Masuk“เย่อเทียนเจ้าก็ไปทำอะไรก็ไปทำ ข้าจะคุยกับพี่เยี่ยน”เยว่อิงไล่สาวใช้ไป เพื่อต้องการความเป็นส่วนตัวให้กับตนและว่าที่คู่หมั้น
เย่อเทียนก้มหน้าโค้งคำนับและยกยิ้มบาง ๆ ด้วยเป็นไปตามที่นายท่านตัวจริงของนางสั่งการ เพื่อไปสืบความเรื่องที่คนเหล่านั้นคุยกัน
ในห้องรับรองส่วนตัวสกุลลู่
“ท่านผู้นี้คือ...” ลู่เยว่เฟิงเรียนถามท่านแม่ทัพว่านเพื่อให้แน่ใจว่าตนเองเดาไม่ผิด ท่าที่หยิ่งทะนงองอาจ ใบหน้ามีสง่าราศีเช่นนี้คงเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจาก...
“ใช่แล้ว เหลียงชินอ๋อง คนที่ท่านส่งข่าวเรื่องการลอบก่อกบฏชายแดนประจิมที่มาจากสกุลว่าน” แม่ทัพว่านเฉลยในสิ่งที่ท่านเจ้าเมืองสงสัย เขาได้หนังสือลับเรื่องขอให้ช่วยตามสืบบางเรื่องจากเหลียงชินอ๋อง แล้วก็ไม่เคยบอกผู้ใดและปิดเป็นความลับมาโดยตลอด
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะเหลียงชินอ๋อง” ลู่เยว่เฟิง เมื่อไม่มีใครอื่นนอกจากคนของท่านแม่ทัพและเหลียงชินอ๋องจึงไม่กล้าเสียมารยาท
“ลุกขึ้นเถิดท่านเจ้าเมือง ต่อไปอย่าเพิ่งเปิดเผยฐานะข้า ข้าอยากสืบความให้กระจ่างเสียก่อน” เหลียงเอ้อหลางรีบให้ท่านเจ้าเมืองลุกขึ้นทำตัวตามสบาย
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
“ต่อไปเรียกข้าว่าคุณชายเหลียง หรือ เหลียงเอ้อหลาง ตอนนี้ข้าอยู่เขตแดนประจิม ต้องการมาสืบความอย่างลับ ๆ แทนเสด็จพ่อ จึงไม่อยากให้เหล่าคนที่คิดก่อการไหวตัวทัน” เหลียงเอ้อหลางบอกเหตุผลกับเจ้าเมืองที่ให้ปกปิดเรื่องฐานะตนไว้ก่อน
“เช่นนั้นกระหม่อมขอเสียมารยาทแล้ว” เขาจำใจต้องทำตามรับสั่งของชินอ๋อง เพราะตำหนักประจิมเป็นที่พึ่งพิงเดียวหากมีพวกที่คิดทำการชั่วช้าต่อแผ่นดิน คิดล้างแค้นเขา
“เรื่องเป็นมาอย่างไร”
ลู่เยว่เฟิงไม่เอ่ยให้มากความ เพียงแต่หยิบจดหมายที่ได้มาเรื่องสร้างความปั่นป่วนที่ชายแดนให้กับเหลียงชินอ๋องได้อ่าน
เมื่อเขาอ่านจบก็แทบจะกำกระดาษใบนี้ให้แหลกคามือ
“ว่าอย่างไรหลาน” ว่านซีเหว่ยถามหลานชาย แต่ทว่ากลับได้จดหมายนั่นมาอ่านเอง
“ผู้ใดมันกล้า...” ว่านซีเหว่ยอ่านข้อความในจดหมายแล้วก็โกรธเป็นที่สุด พวกมันหมายใจให้สกุลว่านเป็นที่คลางแคงต่อฝ่าบาท เพื่อจะได้กำจัดเสี้ยนหนามทิ้งและขึ้นแทนที่ เพื่อควบคุมกองทัพเงาชิวหยาง
“ท่านเก็บเรื่องนี้เป็นความลับก่อน ข้าจะค่อย ๆจัดการลากตัวคนบงการออกมาทั้งหมด” ดีที่เสด็จพ่อของเขามิใช่คนหูเบา และให้เขาออกมาสืบความโดยเบื้องหน้าเพียงอนุญาตให้มาเยี่ยมสกุลมารดา และดูความเป็นไปขอราษฎรแทนพระองค์
แต่เบื้องหลังนั้นต้องการสืบความให้แน่ใจเรื่องที่มีคนให้ร้ายสกุลว่านนั่นเอง นับว่าเสด็จพ่อนั้นหูตากว้างไกล
“มีคนแอบฟัง...” ฉางอี้ที่เป็นองครักษ์คู่กายของเหลียงชินอ๋องจับความเคลื่อนไหวด้านนอกได้ จึงใช้อาวุธลับเป็นเข็มพิษซัดเข้าที่ผนักทำให้คนที่แอบฟังนั้นโดนเข้าเต็มเปา และรีบหนีไป
อ๊ะ...!
