เข้าสู่ระบบอ๋องฉินจ้องมองลู่เหยียนซินเล็กน้อยเขามองเห็นความหยาบกระด้างของวาจาและแววตาที่นางแสดงออกมา ความรักใคร่ที่นางเคยมีให้เขาดูเหมือนจะจางหายไปจนหมดสิ้นแล้วสร้างความประหลาดใจให้เขาอยู่ไม่น้อย
‘แต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ’
"ท่านอ๋องพวกเราออกไปจากที่นี่กันเถอะเพคะ"
“อืม” เขาหันไปมองหญิงสาวด้วยแววตาที่อ่อนโยนก่อนจะหันกลับมามองลู่เหยียนซินอีกครั้ง แววตาที่มองมาตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
"เจ้าอย่าได้คิดก่อเรื่องอีก ครั้งนี้ข้าจะกักบริเวณเจ้าแต่หากเจ้ายังไม่สำนึกคิดจะก่อเรื่องขึ้นมาอีกก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าก็แล้วกัน"
พูดจบก็ประคองหยางซูฉินออกไปจากเรือนแห่งนี้ด้วยความรวดเร็ว
"ท่านก็ควรดูแลคนของท่านให้ดีอย่าให้นางมารบกวนข้าก็พอ!"
อ๋องฉินหันกลับมามองนางขวับด้วยใบหน้าบึ้งตึงเขาเห็นนางส่งยิ้มที่มุมปากพลางโบกมือให้ ชั่วขณะหนึ่งเขาเองก็ยังนึกสงสัยว่าสตรีผู้นั้นคือลู่เหยียนซินชายาที่เขาแต่งเข้ามาหรือไม่ เพราะดูเหมือนนางจะไม่หลงเหลือแววตาของสตรีที่คลั่งรักเลยสักเพียงนิด มีเพียงความว่างเปล่า ใช่แล้วเขาสัมผัสได้ว่าแววตาของนางนั้นว่างเปล่ามาก!
หยางซูฉินเองก็หันกลับมามองนางด้วยแววตาเกลียดชัง ‘สักวันเถอะข้าจะต้องเป็นพระชายาเอกและจะเขี่ยเจ้าออกจากจวนแห่งนี้ให้จงได้!’
ทั้งคู่รีบเดินออกไปจากเรือนซินหยางหลังจากนั้นความเงียบสงบก็เข้ามาแทนที่ทำให้ลู่เหยียนซินเริ่มรู้สึกหายใจสะดวกขึ้น
"ไปได้เสียทีทำตัวน่ารังเกียจเสียจริงตาอ๋องบ้านั่นก็ช่างขี้เก๊กโง่เขลาเหมือนตัวอะไรสักอย่าง รู้เช่นนี้ข้าน่าจะตบเรียกสติสักทีสองทีท่าจะดีไม่น้อยเลย”
“!”
ลู่เหยียนซินหมุนตัวตั้งท่าจะเดินกลับไปนอนพักเอาแรงอีกสักเล็กน้อย แต่เมื่อมองไปเห็นสีหน้าของลี่ถิงสาวใช้คนสนิทของเจ้าของร่างนี้ก็ต้องหยุดชะงักไปทันที
‘แย่แล้ว! ลืมไปได้อย่างไรว่านางยังอยู่ที่นี่’
“มีอะไรหรือ”
“เมื่อครู่พระชายาพูดว่าอะไรนะเพคะ”
“คะ คือว่า…โอ๊ย! ช่างเถอะถือเสียว่าไม่ได้ยินก็แล้วกัน แต่ว่าตอนนี้เจ้าช่วยเก็บกวาดห้องให้ข้าทีแล้วก็เตรียมน้ำอุ่นๆ ให้ข้าด้วย"
"เพคะพระชายา"
ในขณะที่สาวใช้ของนางกำลังจัดเตรียมน้ำสำหรับอาบอยู่นั้น ลู่เหยียนซินก็เดินสำรวจเรือนแห่งนี้ไปจนทั่ว
‘น่าแปลกเป็นถึงพระชายาเอกแต่เหตุใดเรือนพักอาศัยถึงได้ดูธรรมดาไม่สมฐานะเอาเสียเลยล่ะ’
หญิงสาวเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องอาบน้ำก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน ลี่ถิงจึงก้าวเข้ามาก่อนจะเอื้อมมือมาตรงหน้านางหมายจะถอดชุดให้ผู้เป็นนายสาว
“ดะ เดี๋ยวสิ! เจ้าจะทำอะไร”
“ก็พระชายาจะอาบน้ำ บ่าวก็จะถอดชุดให้อย่างไรเล่าเพคะ”
“ไม่ต้อง ข้าทำเองได้”
“เอ๋ ทำไมเล่าเจ้าคะทุกทีก็เป็นหน้าที่ของบ่าวนี่นา”
‘บ้าจริง! นี่ลู่เหยียนซินคนเก่าแย่ถึงเพียงนั้นเลยหรือ ก็แค่อาบน้ำยังให้สาวใช้ทำให้ข้าจะบ้าตาย’
“เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ข้าทำเองได้น่าจากนี้ไปเจ้าไม่ต้องทำแล้วนะ”
“ก็ได้เพคะพระชายา”
“เจ้าหันหลังไปทีข้าจะถอดเสื้อผ้า”
“เอ๋”
“เถอะน่า”
“ก็ได้เพคะ”
ลี่ถิงรับคำสั่งก่อนหมุนตัวหันหลังให้นาง หญิงสาวส่ายหัวให้กับความไม่ได้เรื่องของเจ้าของร่างนี้ก่อนจะค่อยๆ ถอดอาภรณ์ออกทีละชิ้นจนร่างกายเปลือยเปล่าเผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งที่ยั่วยวนสายตาแต่ความเจ็บแสบที่แผ่นหลังทำให้นางอดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา
‘ในตอนที่สตรีผู้นี้ถูกโบยจะเจ็บมากแค่ไหนกันนะ แล้วนางทนไปได้อย่างไรกัน’
ลู่เหยียนซินค่อยๆ ก้าวเท้าลงไปในถังอาบน้ำเมื่อผิวกายสัมผัสกับความอุ่นก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บแสบบนแผ่นหลังที่หลงเหลืออยู่
ลี่ถิงที่เดินไปหยิบเอาผ้าสำหรับขัดผิวก็เดินกลับมาหาผู้เป็นนายจากนั้นก็ลงมือขัดผิวกายขาวผ่องของลู่เหยียนซินเบาๆ ปากก็บ่นพึมพำไปด้วย
"พระชายาเมื่อครู่ท่านไม่ควรทำร้ายท่านอ๋องเลยนะเพคะ"
"พวกนั้นหาเรื่องข้าก่อนนะเจ้าจะให้ข้าอดทนปล่อยให้พวกเขารังแกได้อย่างไรกัน”
"บ่าวก็เพียงแต่กลัวว่าท่านอ๋องจะสั่งโบยพระชายาอีกก็เท่านั้นเอง ตั้งแต่ท่านแต่งเข้ามาในจวนแห่งนี้ก็ไม่เคยเห็นท่านกล้าต่อปากต่อคำกับท่านอ๋องเลยสักครั้งนี่เพคะ”
“ข้าเนี่ยนะ”
“ก็ใช่น่ะสิเพคะ แต่วันนี้ท่านกลับทำร้ายท่านอ๋องจนเลือดไหลออกมาเช่นนั้นบ่าวคิดว่าพวกเราคงไม่พ้นที่จะต้องอดอาหารกันอีกอย่างแน่นอนเลยเพคะ"
"อดอาหารอย่างนั้นหรือ" ลี่ถิงพยักหน้าก่อนจะพูดต่อไปว่า
"ครั้งก่อนที่ท่านสั่งให้คนไปทำร้ายคุณหนูหยาง ท่านอ๋องโกรธมากสั่งโบยท่านไปห้าสิบไม้และสั่งห้ามไม่ให้ส่งอาหารมาที่เรือนตั้งสามวันเลยนะเพคะ"
"สามวันเลยหรือ!"
ลู่เหยียนซินได้ยินดังนั้นก็เริ่มนั่งไม่ติดแล้ว
‘สั่งกักบริเวณนางยังพอทนได้แต่จะให้นางอดอาหารนั้นไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด! นางต้องทำอะไรสักอย่าง’
"พระชายาถ้าอาบน้ำเสร็จแล้วบ่าวจะทายาที่หลังและเปลี่ยนผ้าปิดแผลให้นะเพคะ"
"อืม"
‘ให้อดอาหารตั้งสามวันนี่มันเท่ากับฆ่ากันชัดๆ เรื่องกินสำหรับข้าเรื่องใหญ่เลยนะไม่ได้ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง!’
