แต่งงานกับนางจึงทำให้เขาเริ่มเกลียดชังนางมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวนางตอนนี้ก็เข้าใจเขาอยู่บ้างจะมีใครบ้างที่อยากจะได้สตรีร้ายกาจเช่นนั้นมาเป็นคู่ครองกัน
ลู่เหยียนซินถอนหายใจออกมาเบาๆ นึกไม่ถึงว่าโชคชะตาจะเล่นตลกกับนางเช่นนี้
‘จะส่งนางข้ามมิติมาทั้งทีก็ควรให้อยู่ในร่างของคนที่ไม่มีชนักติดหลังเช่นเจ้าของร่างนี้ไม่ได้หรืออย่างไรกันนะ’
เมื่อลี่ถิงทายาให้นางเสร็จเรียบร้อยลู่เหยียนซินก็สั่งให้นางไปพักผ่อน ขณะที่กำลังพลิกกายหันไปทางประตูห้องนอนนางก็เหลือบไปเห็นสร้อยเส้นหนึ่งที่ต้องแสงแวววับอยู่ตรงโต๊ะข้างเตียงสร้อยเส้นนี้ดูคุ้นตาเป็นอย่างมาก
หญิงสาวค่อยๆ พยุงร่างกายที่ยังคงเจ็บปวดจากบาดแผลนั้นแล้วลุกขึ้นช้าๆ ก้มลงไปเก็บสร้อยเส้นนั้นขึ้นมา ตัวสร้อยขาดไปแล้วแต่แหวนที่คล้องอยู่ในสายสร้อยนั้นยังคงมีสภาพสมบูรณ์อยู่ นางเพ่งมองดูอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งแต่แล้วก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติ
มันเป็นสร้อยของนาง! สร้อยที่มารดาของนางมอบไว้ให้ก่อนที่ท่านจะสิ้นใจไปแล้วมันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน!
ลู่เหยียนซินดีใจเป็นอย่างมากแม้จะข้ามมิติมาแล้วไม่รู้จักใครเลยสักคนแต่อย่างน้อยมีสร้อยเส้นนี้อยู่ในมือก็ทำให้นางรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว
นางถอดเอาแหวนมาสวมใส่ที่นิ้วชี้และเก็บสร้อยเอาไว้ใต้หมอนรอเวลาซ่อมแซมมัน ก่อนจะลูบไล้แหวนเบาๆ ตรงหัวแหวนเป็นปุ่มที่สามารถกดได้ลู่เหยียนซินรู้ดีว่ามันไม่ได้มีกลไกใดๆ เพราะครั้งที่นางอยู่ในยุคที่จากมาก็กดเล่นไปหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
แต่ครั้งนี้กับต่างออกไปเมื่อนางกดปุ่มลงไปทันใดนั้นก็พลันเกิดแสงสีทองขึ้นเมื่อแสงนั้นจางหายก็ปรากฎให้เห็นเป็นประตูบานหนึ่งที่ไม่รู้ว่ามันมาอยู่ตรงหน้าของนางได้อย่างไร
“อะ อะไรกันเนี่ย”
เพราะความอยากรู้นางจึงตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วเปิดประตูบานนั้นก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปข้างในทันที
ที่แห่งนี้ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายธรรมชาติบรรยากาศที่นี่ช่างบริสุทธิ์ยิ่งนัก ภายในคำนวนดูคร่าวๆ น่าจะมีพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ถูกปกคลุมไปด้วยพืชพรรณธัญญาหารที่ใกล้สุกงอมเต็มที่
ไม่ไกลกันนักมีลำธารใสสะอาดสายหนึ่งที่มองลงไปก็เห็นฝูงปลาอวบอ้วนแหวกว่ายกันไปมา ถัดไปอีกจะเป็นสวนผลไม้และสวนสมุนไพรที่เรียงรายเกิดขึ้นดั่งมีคนมาปลูกเอาไว้
นอกจากนั้นยังมีเป็ดไก่ที่เดินขวักไขว่กันไปมา นางมองเห็นเรือนไม้หลังหนึ่งอยู่ไม่ไกลกันนักเมื่อเดินเข้าไปสำรวจภายในนั้นก็พบว่ามีชั้นวางของที่บรรจุอัดแน่นไปด้วยสมุนไพรหายาก ทั้งตำรับยาแผนโบราณและแผนปัจจุบันบรรจุเอาไว้ในกล่องเต็มไปหมด