“เร็วรีบไปจับ...” ลู่เยว่เฟิงที่ตื่นตระหนกเพราะว่ากลัวจะมีคนคิดร้ายแฝงตัวอยู่ในงานเลี้ยง
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องตามเดี๋ยวคนร่วมงานจะแตกตื่น เราไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงแต่พูดอย่างคลุมเครือ เชื่อว่าคนผู้นั้นคงเดาได้ยาก พวกเราก็รีบเดินไปด้านนอกเถิด” เหลียงเอ้อหลางไม่อยากให้ทั้งหมดตระหนกไป ปล่อยให้คนร้ายลอยนวลไปก่อน เมื่อสบจังหวะดีก็จัดการทีเดียว
เขาเดินนำท่านเจ้าเมืองออกมาด้านนอก สายตาพลันสะดุดกับสตรีแรกแย้มที่กำลังยืนให้บุรุษเกี้ยวพา ภายใต้แสงจันทร์ ที่อาบลงมาบนเรือนร่างทำให้นางดูงดงามราวกับเทพธิดาฉางเอ๋อ เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ที่คอยประทานความสุขแลความงดงามให้กับสตรีที่ออกมายืนอาบแสงจันทร์ในคืนจันเต็มดวงกลางฤดูใบไม้ร่วง
“สตรีคนนั้นคือผู้ใดกัน” เหลียงเอ้อหลางตะลึงในความงามจนต้องถามท่านเจ้าเมืองด้วยความสงสัย
“นั่นลู่เยว่อิง บุตรีของข้าน้อยเองขอรับคุณชายเหลียง”
“ที่ยืนข้างกายนั่น คือคู่หมั้นใช่หรือไม่” เขาพอจะเดาออก เพราะบุรุษผู้นั้นท่าทางสนิทสนมเกินงาม คงจะมีความสัมพันธ์บางประการกับนาง
“ใช่แล้วขอรับ ข้าน้อยไม่ได้หมายใจอยากให้ทั้งคู่ลงเอยกัน แต่ว่าลูกสาวข้าดื้อรั้นนัก นับตั้งแต่มารดานางเสียชีวิต นางก็เอาแต่ใจทุกเรื่อง จนข้าหมดแรงจะสั่งสอน” ลู่เยว่เฟิง ราวกับปรับทุกข์เรื่องบุตรสาวให้กับท่านอ๋องฟัง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า...สตรีสมัยนี้พยศยิ่ง เจ้าอยากปราบหรือไม่เล่าเอ้อหลาง” ว่านซีเหว่ยผู้เป็นลุงมองแววตาหลานชายก็คาดเดาความคิดไปถึงก้นบึ้งหัวใจได้ทันที
“หึ...สตรีเช่นนี้มิควรค่ากับตำหนักประจิม...”