องค์รัชทายาทย่างกรายเข้าไปในห้องทรงอักษรโดยมีองค์รักษ์คนสนิทที่รอคอยผู้เป็นนายอยู่ก่อนหน้านี้รีบเดินตามเข้าไปด้วย“องค์รัชทายาทกระหม่อมมีเรื่องจะมารายงานพ่ะย่ะค่ะ”“มีอะไร”“กระหม่อมส่งคนไปสอดส่องที่จวนของอ๋องอี้แล้วแต่ดูเหมือนว่าทางนั้นจะป้องกันเอาไว้แน่นหนามิอาจเข้าไปภายในได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”“อย่าใจร้อนค่อยเป็นค่อยไป”“แต่หากว่าทิ้งไว้แบบนี้พระชายาอี้จะไม่คลอดก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ”“คลอดแล้วอย่างไรเวลานี้คนที่เป็นองค์รัชทายาทก็คือข้า ไม่ใช่อ๋องอี้ไม่ใช่อ๋องฉินมีสิ่งใดต้องกังวล”“แต่ว่า”“พอได้แล้วข้าต้องการพักผ่อนเจ้าออกไปก่อน”“พ่ะย่ะค่ะ”องค์รัชทายาทนั่งลงบนเก้าอี้มังกรทองคำก่อนจะหลับตาลงพลางนึกไปถึงใบหน้าอ่อนโยนของพระชายาในเมื่อก่อน ที่เขาพยายามทำให้หนทางเพื่อให้ตำแหน่งนี้มั่นคงก็ไม่ใช่เพราะนางหรอกหรือ เหตุใดนางถึงได้มีท่าทีเฉยเมยกับเขาเช่นนี้กันและแล้วงานชมดอกไม้ก็มาถึง งานนี้ถูกจัดขึ้นในพระราชฐานชั้นในมีฮองเฮาเป็นแม่งานโดยมีเหล่าพระสนมรวมไปถึงองค์หญิงมาร่วมงานกันอย่างครึกครื้น“พระชายาซุนไม่เห็นท่านเข้าวังนานแล้วรู้หรือไม่ว่าข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน”“ไม่ได้พูดคุยกันตั้งนานข้าเองก็คิ
ตำหนักเหลียนฮวา“องค์รัชทายาทเสด็จกลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ”พระชายารัชทายาทที่กำลังนั่งจัดแจกันดอกไม้อยู่ในห้องโถงของตำหนักนั้นได้เอ่ยถามสาวใช้คนสนิทของตนพลางปาดเหงื่อที่เริ่มผุดขึ้นบริเวณหน้าผากออกพักนี้ไม่รู้เพราะเหตุใดนางถึงรู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองนั้นแปลกไปรู้สึกว่าเหนื่อยง่ายมากขึ้น หมอหลวงที่มาตรวจอาการก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่พบความผิดปกติใดๆ เลยสักเพียงนิดเมื่อก่อนอาจจะเป็นเพราะว่านางคิดมากเรื่องการมีลูกมากเกินไปจึงทำให้ร่างกายอ่อนแอลง แต่เมื่อพักหลังมานี้ที่องค์รัชทายาทเริ่มเปลี่ยนไปนางก็เริ่มปลงตกเลิกคิดฟุ้งซ่านในทุกวันจึงหางานในวังทำเพื่อไม่ให้จิตใจว้าวุ่นแต่เหตุไฉนถึงยังมีอาการเหมือนเดิม‘หรือเพราะว่านางพักผ่อนไม่เพียงพอกระนั้นหรือ’“ใช่แล้วเพคะพระชายา”สาวใช้คนสนิทที่ติดตามนางมาตั้งแต่ยังเล็กพูดขึ้น เด็กสาวมีสีหน้ากังวลอยู่ไม่น้อยเพราะก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนว่าองค์รัชทายาทจะห่างเหินกับผู้เป็นนายของตนและเวลานี้ยิ่งเขากลับมาแล้วแต่พระชายาไม่ได้อยู่ต้อนรับนั่นอาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แย่ลงหรือไม่และยิ่งไปกว่านั้นคือคนที่องค์รัชทายาทไปพบเป็นคนแรกดันเป็นซูม่านเห