อีกทั้งยังมีเมล็ดพันธุ์พืชเกือบทุกชนิดที่ต่อให้นางถูกปล่อยให้อดอยากที่จวนแห่งนี้นางก็ไม่มีวันอดตาย เพราะในมิติแห่งนี้เหมือนจะมีปัจจัยทุกสิ่งอย่างที่ทำให้ชีวิตของนางอยู่ได้แบบสบายๆ ไปได้อีกหลายปีกันเลยทีเดียว
‘แม่เจ้าโว้ย! มันช่างวิเศษอะไรเช่นนี้’
นางนั่งลงตรงทุ่งหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ก่อนจะหลับตาลงพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไป
‘สบายอะไรเช่นนี้นะ’
ลู่เหยียนซินตั้งใจจะนอนพักสักหน่อยแต่ก็เผลอหลับยาวไปอย่างไม่รู้ตัว เพียงแต่นอนไปได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม[1] ร่างของนางก็ถูกถีบออกมาจากมิตินั้นทันที
‘อะ อะไรกันเนี่ยไม่ใช่ว่าอยู่ในนั้นได้เลยหรือ เฮ้อ...ช่างน่าเสียดายอะไรเช่นนี้นะ'
- - - - - - - - - - -
เชิงอรรถ
[1] หนึ่งชั่วยาม = 2 ชั่วโมง
องค์รัชทายาทย่างกรายเข้าไปในห้องทรงอักษรโดยมีองค์รักษ์คนสนิทที่รอคอยผู้เป็นนายอยู่ก่อนหน้านี้รีบเดินตามเข้าไปด้วย“องค์รัชทายาทกระหม่อมมีเรื่องจะมารายงานพ่ะย่ะค่ะ”“มีอะไร”“กระหม่อมส่งคนไปสอดส่องที่จวนของอ๋องอี้แล้วแต่ดูเหมือนว่าทางนั้นจะป้องกันเอาไว้แน่นหนามิอาจเข้าไปภายในได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”“อย่าใจร้อนค่อยเป็นค่อยไป”“แต่หากว่าทิ้งไว้แบบนี้พระชายาอี้จะไม่คลอดก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ”“คลอดแล้วอย่างไรเวลานี้คนที่เป็นองค์รัชทายาทก็คือข้า ไม่ใช่อ๋องอี้ไม่ใช่อ๋องฉินมีสิ่งใดต้องกังวล”“แต่ว่า”“พอได้แล้วข้าต้องการพักผ่อนเจ้าออกไปก่อน”“พ่ะย่ะค่ะ”องค์รัชทายาทนั่งลงบนเก้าอี้มังกรทองคำก่อนจะหลับตาลงพลางนึกไปถึงใบหน้าอ่อนโยนของพระชายาในเมื่อก่อน ที่เขาพยายามทำให้หนทางเพื่อให้ตำแหน่งนี้มั่นคงก็ไม่ใช่เพราะนางหรอกหรือ เหตุใดนางถึงได้มีท่าทีเฉยเมยกับเขาเช่นนี้กันและแล้วงานชมดอกไม้ก็มาถึง งานนี้ถูกจัดขึ้นในพระราชฐานชั้นในมีฮองเฮาเป็นแม่งานโดยมีเหล่าพระสนมรวมไปถึงองค์หญิงมาร่วมงานกันอย่างครึกครื้น“พระชายาซุนไม่เห็นท่านเข้าวังนานแล้วรู้หรือไม่ว่าข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน”“ไม่ได้พูดคุยกันตั้งนานข้าเองก็คิ
ตำหนักเหลียนฮวา“องค์รัชทายาทเสด็จกลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ”พระชายารัชทายาทที่กำลังนั่งจัดแจกันดอกไม้อยู่ในห้องโถงของตำหนักนั้นได้เอ่ยถามสาวใช้คนสนิทของตนพลางปาดเหงื่อที่เริ่มผุดขึ้นบริเวณหน้าผากออกพักนี้ไม่รู้เพราะเหตุใดนางถึงรู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองนั้นแปลกไปรู้สึกว่าเหนื่อยง่ายมากขึ้น หมอหลวงที่มาตรวจอาการก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่พบความผิดปกติใดๆ เลยสักเพียงนิดเมื่อก่อนอาจจะเป็นเพราะว่านางคิดมากเรื่องการมีลูกมากเกินไปจึงทำให้ร่างกายอ่อนแอลง