🦊🦊🦊
“ท่าน...ท่านอ๋อง...มะ...มันเสียว...อึ่ก...” “ข้ารู้...หากเจ้าชอบข้าก็อยากทำให้เจ้า” แรงบีบเข้ามาที่ไหล่และแรงบีดรัดของร่องสาวทำให้เขาอยากรักนางแรง ๆ ก่อนจะส่งลำมังกรใหญ่เข้าไปนิ้วเรียวของเขาส่งนำทางเข้าไปสำรวจความคับแคบนั้นก่อน เมื่อน้ำหวานไหลอาบนิ้วเขาก็ชักออกทันทีแล้วแทนที่ด้วยลำเนื้อแท่งใหญ่ ซวบ...! “อ๊ะ...อื้อ...” เสียงนางครางเมื่อแท่งร้อนเข้าไปจนสุดโคน นางที่โดนเขารังแกมาตลอดหลายวัน ต่อให้เหน็ดเหนื่อยปานใด ยามเขาเล้าโลมร่างกายมันก็อยากกลืนกินของเขาอีก “เจ้าอยากขี่มังกรอีกหรือไม่” เขาเอนตัวแล้วให้นางขี่อยู่ด้านบน มือหนาจับสะโพกเล็กให้ขยับไปตามจังหวะของเขา “อ่าห์...ดียิ่ง ยามเจ้าขี่ข้าเช่นนี้ ข้าชอบนัก” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มยั่วยวนทั้งชื่นชมบทรักของเมียสาว นางจะได้ทำให้เขาบ่อยขึ้นอีก นางได้รับคำชมยิ่งขยับแรงขึ้นแรงขึ้น จนเสียงเนื้อที่กระทบกันในร่มผ้าดังออกมา ภายนอกเหมือนหนุ่มสาวกำลังพลอดรักเพราะเสื้อผ้ายังอยู่ครบ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเอานางทั้งที่ยังมีอาภรณ์ครบถ้วน ลำมังกรเสียดสีไปกับช่องทางรักข
เหลียงชินอ๋องได้ให้เมียขี่มังกรอยู่หลายวันกว่าจะให้นางออกมานอกห้อง เขามันคนกินไม่รู้จักอิ่มกินมาก จนนางต้องร้องขออยู่หลายหนนัก “วันนี้ให้หม่อมฉันออกข้างนอกได้แล้วนะเพคะ อยู่แต่ในห้องอุดอู้” เขาที่เพิ่งปล่อยให้นางเป็นอิสระนางจึงต้องดักทางเขาไว้ก่อน “เจ้าเดินไหวหรือ” นางเอาแต่บอกขาอ่อนไม่มีแรง แล้วอยากไปข้างนอก มันน่าตีนัก เขาสิไม่อยากให้นางออกไปไหนเลยด้วยซ้ำ อยากรักให้ร่างกายนางจำว่าเขาคือเจ้าของ “ก็ใครล่ะเพคะ” นางค้อนเขาคนบ้ากามเอาแต่กินทั้งวันทั้งคืน ทั้งที่ท่านหมอบอกให้พักผ่อนให้มากก็ตาม “เป็นข้าที่ผิดเอง แต่ใครใช้ให้เรางดงามเพียงนี้เล่า ใครจะอดใจได้ไหวกัน” คำชมของเขาหาได้เกินจริงสักนิดเดียว นางงดงามจนใจเขาเจ็บปวดนักยามห่างไกลกัน “แล้วไม่กลัวหม่อมฉันหนีอีกแล้วเหรอเพคะ” “ไม่ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าคลาดสายตา” “แต่หม่อมฉันไม่อยากเป็นพระชายา มันอึดอัด อยากเป็นคนธรรมดามากกว่า จะไปไหน ทำอะไรก็ไม่ต้องมีคนมาตามให้ยาวเหยียด” นางลุกขึ้นแล้วทำท่าจะหนีเขาไปแต่งตัวแต่ก็โดนรวบเอวไปนั่งบนตักแกร่งของบุรุษหนุ่ม ที่คลั่งรักเมียสาวจนไม่อา
“ไป...!” คนห่วงเมียก็ไม่คิดอันใด รีบขี่ม้าไปทันที แล้วก็เป็นอย่างที่เย่อเทียนกล่าว มีเรือมาเทียบท่าก่อนจะล่องยาวลงไปทางใต้ไม่แวะที่ใด ทั้งสามขึ้นเรือขนสินค้าขนาดใหญ่ทำให้เอาม้าขึ้นเรือมาได้ เรือลำนี้ล่องมาจากเมืองเหนือ เพื่อลงมาทางใต้ นำสินค้าภาคเหนือ ผ้าไหมแพรพรรณชั้นดีลงมาขาย และล่องไปถึงแคว้นที่ติดต่อกับต้าเฉิงอีกด้วย เยว่อิงอยู่ในตำหนักของอี๋ชินอ๋อง นางยังไม่วางใจ ทุกคืนต้องสะดุ้งตื่นกลัวจะโดนจับไปรับโทษอีก นางไม่อยากไปไหนทั้งนั้น อยากกลับบ้าน อยากอยู่ลำพังไม่อยากพบผู้ใด นางเครียดจนคลื่นไส้ออกมา เสียงโอ้กอ้ากดังขึ้นในเรือนพักของนาง ทำให้อี๋ชินอ๋องเป็นกังวลใจนัก “ไปตามหมอมา” เขาเริ่มเป็นห่วงนาง และก็รอว่าพี่ชายเมื่อไหร่จะเดินทางมาถึง เมื่อหมอได้มาตรวจและให้ยาสงบจิตใจให้นางนอนหลับให้สนิท ก็คลายกังวล “นางไม่ได้เป็นอันใดใช่หรือไม่” “ทูลท่านอ๋อง นางเพียงแต่คิดมาก พักผ่อนน้อย นอนหลับไม่สนิทเท่านั้น ให้นอนหลับมาก ๆ สักสองสามวันก็จะดี” “ขอบคุณท่านหมอ” เขาไปส่งท่านหมอ พร้อมกับที่มีร่างใครบางคนวิ่งเข้ามา แต่เมื่
ลู่เยว่อิงที่รอนแรมมากับคาราวานพ่อค้าเกือบสิบวัน ก็ใกล้ถึงแดนใต้แล้ว นางนอนหนาวเหน็บทุกคืน คิดถึงแต่เขาไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง บางคืนนางนอนสะอื้นไห้แต่ทว่านางและเขาคงไปกันไม่รอดหรอก อีกอย่างวังหลวงนางก็เกลียดเข้าไส้อยู่แล้ว จะให้นางกลับไปตายก็ไม่เอาหรอก ยอมหนาวตายด้านนอกดีกว่าหัวขาดไม่สวย หลายวันมานี้นางกินแต่หมั่นโถวแข็ง ๆ ประทังความหิวไปก่อน เดี๋ยวไปถึงเมืองใต้แล้วคงจะหาลู่ทางทำมาหากิน นางมีเงินติดตัวอยู่เล็กน้อย เช่นนั้นต้องทำให้มันเกิดประโยชน์มากที่สุด แม้ยามนี้ร่างกายจะเริ่มผ่ายผอมมากกว่าตอนอยู่กับเขาแต่นางก็จะอดทน เมื่อถึงประตูเมืองเขตแดนใต้ ทหารก็ตรวจตราคนเข้าเมือง และแน่นอนว่าป้ายตามหาคนที่มีรูปของนางได้ปิดประกาศไปทั่ว ทั้งอี๋ชินอ๋องเองก็มาตรวจด้วยตัวเอง เมื่อถึงคาราวานพ่อค้า ตอนแรกจะตรวจลวก ๆ เพราะตรวจมาสิบวันก็ไม่พบคนเสียที แต่ทว่าอี๋ชินอ๋องมาเฝ้าด้วยตัวเอง ไม่อาจจะละเลยได้ ดังนั้นจึงตรวจอย่างเข้มงวดมากขึ้น “มาจากที่ใด” “เมืองหลวงขอรับ จะมาค้าขายแถบนี้” หัวหน้าคาราวานพ่อค้ากล่าวตอบไปอย่างตรงไปตรงมา “แล้วเคยเห
“เยว่อิง...เยว่อิง...” เขาวิ่งมาไม่ทัน นางไม่รู้หายไปทางไหนแล้ว “ทหารแม่นางน้อยที่มากับข้าวิ่งไปที่ใดแล้ว” เหลียงเอ้อหลางร้อนใจนักที่ไม่เห็นเมียตัวเอง “ไปด้านโน้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขารีบวิ่งตามไป พร้อมกับทหารที่วิ่งไล่ตามช่วยกันตามหานาง จนเมื่อเห็นรถม้าหน้าวังนางจึงขึ้นไปแอบอยู่ด้านหลัง ม่านเหมย ที่มาหาองค์รัชทายาทเพื่อเยี่ยมไท่จื่อเฟย ยามนี้ครรภ์เริ่มใหญ่ขึ้น จึงเอาของมาถวายเพื่อบำรุง แต่เล็กเหล่าองค์ชายทั้งสี่ก็เป็นเพื่อนเล่นกับนางมา เช่นนั้นก็หาใช่คนอื่นไกลไม่ แต่เมื่อกำลังจะกลับ ก็เห็นเหลียงเอ้อหลางที่วิ่งหน้าตาตื่นราวกับต้องการจับคน “เจ้าทำอะไร” ม่านเหมยถามสหายอีกคน “ข้าหาเมียข้าไม่รู้ว่าวิ่งไปทางไหนแล้ว” “เจ้ามีเมียตั้งแต่เมื่อไหร่ เหตุใดไม่บอกข้า” ม่านเหมยต่อว่าเอ้อหลาง แต่งงานทั้งทีไม่เห็นจะบอกนาง “เรื่องมันยาว รีบหานางก่อนข้ากลัวนางจะหลงทาง” ม่านเหมยและทหารต่างช่วยกันค้นหานาง แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา “เมียเจ้าทำไมถึงเตลิดออกมาได้ เหตุใดไม่เฝ้าไว้ดี ๆ ” เมื่อนางเริ่มเหนื่อยก็บ่นสหายแทน
