LOGIN“ท่าน...ท่านอ๋อง...มะ...มันเสียว...อึ่ก...” “ข้ารู้...หากเจ้าชอบข้าก็อยากทำให้เจ้า” แรงบีบเข้ามาที่ไหล่และแรงบีดรัดของร่องสาวทำให้เขาอยากรักนางแรง ๆ ก่อนจะส่งลำมังกรใหญ่เข้าไปนิ้วเรียวของเขาส่งนำทางเข้าไปสำรวจความคับแคบนั้นก่อน เมื่อน้ำหวานไหลอาบนิ้วเขาก็ชักออกทันทีแล้วแทนที่ด้วยลำเนื้อแท่งใหญ่ ซวบ...! “อ๊ะ...อื้อ...” เสียงนางครางเมื่อแท่งร้อนเข้าไปจนสุดโคน นางที่โดนเขารังแกมาตลอดหลายวัน ต่อให้เหน็ดเหนื่อยปานใด ยามเขาเล้าโลมร่างกายมันก็อยากกลืนกินของเขาอีก “เจ้าอยากขี่มังกรอีกหรือไม่” เขาเอนตัวแล้วให้นางขี่อยู่ด้านบน มือหนาจับสะโพกเล็กให้ขยับไปตามจังหวะของเขา “อ่าห์...ดียิ่ง ยามเจ้าขี่ข้าเช่นนี้ ข้าชอบนัก” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มยั่วยวนทั้งชื่นชมบทรักของเมียสาว นางจะได้ทำให้เขาบ่อยขึ้นอีก นางได้รับคำชมยิ่งขยับแรงขึ้นแรงขึ้น จนเสียงเนื้อที่กระทบกันในร่มผ้าดังออกมา ภายนอกเหมือนหนุ่มสาวกำลังพลอดรักเพราะเสื้อผ้ายังอยู่ครบ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเอานางทั้งที่ยังมีอาภรณ์ครบถ้วน ลำมังกรเสียดสีไปกับช่องทางรักข
เหลียงชินอ๋องได้ให้เมียขี่มังกรอยู่หลายวันกว่าจะให้นางออกมานอกห้อง เขามันคนกินไม่รู้จักอิ่มกินมาก จนนางต้องร้องขออยู่หลายหนนัก “วันนี้ให้หม่อมฉันออกข้างนอกได้แล้วนะเพคะ อยู่แต่ในห้องอุดอู้” เขาที่เพิ่งปล่อยให้นางเป็นอิสระนางจึงต้องดักทางเขาไว้ก่อน “เจ้าเดินไหวหรือ” นางเอาแต่บอกขาอ่อนไม่มีแรง แล้วอยากไปข้างนอก มันน่าตีนัก เขาสิไม่อยากให้นางออกไปไหนเลยด้วยซ้ำ อยากรักให้ร่างกายนางจำว่าเขาคือเจ้าของ “ก็ใครล่ะเพคะ” นางค้อนเขาคนบ้ากามเอาแต่กินทั้งวันทั้งคืน ทั้งที่ท่านหมอบอกให้พักผ่อนให้มากก็ตาม “เป็นข้าที่ผิดเอง แต่ใครใช้ให้เรางดงามเพียงนี้เล่า ใครจะอดใจได้ไหวกัน” คำชมของเขาหาได้เกินจริงสักนิดเดียว นางงดงามจนใจเขาเจ็บปวดนักยามห่างไกลกัน “แล้วไม่กลัวหม่อมฉันหนีอีกแล้วเหรอเพคะ” “ไม่ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าคลาดสายตา” “แต่หม่อมฉันไม่อยากเป็นพระชายา มันอึดอัด อยากเป็นคนธรรมดามากกว่า จะไปไหน ทำอะไรก็ไม่ต้องมีคนมาตามให้ยาวเหยียด” นางลุกขึ้นแล้วทำท่าจะหนีเขาไปแต่งตัวแต่ก็โดนรวบเอวไปนั่งบนตักแกร่งของบุรุษหนุ่ม ที่คลั่งรักเมียสาวจนไม่อา
“ไป...!” คนห่วงเมียก็ไม่คิดอันใด รีบขี่ม้าไปทันที แล้วก็เป็นอย่างที่เย่อเทียนกล่าว มีเรือมาเทียบท่าก่อนจะล่องยาวลงไปทางใต้ไม่แวะที่ใด ทั้งสามขึ้นเรือขนสินค้าขนาดใหญ่ทำให้เอาม้าขึ้นเรือมาได้ เรือลำนี้ล่องมาจากเมืองเหนือ เพื่อลงมาทางใต้ นำสินค้าภาคเหนือ ผ้าไหมแพรพรรณชั้นดีลงมาขาย และล่องไปถึงแคว้นที่ติดต่อกับต้าเฉิงอีกด้วย เยว่อิงอยู่ในตำหนักของอี๋ชินอ๋อง นางยังไม่วางใจ ทุกคืนต้องสะดุ้งตื่นกลัวจะโดนจับไปรับโทษอีก