เป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนเต็มที่ลู่เหยียนซินเดินทางไปมาระหว่างจวนอ๋องอี้และจวนอ๋องซุน เพราะรถม้าของจวนอ๋องฉินอยู่ๆ ก็พังจนใช้งานไม่ได้ครั้นอยากจะซื้อใหม่ก็ดูเหมือนว่านางยังต้องเก็บเงินสำหรับการสร้างโรงหมออีกมากจึงไม่อยากเสียเงินซื้อของที่ยังไม่จำเป็นในเวลานี้และโชคยังดีที่อ๋องอี้ส่งรถม้ามารับนางและคอยกำชับให้สารถีดูแลรับส่งนางไปที่จวนของอ๋องซุนด้วยทำให้หญิงสาวคลายกังวลลงไปมาก“เหยียนเอ๋อวันนี้เจ้าพักผ่อนก่อนดีหรือไม่”เสียงของอ๋องฉินดังไล่หลังมา หญิงสาวหันไปมองเขาเพียงครู่เดียวก็หันกลับไปปิดกล่องยาแล้วแบกขึ้นมาสะพายที่ไหล่เอาไว้“ข้าจะไปที่จวนของอ๋องซุนเสียหน่อยดูสิว่าทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”“ข้าคิดว่าเจ้าจะไปที่จวนพี่รองเสียอีก”“เมื่อวานข้าให้ยาบำรุงเผื่อเอาไว้ให้พระชายาอี้สำหรับกินสามสี่วันแล้ว”“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงใช่หรือไม่”“อาการตั้งครรภ์ไม่น่าเป็นห่วงแต่เมื่อไหร่ท่านจะบอกข้าเสียทีว่าเมื่อก่อนเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเรากันแน่” ลู่เหยียนจ้องมองเขาสีหน้าและแววตาที่ใสซื่อไร้เดียงสาของนางยิ่งทำให้เขาแน่ใจแล้วว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อก่อนนั้นนางน่าจะลืมไปหมดแล้ว หรือไม่ก็ความทรงจำ
ลู่เหยียนซินจับชีพจรของพระชายาอี้ได้เพียงไม่นานก็ระบายยิ้มออกมาก่อนจะหันไปหยิบเอากล่องยาข้างกายของตนขึ้นมาวางบนตัก แล้วหยิบเข็มฉีดยาขึ้นมาหนึ่งกระบอกพลางไล่อากาศออกจนมองเห็นน้ำในหลอดบางส่วนกระเซ็นออกมาพระชายาอี้จ้องมองการกระทำของอีกฝ่ายตาโตโดยที่ไม่รู้เลยว่ามืออีกข้างของลู่เหยียนซินดึงสาบเสื้อของนางลงตั้งแต่เมื่อไหร่พระชายาอี้รู้สึกได้ถึงความเย็นจากบางสิ่งหญิงสาวก้มหน้าลงไปก็เห็นมือขาวๆ ของลู่เหยียนซินถือของบางอย่างที่มีสีขาวสะอาดตานุ่มละมุนแต่กลับเย็นสบาย นางถูวนรอบหัวไหล่เพียงไม่นานไม่ทันที่พระชายาอี้จะเอ่ยถามลู่เหยียนซินก็ใช้เข็มในมืออีกข้างนั้นแทงไปที่แขนของนางอย่างรวดเร็ว“อ๊ะ! อะไรกันเนี่ย”“ข้าแค่ฉีดยาให้ท่าน อย่าได้กังวลไปเลยท่านอ๋องเองก็โดนบ่อย”“ห้ะ” สีหน้างุนงงของพระชายาอี้ทำเอาลู่เหยียนซินแอบขำเล็กน้อย“นางเป็นอย่างไรบ้างหรือ”อ๋องอี้ที่เดิมถูกอ๋องฉินชักชวนให้นั่งรอที่ห้องโถงรับแขกแต่จนแล้วจนรอดชายหนุ่มก็เดินกลับมาในห้องรับรองเพื่อมาเฝ้าดูอาการพระชายาอี้อีกครั้งสีหน้าวิตกของเขาทำให้ลู่เหยียนซินนึกไปถึงวันที่อ๋องฉินได้รับรู้ว่านางตั้งครรภ์ลูกแฝด คนทั้งคู่แม้จะต่างมารดาแ