แต่เมื่อพักหลังมานี้ที่องค์รัชทายาทเริ่มเปลี่ยนไปนางก็เริ่มปลงตกเลิกคิดฟุ้งซ่านในทุกวันจึงหางานในวังทำเพื่อไม่ให้จิตใจว้าวุ่นแต่เหตุไฉนถึงยังมีอาการเหมือนเดิม‘หรือเพราะว่านางพักผ่อนไม่เพียงพอกระนั้นหรือ’“ใช่แล้วเพคะพระชายา”สาวใช้คนสนิทที่ติดตามนางมาตั้งแต่ยังเล็กพูดขึ้น เด็กสาวมีสีหน้ากังวลอยู่ไม่น้อยเพราะก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนว่าองค์รัชทายาทจะห่างเหินกับผู้เป็นนายของตนและเวลานี้ยิ่งเขากลับมาแล้วแต่พระชายาไม่ได้อยู่ต้อนรับนั่นอาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แย่ลงหรือไม่และยิ่งไปกว่านั้นคือคนที่องค์รัชทายาทไปพบเป็นคนแรกดันเป็นซูม่านเห
เป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนเต็มที่ลู่เหยียนซินเดินทางไปมาระหว่างจวนอ๋องอี้และจวนอ๋องซุน เพราะรถม้าของจวนอ๋องฉินอยู่ๆ ก็พังจนใช้งานไม่ได้ครั้นอยากจะซื้อใหม่ก็ดูเหมือนว่านางยังต้องเก็บเงินสำหรับการสร้างโรงหมออีกมากจึงไม่อยากเสียเงินซื้อของที่ยังไม่จำเป็นในเวลานี้และโชคยังดีที่อ๋องอี้ส่งรถม้ามารับนางและคอยกำชับให้สารถีดูแลรับส่งนางไปที่จวนของอ๋องซุนด้วยทำให้หญิงสาวคลายกังวลลงไปมาก“เหยียนเอ๋อวันนี้เจ้าพักผ่อนก่อนดีหรือไม่”เสียงของอ๋องฉินดังไล่หลังมา หญิงสาวหันไปมองเขาเพียงครู่เดียวก็หันกลับไปปิดกล่องยาแล้วแบกขึ้นมาสะพายที่ไหล่เอาไว้“ข้าจะไปที่จวนของอ๋องซุนเสียหน่อยดูสิว่าทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”“ข้าคิดว่าเจ้าจะไปที่จวนพี่รองเสียอีก”“เมื่อวานข้าให้ยาบำรุงเผื่อเอาไว้ให้พระชายาอี้สำหรับกินสามสี่วันแล้ว”“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงใช่หรือไม่”“อาการตั้งครรภ์ไม่น่าเป็นห่วงแต่เมื่อไหร่ท่านจะบอกข้าเสียทีว่าเมื่อก่อนเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเรากันแน่” ลู่เหยียนจ้องมองเขาสีหน้าและแววตาที่ใสซื่อไร้เดียงสาของนางยิ่งทำให้เขาแน่ใจแล้วว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อก่อนนั้นนางน่าจะลืมไปหมดแล้ว หรือไม่ก็ความทรงจำ
ลู่เหยียนซินจับชีพจรของพระชายาอี้ได้เพียงไม่นานก็ระบายยิ้มออกมาก่อนจะหันไปหยิบเอากล่องยาข้างกายของตนขึ้นมาวางบนตัก แล้วหยิบเข็มฉีดยาขึ้นมาหนึ่งกระบอกพลางไล่อากาศออกจนมองเห็นน้ำในหลอดบางส่วนกระเซ็นออกมาพระชายาอี้จ้องมองการกระทำของอีกฝ่ายตาโตโดยที่ไม่รู้เลยว่ามืออีกข้างของลู่เหยียนซินดึงสาบเสื้อของนางลงตั้งแต่เมื่อไหร่พระชายาอี้รู้สึกได้ถึงความเย็นจากบางสิ่งหญิงสาวก้มหน้าลงไปก็เห็นมือขาวๆ ของลู่เหยียนซินถือของบางอย่างที่มีสีขาวสะอาดตานุ่มละมุนแต่กลับเย็นสบาย นางถูวนรอบหัวไหล่เพียงไม่นานไม่ทันที่พระชายาอี้จะเอ่ยถามลู่เหยียนซินก็ใช้เข็มในมืออีกข้างนั้นแทงไปที่แขนของนางอย่างรวดเร็ว“อ๊ะ! อะไรกันเนี่ย”“ข้าแค่ฉีดยาให้ท่าน อย่าได้กังวลไปเลยท่านอ๋องเองก็โดนบ่อย”“ห้ะ” สีหน้างุนงงของพระชายาอี้ทำเอาลู่เหยียนซินแอบขำเล็กน้อย“นางเป็นอย่างไรบ้างหรือ”อ๋องอี้ที่เดิมถูกอ๋องฉินชักชวนให้นั่งรอที่ห้องโถงรับแขกแต่จนแล้วจนรอดชายหนุ่มก็เดินกลับมาในห้องรับรองเพื่อมาเฝ้าดูอาการพระชายาอี้อีกครั้งสีหน้าวิตกของเขาทำให้ลู่เหยียนซินนึกไปถึงวันที่อ๋องฉินได้รับรู้ว่านางตั้งครรภ์ลูกแฝด คนทั้งคู่แม้จะต่างมารดาแ