นางไม่อยากไปไหนทั้งนั้น อยากกลับบ้าน อยากอยู่ลำพังไม่อยากพบผู้ใด นางเครียดจนคลื่นไส้ออกมา เสียงโอ้กอ้ากดังขึ้นในเรือนพักของนาง ทำให้อี๋ชินอ๋องเป็นกังวลใจนัก “ไปตามหมอมา” เขาเริ่มเป็นห่วงนาง และก็รอว่าพี่ชายเมื่อไหร่จะเดินทางมาถึง เมื่อหมอได้มาตรวจและให้ยาสงบจิตใจให้นางนอนหลับให้สนิท ก็คลายกังวล “นางไม่ได้เป็นอันใดใช่หรือไม่” “ทูลท่านอ๋อง นางเพียงแต่คิดมาก พักผ่อนน้อย นอนหลับไม่สนิทเท่านั้น ให้นอนหลับมาก ๆ สักสองสามวันก็จะดี” “ขอบคุณท่านหมอ” เขาไปส่งท่านหมอ พร้อมกับที่มีร่างใครบางคนวิ่งเข้ามา แต่เมื่
ลู่เยว่อิงที่รอนแรมมากับคาราวานพ่อค้าเกือบสิบวัน ก็ใกล้ถึงแดนใต้แล้ว นางนอนหนาวเหน็บทุกคืน คิดถึงแต่เขาไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง บางคืนนางนอนสะอื้นไห้แต่ทว่านางและเขาคงไปกันไม่รอดหรอก อีกอย่างวังหลวงนางก็เกลียดเข้าไส้อยู่แล้ว จะให้นางกลับไปตายก็ไม่เอาหรอก ยอมหนาวตายด้านนอกดีกว่าหัวขาดไม่สวย หลายวันมานี้นางกินแต่หมั่นโถวแข็ง ๆ ประทังความหิวไปก่อน เดี๋ยวไปถึงเมืองใต้แล้วคงจะหาลู่ทางทำมาหากิน นางมีเงินติดตัวอยู่เล็กน้อย เช่นนั้นต้องทำให้มันเกิดประโยชน์มากที่สุด แม้ยามนี้ร่างกายจะเริ่มผ่ายผอมมากกว่าตอนอยู่กับเขาแต่นางก็จะอดทน เมื่อถึงประตูเมืองเขตแดนใต้ ทหารก็ตรวจตราคนเข้าเมือง และแน่นอนว่าป้ายตามหาคนที่มีรูปของนางได้ปิดประกาศไปทั่ว ทั้งอี๋ชินอ๋องเองก็มาตรวจด้วยตัวเอง เมื่อถึงคาราวานพ่อค้า ตอนแรกจะตรวจลวก ๆ เพราะตรวจมาสิบวันก็ไม่พบคนเสียที แต่ทว่าอี๋ชินอ๋องมาเฝ้าด้วยตัวเอง ไม่อาจจะละเลยได้ ดังนั้นจึงตรวจอย่างเข้มงวดมากขึ้น “มาจากที่ใด” “เมืองหลวงขอรับ จะมาค้าขายแถบนี้” หัวหน้าคาราวานพ่อค้ากล่าวตอบไปอย่างตรงไปตรงมา “แล้วเคยเห
“เยว่อิง...เยว่อิง...” เขาวิ่งมาไม่ทัน นางไม่รู้หายไปทางไหนแล้ว “ทหารแม่นางน้อยที่มากับข้าวิ่งไปที่ใดแล้ว” เหลียงเอ้อหลางร้อนใจนักที่ไม่เห็นเมียตัวเอง “ไปด้านโน้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขารีบวิ่งตามไป พร้อมกับทหารที่วิ่งไล่ตามช่วยกันตามหานาง จนเมื่อเห็นรถม้าหน้าวังนางจึงขึ้นไปแอบอยู่ด้านหลัง ม่านเหมย ที่มาหาองค์รัชทายาทเพื่อเยี่ยมไท่จื่อเฟย ยามนี้ครรภ์เริ่มใหญ่ขึ้น จึงเอาของมาถวายเพื่อบำรุง แต่เล็กเหล่าองค์ชายทั้งสี่ก็เป็นเพื่อนเล่นกับนางมา เช่นนั้นก็หาใช่คนอื่นไกลไม่ แต่เมื่อกำลังจะกลับ ก็เห็นเหลียงเอ้อหลางที่วิ่งหน้าตาตื่นราวกับต้องการจับคน “เจ้าทำอะไร” ม่านเหมยถามสหายอีกคน “ข้าหาเมียข้าไม่รู้ว่าวิ่งไปทางไหนแล้ว” “เจ้ามีเมียตั้งแต่เมื่อไหร่ เหตุใดไม่บอกข้า” ม่านเหมยต่อว่าเอ้อหลาง แต่งงานทั้งทีไม่เห็นจะบอกนาง “เรื่องมันยาว รีบหานางก่อนข้ากลัวนางจะหลงทาง” ม่านเหมยและทหารต่างช่วยกันค้นหานาง แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา “เมียเจ้าทำไมถึงเตลิดออกมาได้ เหตุใดไม่เฝ้าไว้ดี ๆ ” เมื่อนางเริ่มเหนื่อยก็บ่นสหายแทน