“ว่าอย่างไร ข้ารอฟังอยู่”อ๋องฉินชั่งใจอยู่นานคิดว่าควรที่จะพูดกับไท่ซ่างหวงดีหรือไม่ สุดท้ายชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพูดขึ้นว่า“หลานคิดว่าในวังมีเด็กๆ น้อยเกินไปอยากจะมีลูกเพิ่มอีกสักสี่ห้าคนให้เสด็จปู่คลายเหงาท่านคิดเห็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”‘จะ เจ้าเด็กนี่!’ ไท่ซ่างหวงกัดฟันกรอดพยายามคิดเสียว่าเขาคงคาดหวังจากหลานชายผู้นี้มากจนเกินไป ชายแก่หลับตาลงเพียงชั่วครู่ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วเงยพระพักตร์จ้องมองอ๋องฉินที่ไม่รู้ว่าย้ายไปนั่งอยู่บนขอบหน้าต่างของห้องบรรทมตั้งแต่เมื่อไหร่‘นี่เขาแก่มากไปหรือไม่ประสาทรับรู้ถึงได้ถดถอยถึงเพียงนี้’“นี่คือสิ่งที่เจ้ากังวลอยู่กระนั้นหรือ”“หรือไม่จริงพ่ะย่ะค่ะ ก่อนหน้านี้เสด็จแม่ไหนจะเสด็จพ่อต่างก็รบเร้าให้เหล่าองค์ชายมีทายาทเร็วๆ แม้ว่าเสด็จพี่รัชทายาทจะยังไม่มีองค์ชายแต่องค์หญิงก็ใช่ว่าจะไม่มี”“เจ้าจะพูดอะไร” “หืม หลานก็พูดไปแล้วเสด็จปู่ไม่เข้าใจตรงไหน”เมื่อไท่ซ่างหวงที่คิดว่าหลานชายผู้นี้ไม่ได้เรื่องอยู่นั้นแต่เมื่อได้ฟังจากประโยคสุดท้ายและแววตาที่มองส่งมาก็ทำเอาเขารีบเปลี่ยนความคิดขึ้นมาทันทีอ๋องฉินจ้องมองไท่ซ่างหวงด้วยแววตาที่มีควา
“ก็รถม้าของจวนพี่รองของข้าอย่างไรเล่า ท่านเองก็เคยเห็นในตอนที่เขาใช้มันเดินทางไปที่วังหลวงในพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาทมาก่อนนะ”“ข้าเคยไปงานนั้นด้วยหรือ”“พี่สะใภ้เรื่องพวกนี้ท่านลืมไปได้อย่างไรกัน”“คือว่าข้าอาจจะทำงานหนักมากเกินไปหรือไม่ก็ตอนที่เกิดเรื่องในจวนอาจจะทำให้ข้าจดจำเรื่องราวบางอย่างในอดีตไม่ได้น่ะ”“เป็นเช่นนั้นเองหรือ”ลู่เหยียนซินพยักหน้าให้เขาพลางหันกลับไปมองที่รถม้าคันนั้นอีกครั้ง“พี่รองของข้าก็คือองค์ชายรอง อ๋องอี้อย่างไรเล่า”“แล้วเหตุใดท่านถึงทำท่าทางเหมือนตกใจที่เห็นเขาล่ะ”“ก็พี่รองไปอยู่ที่ชายแดนตะวันออกนานแล้วตั้งแต่ครั้งที่เสด็จพ่อแต่งตั้งองค์รัชทายาทเขาก็เดินทางออกนอกเมืองหลวงไปเลย ไม่คิดว่าอยู่ๆ ก็กลับมาน่ะสิถึงได้แปลกใจนิดหน่อย”“อย่างนั้นเองหรือ”“ว่าแต่พี่สะใภ้ท่านบอกว่ามีที่ที่ต้องไป จะไปที่ไหนงั้นหรือ”ลู่เหยียนซินหันมาจ้องมองน้องสามีอีกครั้งพลางระบายยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนร้านโอสถ“องค์ชายสี่เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้น”“ข้าไม่ชอบกลิ่นยา”“หอมจะตายไป”“พี่สะใภ้จมูกของท่านน่าจะใช้การไม่ได้แล้วกระมังกลิ่นฉุนเพียงนี้มันจะหอมไปได้อย่างไรกันเล่า”เขาพูดพลางเอามื