“ว่าอย่างไร ข้ารอฟังอยู่”อ๋องฉินชั่งใจอยู่นานคิดว่าควรที่จะพูดกับไท่ซ่างหวงดีหรือไม่ สุดท้ายชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพูดขึ้นว่า“หลานคิดว่าในวังมีเด็กๆ น้อยเกินไปอยากจะมีลูกเพิ่มอีกสักสี่ห้าคนให้เสด็จปู่คลายเหงาท่านคิดเห็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”‘จะ เจ้าเด็กนี่!’ ไท่ซ่างหวงกัดฟันกรอดพยายามคิดเสียว่าเขาคงคาดหวังจากหลานชายผู้นี้มากจนเกินไป ชายแก่หลับตาลงเพียงชั่วครู่ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วเงยพระพักตร์จ้องมองอ๋องฉินที่ไม่รู้ว่าย้ายไปนั่งอยู่บนขอบหน้าต่างของห้องบรรทมตั้งแต่เมื่อไหร่‘นี่เขาแก่มากไปหรือไม่ประสาทรับรู้ถึงได้ถดถอยถึงเพียงนี้’“นี่คือสิ่งที่เจ้ากังวลอยู่กระนั้นหรือ”“หรือไม่จริงพ่ะย่ะค่ะ ก่อนหน้านี้เสด็จแม่ไหนจะเสด็จพ่อต่างก็รบเร้าให้เหล่าองค์ชายมีทายาทเร็วๆ แม้ว่าเสด็จพี่รัชทายาทจะยังไม่มีองค์ชายแต่องค์หญิงก็ใช่ว่าจะไม่มี”“เจ้าจะพูดอะไร” “หืม หลานก็พูดไปแล้วเสด็จปู่ไม่เข้าใจตรงไหน”เมื่อไท่ซ่างหวงที่คิดว่าหลานชายผู้นี้ไม่ได้เรื่องอยู่นั้นแต่เมื่อได้ฟังจากประโยคสุดท้ายและแววตาที่มองส่งมาก็ทำเอาเขารีบเปลี่ยนความคิดขึ้นมาทันทีอ๋องฉินจ้องมองไท่ซ่างหวงด้วยแววตาที่มีควา
“ก็รถม้าของจวนพี่รองของข้าอย่างไรเล่า ท่านเองก็เคยเห็นในตอนที่เขาใช้มันเดินทางไปที่วังหลวงในพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาทมาก่อนนะ”“ข้าเคยไปงานนั้นด้วยหรือ”“พี่สะใภ้เรื่องพวกนี้ท่านลืมไปได้อย่างไรกัน”“คือว่าข้าอาจจะทำงานหนักมากเกินไปหรือไม่ก็ตอนที่เกิดเรื่องในจวนอาจจะทำให้ข้าจดจำเรื่องราวบางอย่างในอดีตไม่ได้น่ะ”“เป็นเช่นนั้นเองหรือ”ลู่เหยียนซินพยักหน้าให้เขาพลางหันกลับไปมองที่รถม้าคันนั้นอีกครั้ง“พี่รองของข้าก็คือองค์ชายรอง อ๋องอี้อย่างไรเล่า”“แล้วเหตุใดท่านถึงทำท่าทางเหมือนตกใจที่เห็นเขาล่ะ”“ก็พี่รองไปอยู่ที่ชายแดนตะวันออกนานแล้วตั้งแต่ครั้งที่เสด็จพ่อแต่งตั้งองค์รัชทายาทเขาก็เดินทางออกนอกเมืองหลวงไปเลย ไม่คิดว่าอยู่ๆ ก็กลับมาน่ะสิถึงได้แปลกใจนิดหน่อย”“อย่างนั้นเองหรือ”“ว่าแต่พี่สะใภ้ท่านบอกว่ามีที่ที่ต้องไป จะไปที่ไหนงั้นหรือ”ลู่เหยียนซินหันมาจ้องมองน้องสามีอีกครั้งพลางระบายยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนร้านโอสถ“องค์ชายสี่เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้น”“ข้าไม่ชอบกลิ่นยา”“หอมจะตายไป”“พี่สะใภ้จมูกของท่านน่าจะใช้การไม่ได้แล้วกระมังกลิ่นฉุนเพียงนี้มันจะหอมไปได้อย่างไรกันเล่า”เขาพูดพลางเอามื