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะเหลียงชินอ๋อง แม่ทัพว่าน” เหล่ากงกงถวายงานตำหนักประจิม เดินมาต้อนรับที่หน้าประตูวังก่อนเชิญทั้งหมดเข้าไป “กงกงท่านรีบมาต้อนรับข้ามีเรื่องอันใดหรือไม่” “ทูลท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงรออยู่ที่ตำหนักประจิมแล้วพ่ะย่ะค่ะ” กงกงรีบมาแจ้งก่อนจะได้เตรียมตัวไว้ถูก “เสด็จแม่เล่า” เหลียงชินอ๋องถามถึงมารดา เพราะมารดาคงไม่รู้ว่าเขาพาลูกสะใภ้มาฝาก หากต้องรับหน้าก็มีท่านลุงแล้ว “ย่อมรออยู่พร้อมกันพ่ะย่ะค่ะ” หลังได้คำตอบใบหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อครู่ก็หุบลงทันที เขารีบเดินไปกระซิบกับท่านลุงก่อนที่จะเข้าไปด้านใน “ท่านลุง เห็นทีคราวนี้คงต้องพึ่งบารมีท่าน” “อันใดอีก” ว่านซีเหว่ยมองหน้าหลานชายอย่างชอบกล จะมาพึ่งบารมีอันใดกับเขาเจ้าหลานตัวแสบก็เป็นถึงชินอ๋อง “ท่านต้องเชิดชูพ่อตาข้าให้มาก แล้วก็โน้มน้าวท่านแม่ให้ข้าด้วย” เขาไม่เชิงขอร้องแต่คล้ายกับสั่งเสียมากกว่า “เจ้าไม่ทูลเองเล่า เหตุใดปาขี้ใส่หน้าบ้านข้า” ว่านซีเหว่ยรีบยืดอกทันที เรื่องแบบนี้รับปากง่าย ๆ ได้อย่างไร ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน “ท่านอยากนอนที
เย่อเทียนเพิ่งกลับจากจวนของโหลวอี้เยี่ยน ก็ต้องกลับไปอีก แต่จะให้ไปกลับกี่รอบก็ได้ แต่นางเองก็เบื่อความเอาแต่ใจและไร้ยางอายของนาง ที่เอาแต่ตามนายน้อยของตนจนแทบไม่มีเวลาทำการใด “หากงานนายน้อยสำเร็จเมื่อไหร่ เจ้าเป็นคนแรกที่ข้าจะปลิดชีพ” เย่วเทียนสบถคำแล้วเดินมุ่งไปจวนนายน้อยของตน
การเดินทางสู่เมืองหลวงใช้เวลานับห้าวันจากหนานฟง เนื่องจากชายแดนประจิมนั้นระยะทางค่อนข้างไกล และเมื่อก่อนเข้าเมืองหลวงก็แวะรับเสด็จพี่อีกด้วย “ฉางอี้อย่าให้ผิดพลาด เขากำชับคนสนิทของตัวเองอีกครั้ง” “พ่ะย่ะค่ะ” ฉางอี้รับคำแล้วก็ไปดำเนินการตามที่รับสั่ง ภายในรถม้ายามนี้มีเ
หลังจากแยกย้ายจากจวนสกุลลู่ เหลียงเอ้อหลางกับฉางอี้แยกย้ายกันไปทำงาน เพื่อสืบที่มาของกลุ่มชุดดำที่แฝงตัวเข้ามาในงานเลี้ยง มีคนกำลังต้องการป้ายสีสกุลว่าน และอยากรู้ว่าเกี่ยวกับหนึ่งในสี่สกุลมารดาของเหล่าพี่น้องเขาหรือไม่ ตอนนี้ฝ่าบาทกำลังมีการแต่งตั้งไท่จื่อ และเป็นพี่ชายใหญ่ที่ได้รับตำแหน
“เยว่อิง อย่าเสียมารยาทกับคุณชายเหลียง นี่คุณชายเหลียง หลานชายท่านแม่ทัพว่าน รู้จักกันไว้เสียสิ” ลูเยว่เฟิงถือโอกาสแนะนำให้ทั้งคู่รู้จักกัน เพื่อต่อไปภายภาคหน้าหากสกุลลู่มีภัย เผื่อจะได้เป็นที่พึ่งในตำหนักประจิม ลู่เยว่อิง แม้ว่าจะเป็นสตรีดื้อด้าน แต่ต่อหน้าแขกนางก็มิอาจจะทำให้ผู้เป็นบิดา