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะเหลียงชินอ๋อง แม่ทัพว่าน” เหล่ากงกงถวายงานตำหนักประจิม เดินมาต้อนรับที่หน้าประตูวังก่อนเชิญทั้งหมดเข้าไป “กงกงท่านรีบมาต้อนรับข้ามีเรื่องอันใดหรือไม่” “ทูลท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงรออยู่ที่ตำหนักประจิมแล้วพ่ะย่ะค่ะ” กงกงรีบมาแจ้งก่อนจะได้เตรียมตัวไว้ถูก “เสด็จแม่เล่า” เหลียงชินอ๋องถามถึงมารดา เพราะมารดาคงไม่รู้ว่าเขาพาลูกสะใภ้มาฝาก หากต้องรับหน้าก็มีท่านลุงแล้ว “ย่อมรออยู่พร้อมกันพ่ะย่ะค่ะ” หลังได้คำตอบใบหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อครู่ก็หุบลงทันที เขารีบเดินไปกระซิบกับท่านลุงก่อนที่จะเข้าไปด้านใน “ท่านลุง เห็นทีคราวนี้คงต้องพึ่งบารมีท่าน” “อันใดอีก” ว่านซีเหว่ยมองหน้าหลานชายอย่างชอบกล จะมาพึ่งบารมีอันใดกับเขาเจ้าหลานตัวแสบก็เป็นถึงชินอ๋อง “ท่านต้องเชิดชูพ่อตาข้าให้มาก แล้วก็โน้มน้าวท่านแม่ให้ข้าด้วย” เขาไม่เชิงขอร้องแต่คล้ายกับสั่งเสียมากกว่า “เจ้าไม่ทูลเองเล่า เหตุใดปาขี้ใส่หน้าบ้านข้า” ว่านซีเหว่ยรีบยืดอกทันที เรื่องแบบนี้รับปากง่าย ๆ ได้อย่างไร ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน “ท่านอยากนอนที
“ฉางอี้...” เหลียงเอ้อหลาง เรียกคนของตนที่กำลังจะวิ่งตามไป ให้ปล่อยคนร้ายไปก่อน ยามนี้ช่วยคนสำคัญทั้งยังต้องดับไฟที่จวนอีก “พ่ะย่ะค่ะ” ฉางอี้จำต้องวิ่งกลับมาหาผู้เป็นนาย ท่านเจ้าเมืองเล่าอยู่ที่ใด “กระหม่อมอุ้มไปไว้ที่กลางลานแล้วพ่ะย่ะค่ะ พบว่าลมหายใจรวยริน น่าจะรับยาสลบเป็นอันม
เหลียงเอ้อหลางอยู่กลางทางระหว่างเมืองหลวงและหนานฟง การเดินทางกินเวลาถึงสามวันแล้ว อีกเพียงวันเดียวก็จะถึงแต่เขารู้สึกร้อนลนนักไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดกัน“เจ้าไปซื้อม้าเร็วมาให้ข้า” เขาตัดสินใจควบม้าออกไป เร่งให้ถึงคืนนี้ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้เขาไม่อาจจะรั้งรออีกต่อไปได้“พ่ะย่ะค่ะ” ทหารที่ติดตามเหลีย
หลังจากกลับจากเขตแดนประจิมเขาก็ว้าวุ่นมาหลายเดือน จนเมื่อคิดได้แล้วจึงไปทวงบุญคุณกับพี่ชายตน เพราะว่าเป็นเขาที่ทำให้ทั้งพี่ชายและพี่สะใภ้มีวันนี้ เขาจึงต้องทำอันใดสักอย่าง และข่าวเรื่องกบฏสกุลว่านนับวันยิ่งลือหนัก ทำให้เขาต้องลงไปจัดการด้วยตัวเองอย่างเงียบ ๆ แม้ว่าเสด็จพ่อจะให้เขาอยู่นิ่งเฉยก่อน แต
“พะ...พ่ะย่ะค่ะ...” ฉางอี้ไปจัดการตามรับสั่งของเหลียงชินอ๋อง ‘หึ...! สตรีเช่นนี้ไม่ควรค่าให้ข้าสนใจเลยสักนิด หากไม่ใช่บุตรสาวเจ้าเมืองลู่เยว่เฟิง ขุนนางผู้จงรักภักดี เจ้าอย่าหวังว่าข้าจะไยดี’เขากรุ่นโกรธนางนัก ไม่รู้จักรักตัว ไม่ใช่ว่ารูปโฉมนางงดงามเป็นที่หนึ่งหรอกหรือ ที่ทำให้ท่านเจ้าเม







